<p>บทที่ 1 </p><p>บทนำ </p><p>1.1บทนำ </p><p> สังคมไทยทุกวันนี้ได้เข้าสู่สังคมข้อมูลข่าวสารอย่างเต็มตัว กระแสความเปลี่ยนแปลงในยุคโลกานุวัตรทำให้การสื่อสารขยายตัวและเติบโตอย่างรวดเร็ว จึงทำให้มีสื่อเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่หนังสือกลับได้รับความนิยมลดน้อยลงไปเรื่อยๆ หนังสือมีหลากหลายประเภท ในปัจจุบันการอ่านหนังสือของเยาวชนไทยถือว่าอ่านน้อยมาก เห็นได้จากการวิจัยที่ผ่านมา ที่ว่าเด็กไทยอ่านหนังสือเพียงวันละแปดบรรทัด ถือว่าน้อยมากถ้าเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ สาเหตุหนึ่งของการอ่านหนังสือน้อยของเด็กไทยอาจจะเกิดจาการที่เด็กไทยส่วนใหญ่ไม่เคยรู้จักหนังสือประเภทอื่น รู้จักเพียงแค่หนังสือเรียน ดังนั้นเราควรกระตุ้นให้เด็กไทยและเยาวชนได้อ่านหนังสือที่หลากหลายมากขึ้น หนังสือประเภทแรกที่ควรจะแนะนำให้เด็กและเยาวชนไทยรู้จักก่อนเป็นอับดับแรก คือ หนังสือวรรณกรรมประเภทบันเทิงคดี </p><p> วรรณกรรมในประเทศไทยมีอยู่ 2 ประเภท คือ สารคดี และบันเทิงคดี แต่ประเภทที่ควรแนะนำให้เด็กและเยาวชนได้รู้จักมากที่สุด คือ วรรณกรรมประเภทบันเทิงคดี เช่น นวนิยาย เรื่องสั้น กวีนิพนธ์ วรรณกรรมเยาวชน เป็นต้น หนังสือเหล่านี้ถือเป็นหนังสือที่ให้ทั้งความบันเทิงและให้สาระความรู้แก่ผู้อ่านมากมาย แต่เด็กและเยาวชนกลับไม่รู้จักหนังสือเหล่านี้ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและทุกคนในสังคม ควรเร่งปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้กับเด็กและเยาวชน เพื่อเปิดโลกให้ให้เด็กและเยาวชนได้รู้ว่าหนังสือบนโลกใบนี้ยังมีหนังสืออีกมากมาย ไม่ได้มีเพียงหนังสือเรียนเท่านั้น จากปัญหาการอ่านหนังสือน้อยที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชน เราควรเริ่มปลูกฝังเด็ก โดยการให้เด็กได้อ่านหนังสือวรรณกรรมเยาวชนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาเพราะหนังสือประเภทนี้เป็นหนังสือที่เหมาะสมกับเด็กมากที่สุดเป็นหนังสือที่สะท้อนภาพที่เกิดขึ้นในสังคมในหลายๆด้านเด็กและเยาวชนทุกคนควรได้รู้จักและได้อ่านหนังสือประเภทนี้ตั้งแต่ยังเด็ก </p><p>การที่เด็กและเยาวชนได้อ่านหนังสือวรรณกรรมเยาวชนจะทำให้เด็กได้เรียนรู้ภาพจำลองของสังคมที่ปรากฏอยู่ในวรรณกรรม ได้เรียนรู้ความจริงที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ เกิดประสบการณ์กว้างขวางและความเจริญก้าวหน้าในการค้นหาความหมายต่างๆของชีวิต และวรรณกรรมจะช่วยให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้วิธีตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร ให้เป็นที่ยอมรับและถูกต้องตามวิถีของสังคม ซึ่งหนังสือวรรณกรรมเยาวชนมีให้เลือกอ่านมากมายทั้งของนักเขียนไทยและจาการแปลมาจากภาษาต่างประเทศ นอกจากจะให้ความบันเทิงแก่ผู้อ่านแล้วยังให้ความรู้ แนวทางในการดำเนินชีวิตในสังคม และได้เห็นภาพสะท้อนของสังคมในด้านต่างๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน </p><p>ดังนั้นการอ่านจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ถือเป็นทักษะที่ควรปลูกฝังให้แก่เด็กและเยาวชนทุกคน ให้สามารถใช้การอ่านเพื่อพัฒนาตนเอง แสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง ช่วยพัฒนาความรู้ความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ ส่งเสริมจินตนาการ ช่วยส่งเสริมทักษะในการพูดและการเขียนให้ดีขึ้น ทำให้เป็นคนที่รอบรู้มีข้อมูลที่ทันสมัยตลอดเวลาและเป็นการใช้เวลาว่างที่มีให้เกิดประโยชน์ โดยการเติมอาหารสมองให้ตนเอง เพราะทุกชีวิตที่เกิดมาจะต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ กานอ่านหนังสือจะเป็นครูที่ช่วยให้ทุกคนเรียนรู้สิ่งต่างๆ โดยทางอ้อม ทั้งในด้านการดำเนินชีวิตประจำวัน ด้านการศึกษา ด้านอาชีพ ด้านประสบการณ์ และแนวความคิดในสิ่งที่ถูกต้อง เหมาะสมตามวิถีชีวิตของคนในสังคม ดังนั้นคนในสังคมควรช่วยกันให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการอ่านและเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต </p><p> สุภาพบุรุษสุดลำบากส์ส์ส์ เป็นหนังสือวรรณกรรมเยาวชน ของศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์อย่างอาจารย์ ชมัยภร แสงกระจ่าง ท่านมีผลงานมากมายหลากหลายประเภททั้งสารคดี เรื่องสั้น นวนิยาย บทกวี รวมไปถึงบทวิจารณ์ นอกจากนี้ท่านยังเป็นนักเขียนนวนิยายประจำในนิตยสารสกุลไทย และนิตยสารขวัญเรือนอีกด้วย ในส่วนของวรรณกรรมเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความน่าสนใจตั้งแต่การตั้งชื่อเรื่องที่เห็นอยู่บนปกหนังสือ และผู้อ่านต้องการที่จะศึกษาว่าภายในเนื้อหาของหนังสือจะมีความสอดคล้องกับชื่อเรื่องมากน้อยเพียงใด มีเนื้อหาที่มีความน่าสนใจเหมือนกับชื่อเรื่องหรือไม่ และมีความเหมาะสมที่จะเป็นหนังสือวรรณกรรมเยาวชนมากน้อยเพียงใด ผู้จัดทำจึงอยากทราบว่าหนังสือเล่มนี้มีอะไรที่เป็นจุดดึงดูด และต้องการทราบว่าวรรณกรรมที่อ่านแล้วรู้สึกสนุกนั้นเป็นอย่างไร หากวรรณกรรมที่เลือกให้เด็กและเยาวชนอ่านมีลักษณะเช่นนี้ คงจะทำให้จำนวนของผู้อ่านหนังสือเพิ่มมากขึ้น และทำให้เด็กและเยาวชนได้รู้จักกับหนังสือวรรณกรรมที่ดีเพิ่มอีกหนึ่งเล่ม นอกจากเรื่องของความสนุกแล้วหนังสือวรรณกรรมเยาวชนจะต้องมีการสอดแทรกข้อคิด ศิลปะในการแต่ง ดังนั้นหนังสือเล่มนี้จึงเป็นหนังสือที่ผู้จัดทำเลือกมาวิเคราะห์และศึกษาทุกองค์ประกอบภายในหนังสือ เพื่อนำไปแนะนำให้เด็กและเยาวชนได้อ่านหนังสือที่ดีเพิ่มอีกหนึ่งเล่ม เพราะเด็กและเยาวชนคืออนาคตของชาติคือพลังในการขับเคลื่อนการพัฒนาชาติให้เดินหน้า หนังสือคือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาสมอง พัฒนาความคิด ยกระดับจิตใจของมนุษย์ให้มีความพร้อมที่จะรับการพัฒนาสามารถพัฒนาชาติได้ และเป็นการเปิดโลกของผู้อ่านทุกคน เพื่อที่จะได้พบเจอสิ่งใหม่ๆที่ไม่เคยพบมาก่อน