วิจารณ์เรื่องสั้น เรื่อง ผ้าทอใจ

ผู้แต่ง ณรงค์กรณ์ วิทยอักษรศรี

โครงเรื่อง

เรื่อง ผ้าทอใจ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชุมชนชนบทที่ได้กล่าวถึงประเพณีบุญผะเหวด ผู้คนในหมู่บ้านต่างช่วยกันเตรียมงานก่อนที่จะมีการจัดงานขึ้น โดยครอบครัวของคำหอมจะทอผ้าและชุดใหม่ในทุกปี เพราะแม่ของคำหอมอยากให้คนในบ้านมีชุดสวยๆใส่ไปงาน แม่ของคำหอมเป็นช่างทอผ้าที่มีฝีมือดีทอผ้าสวยทุกคนต่างชื่นชอบ แม่อยากให้คำหอมสืบทอดการทอผ้าต่อแต่คำหอมไม่ยอมเพราะคำหอมคิดว่าการทอผ้าเชยและโบราณ คำหอมอยากหนีไปใช้ชีวิตในเมืองที่มีความเจริญ เมื่อคำหอมไปทำงานอยู่ในเมือง ทำให้แม่ล้มป่วยและไม่จับหูกทอผ้าอีกเลย คำหอมกลับมาบ้านเห็นแม่ซูบผอมตรอมใจไม่ยอมจับหูกทอผ้าอีกหลังจากที่ตนตัดสิ้นใจไปอยู่ในเมืองและไม่สืบทอดการทอผ้า และสุดท้ายคำหอมก็ฉุดคิดได้ว่าควรสืบทอดการทอผ้าต่อจากแม่

ในเรื่องนี้ มีโครงเรื่องที่นำไปสู่ความขัดแย้งและการคลี่คลายของเรื่อง ดังที่ปรากฏในเรื่อง ดังนี้

 - ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสังคมที่มนุษย์อาศัยอยู่ เป็นความขัดแย้งระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ด้วยกันเอง และสภาพสังคมในสมัยนั้น คือ มีตัวละครหลักคำหอมและแม่ ซึ่งคำหอมเป็นเด็กหัวคิดสมัยใหม่ไม่ค่อยชื่นชอบในวัฒนธรรมท้องถิ่นไม่ชอบในการทอผ้าเพราะคิดว่าดูเชยและโบราณ แต่แม่อยากให้คำหอมสืบทอดการทอผ้าต่อ ซึ่งทำให้เรื่องดำเนินไปถึงจุดวิกฤติและขัดแย้งต่างๆของแม่และคำหอม เช่น คำหอมไม่ยอมสืบทอดการทอผ้าต่อจากแม่และขอย้ายไปอยู่ไปเรียนไปทำงานในเมือง จนทำให้แม่ล้มป่วยและไม่ยอมจับหูกทอผ้าอีกเลย

กลวิธีในการดำเนินเรื่อง

         เรื่อง ผ้าทอใจ มีกลวิธีการดำเนินเรื่องโดยการใช้ภาษาที่อ่านได้ง่าย ทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจ เข้าถึงเนื้อเรื่องและตัวละครได้ง่าย มีการเล่าเรื่องความรู้สึกนึกคิดผ่านตัวละคร และสลับกับการสนทนาระหว่างตัวละคร ทำให้ผู้อ่านได้เห็นถึงปมความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างคำหอมกับแม่ได้อย่างชัดเจน มีการลำดับเรื่องราวภายในเรื่องตามลำดับเวลาปฏิทิน คือการเริ่มเล่าเรื่องตั้งแต่ปัจจุบันไปเรื่อยๆ เล่าตั้งแต่บรรยากาศของการเข้าสู่ประเพณีบุญผะเหวด ไปถึงปมการขัดแย้งขอแม่และคำหอม และมาจบตรงการคลายปมปัญหาของแม่กับคำหอม และในเรื่องยังได้สะท้อนให้ผู้อ่านได้เห็นถึงประเพณีวัฒนธรรมที่ดีงาม สะท้อนให้เห็นถึงชีวิตของคนในชนบท สะท้อนให้เห็นและเข้าใจในความคิดและค่านิยมที่แตกต่างของคนต่างวัยอีกด้วย 

การเปิดเรื่อง ในเรื่องนี้มีการเปิดเรื่องโดยการพรรณนาฉาก และบรรยากาศของเหตุการณ์สถานที่ เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้อ่าน ผู้เขียนได้เปิดเรื่องโดยการพรรณนาถึงเสียงของฟืมทอผ้าที่กระทบกับหูกทอผ้าที่เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่าใกล้เข้าสู่บรรยากาศของประเพณีบุญผะเหวด

การปิดเรื่อง ในเรื่องนี้มีการปิดเรื่องโดยมีการทิ้งข้อความที่ว่า ปึ้ก ปึ้ก เสียงของฟืมดังขึ้นอีกครั้ง แต่เสียงนั้นไม่ได้เกิดจากการหูกทอผ้าของแม่หรอกหากแต่ดังขึ้นมาจากในใจ ภายใต้จิตสำนึกของฉัน และได้ทิ้งความคิดของคำหอมอีกว่า ฉันรู้แล้วว่าฉันควรจะทำอะไร เป็นการทิ้งท้ายปิดเรื่องด้วยการทิ้งไว้ให้ผู้อ่านได้คิดตามคำหอม และเป็นการคลายปมขัดแย้งอย่างแท้จริง

