ทำไมต้องถอดบทเรียน ?
.
เป็นคำถามที่คนรุ่นใหม่ต้องคิด ในฐานะนักกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ เพราะเป็นกระบวนการสำคัญที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงทักษะการคิดตามหลักพุทธิพิสัย(Cognitive Domain) ของบลูม โดยการทบทวนตนเอง สะท้อนผลภายในตนเอง(Reflection) ให้เกิดชุดองค์ความรู้ที่สำคัญเเละจำเป็น ต่อการพัฒนาศักยภาพความเป็นมนุษย์และการพัฒนาเชิงสังคม
.
การถอดบทเรียนเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า (AAR:After action review) หรือการถอดรหัส เป็นเรื่องของการจัดการความรู้(Knowledge management) ทั้งนี้มีกระบวนการสำคัญ คือ การตีความชุดประสบการณ์ใหม่เเละประสบการณ์เดิมเข้าด้วยกัน วิเคราะห์ สังเคราะห์ถึงขั้นเกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ ซึ่งเป็นกระบวนการจากจิตสำนึกย้อนกลับมาสู่จิตใต้สำนึก ตามโมเดลการเรียนรู้ ของ อ.ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา 
.
ชุดความรู้ในการถอดบทเรียนนั้น มีอยู่ ๒ ชุด ได้แก่ ความรู้แบบฝังลึก(Tacit knowledge) และความรู้แบบตำรา(Explicit knowledge) ในยุคนี้ เรามักถอดบทเรียนจากความรู้ฝังลึก เพราะเป็นชุดประสบการณ์ที่ผ่านการลงมือทำ โดยเฉพาะนักกิจกรรมที่ผ่านการปฏิบัติ หรือผู้เข้าร่วมอบรม เป็นความรู้ที่ผ่านการจัดการอย่างเป็นระบบมากขึ้นตามลำดับ โดยไล่จาก Data Information knowledge and wisdom ตามทฤษฎีพีระมิดความรู้ของ Hideo yamazaki จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านปัจเจกบุคคล ด้านวิชาการ เเละด้านการเคลื่อนไหวเชิงสังคม
.
วิธีการถอดบทเรียนสามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่น การเขียน การสนทนา การสัมภาษณ์ การสอบถาม แต่ที่ผู้เขียนนิยมใช้ คือ การเขียนสะท้อนผลตนเอง โดยให้ผู้ที่ผ่านกิจกรรมการอบรมเเล้ว ผ่านเครื่องมือ ผ่านกระบวนการ และผ่านการปฏิบัติที่เติมเต็มองค์ความรู้ ก็จะจัดการความรู้จากการปฏิบัติ อาจให้เขียนว่า รู้สึกอย่างไร(feel) ประทับใจอะไร ได้เรียนรู้อะไรบ้าง(knowledge) ได้ฝึกทักษะอะไรบ้าง(Skills) เกิดการเปลี่ยนแปลงตนเองอย่างไร (Change : เฉพาะกิจกรรมต่อเนื่อง) โดยให้เขียนเเล้วเเลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันเเละกัน หากผู้รับการถอดบทเรียนมีชุดประสบการณ์เดิมอยู่มาก จะเป็นวงสนทนาที่ได้องค์ความรู้มากอย่างยิ่ง ทั้งนี้ผู้รับการถอดบทเรียนจะต้องมีความพร้อมพอสมควรตามกฎแห่งความพร้อมของธอร์นไดร์ เพราะเป็นปัจจัยแรก(Input) ที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดี(Output) นั่นเอง 
.
ทำไมต้องถอดบทเรียนในกิจกรรม
๑) เพื่อการฝึกทักษะการคิด เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนานักเรียน เเละเป็นทักษะการเรียนรู้ที่จำเป็นในศตวรรษที่ ๒๑
๒) เพื่อการจัดการความรู้ ให้ประสบการณ์สามารถจับต้องได้เชิงรูปธรรม คนอื่นๆนำไปใช้ได้ เป็นนวัตกรรมเชิงกระบวนการหรือนวัตกรรมแบบอื่นๆ
๓) เพื่อให้เกิดการตระหนักรู้ภายใน(Self awareness) พัฒนาเชาว์ปัญญาในการเข้าใจตนเองเเละผู้อื่น
.
กิจกรรมสุดท้ายของค่ายต่างๆมักเป็นการถอดบทเรียน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการฝึกทักษะการคิดเพื่อการเปลี่ยนแปลง ก้าวเข้ามาสู่ "ประสบการณ์ที่จับต้องได้" เพื่อที่จะนำไปสู่การเรียนรู้ในอนาคต ประเทศที่พัฒนาเเล้วเขาจะเน้นเรื่องการจัดการความรู้ เช่น อเมริกา เป็นต้น ซึ่งการถอดบทเรียนในด้านการศึกษาบนฐานปฏิบัตินิยม คือ หัวใจสำคัญให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 
.
กิจกรรมของคุณ มีจัดการความรู้ เเล้วหรือยัง ?
.
อ้างอิง
หนังสือขอบฟ้าใหม่ในการจัดการความรู้ โดย ศ.นพ. วิจารณ์ พานิช
พีระมิดแห่งความรู้ ศึกษาได้จาก http://km-by-blog.blogspot.com/2010/06/blog-post_08.htm
โมเดลการเรียนรู้ของ อ.ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ศึกษาได้จาก https://www.gotoknow.org/posts/587839