ดังนั้นการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนอ่านหนังสือจึงเป็นสิ่งแรกที่ควรกระทำ และนับได้ว่าเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ง่ายที่สุด เพียงแค่เริ่มจากตัวเราและคนใกล้ตัวก่อนทำให้ทุกคนเห็นว่าการอ่านหนังสือคือการเปิดโลกอีกโลกหนึ่ง อาจจะเป็นโลกที่เราไม่เคยได้ไปจริงๆแต่ถ้าเราอ่าน มันก็จะเป็นการไปโลกนั้นโดยทางอ้อม ดังคำพูดของอาจารย์ชมัยภร แสงกระจ่าง ที่ว่า “การอ่านคือประตูสู่โลกกว้าง การเขียนคือการย่อโลกกว้างสู่มือเรา” ซึ่งสอดคล้องกับในเรื่องที่อาจารย์ชมัยภรได้แทรกไว้คือคำพูดที่ครูนพดลบอกแงซายว่า “ครูอยากให้เธอเปิดโลกกว้างมากกว่านี้” </p><p> วรรณกรรมเยาวชนเรื่องสุภาพบุรุษสุดลำบากส์ส์ส์ ที่เลือกมานี้จึงเป็นหนังสือที่ผู้จัดทำเห็นว่าตรงกับความต้องการของเด็กและเยาวชน นอกจากนี้ยังเหมาะกับทุกเพศทุกวัย สามารถอ่านหนังสือเล่มนี้ได้ พร้อมทั้งจะได้ข้อคิดและแนวทางในการไปใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเรื่องครอบครัวการอบรมเลี้ยงดูลูก การอบรมเลี้ยงดูที่ถูกต้องโดยการหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง เลี้ยงลูกอย่างมีเหตุผล ให้ความรักแก่ลูก และการสร้างครอบครัวให้อบอุ่น เพื่อที่จะให้เด็กโตมาเพื่อเป็นคนดีของสังคมและสร้างสรรค์สังคมต่อไปในภายภาคหน้า ผู้จัดทำจึงได้วิเคราะห์เรื่องสุภาพบุรุษสุดลำบากส์ส์ส์ ในทุกองค์ประกอบ ทั้งกลวิธีการใช้ภาษารวมถึงคุณค่าจากเรื่องที่ได้อ่าน ดังรายละเอียดที่จะกล่าวถึงในบทต่อไป </p><p>1.2 วัตถุประสงค์ </p><p> 1.2.1 เพื่อศึกษาองค์ประกอบของวรรณกรรมเรื่อง สุภาพบุรุษสุดลำบากส์ส์ส์ </p><p> 1.2.2 เพื่อศึกษากลวิธีการใช้ภาษาในวรรณกรรมเรื่อง สุภาพบุรุษสุดลำบากส์ส์ส์ </p><p> 1.2.3 เพื่อศึกษาแนวคิดจากวรรณกรรมเรื่อง สุภาพบุรุษสุดลำบากส์ส์ส์ </p><p>1.3 วิธีดำเนินการ </p><p> 1.3.1 เลือกหนังสือวรรณกรรมเยาวชนที่ต้องการศึกษา </p><p> 1.3.2 ศึกษาองค์ประกอบของเรื่อง </p><p> 1.3.3 ศึกษากลวิธีการประพันธ์ </p><p> 1.3.4 ศึกษาแนวคิดที่ปรากฏในวรรณกรรม </p><p> 1.3.5 สรุปผลการศึกษา </p><p> 1.3.6 ตรวจสอบเพื่อปรับปรุงแก้ไข </p><p> 1.3.7 จัดพิมพ์เพื่อทำเป็นรูปเล่มรายงาน </p><p>1.4 ประโยชน์ที่ได้รับ </p><p> 1.4.1 ได้ทราบถึงองค์ประกอบต่าง ๆ ของวรรณกรรมเรื่อง สุภาพบุรุษสุดลำบากส์ส์ส์ </p><p> 1.2.2 ได้ทราบถึงกลวิธีการใช้ภาษาในวรรณกรรมเรื่อง สุภาพบุรุษสุดลำบากส์ส์ส์ </p><p> 1.4.3 ได้ทราบแนวคิดที่ได้จากวรรณกรรมเรื่อง สุภาพบุรุษสุดลำบากส์ส์ส์ </p><p> 1.4.4 ได้นำทุกๆอย่างที่ได้จากวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง สุภาพบุรุษสุดลำบากส์ส์ส์ ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน </p><p> </p><p> บทที่ 2</p><p>วิเคราะห์องค์ประกอบในเรื่องสุภาพบุรุษสุดลำบากส์ส์ส์ </p><p>ความหมายของคำว่าวิเคราะห์ </p><p> วิเคราะห์ (Analysis) คำว่า วิเคราะห์ ในทางวรรณกรรม หมายถึง การพิจารณาแยกแยะองค์ประกอบต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในงานเขียนเรื่องหนึ่งๆ ว่ามีลักษณะอย่างไร มีคุณค่าอย่างไร หรือมีข้อควรสังเกตอย่างไรบ้าง โดยทั่วไปมักใช้การวิเคราะห์ควบคู่ไปกับการวิจารณ์ จึงบางครั้งก็เรียกการกระทำดังกล่าวว่า การวิเคราะห์วิจารณ์ แต่ทั้งนี้แม้จะเรียกสั้นๆ ว่าการวิเคราะห์ ความหมายก็อาจหมายถึงการวิจารณ์ด้วย </p><p> หนังสือเรื่อง สุภาพบุรุษสุดลำบากส์ส์ส์ ของอาจารย์ชมัยภร แสงกระจ่าง เป็นหนังสือประเภทวรรณกรรมเยาวชน ซึ่งถ้าแบ่งตามแนวคิดของผู้เขียนนั้น วรรณกรรมเรื่องนี้จะเป็นวรรณกรรมเยาวชนประเภทสัจนิยมและจินตนิยม สิ่งแรกที่สามารรถวิเคราะห์ได้ว่าเป็นวรรณกรรมเยาวชน คือ การนำตัวละครที่เป็นเด็กหรือเยาวชนเป็นตัวละครสำคัญในการดำเนินเรื่อง ภายในเรื่องราวสะท้อนภาพสังคมที่เกิดขึ้นจริง และมีการจินตนาการเพิ่มเติมตามความเข้าใจของผู้แต่ง นอกจากนี้เนื้อหายังเป็นเนื้อหาที่สะท้อนแง่คิดสิ่งที่เกิดขึ้นในครอบครัวและในสังคม หนังสือเล่มนี้จึงเป็นหนังสือประเภทวรรณกรรมเยาวชน ส่วนการวิเคราะห์ว่าเป็นแนวสัจนิยมนั้น เพราะ เนื้อหาของเรื่องผู้แต่งได้เขียนมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในสังคม และมีการใช้แนวคิดแบบจินตนิยม คือ การใส่จินตนาการเข้าไปในเรื่องราวไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในสังคมทั้งหมด เมื่ออ่านแล้วทำให้ผู้อ่านมีอารมณ์ร่วมและเกิดอารมณ์สะเทือนใจไปกับเรื่องราวที่ได้อ่านหรือมีความรู้สึกตามไปกับเรื่องราวที่ผู้แต่งต้องการนำเสนอ </p><p>2.1 โครงเรื่อง (Plot) </p><p>โครงเรื่อง (Plot) เหตุการณ์ชุดหนึ่งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเหตุเป็นผลต่อกัน (สายทิพย์ นุกูลกิจ, 2539, 101) สุภาพบุรุษสุดลำบากส์ส์ส์ส์ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กชายคนหนึ่งชื่อแงซาย อาศัยอยู่กับพ่อและย่าในบางเวลา พ่อของแงซายคิดว่าแงซายไม่ใช่ลูกของตนเอง แงซายเป็นเด็กผู้ชายที่ไม่เคยเห็นหน้าแม่ของตนเองแม้แต่ครั้งเดียวเขาไม่เคยทราบเรื่องราวของแม่ผู้ให้กำเนิดเขาเลยเพราะแม่ทิ้งเขาไปตั้งแต่เขาอายุได้สองขวบ เขาเคยถามพ่อตั้งแต่เขาเรียนชั้นอนุบาลว่าแม่เขาอยู่ไหน แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับมา กลับไม่ใช่คำตอบจากปากพ่อ เขากลับถูกลงโทษจากพ่อตั้งแต่ยังเด็กเมื่อถามถึงแม่ วิธีการลงโทษที่แงซายเคยโดนมาตอนเป็นเด็กคือการถูกขังในห้องมืดเพียงคนเดียว ถ้าวันไหนพ่อลืม แงซายก็จะต้องถูกขังอยู่ในห้องนั้นจนกว่าพ่อจะนึกขึ้นได้ว่าขังเขาไว้ ชีวิตของแงซายต้องเจอกับความลำบากตั้งแต่เกิดมา เมื่อถึงช่วงที่เข้าเรียนชั้นประถมศึกษาแงซายจะเป็นผู้ชายที่ผิวขาวตัวเล็กเพื่อนผู้หญิงมักจะเอ็นดู แต่กลับถูกรุ่นพี่หมั่นไส้จนถูกรุ่นพี่รุมทำร้ายอยู่บ่อยครั้ง การที่เขาถูกรุ่นพี่ทำร้ายแทนที่เขาจะได้รับการดูแลเอาใจใส่จากครอบครัว แต่ไม่ใช่เมื่อกลับมาบ้านแงซายต้องมาเจอพ่อลงโทษซ้ำโดยการฝาดด้วยหางกระเบน