การอบรมเชิงปฏิบัติการ
การเขียนบทคัดย่อและบทความทางวิชาการ
วันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน 2561
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
การเขียนบทความทางวิชาการ
ประเภทของบทความทางวิชาการ
บทความทางวิชาการ โดยทั่วไปแบ่งได้ 3 ประเภท ได้แก่ บทความวิชาการ (academic articles) บทความวิจัย (research articles) และบทความวิจารณ์ (article reviews)
1. บทความวิชาการ คือ เอกสารที่เรียบเรียงจากผลงานทางวิชาการของตนเองหรือผู้อื่นในลักษณะที่เป็นการวิเคราะห์วิจารณ์หรือเป็นบทความที่เสนอแนวความคิดใหม่ ๆ จากพื้นฐานทางวิชาการนั้น ๆ
2. บทความวิจัย คือ บทความที่เขียนขึ้นจากงานวิจัยของตนเอง มีการกำหนดปัญหาและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน มีการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ สรุปและอภิปรายผลการวิจัย อันนำไปสู่ความก้าวหน้าทางวิชาการ
3. บทความวิจารณ์ คือ บทความที่ศึกษาผลงานหรือแนวคิดอย่างใดอย่างหนึ่งโดยละเอียด รวมทั้งมีการวิเคราะห์และอภิปรายผลของเรื่องที่ศึกษาให้เห็นแนวโน้มว่าควรเป็นไปในทางใด มีข้อดีข้อเสียอย่างใด แสดงการเคลื่อนไหว การเกิดของความรู้ใหม่อย่างชัดเจน
ส่วนประกอบของการเขียนบทความวิจัย
1. บทคัดย่อ เป็นเนื้อหาสาระส่วนที่นำเสนอวัตถุประสงค์การวิจัย วิธีการวิจัย และผลการวิจัย โดยสรุป (รวมทั้งข้อเสนอแนะในการวิจัย) เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพรวมงานวิจัยทั้งฉบับ และมีคำสำคัญ (Keywords) ไว้ด้วย
2. ส่วนนำ ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 4 ส่วน
ส่วนแรก การบรรยายให้ผู้อ่านได้รู้ว่าบทความวิจัยนี้พัฒนามาจากผลงานวิจัยที่มีมาก่อนอย่างไรในที่นี้หมายถึงความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาในการวิจัย
ส่วนที่สอง กล่าวถึงปัญหาวิจัยและวัตถุประสงค์การวิจัย
ส่วนที่สาม คือ รายงานเอกสารที่เกี่ยวกับการวิจัยเฉพาะส่วนที่เป็นทฤษฎีและงานวิจัยที่สำคัญ เพื่อนำไปสู่การสร้างกรอบแนวคิด ตลอดจนสมมติฐานการวิจัย
ส่วนที่สี่ เป็นรายงานระบุเหตุผลพร้อมเอกสารอ้างอิงในการเลือกวิธีดำเนินการวิจัยที่จะใช้ในบทความวิจัยนี้เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงความคิดกับเนื้อหาสาระ
3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล คือส่วนสำหรับบรรยายว่าจะเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างไร และนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลพร้อมทั้งการตีความ โดยมีการนำเสนอตารางและภาพประกอบเท่าที่จำเป็น ผลการวิเคราะห์ที่สำคัญในตารางหรือภาพประกอบต้องมีการบรรยายในส่วนที่เป็นข้อความ
4. การอภิปราย/การสรุปผล เป็นการบรรยายสรุปข้อค้นพบที่ได้จากการวิจัยประกอบการอธิบายว่าข้อค้นพบมีความขัดแย้ง/สอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัยและผลงานวิจัยในอดีตอย่างไร พร้อมทั้งเหตุผล
5. การอภิปรายข้อจำกัด/ข้อบกพร่อง ข้อดีเด่น ซึ่งนไปสู่ข้อเสนอแนะในทางปฏิบัติและข้อเสนอแนะในการวิจัยต่อไป
6. ส่วนอ้างอิง/ภาคผนวก
ส่วนอ้างอิง ประกอบด้วย รายการอ้างอิง และเชิงอรรถ
ส่วนที่เป็นภาคผนวก ส่วนที่ผู้วิจัยนำเสนอสาระที่ผู้อ่านควรได้รับรู้เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่กำหนดในบทความ เช่น ตัวอย่างเครื่องมือวิจัย เป็นต้น
แนวทางการเขียนบทความวิจัย
1. จะต้องเป็นบทความที่ลดรูปหรือนำงานวิจัยมาเขียนใหม่ และผู้เขียนต้องมีความเข้าใจ กระจ่างแจ้งในรายงานการวิจัยที่จะนำมาเขียน
2. เริ่มต้นจากการทำโครงร่าง การจัดลำดับความคิด การเรียบเรียงเนื้อหาสาระ เขียนเป็นฉบับร่างจากนั้นทิ้งไว้ 1-2 สัปดาห์ จึงนำมาอ่านเพื่อปรับปรุงทบทวนและภาษา ตลอดจนแบบการเขียนให้ ถูกต้องตามแบบของบทความวิจัย การใช้ภาษาทางการที่เป็นมาตรฐาน มีความเหมาะสมกับผู้อ่านที่เป็นนักวิชาการ และใช้ภาษาถูกต้องตามหลักภาษา
3. ต้องมีข้อคิดเห็นที่ชัดเจนโดยนำประเด็นที่เด่นที่สุดในงานวิจัยมาเขียนเพียง 1 หรือ 2 ประเด็น ดังนั้น จะต้องปรับชื่อเรื่องและเนื้อหาให้มีความสอดคล้องกับบทความที่เขียนขึ้นใหม่ ขณะที่เนื้อหาในบทความต้องมีความสมบูรณ์ในแบบมาตรฐานของงานวิชาการ การนำเสนอเนื้อหา ควรนำเสนอสาระสำคัญของงานวิจัยอย่างตรงไปตรงมา ชัดเจน ถูกต้องและสมบูรณ์จนผู้อ่านสามารถทำวิจัยในลักษณะเดียวกันได้
4. บทความวิจัยไม่ใช่สรุปย่องานวิจัย การเขียนจะต้องกะทัดรัด ตรงประเด็น บอกกระบวนการมีสาระที่ชัดเจน มีระบบอ้างอิงที่ถูกต้อง ให้ข้อมูลตามหลักวิชาที่ถูกต้อง
5. การลำดับเนื้อหาควรเป็นไปตามหลักการวิจัย มีความต่อเนื่องตั้งแต่ต้นไปจนถึงการสรุป และการอภิปรายผลการวิจัย แต่ละย่อหน้ามีประโยคสำคัญ และมีความเชื่อมโยงถึงกัน การใช้คำศัพท์ควรใช้คำศัพท์ที่มีการบัญญัติศัพท์เป็นทางการหรือคำศัพท์ที่ได้รับการรับรองใช้กันแพร่หลาย
6. การเขียนประโยค ควรเป็นประโยคสมบูรณ์ และพยายามใช้ประโยคสั้น หลีกเลี่ยงประโยคซ้อน ควรระมัดระวังเครื่องหมายวรรคตอนให้ถูกต้องทุกประโยค
เขียนบทความแบบไหนให้ได้ตีพิมพ์
การเขียนบทความ หลาย ๆ คนมักบ่นว่าทำไมถึงเขียนยาก เขียนลำบากขนาดนี้ แท้ที่จริงแล้วแค่เราไม่รู้หลักการเขียนแค่นั้นเอง วันนี้เลยมาแบ่งปันประสบการณ์ให้พวกเราเอาไปทำตามได้เลย
1. เลือกบทความที่เราจะลงตีพิมพ์ แล้วดู template และรูปแบบการพิมพ์มาอ่านก่อน
2. ให้เอางานวิจัยที่ได้ลงตีพิมพ์แล้วมาดูว่าเขาเขียนอย่างไรให้ได้ตีพิมพ์ อย่าไปสนใจถ้าคนจะว่าเรา copy เราเพียงแต่ดูวิธีการของคนสำเร็จว่าเขาทำอย่างไร เท่านั้น
3. ลองคิดชื่อเรื่องเล่น ๆ โดยเอาคำสองสามคำที่มีความสัมพันธ์และสามารถเชื่อมโยงหากันได้มาวางทีละคำ แล้วลองเขียนคำเชื่อมเล่น ๆ เช่น
นักเรียนออทิสติก
พฤติกรรมก้าวร้าว
การฝึกการแทนที่ความก้าวร้าว
เห็นหรือไม่ว่า 3 คำนี้มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ลองเอามาผสมกัน ลองนึกเล่น ๆ โดยเอาคำมาเชื่อมกันว่าถ้า 3 คำนี้อยู่ด้วยกันจะเกิดอะไรขึ้น แล้วลองลงมือเขียนดู อย่าเพิ่งพิมพ์ ให้ลองเขียนดูก่อน เมื่อได้แล้วค่อยเริ่มวางโครง
4. เริ่มวางโครง โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ บทนำ เนื้อหา และสรุป ซึ่งในการเขียนบทความของแต่ละวารสารจะมีข้อจำกัดว่าเขียนได้ไม่เกินกี่หน้า เช่น 10-15 หน้า 15-20 หน้าเราต้องรู้ด้วย เพื่อนำมาวางโครงในแต่ละส่วนให้ชัดเจน
4.1 บทนำ (ความสำคัญและปัญหาการวิจัย รวมถึงแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง วัตถุประสงค์ของการวิจัย คำถามการวิจัย (ถ้ามี) สมมติฐานการวิจัย (ถ้ามี) ขอบเขตของการวิจัย (ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง ตัวแปรที่ศึกษา ระยะเวลาดำเนินการ))
4.2 เนื้อหา (วิธีการดำเนินการวิจัย เครื่องมือวิจัย การดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลหรือการทดลอง วิธีเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัย)
4.3 สรุป (สรุปและอภิปรายผล ข้อเสนอแนะ และรายการอ้างอิง)
วางโครงไปเรื่อย ๆ จนพอใจ ถ้ายังไม่พอใจก็สามารถปรับได้ แต่ตอนนี้ขอให้วางไว้ก่อน
5. จากนั้น ให้วางโครงในแต่ละย่อหน้าของแต่ละส่วนว่าเราจะเขียนกันแบบไหน และจะเอารายละเอียดอะไรมาใส่ และให้เลือกรูปแบบการเขียนเลยว่าจะเขียนแบบ copy & paste, copy & develop หรือ integrate เลือกเอาแบบที่เราเขียนแล้วคิดว่าจะได้ตีพิมพ์ ถ้าเขียนแล้วไม่ได้ตีพิมพ์ อย่าเอามา เสียเวลา
6. การอ้างอิง กรณีไม่เกิน 10-15 หน้า ควรอ้างอิง 10-15 คน ถ้า 15-20 หน้า ควรอ้างอิง 20-30 คน โดยควรอ้างอิงแนวคิดของคนที่มีชื่อเสียงในวงการนั้น ๆ งานวิจัยก็ควรจะทันสมัย (ไม่เกิน 10 ปี) จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มความหนักแน่นให้แก่งานเราเป็นอย่างมาก ส่งผลให้งานเราได้ตีพิมพ์
