อ.แนบ มหานีรานนท์ เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๐ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๓ ปีระกา จ.ศ. ๑๒๕๘ เป็นบุตรีของอำมาตย์เอก พระยาสัตยานุกูล ตม.ตช. (นุช มหานีรานนท์) ตำแหน่งผุ้กำกับถือน้ำ กับคุณหญิงแปลก สัตยานกูล (โรจนกุล)<p>           ในวัยเยาว์ เนื่อจากบิดาไม่สนับสนุนให้ไปศึกษาวิชาการสมัยใหม่นอกยบ้อาน แม้สมเด็จพระนาเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถจะทรงขอบุตรีให้เข้าศึกษาในโรงเรียนราชินี บิดาของท่าน็ไม่อนุญาแต่จัดการศึกษาโดยนำครูมาสอนความรุ้ให้ที่บ้าน เพื่อให้สามารถอ่านออกเขียนได้</p><p>            เมื่อโตเป็นสาวแล้ว บิดาจึงส่งไปศึกษาหาความรุ้เพิ่มเติมโดยเป็นข้าหลวงในสมเด็นที่บน (สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ) นั่นเอง</p><p>           ขณะเป็นข้าหลวง ได้รับการศึกษาวิชาแนวประเพณีนิยม ได้แก่ การศึกษาที่มุ่วหมายให้สตรีในราชำสำนักเป็นกุลสตรีหรือ(ุ้ดี ส่วนใหย่จะเป็นการฝึกงานฝีมือ ซึ่งถือเป็นวชาคู่กับหญิงชาววังมาแต่โบราณ เช่น การเย็บ ปัก ถัก ร้อย ตัดเย็บเสื้อผ้า สบง จีวร การปักด้าย ปักไหม ปักดิ้น ทั้งเครื่องละคร พัดยศ เครื่องยศผุชาย และงานดอกไม้ เช่น ร้อยมาบัย ทำตาข่ายคลุมผ้าไตร ดอกไม้แขวน ทั้งแบบพวงและแบบกระเช้าตลอดจนการจัดพาน จัดขวด ปักดอกไม้ จัดดอกไม้ช่อสำหรับงานมงคลทำบุหงา และงานพับผ้าเช็ดหน้าเป็นรูปต่างๆ รวมทั้งงานครัว เช่น การทำอาหารว่าง ของคาว ของหวาน การจัดลูกไม้พาน (การจัดสำรับผลไม้ชนิดหนึ่ง) จัดผักลงจาน ฯลฯ นอกจานั้น ยังมีงานเครื่องสำอาง เช่น การทำน้ำอบ น้ำปรุงอบผ้าย้อนผ้า ฟั่นเทียน และทำธูป</p><p>          การศึกษาและการปฏิบัติธรรม</p><p>          ท่านเร่ิมสนใจในพระพุทธศานาตั้งแต่วัยเยาว์ เรพาะที่บ้านของท่าน บิดามรดาจัดให้มีการทำบุญและสนทนาธรรมอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะคุณหญิงแปลก สัตยานุกูล(โรจนกุล) จะรักษาอุโบสถศีลประจำในวันพระ</p><p>          พ.ศ. ๒๔๗๐ อายุ ๓๐ ปี ได้เกิดความรู้สกจากผลการปกิบัติของตนว่า วิธีละกิเลสที่เรียกวามรรค ๘ นั้น ต้องรู้อยู่ที่อารมณ์ปัจจุบันเท่านั้น แต่การทดลองปฏิบัติขณะนั้น ได้แต่ทางตาอย่างเดียว และยังไม่รู้ว่าเป็นรูปเป็นนามอีกด้วย จึงเที่ยวแสวงหาอาจารย์ที่จะบอกธรรมที่เป็นปัจจบันให้เข้าใจ เทียวแสวงหาอยู่นาน ก็ยังไม่พบเหตุผลตรงกับที่ความรู้สึกกับตนเองดังกล่าว “..ข้าพเจ้าเป้นคนชอบไปในที่ประชุมต่างๆ จนคนตามที่ประชุมต่างๆ นั้นทราบกันโยมากว่า ข้าพเจ้าเป้นคนต้องการุ้ธรรมที่เป็นปัจจุบัน ไม่ต้องการรู้ธรรมที่เป็นอดีตอนาคต..”</p><p>          พ.ศ.๒๕๗๒ อายุ ๓๒ ปี ได้เริ่มสนใจศึกษรพระพุทธศานาและเริ่มเข้าวัดเป็นกิจจะลักษณะ</p><p>          พ.ศ. ๒๔๗๕ ภันทันตะวิลาสมหาเถระ ได้เข้ามาเผยแผ่วิปัสสนากรรมฐาน ณ วัดปรก อำเภอบ้านทะวาย จังหวัดพระนคร (ปัจจุบันคือ แขวงทุ่งวัดดอน เขตสาทร กรุงเทพมหานคร) เป็นที่ที่ ๒ ณ ที่ประขุมธรรมแห่งหนึ่ง ท่านได้พบหลวงประพันธ์พัฒนาการ (สอน สามโกเศศ) และท่านได้บอกกับอาจารย์แนบ มหานีรานนท์ ว่า่  “มีพระพม่ามาอยุ่ที่วัดทางบ้านทะวาย สอนทำวิปัสสนา และวิธีของท่านห้ามไม่ให้คิด ใหรู้ขึ้นมาเองโดยการเพ่ง </p><p>          จากนั้นท่านได้เข้าปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐานกับภัทัตตะวิลาส มหาเถระ เรียนรู้รูปนาม ตามทวารทั้ง ๖ อยุ่ประมาณ ๒ เดือน แล้วจึงปฏิบัติติดต่อกันประมาณ ๔ เดือน จบบรรลุมรรคผล (โสดาบัน สกทาคามี)</p><p>           ”.. วิถีมรรคมันไม่นานเลย ๗ ขณะจิตเท่านั้นเอง เห็น ๗ ขณะจิตนั้น มีแผล็บเดียว แต่จำได้หมด ขณะที่ ๑ อย่างนั้น มีความรุ้สึกอย่างนั้นกี่ขณะจิต มีความรุ้อย่างนี้ เท่านจั้นขณะ พอหมดชวนะแล้ว ก็ตกลงเป็นโลกีย เวลาเข้านิพพานนั้น ดิฉันเข้าด้วยอนิจจัง มีอนุจจังอยู่ ๓ ขณะ อนิจจังก็คือความรุ้สึกว่าจิตไม่เที่ยง เห็นไม่เที่ยง ๓ ครั้ง มีความรุ้สึกไม่เที่ยงเหมือนกันเลยแต่ละอัน และเราจึงรู้ว่ อ้อ ผลจิตไม่เหมือนกัน เกิดกี่ครั้ง เวบลานั้นปริยัติไม่รู้หรอก  เมื่อก่อนนี้ ดิฉันจะไปถามเรื่อง อนุโลมญาณ โคตรภูญาณ ท่านห้ามหมด ท่านบอกว่า อย่าเพิ่งรู้เวลานี้เลย แล้วต่อไปจะรู้เอง ตอนหลังท่านอาจารย์ให้มาเรียนพระอภิธรรมจึงรู้..”http://nab.or.th/%E0%B8%9B%E0%…</p><p>         </p>