ตั้งแต่แงซายเริ่มเข้าเรียนในชั้นประถมศึกษาแงซายมักจะถูกลงโทษด้วยหางกระเบนเป็นประจำทุกๆวัน ตีอย่างไม่มีเหตุผลตีเพียงเพราะพ่ออยากตี ยกเว้นวันที่พ่อแงซายเมาแล้วหลับไปเท่านั้นจะไม่โดน หลังจากนั้นแงซายเริ่มพยายามหาความจริงเรื่องแม่เพิ่มมากขึ้น เพราะพ่อได้ด่าแงซายว่าเป็นลูกชู้ จนในที่สุดแงซายได้หาข้อมูลชื่อแม่และผู้ที่เกี่ยวข้องกับแม่มาได้ และแงซายได้เห็นจดหมายที่แม่เคยเขียนให้พ่อก่อนจากไป หลังจากนั้นลุงเด่นได้เล่าความจริงให้แงซายได้รู้ความจริงทั้งหมดว่าแม่ตนเองคือใคร และพ่อที่แท้จริงของเขาเป็นใคร แงซายจึงเข้าใจพ่อ และพ่อก็ได้รู้ความจริงว่าแท้ที่จริงแล้วแงซายเป็นลูกแท้ จนในที่สุดพ่อสัญญาว่าจะเลิกตีแงซาด้วยหางกระเบนและพ่อของแงซายก็เข้าป่าเพื่อไปบวชตามที่ตนเองต้องการ </p><p>2.1.1 โครงเรื่องใหญ่ </p><p>สำหรับเรื่องราวที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอ คือ เรื่องราวของเด็กผู้ชายคนหนึ่งชื่อว่า แงซายมีอายุ 14 ปี อาศัยอยู่กับพ่อ เพราะถูกแม่ทิ้งตั้งแต่เขาอายุได้สองขวบ สาเหตุที่แม่ของแงซายทิ้งแงซายไปเป็นเพราะอาการป่วยและแม่ของแงซายไม่ได้รักพ่อของแงซายแต่รักผู้ชายอีกคนหนึ่งมากกว่านั่นก็คือ ลุงเด่น แม่ของแงซายเลยตัดสินใจหนีออกจากบ้านไปตั้งแต่แงซายยังเด็ก ชีวิตของแงซายเกิดมาต้องเผชิญกับความลำบากมากมายเพราะพ่อที่เลี้ยงเขามานั่นคือยุติไม่เคยมอบความรัก ความอบอุ่นให้แงซายเลยแม่ตั้งครั้งเดียว แงซายลำบากมากตั้งแต่ถูกลงโทษหนักตั้งแต่เรียนอนุบาล พอโตมาก็ถูกฝาดด้วยหางกระเบนทุกวัน เขาถูกพ่อฝาดทุกวันอย่างไม่มีเหตุผลเพียงเพราะพ่อเมาและแค้นที่คิดว่าแงซายไม่ใช้ลูกของตนเองจริงๆ แต่แงซายก็ยังคงรักพ่อถึงแม้ว่าพ่อจะทำร้ายเขามากขนาดไหนก็ตาม นอกจากชีวิตที่บ้านของแงซายจะลำบากแล้วอยู่ที่โรงเรียนแงซายก็ยังคงลำบากเพราะเป็นที่หมั่นไส้ของรุ่นพี่ที่โรงเรียนและได้ถูกรุมกระทืบอยู่บ่อยครั้ง ชีวิตขิงแงซายน่าสงสารมาก จนถึงวันที่ได้รู้ความจริงว่าแม่ตนเองเป็นใครแต่ก็ไม่ได้พบหน้าแม่เพราะแม่ไปอยู่ต่างประเทศ พ่อที่เคยเลี้ยงดูแงซายมาก็ไม่อยากยอมรับว่าแงซายเป็นลูกจริงๆ ส่วนลุงเด่นก็บอกว่าแงซายไม่ใช่ลูกเขาแต่เป็นลูกของยุติพ่อที่เลี้ยงมา สุดท้ายแล้วแงซายก็เข้าใจในความเป็นไปชีวิต และเขาก็ได้ออกเดินทางไปหาพ่อที่ไปบวชอยู่ในป่า ดังนั้นจะเห็นว่าโครงเรื่องใหญ่ของเรื่องสุภาพบุรุษสุดลำบากคือ ความลำบากของเด็กคนหนึ่งที่ต้องเจอสิ่งต่างๆมากมายตังแต่เด็ก แต่เขากลับมีชีวิตอยู่รอดได้และสามารถเติบโตไปเป็นคนดีของสังคมได้ </p><p>2.1.2 โครงเรื่องย่อย </p><p>นอกจากจะมีโครงเรื่องหลักเกี่ยวกับความยากลำบากของตัวละครเอกที่ต้องพบเจอแล้ว ยังมีโครงเรื่องย่อยที่แฝงและให้แง่คิดอีกหลายเรื่อง ทั้งเรื่องครอบครัวของตัวละคร การใช้ความรุนแรงภายในครอบครัว ความรักความเมตตาที่มนุษย์ทุกคนต้องการ การศึกษา การอ่านหนังสือวรรณกรรม และความแตกต่างของโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชน โครงเรื่องย่อยต่างๆเหล่านี้มีผลต่อความยากลำบากของแงซายทั้งสิ้น และยังช่วยส่งเสริมโครงเรื่องหลัก ทำให้เนื้อหาของเรื่องมีความเข้มข้น น่าติดตาม และทำให้เนื้อหาของเรื่องมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น </p><p>2.1.3 การเปิดเรื่อง (The opening) </p><p>การเปิดเรื่อง (The opening) คือการเริ่มต้นเรื่อง ถือกันว่าเป็นตอนที่มีความสำคัญมากตอนหนึ่ง เพราะเป็นตอนที่กระตุ้นให้ผู้อ่านอยากรู้อยากเห็น และสนใจอยากติดตามอ่านเรื่องราวในตอนต่อไปกัน (สายทิพย์ นุกูลกิจ, 2539, 102) ในการเริ่มเรื่องสุภาพบุรุษสุดลำบากส์ส์ส์นั้นผู้เขียนได้เปิดเรื่องโดยการแนะนำตัวละครให้ผู้อ่านได้รู้จักเป็นอันดับแรกและเป็นการสนทนาเพื่อแนะนะตัวละครในเรื่อง นอกจากนี้การเปิดเรื่องดังกล่าวยังเป็นการเกริ่นที่มาของชื่อตัวละครว่ามีที่มาจากไหน ซึ่งชื่อของตัวละครเป็นการผูกปมอย่างหนึ่งของผู้แต่ง เพราะการที่ชื่อตัวละครมีชื่อว่า แงซาย ถือเป็นชื่อที่ถูกนำมาใช้ในการเปิดเรื่องและถูกกล่าวถึงว่าเป็นชื่อตัวละครเอกในวรรณกรรมเรื่อง เพชรพระอุมา ซึ่งวรรณกรรมเรื่องนี้ถูกกล่าวถึงอยู่ตลอดทั้งเรื่องและยังเป็นที่มาของการเกิดปมในเรื่องอีกด้วย จะเห็นได้จากการเปิดเรื่องในหนังสือ มีความว่า “ผมชื่อแงซายฮะ” “พ่อเธอเป็นนักอ่านรึ” “ไม่ครับ” อ้าว ครูร้องอย่างผิดหวัง “ไม่เป็นนักอ่านแล้วตั้งชื่อแงซายได้ยังไง มันเป็นชื่อจากสุดยอดนวนิยายไทยเลยนะ” เป็นการเปิดเรื่องที่ได้อ่านแล้วชวนให้ผู้อ่านอยากจะติดตามตอนต่อไปเป็นอย่างยิ่ง เพราะตั้งแต่ชื่อตัวละครที่มีความสัมพันธ์กับวรรณกรรม แต่ในบ้านของตัวละครกลับไม่เคยเห็นหนังสือแม้แต่เล่มเดียว ทำให้ผู้อ่านเกิดความสงสัยว่าที่จริงแล้วการตั้งชื่อตัวละครว่า แงซาย มีที่มาอย่างไรและเกี่ยวข้องกับวรรณกรรม เพชรพระอุมาหรือไม่ จึงถือเป็นการเปิดเรื่องที่ดี </p><p>2.1.4 การดำเนินเรื่อง </p><p> การดำเนินเรื่องหนังสือสุภาพบุรุษสุดลำบากส์ส์ส์ เป็นการแบ่งเรื่องออกเป็นตอนทั้งหมด 58 ตอน รวมตอนอวสานด้วย แต่ละบทนั้นมีการตั้งชื่อโดยใช้ชื่อตอนเกี่ยวกับจุดเด่นของแต่ละตอนเช่น ผมชื่อแง เป็นตอนแรกของเรื่องที่กล่าวถึงการแนะนำตัวละครเอกให้ผู้อ่านได้รู้จัก และบอกถึงความเป็นอยู่ของตัวละครว่าต้องอาศัยอยู่กับพ่อ ซึ่งพ่อเป็นพ่อที่ขี้เมาและชอบโวยวาย ตัวละครเอกอย่างแงซายจะถูกลงโทษโดยที่ไม่มีเหตุผลอยู่เสมอนั่นก็คือการถูกพ่อฝาดด้วยหางกระเบน หรือในตอนที่ 52 ชื่อตอนว่าความลับจากย่า ในตอนนี้ก็จะเป็นตอนที่แงซายอยากรู้ความจริงเกี่ยวกับแม่ของตนเองจนทนไม่ไหวจึงต้องไปถามย่า และในที่สุดย่าก็ได้บอกความลับที่ย่าไม่เคยบอกแงซายให้แงซายรู้นั่นก็คือแงซายไม่ใช่หลานแท้ๆของย่า เพราะย่าไม่ใช่แม่แท้ๆของพ่อแงซาย แม่ของพ่อแงซายเสียไปตั้งแต่พ่อแงซายยังเด็ก ย่าเป็นภรรยาคนที่สองเป็นเพียงแม่เลี้ยงของพ่อแงซายเท่านั้น จากที่กล่าวมาสามารถสังเกตได้ว่า ชื่อของแต่ละตอนกับเนื้อหาในแต่ละตอนนั้น มีความสัมพันธ์กัน