7. สิ่งประกอบที่ควรมีในการเขียนบทความ
ภาพประกอบ จะทำให้งานน่าอ่าน
ตาราง จะเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเรา เพราะมีการนำเสนอใบแบบที่เป็นการสรุปมา
กราฟ จะแสดงความเป็นปัจจุบันให้กับเราว่าเอามามันตรวจสอบกลับไปได้
8. สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ รูปแบบการอ้างอิง ต้องตรงตามกำหนดของวารสารที่เราจะลงตีพิมพ์
9. นำส่งอาจารย์ที่ปรึกษาก่อนจะส่งเข้าระบบ เพราะอาจารย์ต้องมีชื่อในงานของเราด้วย เราเขียนดีอาจารย์ได้หน้า แต่เราเขียนไม่ดี อาจารย์เสีย และแสดงถึงคุณภาพนักศึกษาด้วย
10. ปรับแก้จนพอใจแล้ว ส่งเข้าระบบได้เลย
11. วารสารจะใช้เวลาอ่าน และให้ผู้ทรงคุณวุฒิอ่าน แล้วจะส่งมาให้เราแก้ไข เราก็แก้ โดยจะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน เราจะได้ตีพิมพ์ ซึ่งในเบื้องต้นวารสารจะส่งหนังสือตอบรับมาให้ก่อน จากนั้นเราจะได้ตีพิมพ์
HOW TO WRITE A RESEARCH ABSTRACT
The Abstract
- The abstract should be the best part of the paper!
- It is the most frequently read part of an article after the title.
Purposes of the Abstract.
- Helps reader decide whether to read the article (ie, is this important to me?)
- Provides reminders for readers after they’ve read the article.
- Directs readers’ attention to the highlights of the article.
Characteristics of the Abstract
- Accurate, coherent, and readable.
- Concise, specific, and selective.
- Self-contained, ie, stand alone.
Content of an Abstract
- Define purpose and scope of study, ie, the question.
Introduction = Why?
- Describe materials and methods used.
Materials and Methods = How?
- Summarize the results.
Results = What?
- State the conclusions and their implications.
Discussion = So What?
Types of Abstracts
- Descriptive abstracts
- Indicative abstracts (review articles)
- Informative abstracts (results papers)
- Structured abstracts
- Presentation, meeting, poster abstracts
The Writing Process
- Read paper carefully
- Mark key words and sentences (look for the why, how what and so what)
- List all marked material
- Edit to condense
- Refine to reflect desired style
Remember
- Make the abstract the best part of the article
- Make sure it stands alone
Double check every piece of data
Choosing the Right Journal
- What is your audience?
- Refer to journals where articles from your literature review were published.
-Look at articles in your targeted journal.
- Look at citation index (ISI Journal Citation Reports) for impact factor.
Reasons Manuscripts are Accepted
- Literature review thoughtful, focused, up-to-date
- Problem important, timely, relevant, critical
- Problem well formulated, well stated
- study well-designed
- Sample size sufficiently large
- Interpretation took into account the limitations of the study
- Implications practical, useful
Results
- Description of study population and setting
- Descriptive statistics (frequencies, means)
- Results presented in text
- Objective findings without commentary
Discussion
- Summarize main findings
- Highlight study’s particular strengths
- Explain findings
- Compare findings with previous work
- Suggest implications of findings
- Suggest future directions
References
- Usually 10-30
- Current
- Places study in appropriate context