ตัวละคร

ผู้แต่งได้สร้างตัวละครหลักในเรื่องอยู่สองตัวละครเพื่อให้เกิดปมปัญหาขัดแย้งกันในเรื่อง ทั้งปมทางความคิดและค่านิยมของคนต่างวัยที่แตกต่างกัน  ซึ่งตัวละครหลักของปมในเรื่องนี้มี ๒ ตัวละคร คือ คำหอมและแม่

- คำหอม เป็นตัวละครเอกที่อาศัยในชุมชนชนบท เป็นเด็กที่มีนิสัยดีคอยช่วยเหลือพ่อแม่ แต่คำหอมมีความคิดที่เป็นของตัวเอง มีความคิดที่แตกต่างจากคนในครอบครัวเป็นคนที่มีหัวคิดสมัยใหม่ ชอบเจริญไม่ชอบอยู่ในชนบท และการทอผ้าเป็นสิ่งที่แม่ของเขาอยากให้สืบทอดต่อ แต่คำหอมเป็นเด็กที่มีหัวคิดสมัยใหม่ไม่ชอบการทอผ้าเพราะคิดว่าเชยและโบราณ ทำให้เขาไม่อยากสืบทอดการทอผ้าต่อจากแม่ อยากที่จะไปใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงมากกว่าอยู่ในชุมชนชนบทแบบที่ตัวเองกำลังเป็นอยู่ในตอนนี้

- แม่ เป็นตัวละครที่สร้างขึ้นเพื่อให้เกิดปมขัดแย้งกับคำหอม แม่ของคำหอมเป็นตัวละครที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย เป็นช่างทอผ้าฝีมือดีจึงอยากให้ลูกสืบทอดการทอผ้าต่อจากตัวเอง แต่เนื่องจากที่คำหอมเป็นเด็กหัวคิดสมัยใหม่คิดว่าการทอผ้าเชยและโบราณ จึงทำให้คำหอมไม่ยอมสืบทอดการทอผ้าต่อและนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดเป็นปมขัดแย้งกันระหว่างแม่กับคำหอม

ฉาก

      ฉากในเรื่อง ผ้าทอใจ ค่อนข้างที่จะมีความสมจริงมีการบรรยายให้ผู้อ่านได้เห็นภาพและสามารถคล้อยตามทำให้เข้าถึงอารมณ์ของตัวละครและการดำเนินเรื่องได้อย่างชัดเจน เช่น ในตอนแรกมีการกล่าวถึงเสียงของฟืมทอผ้าที่กำลังดัง ทำให้ผู้อ่านได้เข้าถึงอารมณ์และบรรยากาศในตอนนั้นว่ากำลังจะเข้าสู่ประเพณีบุญผะเหวด ในช่วงกลางเรื่องได้มีการกล่าวถึงบรรยากาศภายในประเพณีบุญผะเหวด ว่ามีการจัดขบวนแห่ของแต่ละกัณฑ์ทั้ง ๑๓ กัณฑ์เพื่อแห่รอบเมือง และตอนเย็นมีการจัดงานมหรสพสมโภชและจัดโรงทานเลี้ยงข้าวปุ้นบุญผะเหวดให้ผู้ที่มาร่วมงานได้กินตลอดเวลางาน ทำให้ผู้อ่านที่ได้อ่านแล้วรู้สึกเพลิดเพลินและคล้อยตามไปกับเนื้อเรื่องมากยิ่งขึ้น

 สารัตถะ

      เรื่อง ผ้าทอใจ เป็นเรื่องที่สะท้อนให้เห็นถึงประเพณีวัฒนธรรมภูมิปัญญาที่ดีงามของคนในชนบท และในเนื้อเรื่องยังสะท้อนถึงปัญหาทางความคิดและค่านิยมที่แตกต่างของคนต่างวัยของคนในครอบครัว จนทำให้เกิดปมปัญหาขัดแย้งกัน เช่น แม่กับคำหอมที่มีความคิดและค่านิยมที่ต่างกันจนทำให้เกิดปมปัญหาขัดแย้งกัน แต่สุดท้ายปมก็สามารถคลี่คลายได้ด้วยการที่มีครอบครัวที่รักและใส่ใจกัน และไม่ว่าจะมีความคิดที่ต่างกันอย่างไรก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

การประเมินค่า

     เรื่อง ผ้าทอใจ ถือเป็นเรื่องสั้นอีกหนึ่งเรื่องที่สะท้อนให้เห็นถึงถึงประเพณีวัฒนธรรมภูมิปัญญาของคนในชนบทและยังสะท้อนถึงปัญหาความคิดที่แตกต่างทั้งวัยของคนในครอบครัวเดียวกัน จนทำให้เกิดมีปัญหาขัดแย้งกันของคนในครอบครัว เช่น การที่คำหอมไม่อยากสืบทอดการทอผ้าต่อจากแม่แต่กลับอยากไปทำงานอยู่ในเมืองเมื่อได้ทำตามที่ตัวเอง อยากทำสุดท้ายแม่ก็ต้องมาล้มป่วยลงเพราะตรอมใจที่ลูกไม่ยอมสืบทอดการทอผ้า สุดท้ายคำหอมก็ฉุดคิดได้ว่าควรที่จะสืบทอดการทอผ้าต่อจากแม่ จะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวหากมีความรักความเห็นใจและใส่ใจซึ่งกันไม่ว่าจะเกิดปัญหาใหญ่แค่ไหน สิ่งเหล่านี้จะสามารถทำให้คนในครอบครัวเข้าใจกันมากขึ้นและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข