ประเด็นร่าง พรบ. บริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นฉบับใหม่ ตอนที่ 18 : การสอบคัดเลือกสายบริหารอำนวยการ ตอน 2

ประเด็นร่าง พรบ. บริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นฉบับใหม่ ตอนที่ 18 : การสอบคัดเลือกสายบริหารอำนวยการ ตอน 2

5 เมษายน 2561

ทีมวิชาการสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย [1]  

 

ต่อเนื่องจากตอนที่แล้ว มีข้อสงสัยวิพากษ์วิจารณ์กันจากผู้เข้าสอบหลากหลายต่าง ๆ นานาใน “การสอบคัดเลือกและการคัดเลือก” ครั้งนี้ นับตั้งแต่ประเด็นเล็กน้อยไปจนถึงประเด็นใหญ่ เพราะเป็นการรวม “การสรรหา” การสอบคัดเลือกและการคัดเลือกเข้าด้วยกัน อาทิเช่น ข้อสงสัยในข้อสอบที่ใช้วัดผล การเปิดเผยเฉลยข้อสอบ การให้คะแนนผู้สอบได้  การแต่งตั้งผู้สอบได้ มาตรฐานการสอบ รวมไปถึงมาตรการในการสอบต่าง ๆ และการมีช่องทางของระบบอุปถัมภ์ รวมทั้งการทุจริตหลงเหลืออยู่หรือไม่ ฯลฯ เป็นต้น

 

ข้อสงสัยเรื่องข้อสอบสลับกันหรือไม่

มีผู้สงสัยว่าข้อสอบอัตนัยครั้งมีการสลับกันหรือไม่ระหว่างสายบริหารสูงกับสายบริหารต้น (หัวหน้าฝ่ายอำนวยการ) มีการกำหนดเงื่อนไขการเขียนคำตอบไว้ไม่เกิน 6 หน้าสมุดคำตอบ ข้อสอบบริหารสูง เป็นเรื่องการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น ข้อสอบระดับกลาง เป็นเรื่องการบริหารจัดการขยะ จังหวัดสะอาด  ข้อสอบระดับบริหารต้น เป็นเรื่องลักษณะองค์กรสมรรถนะสูง ดูจากข้อสอบอัตนัยแล้วถือว่าพอสมควร แต่มีเจตนาผิดสายสลับกันหรือไม่ คือ เอาข้อสอบระดับสูงมาเป็นระดับต้น และเอาข้อสอบระดับต้นให้ระดับสูง มีผู้พยายามคิดเหตุผลหาคำตอบให้หายสงสัยว่า คำถามใดเหมาะกับผู้บริหารสูงคำถามให้เหมาะกับผู้บริหารอำนวยการต้นที่เป็นสายผู้ปฏิบัติมาสอบ

อย่างไรก็ตามสมมติฐานในเรื่องนี้จะจริงหรือไม่ หรือจงใจเปลี่ยนคำถามหรือไม่ ดูแล้วก็มีเหตุความได้เปรียบเสียเปรียบกันบ้าง อาทิ ผู้สอบบริหารสูงส่วนใหญ่อาจไม่ถนัดเรื่องแผน เพราะบางคน ไม่เคยเป็น นักวิเคราะห์นโยบายและแผน หรือหัวหน้าสำนักปลัดฯ หรือรองปลัดฯ มาก่อนเลย และไม่เคยออกประชาคมหมู่บ้านชุมชนมาก่อน บางคนอยู่สายอำนวยการมาตลอด บางคนเติบโตมาจากระบบอุปถัมภ์ที่มีประสบการณ์งานและวิชาการที่แตกต่างกัน เพราะผู้สอบปัจจุบันเป็น ผอ.สูง หรือเคยเป็น ผอ.กลาง แล้วลดระดับลงมาสอบ บริหารสูง บริหารกลาง เป็นต้น แต่เชื่อว่าหากเป็นคนเก่งวิชาการ คงไม่เกินความสามารถตอบข้อสอบอัตนัยแต่อย่างใด

 