ชื่อบทจะเป็นสิ่งที่กำหนดขอบเขตของเนื้อหาหรือเหตุการณ์ในบทนั้น ๆ แต่ละบทแม้ว่าจะมีเนื้อหาที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดก็เชื่อมโยงมาเป็นเนื้อกาของกันและกัน ทำให้เรื่องมีลักษณะที่เป็นไปในทางเดียวกันทำให้เรื่องราวมีความต่อเนื่องกัน เป็นการดำเนินเรื่องไปตามลำดับเวลาที่เกิดขึ้น เป็นการเล่าเรื่องตั้งแต่แงซายเป็นเด็ก เรียนชั้นอนุบาลยังไม่ได้รู้ความจริงใดๆ โดยเฉพาะเรื่องของแม่ แต่พอเวลาผ่านไปในช่วงตอนหลังๆแงซายเริ่มโตขึ้นและเริ่มอยากรู้ความจริงเกี่ยวกับแม่ของตนเอง และในที่สุดในตอนท้ายเรื่องแงซายก็ได้รู้ความจริงทั้งหมดว่าแม่ของตนเองเป็นใครชื่ออะไร และได้รู้ว่าพ่อที่แท้จริงของตนเองเป็นใคร ดังนั้นจากการดำเนินเรื่องของหนังสือเล่มนี้จึงสรุปได้ว่า มีการดำเนินเรื่องเป็นตอนและแต่ละตอนมีความสัมพันธ์ตามเนื้อหาและลำดับเวลาทำให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนสามารถหยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่านแล้วสามารถเข้าใจเรื่องราวได้ทันที หรือไม่จำเป็นเฉพาะเด็กและเยาวชนบุคคลในทุกเพศทุกวัยสามมารถอ่านและเข้าใจวิธีการดำเนินเรื่อง ของหนังสือสุภาพบุรุษสุดลำบากส์ส์ส์ได้ทันทีโดยไม่ต้องมาวิเคราะห์หรือตีความอีกรอบ </p><p>2.1.5 การผูกปม (Complication) </p><p>การผูกปม (Complication) คือการสร้างข้อขัดแย้ง (Conflict) ให้เกิดขึ้นกับตัวละครหรือเหตุการณ์ในเรื่องเพื่อทำให้เกิดการต่อสู้ระหว่างสองฝ่ายขึ้นไป เช่น การต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน การต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม เป็นต้นกัน (สายทิพย์ นุกูลกิจ, 2539, 103) ปมความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในเรื่องเป็นปมความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์เริ่มจากตัวละครหลัก คือความขัดแย้งระหว่างแงซายกับพ่ออย่างยุติ ภายในเรื่องแงซายได้เล่าว่าเขาขัดแย้งกับพ่อในเรื่องแรกคือการที่เขากินยายากแล้วเขาจึงพ้นออกมาแล้วไปถูกพ่อ ทำให้พ่อไม่พอใจและด่าเขานับตั้งแต่วันนั้นมา เห็นได้จากในเนื้อเรื่อง มีความว่า “สาเหตุแรกเริ่มที่ทำให้ผมกับพ่อกลายเป็นศัตรูกัน ในทันทีที่น้ำยาแก้ไข้ไหลเข้ามาในปาก และผมพ่นมันออกมา คำผรุสวาทคำแรกที่ผมฟังมันไม่ออกก็ออกมาในตอนนั้น และความเกลียดชังที่ถ่ายทอดออกมาเป็นถ้อยคำก็ปรากฏนับแต่วันนั้นมา และมีการผูกปมความขัดแย้งระหว่างตัวละครยุติกับแม่ของแงซาย ที่มีการกล่าวถึงน้อยมากแต่ถือเป็นปมที่สำคัญของเรื่องเป็นปมที่ทำให้แงซายถูกพ่อทำโทษตั้งแต่เด็กและไม่เคยมอบความรักให้แงซายเลย และเป็นปมที่แงซายอยากรู้มากที่สุดว่าแม่ของเขาคือใคร ทำไมเวลาที่แงซายถามถึงแม่กับพ่อ พ่อต้องอารมณ์เสียและจะฝาดหางกระเบนมาที่แงซายตลอดเมื่อถามถึง สามารถวิเคราะห์ได้ว่าปมความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเกิดจากการที่แม่ของแงซายได้เขียนจดหมายก่อนจะหนีไป ซึ่งเนื้อหาในจดหมายมีความว่า “ยุติ ฉันขอโทษนะที่ฉันยังรักเขา ฉันต้องขอโทษจริงที่ฉันไม่อาจห้ามใจฉันได้ มันเป็นความรักที่มีมาเนิ่นนาน ก่อนที่ฉันจะเจอกับเธอ เธอก็เห็นแล้วไม่ใช่หรือว่าเขาน่ารักเพียงไหน ขนาดเธอรู้จักเขาได้ไม่นาน เธอก็ยังอยากจะออกไปเที่ยวป่ากับเขาเลย ฉันบอกเธอก็ได้นะ เขาคือผู้ชายในฝันของฉัน แต่อย่าว่าทำไมฉันไม่เลือกเขา เพราะฉันตอบเธอไม่ได้เหมือนกันแม้เขามีทุกอย่าง แต่เขาเหมือนคนในภาพวาด ดูสวยงามแต่เราไม่อาจนำคนในภาพวาดออกมาอยู่ในชีวิตจริงได้ เพราะเมื่อเขาออกมาจากภาพวาดเขาก็ยังคงเป็นคนในภาพวาดอยู่นั่นเอง ฉันขอโทษจริงๆ”จากการที่ได้อ่านเนื้อหาของจดหมายก็พอจะเข้าใจได้ว่าตัวละครยุติต้องเจ็บมากพอสมควร เมื่อได้รู้ว่าคนที่เขารักกลับไม่เคยรักเขาเลย และยังไปรักคนอื่น ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดปมขึ้นภายในเรื่อง และทำให้รู้ที่มาของการเป็นพ่อที่ไม่ดีของยุติ และยุติยังได้ผูกปมกับหนังสือเรื่องเพชรพระอุมา เพราะในเรื่องเวลาที่แงซายอ่านหนังสือให้พ่อเห็น ถือเป็นเหตุที่ต้องทำให้แงซายถูกพ่อตีทุกครั้ง และพ่อก็บอกกับแงซายว่าห้ามอ่านหนังสือเล่มนี้อีก อย่าเอาหนังสือเล่มนี้มาให้พ่อเห็น ถือเป็นปมความขัดแย้งที่ผู้แต่งเริ่มผูกมาตั้งแต่เริ่มเรื่องเพราะตั้งแต่เปิดเรื่องมาผู้แต่งก็ได้กล่าวชื่อของแงซาย ซึ่งชื่อแงซาย ก็เป็นชื่อตัวละครเอกในเรื่องเพชรพระอุมา ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าปมความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในเรื่อง เป็นปมความขัดแย่งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ซึ่งปมความขัดแย้งดังกล่าวเป็นปมที่ทำให้เกิดเรื่องราวและทำให้ผู้อ่านได้รู้ทิศทางของเรื่องว่าจะมีจุดหมายไปในทิศทางใด </p><p>2.1.6 อุปสรรคของเรื่อง </p><p>เมื่อมีการสร้างปมความขัดแย้งในเรื่องแล้ว จะเห็นได้ว่าก่อนที่เรื่องราวจะเปลี่ยนทิศทางใหม่ตัวละครหรือเนื้อหาภายในเรื่องมักจะมีอุปสรรคขัดขวาง เพื่อไม่ให้เรื่องดำเนินไปได้อย่างราบรื่นซึ่งอุปสรรคของเรื่องจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้อ่านได้รู้สึกลุ้น และรู้สึกสนุกในเรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งในเรื่องสุภาพบุรุษสุดลำบากส์ส์ส์ มีอุปสรรคของเรื่องคือช่วง ช่วงที่แงซายกำลังจะได้รู้ความจริงเพราะได้ไปสอบถามเรื่องราว และไปสืบหาเรื่องราวของแม่จนรู้ชื่อจริงของแม่และได้รู้ชื่อคนที่เกี่ยวกับแม่ที่สามารถบอกความจริงกับแงซายได้ แงซายกำลังคิดจะออกตามหา แต่แล้วก็ต้องเจออุปสรรคคือครูดาราขอร้องว่าอย่างรีบออกตามหาแม่ตอนนี้ให้ แงซายตั้งใจอ่านหนังสือ และให้ผ่านช่วงของการสอบไปก่อน ถ้าครูดารารู้ว่าแงซายยังตามหาแม่ในตอนนี้ครูดาราบอกแงซายว่า จะเอาตายแน่ เห็นได้จากในเนื้อเรื่อง มีความว่า “อย่าเชียวนะ นายแงซาย อย่าคิดจะออกตามหาแม่ตอนนี้เป็นอันขาด เธอต้องสอบก่อน ดูหนังสือด้วย ถ้าเธอสอบตก