ในเมื่อทำความเข้าใจฐานท่เกิดของ รูป นาม และรูป นามที่เป็นปัจจุบันอารมณ์ ด้วย สุตยปัญญา และจินตมยปัญญา และโดยมีโยนิโสมนสิการด้วยจินตมยปัญญาว่า นี้เป็ฐานที่เกิของ รูป นาม นี้เป็น รูปนามที่เป็นปัจจุบันอารมณ์ เหล่านี้นี่เป็นตัวกัมมัฎฐาน หรือเป็นอารมร์ของวิปัสสนากัมมัฎฐาน ดังนี้แล้ว<p>             สำหรับตัวเข้าไปรู้หรือตัวกำหนดตัวกัมมัฎฐาน คื อรูป นาม ก็ได้แก่สติ ความระลึก สัมปชัญญะ ความรุ้ได้แก่ตัวปัญญา วิริยะ คือความเพียร สมาธิ คือความตั้งใจมั่นในอารมณ์พร้อมทั้งสหชาติะรรมเป็นตัวเข้าไปรู้หรือตัวกำหนดดังกล่าวนั้น </p><p>            ในเรื่องการปฏิบัติ ทั้งที่เป็นสุตมยปัญญา คือการำหด้ยิน ได้ฟัง ได้อ่าน จินตมยปัญญา คือความรู้จากการนึกคิดหาเหตุผล และความรู้ในสิ่งที่เป็นปรธยชน์และไม่เป็นประโยชน์ รู้เหตุผลในสิ่งที่เกิดขึ้นว่า นี้เป็นเหตุ นี้เป็นผลของเหตุ โดยอนุมานอย่างใกล้ชิด หรือนุมานโดยความแน่นอน ไม่แน่นอน ตามความเป็นจริง เหล่านี้เป็นต้น ส่วนภาวนามยปัญญานั้นเป็นปัญญาที่รุ้จริงเห็นจริงตามสภาวธรรมที่เกิดขึ้น ภาวนาปัญญาดังกล่าวนี้ เป็นปัญญาขั้นสุงสุดของวิปัสสนา (คือตัววิปัสสนา)</p><p>            ในการปฏบัติวิปัสนากัมมัฎฐานในตอนแรกๆ ก็ยังจะต้องกำหนดด้วยลักษณะอาารผิดพลาดเป็นส่วนมาก และการผิดพลากเหล่านี้จะเป็นปัจจยให้พิสูจน์ได้อีกทางหนึ่ง </p><p>           ตามธรรมชาติของการกระทำแและปฏิบัติทางไหนก็ตาม การผิดพลาดเป็นของที่จะต้องเกิดก่อนการถุกหรือตรง เมื่อมีการผิดพลาด การถุกก็ต้องตามมา แต่อย่างไรก็ตาม ขอให้ผุ้สนใจในกาปฏิบัติ จับเอาเหตุผลที่ปริยัติที่กล่าวไว้แล้วอนต้น ตลอดถึงการได้ยิน ได้ฟังได้อ่าน ได้นึกคิด มาเป็นหนทางแก้ผิด ดำเนินไปในทางถุก ปัญญาความุ้เท่าถึงการณ์ โดย การฟัง การคิด เหล่านี้จะเกิดแก่ท่านเอง แต่ข้อสำคัญว่า ท่านสนใจจริงหรือไม่เท่านั้น</p><p>           การกำหนดผิดพลาดของผุ้ปฏิบัติในตอนแรกๆ นั้ เพราะผุ้นันยังไม่เคยชินต่อวิธีปฏิบัติและอามรมณ์ของวิปัสสนา จึงมีความผิดพลาดไปก่อน กับท้งยังไม่เข้าใจในการกำหนดด้วย แต่เมื่อผุ้นั้นพยายามกำหนดจิตวิธีทำความเข้าใจอยู่ในเฉพาะอาการของรูปนามที่ปรากฎและมีการเคลื่อนไหว โดยอาการใด ประการหนึ่ง และความเกิดขึ้นของนาม คือการเจ็บ ปวดเมื่อย คัย เหล่านี้ ประากรหนึ่ง ความนึกคิด ความอยาก ความโกรธ ง่วงเหงาหาวนอนเป็นต้นเหล่านี้ ประการหนึ่ง ผุ้ปฏิบัติมีความระลึกและรู้สึกโดยจินตญาณ คิดว่าอันนี้เป้นอาการของรูป อันนี้เป็นเรื่องของนาม อยุ่เสมือๆ ก็จะเป็นแนวทางที่จะให้เกิดความชำนาญเกิดขึ้นได้</p><p>          การปกิบัตินั้น ต้องอาศัยปริยัติธรมที่ได้เคยอบรมก่อนเข้าปฏิบัติ เป็นหลักนำ หรือเป็นแผนที่ ทั้งต้องอาศัยสุตมยปัญญาที่เคยได้ฟังได้อ่านมาแล้ว