มาตรการรักษาความปลอดภัยข้อสอบ

มีคำถามว่าการสอบสายบริหารอำนวยการครั้งนี้ จะมีทุจริตและวิ่งเต้น ไม่ว่าการใช้เส้นสาย ปัจจัยเงินหรือผลประโยชน์อื่นใดก็ตาม เพียงใด ในมาตรการตามระเบียบกฎหมายและระบบการตรวจสอบที่เข้มงวดตามที่ กสถ.ได้กำหนดเห็นว่าไม่สามารถกระทำได้  แต่การขาดความเชื่อมั่นในระบบคุณธรรม เพราะเห็นระบบอุปถัมภ์ที่มีความเจริญเติบโต ทำให้ผู้เข้าสอบหวั่นไหวเกิดความสับสน และกังขาในระบบ เช่น ในเรื่องการจัดสรรบรรจุแต่งตั้งในตำแหน่งที่ลง ที่อาจลงตัวยาก เพราะอาจมีเรื่องเส้นสายเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นต้น หรือ การไม่ได้แสดงความจำนงเลือก(ระบุ) สถานที่ อปท. หรือ การไม่พิจารณาจาก “ภูมิลำเนา” ก็เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในการบรรจุแต่งตั้งได้

การเปลี่ยนไส้กระดาษคำตอบได้ ถือว่ามาตรการหลวมมาก  ในการจัดสอบแข่งขันโดยมหาวิทยาลัยมีการใช้วิธีฟิวส์ในทุกขั้นตอน ฟิวส์คือมีอุปกรณ์หีบห่อ มีกระดาษบาง ๆ ฉีกขาดได้ง่าย ปิดทับ กรรมการเซ็นชื่อกำกับ และพร้อมกับถ่ายรูปร่วมขณะทำงานทุกขั้นตอน กล่าวคือเหมือนการจัดการเลือกตั้ง แต่จะเข้มงวดกว่ามาก มีการควบคุมหมดโดยคณะกรรมการ ตั้งแต่คุมการพิมพ์ข้อสอบ การบรรจุข้อสอบ ลังกระดาษข้อสอบหรือคำตอบ ขั้นตอนคุมสอบโดยคณะกรรมการทั้งหมด รวมทั้งการเอากระดาษคำตอบมาให้เครื่องตรวจ หรือให้กรรมการตรวจข้อสอบอัตนัย [2] สรุปง่าย ๆ ว่ายากที่จะรั่วในระหว่างทางหรือในระหว่างขั้นตอน

แต่ในกรณีที่ข้อสอบรั่ว ก็จะมีผลว่าการทำข้อสอบสำหรับผู้ทราบคำถามข้อสอบก่อนได้เปรียบแน่นอน โดยเฉพาะข้อสอบปรนัย และ อัตนัย เพราะการรู้ธงข้อสอบก่อนจะทำให้ได้คะแนนมากกว่า อย่างไรก็ตาม ในข้อสงสัยข้อนี้ ไม่พ้นขี้ปากให้ชาว อปท. ผู้เข้าสอบได้กล่าวสบประมาทไว้มาก เพราะประสบการณ์ในระบบอุปถัมภ์ที่ผ่านมา ได้สร้างรอยร้าวให้แก่ข้าราชการส่วนท้องถิ่นมามาก  ด้วยหวังว่าการสอบในครั้งนี้ “คงมิใช่การย้ายฐานระบบอุปถัมภ์จาก อปท.และจังหวัด มาอยู่ที่ส่วนกลางนะ”

 

ข้อเสนอแนะของสมาพันธ์วิศวกร

ขอยกตัวอย่างเป็นกรณีศึกษาของการสอบครั้งนี้ มีความเห็นจากสายงานช่าง ที่เป็น “สายวิชาชีพเฉพาะทาง” จากสมาพันธ์วิศวกรท้องถิ่น ซึ่งอาจซ้ำกับตอนที่แล้วลองมาดู  

(1) ควรมีการสอบแบบมหาวิทยาลัยทั่วไป เช่น มีการสอบเป็นรายวิชา ที่เปิดสอบในทุกรอบ 3-6 เดือน เมื่อสอบผ่านก็เก็บสะสมรายวิชาไว้ได้ไม่เกิน 3 ปี และเมื่อมีการสอบวิชาที่กำหนดผ่านหมดแล้ว จึงจะมีคุณสมบัติสอบเป็นสายอำนวยการ (หัวหน้าฝ่าย หรือผู้อำนวยการกอง) ได้ เพราะการสอบครั้งเดียวแบบนี้ มีข้อจำกัดว่าระยะเวลาเตรียมตัวอ่านหนังสือที่เป็นวิชาการน้อยไป อ่านองค์ความรู้วิชาการไม่ทัน การสอบรวมแบบนี้วัดองค์ความรู้เฉพาะทางไม่ได้ ในตำแหน่งที่มีวิชาชีพ เช่น วิศวกร สถาปนิก พยาบาล นิติกร ฯลฯ  นอกจากนี้หากชัดเจนโปร่งใสก็ต้องประกาศคะแนนให้ทราบโดยทั่วกัน มีเกณฑ์การให้คะแนนผลงาน วิสัยทัศน์ การสอบสัมภาษณ์เป็นอย่างไร ที่ชัดเจนเนื่องจากการใช้คนหลายคนเป็นผู้ตรวจข้อสอบและให้คะแนน  โดยเฉพาะในการสรรหาสายอำนวยการระดับกลาง ด้านช่าง

(2) ปัญหาด้านสถานที่สอบ ในการสอบรวมมีข้อดีคือ (1) การบริหารจัดการดีมาก การเรียกตัวผู้เข้าสอบ การประชาสัมพันธ์เสียงตามสายดี (2) มีการเข้มงวดเกี่ยวกับการแต่งกาย อุปกรณ์สื่อสาร ในระดับที่ดีมาก (3)  เจ้าหน้าที่ควบคุมการสอบมีปริมาณที่เพียงพอเหมาะสม ในข้อเสียหรือข้อจำกัดที่ไม่เหมาะคือ (1) ปริมาณผู้สอบมีจำนวนมากมีปัญหา ด้านอาหาร ห้องน้ำ (2) การจัดการจราจรมีพื้นที่จำกัด เนื่องจากผู้สอบส่วนใหญ่นำรถส่วนตัวมาสอบ (3) การจราจรในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีปัญหาด้านบริหารจัดการ

(3) ปัญหาด้านข้อสอบ คือ (1) ข้อสอบแบบปรนัยในระดับกลาง ลักษณะการออกข้อสอบค่อนข้างหลากหลาย ไม่ตรงกับหัวข้อที่ระบุนัก แต่จะเป็นลักษณะเพียงแค่เกี่ยวข้อง ที่เน้นความรอบรู้มากกว่า  และเป็นการยากที่ผู้เข้าสอบจากหลากหลายตำแหน่ง จะมีความรู้ในเรื่องทั้งหมดที่ออกข้อสอบ  เพราผู้ที่ทำงานด้านช่าง ข้อสอบไม่ได้ออกเกี่ยวกับด้านช่าง หรือ พรบ.การควบคุมอาคาร, พรบ.ผังเมือง หรือ พรบ.ขุดดินถมดิน หรือแม้แต่ พรบ. จัดตั้งฯ เลย (2) ข้อสอบอัตนัยข้อเขียน เนื้อหาไม่ตรงกับลักษณะงานที่ต้องปฏิบัติ  โดยข้อสอบระดับกลางเกี่ยวกับ เรื่องขยะวาระแห่งชาติ(นโยบายของรัฐบาล) จังหวัดสะอาด (นโยบายการดำเนินการระดับพื้นที่) ขยะต้นทาง (การดำเนินการของ อปท.) เป็นข้อสอบที่ไม่แยกเป็นไปตามลักษณะของแต่ละตำแหน่ง เช่น ด้านช่าง อาจออกข้อสอบความรู้ด้านช่าง  และองค์ประกอบด้านความรู้ที่ใช้ในตำแหน่ง รวมถึงอาจจะออกข้อสอบข้อเขียนเกี่ยวกับระเบียบการเงิน การพัสดุ การจัดทำแผนงาน การจัดทำงบประมาณ ของแต่ละตำแหน่งรวมอยู่ในข้อเดียวกันก็ได้ เป็นเสมือนลักษณะการทำงานจริง เพื่อดูวิธีการแก้ไขปัญหาตามระเบียบข้อกฎหมายหรือไม่เพียงใด เพื่อการใช้ประโยชน์ได้จริงในการปฏิบัติงาน ยกเว้นข้อสอบในระดับสูงที่เน้นในขีดความสามารถเฉพาะตัวที่สูงมากกว่า นอกจากนี้เกี่ยวกับกฎหมายจัดตั้ง อปท. ควรทดสอบเรื่องอำนาจหน้าที่ที่ทำอะไรได้จริงในระดับใด หรือการทำกิจการนอกเขต ที่ควรทดสอบเพราะเป็นใช้ในการทำงานจริง และเป็นประโยชน์ในการนำไปใช้ในการบริหารจัดการบริการสาธารณะด้วย