ฉันเอาตาย” ถือเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้การออกตามหาและได้รู้ความจริงของแงซายล่าช้าลง เพราะมีเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นอุปสรรค เพื่อช่วยทำให้เรื่องน่าลุ้น น่าติดตาม และมีความน่าสนใจเพิ่มมากขึ้น ทำให้ผู้อ่านอยากจะติดตามตอนต่อไปอีกเรื่อยๆว่าหลังจากสอบเสร็จแล้วแงซายจะได้รู้ความจริงเรื่องแม่หรือไม่ </p><p> </p><p>2.1.7 การหน่วงเรื่อง (suspense) </p><p>เป็นช่วงที่แงซายอยากรู้มากที่สุดว่าแท้ที่จริงแล้วแม่ของตนเองเป็นใคร เพราะถามใครก็ไม่มีใครตอบและพยายามออกตามหาความจริง ทั้งถามย่า ครู นพดล ถามครูดารา ทุกคนต่างช่วยแงซายหาคำตอบแต่ไม่ได้ ตอบได้ว่าแม่ของแงซายเป็นใคร ได้รู้จากปากพ่อทีละนิดเวลาที่ถามถึงแม่ พ่อมักจะตอบว่ามึงมันริรักในวัยเรียนเหมือนแม่มึง มึงมันโกหกมึงย่อมมีนิสัยโกหกเหมือนแม่มึง ผู้หญิงมันเหมือนกันหมดชอบสวมเขาให้กู และตอนที่พ่อด่าแงซายว่า “ไอ้ลูกชู้” ช่วงเวลาเหล่านี้เป็นช่วงเวลาที่ผู้แต่งได้หน่วงเรื่องเอาไว้และเป็นช่วงที่ตัวละครอยากรู้ว่าที่จริงแล้วนั้นแม่ของแงซายเป็นใคร เขาใช่ลูกของพ่อจริงๆไหม เป็นช่วงที่แงซายเกิดคำถามขึ้นมาในใจมากมาย ตัวอย่างเหตุการณ์ที่ผู้แต่งหน่วงเรื่องไว้ในเนื้อเรื่อง มีความว่า “ผมยืดอก เกิดคำถามว่า ถ้าคนที่อยู่ในบ้านนี้ไม่ใช่พ่อของผม แล้วแกจะอยู่ยังไง ผมถามตัวเอง ไอ้ฝัด ไอ้ฝัด มิน่าล่ะ พ่อ อ้อ ไม่ใช่พ่อถึงหยาบคายกับผมถึงปานนี้” เห็นได้ว่าช่วงเวลาเหล่านี้เป็นช่วงที่แงซายยังไม่รู้ความจริง รวมถึงเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ผู้อ่านอยากรู้ตามไปด้วย เพราะเป็นช่วงที่แงซายไม่ได้รู้ความจริงเรื่องแม่ของตนเองสักที เป็นช่วงที่ดำเนินมาเรื่อยๆเพื่อรอความจริงที่ทั้งตัวละครอย่างแงซายและผู้อ่านรู้สึกอึดอัด </p><p>2.1.8 จุดสุดยอด (Climax) </p><p> จุดสุดยอด (Climax) คือจุดที่ปมปัญหาทวีขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขีดสุด(สายทิพย์ นุกูลกิจ, 2539, 103) จุดที่เป็นจุดที่มีปัญหาเกิดขึ้นที่นำไปสู่การคลี่คลายทั้งหมดของเรื่องสุภาพบุรุษสุดลำบากส์ส์ส์ เป็นตอนที่แงซายได้อ่านจดหมายของแม่ที่เขียนถึงพ่อ ได้รู้ความจริงว่าแม่ของตนเองเป็นใครและมีชื่อว่าอะไร และแงซายก็ได้เข้าใจความรู้สึกของพ่อแล้วว่าทำไมที่ผ่านมานั้นพ่อไม่เคยรักตนเองเลย รู้แล้วว่าทำไมพ่อถึงตีและฝาดหางกระเบนใส่เขา เป็นเหตุการณ์ที่แงซายเข้าใจความรู้สึกพ่อที่ว่า การที่เรารักคนที่เรารักมาก แต่มาวันหนึ่งคนที่เรารักเขามาก กลับมาบอกว่าเขารักคนอื่นที่ไม่ใช่เรา พอมีลูกออกมาแม่กลับนำลูก นั่นก็คือแงซายมาให้พ่อเลี้ยง ทั้งๆทีพ่อก็ยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าลูกคนนี้ใช้ลูกของพ่อจริงๆรึเปล่า ถือเป็นช่วงเวลาที่เป็นจุดสุดยอดของเรื่องเพราะเป็นช่วงเวลาที่ปมปัญหาใหญ่ๆของเรื่องเริ่มที่จะคลี่คลายลง </p><p> 2.1.9 การคลายปม (denouement) </p><p>การคลายปม (Denouement) เป็นจุดที่ปัญหาต่าง ๆ ที่ผู้แต่งผูกไว้เริ่มคลี่คลายลงกัน (สายทิพย์ นุกูลกิจ, 2539, 103) ปัญหา ข้อสงสัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเรื่องนั้นถูกเปิดเผยให้หายสงสัยในตอนท้าย เป็นช่วงที่แงซายเริ่มอยากรู้แล้วว่าแท้ที่จริงแล้วแม่ตัวเองเป็นใคร และทำไมพ่อถึงต้องห้ามอ่านหนังสือเพชรพระอุมาทั้งที่ชื่อแงซายเป็นชื่อตัวละครเอกและเป็นตัวละครที่สำคัญในเรื่องด้วยซ้ำไป แงซายเริ่มสืบหาความจริงโดยการถามย่าเกี่ยวกับหนังสือเพชรพระอุมา แต่ถูกย่าปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง แงซายจึงไปค้นหาหนังสือในห้องพ่อแล้วปรากฏว่าไปเจอรูปผู้หญิงคนหนึ่งที่มีหน้าตาคล้ายแงซายและคล้ายครูดารา ต่อจากนั้นยังบังเอิญไปเจอจดหมายฉบับหนึ่งที่ทำให้แงซายได้รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วพ่อเคยมีหนังสือเพชรพระอุมาจนทำให้คนอื่นยืมหนังสือไปอ่านได้ซึ่งเนื้อหาในจดหมายมีความว่า “คุณยุติ วันก่อนผมหยิบ เพชรพระอุมา ที่คุณให้ยืมมาอ่านอีก แล้วเกิดความกระหายอยากเข้าป่าขึ้นมาติดหมัด พอดีมีเพื่อนผมคนหนึ่งเขาเป็นป่าไม้อยู่แถวทับลาน ไม่รู้ว่าคุณยุติสนใจไหม ถ้าสนใจโทรหาผมได้นะครับ เผื่อเราจะเที่ยวป่าด้วยกันสักครั้ง ลงชื่อ เด่น พฤกษา” </p><p>ปมที่แงซายสงสัยมานานเริ่มจะคลายออก จากการที่ไปถามความจริงกับย่าอีกครั้งและได้รับคำตอบกลับมาว่า แม่ของแงซายน่าจะเลี้ยงไม่ไหวเขาเลยปล่อยแงซายให้อยู่กับพ่อ และคำด่าของพ่อที่ยิ่งทำให้แงซายอยากรู้ความจริงคือคำด่าที่ว่า “ไอ้ลูกชู้” จนในที่สุดตัวละครเด่น พฤกษาก็ได้มาบอกความจริงกับแงซายและยุติให้ได้รู้ว่าแงซายเป็นลูกยุติจริงๆ และแม่ของแงซายป่วยจึงต้องไปรักษาตัวที่เมืองนอก ปมทั้งหมดจึงถูกคลี่คลายออกด้วยการบอกความจริงจากปากของ เด่น พฤกษา </p><p> 2.1.10 การปิดเรื่อง (Close หรือ Conclusion) </p><p> การปิดเรื่อง (Close หรือ Conclusion) คือการจบเรื่องหลังจากปัญหาทุกอย่างได้คลี่คลายลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วกัน (สายทิพย์ นุกูลกิจ, 2539, 103) ในเรื่องสุภาพบุรุษสุดลำบากส์ส์ส์ ผู้แต่งปิดเรื่องแบบสุขนาฏกรรม คือตัวละครในเรื่องรู้ความจริง และทุกคนได้ทำในสิ่งที่ตนเองต้องการ แงซายรู้ความจริงทั้งหมด ทั้งเรื่องว่าแม่ของตนเองเป็นใคร พ่อที่แท้จริงก็คือพ่อยุติพ่อที่เลี้ยงตนเองมาตั้งแต่เกิด และยังมีผู้ที่คอยให้ความช่วยเหลือในชีวิตเพิ่มอีกหนึ่งคน คือ เด่น พฤกษาทำให้แงซายไม่ต้องเผชิญกับความลพบากอีกต่อไป ส่วนยุติเลิกกินเหล้ามีชีวิที่ดีขึ้นโดยการเข้าป่าไปบวชและคิดว่าจะอยู่ในป่าตลอดไป ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการปิดเรื่องในตอนสุดท้ายเป็นแบบสุขนาฏกรรมเพราะทุกตัวระคนในเรื่องสมหวังและมีความสุขกับสิ่งที่เป็น ปมความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้คลี่คลายลงหมดแล้ว </p><p>2.2 ตัวละคร (Character) </p><p> ตัวละคร (Character) คือบุคคลที่ผู้แต่งสมมุติขึ้นมาเพื่อให้กระทำพฤติกรรมในเรื่อง คือผู้มีบทบาทในเนื้อเรื่อง