.บางครั้งบางคราวก็ทำได้ มีปัจจัยบางอย่างที่ควบคุมไม่ได้ เพราะต้องอยู่ในสังคมและองค์กรที่มีผู้คน ต้องใช้ความรู้สึกนึกคิดและอยู่ในกฎเกณฑ์...อย่างไรก็ตามก็เชื่อมั่นในตนเองว่า..ยังมีอิสระที่จะทำงานและก้าวไปข้างหน้า..ด้วยความดี..ที่มีความถูกต้อง”

         ผมอ่านวารสาร “หมอชาวบ้าน”ฉบับเดือนมีนาคม ๒๕๖๑ พบบทความ “ ๖ คุณสมบัติของคนมีสุข” เขียนโดย..นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ..

        คุณหมอ..ได้ถอดมาจากข้อเขียนบางตอนในหนังสือชื่อ “The Science Of Meditation ซึ่งมีข้อความตอนหนึ่ง..กล่าวว่า..

        “ผู้ที่มีสุขภาวะทางจิต หรือมีความสุขใจนั้น พึงมีคุณสมบัติ ๖ ประการ”

        ผมอ่านไปตามลำดับทีละข้อ พร้อมกับประเมินตนเองไปด้วยว่ามีคุณสมบัติมากน้อยแค่ไหน..?หากมีน้อยหรือไม่มีเลย จะได้หาแนวทางปรับปรุงบุคลิกภาพต่อไป..

            ๑  การยอมรับตนเอง(self-acceptance)

            โดยการรู้จักตัวเอง(รู้ตน)ว่ามีจุดแข็งจุดอ่อนอะไร? ยอมรับในความเป็นตัวตนของตน โดยไม่ตัดสินให้เกิดเป็นปมเด่น-ปมด้อยในใจตน..

            ทำให้ดูถูกตัวเองและผู้อื่น การยอมรับตนเองก็เพื่อนำไปสู่การพัฒนาตน..

            “ถ้าเป็นเมื่อก่อน..นานมาแล้ว..ก็ใช่เลย ผมไม่ค่อยจะยอมรับตนเอง รู้สึกมีปมด้อยตลอดเวลา..ต่อเมื่อร่ำเรียนสูงขึ้นและมีงานทำ ได้อ่านหนังสือดีๆ จึงมีความรู้สึกที่ยอมรับตนเองและเคารพตนเองมากขึ้น”

            ๒.  การพัฒนาตน(personal growth)

            โดยการรู้จักเรียนรู้และปรับเปลี่ยนตนเองให้ดีขึ้น สมบูรณ์ขึ้นตลอดเวลา ทั้งความคิดและการกระทำ เพื่อบรรลุความเป็นมนุษย์สมบูรณ์..

            สามารถพัฒนาตนได้เต็มศักยภาพที่มีอยู่ในตน เปิดมุมมองและความคิดที่กว้างไกลและพัฒนาความสามารถในตนให้ได้เต็มที่..

            “ข้อนี้..ถือว่าสอบผ่าน เพราะชีวิตทุกช่วงวัย จำได้ตลอดถึงการพัฒนาตนเองแบบไม่หยุดยั้ง ด้วยการไม่หยุดที่จะศึกษาเรียนรู้ และพัฒนาวิสัยทัศน์อยู่เสมอ”

            ๓. การมีอิสรภาพในตน(autonomy)

            มีความคิดและการกระทำที่เป็นอิสระ ไม่ใช่เกิดจากแรงกดดันของผู้อื่นหรือต้องคล้อยตามกระแสสังคม

            โดยเป็นผู้เรียนรู้ เข้าถึงสัจธรรม(ความจริง ความดี ความงาม) และยึดมั่นในหลักคุณธรรมและความถูกต้อง..

            “ข้อนี้..บางครั้งบางคราวก็ทำได้ มีปัจจัยบางอย่างที่ควบคุมไม่ได้ เพราะต้องอยู่ในสังคมและองค์กรที่มีผู้คน ต้องใช้ความรู้สึกนึกคิดและอยู่ในกฎเกณฑ์...อย่างไรก็ตามก็เชื่อมั่นในตนเองว่า..ยังมีอิสระที่จะทำงานและก้าวไปข้างหน้า..ด้วยความดี..ที่มีความถูกต้อง”

            ๔.  การเป็นนายตนเอง(mastery)

            มีความสามารถ มีวินัย มีความรับผิดชอบสูง ควบคุมอารมณ์ได้ดี รู้จักยั้งคิดยั้งทำ รู้ว่าอะไรดีลงมือทำทันที ไม่มีการผัดผ่อน..

            สามารถจัดการกับเรื่องที่ยุ่งยากซับซ้อน สร้างสรรค์งานจากลบสู่บวก จากเล็กสู่ใหญ่ และจากน้อยสู่มากได้..

            “ข้อนี้..ประเมินแล้ว สมควรได้คะแนนเต็มด้วยซ้ำ เพราะเป็นเรื่องของวินัยและความรับผิดชอบ ที่จะต้องปฏิบัติควบคู่สัมพันธ์กัน..ในการบริหารจัดการชีวิตและงานของผม”

            ๕.  การมีมนุษยสัมพันธ์ดี(satisfying relationship)

            มีไมตรีจิต มีความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ เชื่อใจ และไว้ใจกันกับผู้คนต่างๆ และรู้จักช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

            โดยยึดหลัก “ให้ คือได้ ขาดทุนคือกำไร เยียวยาผู้อื่น คือเยียวยาตนเอง”

            “เมื่อก่อน..ข้อนี้..ผมมีน้อย..เมื่อเรียนรู้และปฎิบัติในศาสตร์พระราชา..ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง..จึงรู้สึกมีเหตุผลที่จะทำอะไรเพื่อคนอื่นมากขึ้น..”

            ๖.  การมีเป้าหมายชีวิต(life purpose)

            โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้นพบเป้าหมายชีวิตระยะยาว ซึ่งต้องการมีชีวิตที่มีความหมายและคุณค่าต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม..

            การมีเป้าหมายชีวิตเยี่ยงนี้ย่อมช่วยให้มีความสุขอันเกิดจากเห็นคุณค่าในตน และการเห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว..

            “..ผมก็มีเป้าหมายชีวิตในทำนองนี้เลย..โดยจะมองที่ส่วนรวมก่อน เพื่อให้ชีวิตมีคุณค่าและมีความหมาย ขณะเดียวกันความสุขและความสำเร็จในชีวิต..ก็สามารถเกิดขึ้นได้ควบคู่กัน..”

            ท้ายที่สุดนี้..ทั้งหมดทั้งมวลของการจะไปสู่เป้าหมายชีวิตได้ ก็จะต้องมีการพัฒนาตนเอง  พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทรงตรัสว่า...

            “คนเรานั้น สำคัญอยู่ที่ควรจะได้ปรารภปรารถนาที่จะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นเป็นลำดับ เพื่อให้ชีวิตเป็นสุข และเจริญรุ่งเรือง..”

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๒๗  มีนาคม  ๒๕๖๑

(ภาพประกอบ..จากในโรงเรียน..ถ่ายเมื่อเวลา บ่ายโมงของ..วันนี้)

            

 

 


 <p></p><p></p><p></p><p></p><p></p>