          (4) ในการสายงานช่างมีข้อสังเกตในโลกของการทำงานที่เป็นจริง เพื่อประกอบการสอบของ อปท. คือเรื่องการเอาตัวรอดปลอดภัยจากวินัยและความผิดทางแพ่งและอาญา เพื่อการประนีประนอมการรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม การเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ใน 3 ด้าน (1) การเอาตัวรอดจากนักการเมืองในทางที่ผิด แบบบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น (2) การเอาตัวรอดจากหน่วยงานตรวจสอบทั้ง สตง. ปปช. ปปท. หรือ หน่วยงานกำกับดูแลอื่นใด ให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ และข้อบังคับ (3) การเอาตัวรอดจากเพื่อนร่วมงานที่เห็นแก่ตัว แบบถ้อยทีถ้อยอาศัย

 

ความเจริญรุ่งเรืองของสำนักติวหรือติวเตอร์

          ยอมรับว่ามีบุคลากรของท้องถิ่นประมาณ 50 50 หรือประมาณครึ่งหนึ่งที่กระตือรือร้นขวนขวายหาความรู้ด้วยการเข้าสู่ระบบการติว หรือ การอบรมแบบเข้มเพื่อทำข้อสอบให้ได้ ถือเป็นการเผยแพร่ความรู้ที่มีผลประโยชน์ต่างตอบแทนที่สูง ด้วยปริมาณจำนวนบุคลากรท้องถิ่นที่มีจำนวนมากนั่นเอง แม้จะมีสถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น (สบ.พถ.) ในสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2545 [3] โดยแยกมาจากกรมการปกครอง ตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2545 และ กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2551 และฉบับที่ 2 พ.ศ. 2559 [4] มีหน้าที่หลักเป็นศูนย์จัดการฝึกอบรมในการพัฒนาบุคลากรท้องถิ่นทั้งหมด ตลอดจนข้าราชการและลูกจ้างของกรม ยกเว้นการพัฒนาข้าราชการระดับสูงและหลักสูตรทั่วไปแต่ข้อเท็จจริงนั้นบุคลากรท้องถิ่นมีความจำเป็นที่จะต้องขวนขวายหาความรู้อยู่ตลอดเวลา มิใช่เฉพาะเวลาที่จะสอบหรือ ทดสอบความรู้เท่านั้น เพื่อเป็นการพัฒนาองค์ความรู้เฉพาะทางในเรื่องนั้น ๆ เพื่อการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ เพื่อการปฏิบัติงานที่ถูกต้องหลีกเลี่ยงการกระทำผิดโดยไม่รู้ หรือรู้ไม่จริง รู้เท่าไม่ถึงการณ์ อาทิเช่น ด้านการเงิน การคลัง การงบประมาณ การวางแผน การบริหารงานบุคคล การดำเนินการทางวินัยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ การสวัสดิการสังคม เป็นต้น

          ฉะนั้น ในการสอบสายบริหารและอำนวยการฯครั้งนี้ก็เช่นกัน มีบรรดาผู้ทรงคุณวุฒิ รวมข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่มีองค์ความรู้วิชาการอาสาเข้ามาเป็นติวเตอร์เปิดสอนองค์ความรู้แบบเร่งรัด เพื่อเพิ่มทักษะความรู้ในการสอบอยู่หลายกลุ่ม หลายคน ในส่วนตัวภาพรวม แม้จะเป็นเรื่องส่วนตัว ส่วนบุคคลก็ตาม แต่ถือว่าเป็นประโยชน์เป็นวิทยาทานที่ดียิ่ง เพราะการเข้าลับสมองแบบเร่งรัดเช่นนี้ ไม่ค่อยมีโอกาสนัก เหมาะสำหรับผู้ที่มีทักษะประสบการณ์ย่อมเป็นผลดีมาก ที่มีการเรียนรู้ที่รวดเร็ว ในเวลาอันจำกัด เป็นประโยชน์ทั้งการการเตรียมตัวสอบเพื่อวัดผลองค์ความรู้ อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อหน่วยที่ตนเองสังกัด เพื่อจะได้นำความรู้ที่เก็บเกี่ยวจากการเข้าติวติดตัวกลับไปทำงานได้ด้วย และก็พบว่า การติวครั้งนี้อาจได้ผลบ้างตามสมควร โดยเฉพาะการติวทบทวนความรู้ในระดับต้นและระดับกลาง แต่สำหรับระดับสูงคงไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องพิเศษของ “สมรรถนะระดับสูง” ที่พิเศษแตกต่างจากระดับต้นและระดับกลาง

 

            ยังมีข้อสังเกตอีกในบางแง่มุมที่ต้องวิพากษ์ไว้เป็นประวัติศาสตร์ เพราะในโอกาสต่อไปท้องถิ่น หรือ อปท. คงต้องมีการสรรหา “จัดการสอบคัดเลือกหรือการคัดเลือก” แบบนี้อีกต่อไปหลายครั้ง หน้ากระดาษหมด ขอต่อตอนหน้า