หรือเป็นผู้ทำให้เรื่องเคลื่อนไหวดำเนินไปสู่จุดหมายปลายทางกัน (สายทิพย์ นุกูลกิจ, ๒๕๓๙, ๑๐๔) </p><p>ประเภทของตัวละคร ซึ่งแบ่งออกตามบทบาทความสำคัญในการดำเนินเรื่องได้ 2 ประเภท คือ </p><ul><li>ตัวละครเอก (Principal or main character) </li></ul><p>คือ ตัวละครที่มีบทบาทสำคัญในการดำเนินเรื่อง เป็นศูนย์กลางของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่อง ตัวละครเอกอาจเป็นคน สัตว์ เทพเจ้า ภูตผีปีศาจ หรือ สิ่งสมมุติใดๆ ก็ได้ เพศหรือวัยใดก็ได้ มีอุปนิสัยดีหรือไม่ดีก็ได้ สิ่งที่สำคัญก็คือต้องเป็นตัวดำเนินเรื่อง </p><p> 2. ตัวละครรอง (Subordinate or minor character) </p><p>คือ ตัวละครที่มีบทบาทรองลงไปจากตัวเอกของเรื่อง เป็นตัวละครที่ช่วยให้การดำเนินเรื่องของตัวเอกดำเนินไปอย่างเหมาะสมตามเหตุการณ์ในเรื่อง </p><p> 2.2.1 ตัวละครเอก (Principal or main character) คือ ตัวละครที่มีบทบาทสำคัญในการดำเนินเรื่อง หรือคือตัวละครที่เป็นที่เป็นศูนย์กลางของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดกัน(สายทิพย์ นุกูลกิจ, 2539, 104)ซึ่งตัวละครเอกในเรื่องสุภาพบุรุษสุดลำบากส์ส์ส์ คือ แงซาย เด็กชายวัยสิบสี่ปี มีรูปร่างตัวเล็ก ผอมยาว ผิวขาว หน้าขาวจั๊วะ เป็นเด็กที่ต้องอาศัยอยู่กับพ่อแงซายเป็นเด็กที่ไม่เคยเห็นหน้าแม่ตั้งแต่เกิด และเป็นเด็กที่ไม่เคยได้รับความรักจากพ่อ ย่าก็จะมาอยู่ด้วยในบางครั้ง แงซายจะเข้าใจและรักพ่อเสมอไม่ว่าพ่อจะทำร้าย จะตีเขามากขนาดไหนเขาก็ยังคงรักพ่อเสมอ ส่วนหนึ่งก็มาจากย่าที่มักจะคอยบอกแงซายเสมอว่า พ่อรักแงซายมาก เห็นได้จากในเนื้อหา มีความว่า “ย่าเป็นคนที่ทำให้ผมรู้สึกว่าพ่อรักผมนะ” แงซายเป็นตัวละครที่ต้องพบกับความลำบากเสมอไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรืออยู่ที่โรงเรียนเรียน การอยู่บ้านก็ถูกพ่อตีแทบจะทุกวัน การอยู่โรงเรียนมักจะถูกเพื่อนผู้ชายแกล้ง จนถึงขั้นทำร้ายแงซายจนเจ็บหนักก็มี สามารถวิเคราะห์ได้ว่าผู้แต่งได้สร้างตัวละครเอกมีสถานภาพเป็นเด็กเพราะสามสารถทำให้ผู้อ่านเห็นอกเห็นใจตัวละครที่เป็นเด็กได้ง่ายกว่าการที่จะทำให้ตัวละครที่เป็นผู้ใหญ่เป็นตัวละครที่น่าสงสาร เด็กมักจะถูกเปรียบให้เป็นผ้าขาวที่บริสุทธิ์ เมื่อมีอะไรเข้ามาแปะเปื้อนก็จะเห็นได้ชัด ซึ่งความน่าสงสารของเด็กอย่างแงซายที่ต้องพบเจอกับความลำลากสามารถเรียกคะแนนสงสารจากคนอ่านได้ไม่ยาก ดังนั้นผู้แต่งจึงเลือกตัวละครที่เป็นเด็กมาเป็นตัวละครเอกของเรื่องและยังเป็นการตอกย้ำได้ว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือวรรณกรรมเยาวชนที่สามารถให้ข้อคิดและวิธีการดำเนินชีวิตอย่างหลากหลายมุมมอง </p><p> 2.2.2 ตัวละครรอง (Subordinate or minor character) </p><p>ตัวละครรอง (Subordinate or minor character) คือตัวละครที่มีบทบาทรองลงไปจากตัวละครเอก เป็นตัวละครที่ทำให้เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับตัวเอกดำเนินไปสู่จุดหมายปลายทางกัน (สายทิพย์ นุกูลกิจ, 2539, 104) ตัวละครรองในเรื่องนี้มีอยู่หลายตัวละครด้วยกัน ดังนี้ </p><p> ยุติ ชายวัย 45 ปี พ่อของแงซายเป็นคนที่รูปร่างสูงใหญ่ตัวดำยุติเป็นลูกคนเล็กที่สุดในครอบครัวและต้องสูญเสียแม่แท้ๆตั้งแต่เด็กจึงเป็นตัวละครที่ถูกเลี้ยงด้วยความตามใจ ยุติจึงเป็นคนที่มีนิสัยเอาแต่ใจตนเอง ไม่อยากทำอะไรก็จะไม่ทำ ยุติเคยเป็นพ่อครัว แต่แล้วก็ถูกไล่ออกเพราะกินเหล้าแล้วไปอารวาทคนอื่นไปทั่ว แต่ไม่เคยอยู่ที่ไหนยืดเพราะความเมาเป็นเหตุทุกที ดังคำพูดของตัวละครอย่างย่าที่บอกลักษณะนิสัยของยุติได้เป็นอย่างดี จากเนื้อหาในหนังสือ มีความว่า “เมาแล้วพาลอยู่ที่ไหนไม่ยืดหรอกปาข้าวของเขาแตกหมดสมชื่อมัน ใครยุมันทำหมด” ยุติเป็นคนโมโหร้ายไม่มีเหตุผลใช้ความรุนแรงกับแงซายตั้งแต่แงซายยังเด็ก ทั้งจับแงซายขังห้องมืดและพอแงซายโตมาเวลาเมาหรือแงซายจะทำอะไรก็มักจะด่าและตีแงซายด้วยหางกระเบน เป็นที่น่าสังเกตว่าสาเหตุที่ผู้แต่งได้สร้างตัวละครอย่างยุติขึ้นมาว่ายุติมีเหตุผลในการเป็นคนแบบนี้ซึ่งจากการวิเคราะห์ สามารถวิเคราะห์ได้ว่า ตัวละครอย่างยุติคิดว่าแงซายไม่ใช่ลูกชายของเขาจริงๆ เหมือนยุติมีปมอะไรบางอย่างที่เกิดกับภรรยา เพื่อนผู้ชายของเขา แต่ความขัดแย้งทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับยุติ ยุติเลือกที่จะนำมาลงกับแงซายลูกของเขาแท้ๆที่เขาคิดว่าไม่ใช่ </p><p>ย่าบุญย่อม หญิงชราวัยเจ็ดสิบปี เป็นเพียงแม่เลี้ยงของยุติเท่านั้นเพราะย่าบุญย่อมเป็นภรรยาคนที่สองของพ่อยุติ แต่ก็รักและดูและยุติเหมือนลูกจริงๆ เป็นคนที่คอยช่วยเหลือแงซายหลังจากที่แงซายถูกพ่อตี คอยแอบหาข้าวไว้ให้แงซาย ช่วยหายาในวันที่แงซายถูกตี ย่าเป็นอีกหน่งตัวละครที่คอยมอบความรักความเมตตาให้แงซาย เพราะในชีวิตที่แงซายเกิดมาแงซายไม่เคยดีรับความรับจากใครก็จะมีเพียงย่าที่เป็นตัวละครที่ช่วยทำให้แงซายยังคงมีทัศนคติที่ดีกับพ่อของตนเอง เห็นได้จากในเนื้อหา มีความว่า “ย่าทำให้ผมซายซึ้งในความเมตตา เพราะพ่อทำตัวเหมือนไม่มีเมตตา ซึ่งผมก็คุ้นชินไม่ว่าอะไรแต่พอย่ามาทำดีกับผมพูดดีๆกับผมโอบกอดผมทำให้ผมรู้ว่ายังมีคนเมตตาเหมือนกัน ข้อสำคัญย่าทำให้ผมรู้ว่า พ่อรักผมนะ” หรือตอนที่ย่าแอบเอากุญแจห้องที่ยุติชอบขังแงซายเอาไปทิ้ง ถือเป็นการช่วยแงซายทางอ้อม </p><p>ครูนพดล เป็นตัวละครที่มีสถานภาพเป็นครู ครูนภดลเปรียบเสมือนญาติคนหนึ่งของแงซาย ซึ่งเป็นครูที่คอยช่วยเหลือแงซายเกือบจะทุกเวลาที่แงซายเดือดร้อน เป็นอีกตัวละครหนึ่งที่คอยให้ความรักและความเมตตาให้กับแงซาย เช่น ตอนที่แงซายถูกรุ่นพี่ทำร้าย ครูนภดลก็เป็นคนที่คอยมาห้าม หรือตอนที่แงซายเป็นลมหมดสติ ครูนภดลก็เป็นคนที่พาแงซายไปส่งที่ห้องพยาบาล ตอนที่ครูนพดลไปที่บ้านแงซายเพื่อช่วยพูดกับพ่อของแงซายให้เข้าใจเวลาที่แงซายกับบ้านช้าทำให้พ่อตีแงซายน้อยลง และครูนพดลเป็นคนที่คอยชี้แนะแนวทางทำให้แงซายได้รู้จักหนังสือทำให้แงซายเห็นคุณค่าของในหนัง