พร้อมทั้งจินตมยปัญญาคือปัญญาที่เคยคิด หรือกำลังคิดหาช่องทางและหาเหตุผลอันแบบคายเป็นหลัก </p><p>         การปฏิบัติวปัสสนานี้ ผู้ปฏิบัติจะต้องรู้ว่า อะไรเป็นอารมร์คือตัวกัมมัฎฐาน อะไรเป็นตัวเข้าไปสู่ตัวกัมมัฎฐาน</p><p>          ตัวกัมมัฎฐาน คือ รูป นามหมายเอา อาการของรูปและลักษณะที่นามเกิดขึ้น ที่เป็นปัจจบุัน คือกำลังเกดอยู่ หรือปรากฎขึ้นๆ ผุ้เข้าไปดุหรือกำหนด ได้แก่ สติสัมปชัญญะ อาตาปี สมาธิ พร้อมทั้งสหชาตธรรมคือธรรม ี่เกิดร่วมกันฝ่ายกุศล </p><p>         หมายความว่า สติระชึกอยู่ในอาการของรูปหรือขณะที่นามเกิดขึ้น สัมปชัญญะคือความรุ้ในอาการของรูปและนา การมีสติและสัมปชัญญะไม่ขาดระยะ เรียกว่า อาตาปี คือ ความเพียร สมาธิ ได้แก่มีอามรณ์อันเดียวที่ในขณะอาการของรูป นามเกิดขึ้นขณะนั้นๆ โดยลักษณะอาการของรูป เช่น นอน นั่ง ยืน เดิน และเคลื่อนไหวต่าง ๆของร่างกายตลอดทั้งการสัมผัสคือการกระทบในระกว่างทวารทั้ง ๕ คือ สีกับตา เสียงกับหู จมูกกับกลิ่น ลิ้นกับรส เย็น ร้อน อ่อน แข็ง กับกาย และธัมมารมณ์คืออารมณ์ที่เกิดขึ้น ได้แก่ ความนึกคิดต่างๆ กับหทัยวัตถุ (ห้องหัวใจ) เหล่านี้ต้องมีสัมปชัญญะระลึกรู้ คือความรุ้ตัวในอาการเหล่านั้นอยู่เสมอ และให้ติดต่อกันเรื่อยๆ ไป (ความเพียร) และให้สม่ำเสมอ ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน พร้อมทั้งสหชาตธรรมที่ทำงานร่วยมกัน จะทำให้เกดสมาธิคือความระลึกรุ้แต่ในรูป นาม ที่เกิดขึ้นไม่ขาดระยะ เรียกว่าอารมณ์เดียวเช่นนี้ เป็นเอกัคคตา ไ้แก่ องค์ธรรมของสมาธิ มีสติ วิริยะ อยู่ในรูป นาม คือตั้งมั่นอยู่ใน รูป นาม เป็นอารมณ์ (เพราะ สติ วิริยะ สมาธิ เป็นตัวสมาธิอยู่แล้ว) </p><p>           เมื่อมี สติ วิริยะ สมาธิ สัมปชัญญะก็ต้องเกิดร่วมกัน โดยเหตุผลว่า สติสัมปชัญญะจะต้องเกิดร่วมกันอยู่เสมอ นอกจากสมาะิที่มีบัญญัติเป็นอารมณ์ สัมปชัญญะอาจหย่อนเรพาะสติสมาธิเป็นประธาน พร้อมทั้งวิริยะ ด้วย ดังนั้น สัมปชัญญะได้แก่ปัญญาคือความรู้อาการของรูป นาม ที่ปรากฎขึ้นพร้อมกับสติ วิริยะ สมาธิ และสหชาติธรรมอื่น</p><p>           ในการกำหนดอาการของรู ปละนามที่ปรากฎขึ้นขณะหนึ่ง ไม่ทันปัจจุบัน เพราะการรับอารมณ์กระสับกระส่ายอยู่ โดยการกำหนด รูป นาม ด้วยสุตะและจินตญาณนั้นเอง ถึงแม้จะมีสมาธิมั่นในรูป นาม โดยการได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่าน และตรึกตรอง คิดนึก เห็นว่าเป็นความจริง เหล่านี้ก็เป็นเพียงสมมุติสัจจะ และมิใช่สภาพของความจริงโดยแท้ กำลังสมาธิที่เกิดขึ้นนั้น ยังอ่อน และปัญญาก็อ่อนตามไป เพราะตั้งมั่นในอารมณ์ไม่หนักหน่วง</p><p>           - บางส่วนจาก “ วิปัสสนากัมมฐาน แนวปฏิบัติ มี นาม รูป เป็นอารมณ์”</p>