[1] Phachern Thammasarangkoon & Watcharin Unarine & Suppapong Songprasert, Municipality Officer ทีมวิชาการสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย, หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 65 ฉบับที่ 30 วันศุกร์ที่ 6 - วันพฤหัสบดีที่ 12 เมษายน 2561, เจาะประเด็นร้อน อปท.หน้า 66  

[2]การจัดการสอบที่สำคัญคือ 

การกำหนดจุดมุ่งหมาย การเตรียมการวางแผน การประสานงาน การดำเนินงาน การจัดทำเอกสาร การตรวจสอบเอกสาร การประชุมร่วมของคณะกรรมการชุดต่าง ๆ การมีผู้ร่วมงานที่ดีมีความเข้าใจและไว้วางใจกัน มีความรอบคอบ ไม่เปิดดูคะแนนสอบภาค ข ก่อนที่จะได้ผลการสอบ ภาค ค ก่อน การติดเทปผนึกต้นฉบับข้อสอบ กล่อง ลังบรรจุข้อสอบ ห้องเก็บข้อสอบ ตู้เก็บข้อสอบต้องทำร่วมกันของกรรมการทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องซึ่งเรียกวิธีการนี้ว่าการฟิวส์ข้อสอบ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญในการจัดสอบ

กระบวนการขั้นตอนการสอบแข่งขั้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

มีกรรมการสอบ 6 คณะคือ

(1) คณะกรรมการดำเนินการสอบแข่งขัน

(2) คณะกรรมการออกข้อสอบและตรวจข้อสอบ

(3) คณะกรรมการคัดเลือกข้อสอบ

(4) คณะกรรมการผลิตข้อสอบ

(5) คณะกรรมการสอบภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง (ภาค ค)

(6) คณะกรรมการกำกับดูแลการดำเนินการสอบแข่งขัน

[3]กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2545, หน้า 220 เล่ม 119 ตอนที่ 103 ก ราชกิจจานุเบกษา 9 ตุลาคม 2545, http://dl.parliament.go.th/bac...   

[4]กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559, หน้า 33 เล่ม 133 ตอนที่ 6 ก ราชกิจจานุเบกษา18 มกราคม 2559, http://www.dla.go.th/visit/255...

& กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย  พ.ศ. 2551, หน้า 2 เล่ม 125 ตอนที่ 125 ก ราชกิจจานุเบกษา26 พฤศจิกายน 2551, http://www.dla.go.th/visit/255...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Local Administration



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

              จริง ๆ แล้วการเติบโตเป็นผู้บริหารไม่ว่าในระดับไหนก็ควรมีความรอบรู้  ในความเห็นส่วนตัวคิดว่าการเปิดสอบผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในครั้งนี้นับเป็นนวัตกรรมที่ดี  เพราะที่ผ่านมาคนท้องถิ่นเติบโตจากระบบอุปถัมภ์แทบทั้งสิ้น  ผู้ที่ก้าวไปเป็นผู้บริหารในบางครั้งความรู้ความสามารถยังไม่เหมาะสมก็มีมากมาย  ดังนั้น การวิพากษ์วิจารณ์ในการออกข้อสอบว่าออกสลับข้อหรือไม่  อยู่ที่ผู้เข้าสอบจะทำข้อสอบได้หรือไม่เท่านั้น  หากทำไม่ได้ก็จะออกมาวิพากษ์ว่าออกสลับข้อหรือไม่  ซึ่งพิจารณาดูแล้ว ผู้บริหารระดับสูงก็ควรมีความรอบรู้เรื่องแผน  ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งในองค์กร   ผู้บริหารระดับกลาง   ก็ควรมีความรอบรู้ในสิ่งที่สำคัญตามนโยบายรัฐในปัจจุบัน  ซึ่งก็ไม่เป็นสิ่งที่ใหม่หรือยากในการศึกษาเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งดังกล่าว  ส่วนผู้บริหารระดับต้นได้รับการท้าทายโดยข้อสอบหัวข้อสมรรถนะองค์กร  ก็ไม่น่าแปลก    ด้วยเหตุผลว่าหากจะเป็นผู้บริหารแล้ว ก็ควรจะมีแนวคิด หรือมีมุมมองถึงสมรรถนะองค์การ และการบริหารงานหรือพัฒนาองค์กรในมุมมองของสมรรถนะได้อย่างไรด้วยเช่นกันค่ะ