และช่วยทำให้แงซายเติบโตไปเป็นคนดีในสังคม ผู้แต่งได้สร้างตัวละครนี้ในการบอกให้ผู้อ่านได้รู้และเห็นคุณค่าในหนังสือเป็นในๆ เห็นได้จากเหตุการณ์ที่แงซายบอกให้ครูนภดลเอาหนังสือไปขาย แล้วครูนภดลไม่พอใจเป็นอย่างมาก เห็นได้จากเนื้อหาในหนังสือ มีความว่า “ถ้าเธอจะให้ฉันขายหนังสือพวกนี้ เฮก็ออกไปจากบ้านฉันเลยเดี๋ยวนี้ ไปให้พ้นๆ อย่ามาให้เห็นหน้าอีก ฉันเกลียดนักไอ้พวกไม่มีสติปัญญา ไม่มีศิลปะในหัวใจไอ้พวกรกโลก” ตัวละครนี้ถือเป็นตัวละครที่ผู้แต่งสร้างขึ้นมาให้เป็นหนอนหนังสือ เป็นตัวละครที่แอบแทรกและแนะนำชื่อหนังสือเรื่องอื่นๆให้ผู้อ่านได้รู้จักอยู่หลากหลายเล่ม ซึ่งถ้าใครได้อ่านเรื่องนี้คงจะอยากอ่านหนังสือเพิ่มอีกหลายเล่ม </p><p>ครูดารา เป็นตัวละครที่สร้างมามีสถานภาพเป็นครู เป็นครูผู้หญิงที่ชอบกันอยู่กับครูนพดล แต่ผู้แต่งได้สร้างเรื่องราวให้ตัวละครนี้เป็นตัวละครที่มีความคล้ายกับแม่ของแงซายในมุมมองของยุติพ่อของแงซาย ครูดาราเป็นอีกคนที่คอยช่วยเหลือแงซายในหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่ทำให้แงซายถูกตีน้อยลงเพราะครูดาราเขียนจดหมายไปบอกพ่อของแงซายทำให้แงซายถูกพ่อตีน้อยลง ที่ยุติเชื่อครูดาราเพราะยุติคิดว่าครูดารามีลักษณะที่คล้ายกับแม่ของแงซายมาก และยังเป็นคนช่วยในการหาข้อมูลเกี่ยวกับแม่ของแงซาย และข้อมูลเกี่ยวกับนักเขียนที่ชื่อ เด่น พฤกษา </p><p>แมรี่ เป็นตัวละครที่ถูกสร้างมาอยู่ในสถานภาพของสาวที่อยู่ในผับ นุ่งน้อยห่มน้อย และเปิดมากกว่าปิด เป็นคนที่ชอบอะไรใหม่ๆ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เป็นตัวละครที่เข้ามาเกี่ยวพันธ์กับครอบครัวของยุติในช่วงหนึ่งเพราะเธอเข้ามาเป็นเหมือนกับภรรยาของยุติในช่วงหนึ่ง แต่สุดท้ายแล้วก็ทนอยู่ไม่ได้เธอก็ต้องจากไปตามทางเดินที่เธอต้องการโดยการที่เธอไปมีผู้ชายคนใหม่ ตัวละครนี้ถือเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่เข้ามาสร้างความยากลำบาก เข้ามาเป็นอุปสรรคในชีวิตของยุติ และเข้ามาสร้างสีสันภายในเรื่องให้น่าสนใจอีกด้วย </p><p>พิมพ์จันทร์ วิชชุลดาการ เป็นตัวละครที่ไม่มีบาทมากนักแต่เป็นตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมาพร้อมกับปมที่แงซายจะต้องตามหา และในที่สุดแงซายก็ได้รู้ว่าตัวละครตัวนี้เป็นแม่ของแงซายที่ทิ้งเขาไปตั้งแต่เขาสองขวบแต่ผู้แต่งได้สร้างตัวละครนี้ในการทิ้งลูกด้วยการมีเหตุผลที่ไม่อาจทำให้แงซายโกรธแม่ของตนเองได้ เพราะเหตุผลที่แม่ทิ้งแงซายไปคืออาการป่วย แต่แงซายก็ยังตั้งข้อสังเกตกับแม่ของเขาหลังจากได้ความจริงว่า ทำไมแม่ถึงไม่เคยติดต่อกลับมาเลย และยังมีเงินไปอาศัยอยู่ถึงเมืองนอกโดยที่ไม่เคยคิดถึงเขาเลย </p><p> จากการวิเคราะห์ตัวละครเอกและตัวละครรอง จะเห็นว่ามีตัวละครรองอยู่สามตัวละครที่ทำให้เกิดปมและเรื่องราวต่างขึ้น สามตัวละครรองนั้นก็คือ ยุติ เด่น พฤกษา และพิมพ์จันทร์ วิชชุลดาการ สามตัวละครนี้เปรียบเสมือนเป็นรักสามเศร้าก่อนที่มีแงซายเกิดมา และทั้งสามคนเคยเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์เดียวกันมาก่อนนั่นก็คือ การหนีเข้าป่าในเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 จะเห็นว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดปมความขัดแย้งเป็นเพราะ ยุติคิดว่าแงซายไม่ใช่ลูกของตนเองคิดว่าเป็นลูกของ เด่นกับพิมพ์จันทร์ สาเหตุที่ทำให้ยุติคิดแบบนี้เพราะพิมพ์จันทร์เขียนจดหมายก่อนหนีไปบอกว่าตนนั้นชอบเด่น ส่วนเด่นนั้นชอบกับพิมพ์จันทร์มานานแล้วแต่สุดท้ายพิมพ์จันทร์กลับเลือกที่จะอยู่กับยุติเป็นเหตุให้เด่นต้องตัดใจจากพิมพ์จันทร์ ส่วนตัวเด่นนั้นก็รักพิมพ์จันทร์มาตั้งแต่แรก จะเห็นว่าถึงแม้ตัวละครรองทั้งสามตัวนี้จะไม่ใช่ตัวละครเอกในเรื่อง แต่ตัวละครสามตัวนี้ถือเป็นตัวละครที่สำคัญในการทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆขึ้น จนทำให้เนื้อเรื่องน่าติดตามมากยิ่งขึ้น </p><p>2.3 บทสนทนา (Dialogue) </p><p> บทสนทนา (Dialogue) คือคำพูดของตัวละครที่ใช้โต้ตอบกันในเรื่องจัดเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งสำหรับวรรณกรรมประเภทบันเทิงคดี เพราะช่วยให้ผู้อ่านทราบถึงแนวคิดของผู้แต่ง ทราบถึงบุคลิกลักษณะของตัวละคร ข้อขัดแย้งระหว่างตัวละคร ภูมิหลังและรายละเอียดต่าง ๆ ได้กัน (สายทิพย์ นุกูลกิจ, 2539, 107)บทสนทนาในวรรณกรรมเรื่องสุภาพบุรุษสุดลำบากส์ส์ส์ ผู้แต่งได้ใช้วิธีการใช้บทสนทนาและแทรกด้วยการบรรยายอยู่ตลอดทั้งเรื่อง โดยกำหนดให้ตัวละครมีการสนทนาก่อน ตามด้วยการบรรยายของผู้แต่งว่าการสนทนานั้น หรือคำพูดนั้นเป็นคำพูดของตัวละครตัวใด ซึ่งบทสนทนาในเรื่องจะเขียนอยู่ในเครื่องหมายอัญประกาศ ทั้งการบรรยายฉาก การแนะนำตัวละคร การทะเลาะกันของตัวละคร ล้วนแล้วแต่เป็นการใช้บทสนทนาและแทรกด้วยการบรรยาย การสนทนาของตัวละครในเรื่องต้องเน้นไปในลักษณะที่มีการสนทนาที่สมจริง มีความเหมาะสมกับเพศ วัย และสถานที่ เช่น ตอนที่ยุติทะเลาะกับแงซายยุติมักจะด่าแงซายด้วยคำหยาบคายซึ่งถือเป็นบทสนทนาที่มีความสนจริง เมื่อผู้อ่านได้อ่านแล้วรู้สึกว่ามันเป็นการทะเลาะกันจริงๆเพราะในบทสนทนามีการใช้คำด่าจริงๆ แต่อาจจะเปลี่ยนเสียงเพื่อให้ดูสุภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งการใช้บทสนทนา เป็นการทำให้ผู้อ่านเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดในเรื่องได้ง่ายเงิน เหมือนกับว่าผู้อ่านได้ไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ ตัวอย่างบทสนทนาระหว่างแงซายกับพ่อขณะที่ทะเลาะกัน มีความว่า </p><p> </p><p> “ไอ้แง…ไอ้ฝัด” พ่อเรียกผม “ไอ้นรกแตก” </p><p>ผมยกกระเป๋านักเรียนขึ้นบังหางกระเบน แขนและมือของผมจึงโดนเข้าเต็มๆ เจ็บแสบแปลบปลาบถึงอกถึงใจ “โอ้ยยยยยยยๆ….”ผมร้องเสียงดังตะเบ็งให้สุดเท่าที่จะดังได้เพราะมันเป็นอาวุธเดียวที่ผมมี ผมต้องพยายามทำให้พ่อรู้ว่า ผมก็มีอาวุธของผมเหมือนกัน พ่อตีผมได้ผมก็ร้องได้ “โอ้ยยยยยยยยยยยยยยย”คราวนี้ผมลากยาวจะได้ดังถึงกลางซอย ผลก็คือ “ไอ้เอี้ย ไอ้ฝัด…มึงร้องหาพ่อมึงรึไง” “ไอ้นรกกินหัว ไอ้ชิงหมาเกิด” </p><p> </p><p>จากตัวอย่างข้างต้นเป็นตัวอย่างการทะเลาะกันของสองตัวละครเมื่อได้อ่านแล้วสามารถรับรู้อารมณ์ความรู้สึกของตัวละครได้เป็นอย่างดีว่ากำลังรู้สึกอย่างไร และยังเข้าถึงตัวละคร เห็นนิสัยของตัวละครได้ง่ายขึ้นจากบทสนทนาดังกล่าวอีกด้วย </p><p>อีกหนึ่งตัวอย่างบทสนทนาที่พบในเรื่องซึ่งเป็นการแนะนำตัวละครไปในตัว ซึ่งเป็นการใช้บทสนนาแทนการบรรยายในการแนะนำตัวละคร ทำให้รู้นิสัยของตัวละคร และทำให้ผู้อ่านไม่รู้สึกเบื่อเมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เช่น การใช้บทสนทนาแนะนำตัวละครอย่าง แงซาย พบในเนื้อเรื่อง มีความว่า </p><p> </p><p>“ผมชื่อแงซายฮะ” </p><p>“ใครเป็นคนตั้งชื่อให้เธอ พ่อเธอเป็นนักอ่านหรือ” </p><p>ผมนึกถึงพ่อ หนังสือสักเล่มหนึ่งก็ไม่มีในบ้าน แล้วพ่อจะเป็นนักอ่านได้ยังไง ผมก็เลยส่ายหัวดิกๆ </p><p>“ไม่ครับ” </p><p>“อ้าว” ครูร้องด้วยความผิดหวัง “ไม่เป็นนักอ่านแล้วตั้งชื่อว่าแงซายได้ยังไง มันเป็นชื่อจากสุดยอด นวนิยายไทยเลยนะ” </p><p>“มาจากเรื่องอะไรฮะครู” “เพชรพระอุมาของพนมเทียนไง นักเขียนผู้โด่งดังสุดยิ่งใหญ่ในดวงใจของครูเลยนะ” </p><p> </p><p>จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่าการใช้บทสนทนามีประโยชน์ในหลายเรื่อง ส่วนหนึ่งคือใช้แทนการเขียนบรรยาย ซึ่งสามารถลดความน่าเบื่อในการอ่านวรรณกรรมได้จริงๆ </p><p>ดังนั้นจะเห็นบทสนทนาในเรื่องนี้มีภาษาที่เรียบง่าย เป็นการใช้บทสนทนาที่ไม่ยากจนไม่สามารถเข้าใจได้ มีการคั่นการสนทนาด้วยบทบรรยายของสถานที่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อที่จะนำผู้อ่านเข้าสู่เนื้อหาที่กำลังจะเกิดขึ้นเสมอ และสามารถเข้าใจเรื่องราวที่อ่านได้ตลอดเวลา </p><p>2.4 ฉากและบรรยากาศ (Setting and Atmosphere) </p><p> ฉาก (Setting) หรือสภาพแวดล้อมของตัวละคร เป็นองค์ประกอบสำคัญอีกอย่างหนึ่งของเนื้อหา ฉากหรือสภาพแวดล้อมของตัวละครโดยจะเป็นสถานที่และบรรยากาศที่ให้ตัวละครโลดแล่นไปตามเรื่องราว ฉากอาจจะเป็นสถานที่จริง ๆ ที่มีอยู่ หรือไปดูไปสัมผัสได้ เช่น ฉากกรุงเทพมหานคร ฉากริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ฉากป่ากำแพงเพชร เป็นต้น หรือฉากที่เกิดจากจินตนาการของกวีผู้สร้างเรื่อง เช่น ฉากป่าหิมพานต์ ฉากวิมานฉิมพลี ฉากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นต้นนอกจากนี้ฉากมิได้มีความหมายเพียงสถานที่เท่านั้น หากแต่หมายรวมทั้งสถานที่ เวลา และสภาพแวดล้อมทุกอย่างที่ปรากฏในเรื่องด้วย(สายทิพย์ นุกูลกิจ, 2539, 108) </p><p> บรรยากาศ (Atmosphere) คือ ทีท่าของผู้อ่านที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามแต่ผู้แต่งจะชักพาไป เช่น เศร้าหมอง กราดเกรี้ยว ขมขื่น เยาะหยัน หรือขบขัน เป็นต้น ผู้แต่งอาจใช้เครื่องแต่งกายของตัวละคร สิ่งของเครื่องใช้ บทสนทนา ฉาก แสง สีและเสียง ฯลฯ เป็นเครื่องมือในการสื่อทีท่าและทัศนคติดังกล่าวนั้นมายังผู้อ่านได้ เช่น ในตอนที่ผู้แต่งต้องการให้ผู้อ่านได้ทราบความรู้สึกของตัวละครที่ยังไม่แน่ใจว่า ตนเองจะสมหวังหรือไม่นั้น ผู้แต่งอาจจะกำหนดฉากให้เป็นเวลาตอนเช้ามืด ฟ้าเริ่มจะสางซึ่งเป็นเวลาที่ตัวละครมองอะไรไม่เห็นชัดเจนเพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจว่าบรรยากาศนี้มีสภาพเหมือนจิตใจของตัวละคร นอกจากนี้อาจใช้เสียงเป็นสัญลักษณ์ในการสื่อบรรยากาศได้เช่นกัน เช่น เสียงที่แหบแห้งสั่นเครือของตัวละคร หรือเสียงดนตรีที่โหยหวน ก็อาจจะสื่อภาวะอารมณ์ที่ว้าเหว่ของตัวละครได้ เป็นต้น แต่การที่ผู้อ่านจะทราบทีท่าหรือเกิดทัศนคติตามผู้แต่งได้นั้น ผู้อ่านจำเป็นต้องอ่านเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผู้เขียนจงใจสื่อมาให้ผู้อ่านอย่างละเอียด ทั้งนี้ เพราะการอ่านอย่างละเอียดนั้น นอกจากจะมีส่วนช่วยให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ร่วมไปกับผู้แต่งและตัวละครตลอดจนเหตุการณ์ในเรื่องอีกด้วย(สายทิพย์ นุกูลกิจ, 2539, 109) </p><p>ถ้าพูดถึงโดยสรุปอาจกล่าวได้ว่า ฉากและบรรยากาศ คือ เวลา สถานที่ หรือสภาพแวดล้อมที่อยู่ในเรื่องเป็นสิ่งผู้เขียนกำหนดขึ้นเพื่อให้ตัวละครได้โลดแล่นไปในฉากและบรรยากาศเพื่อให้เรื่องราวมีความสอดคล้องสัมพันธ์กัน ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกร่วม หรือเห็นถึงเรื่องราว ตัวละครได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ฉากและบรรยากาศในเรื่องสุภาพบุรุษสุดลำบากส์ส์ส์ ส่วนใหญ่จะมีฉากหลักอยู่สามฉาก คือ บ้านของแงซาย บ้านครูนภดล และโรงเรียน เริ่มที่ฉากแรกฉากที่บ้านแงซายเป็นฉากที่พบบ่อยที่สุดในเรื่องเพราะในเรื่องส่วนใหญ่เหตุการณ์ที่สำคัญจะเกิดที่บ้าน ทั้งการถูกพ่อตีของแงซาย แงซายพบจดหมาย แงซายรู้ความจริงก็รู้จากที่บ้าน ต่อมาคือฉากบ้านครูนภดล เป็นฉากที่ทำให้แงซายได้พบกับหนังสือและได้รู้จักกับหนังสือมากมาย โดยเฉพาะเรื่อง เพชรพระอุมา บ้านครูนภดลถือเป็นฉากหนึ่งที่ทำให้ตัวละครอย่างแงซายมีความสุข และฉากสุดท้ายที่พบบ่อยในเรื่องคือ โรงเรียนที่แงซายเรียนอยู่ เป็นฉากที่ทำให้แงซายถูกรุ่นพี่รุมทำร้าย และเป็นฉากที่เป็นที่นอนพักฟื้นตัวเองในยามที่แงซายไม่สบาย ส่วนบรรยากาศที่เกิดขึ้นในเรื่องส่วนใหญ่เป็นบรรยากาศของเรื่องที่ดูจะเศร้าๆ เพราะเป็นบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความน่าสงสาร เห็นอกเห็นใจแงซายที่ต้องเผชิญความลำบากตั้งแต่ยังเด็ก เช่นบรรยากาศตอนที่แงซายยังเรียนชั้นอนุบาลแล้วถูกพ่อทำโทษโดยการถูกจับขังในห้องเก็บของที่เต็มไปด้วยความมืด ตัวอย่างการบรรยายบรรยากาศในเรื่อง มีความว่า “ครั้งแรกผมกรีดร้องจนเสียงหาย เพราะในห้องนั้นมืดจนมองไม่เห็นอะไรเลย แถมยังมีข้าวของระเกะระกะ เข้าไปแล้วผมขยับไปไหนไม่ได้เลย ต้องนั่งอยู่หน้าประตูรอเวลาให้พ่อมาเปิด ถ้าผมร้องดังพ่อก็จะยิ่งขังนาน” อีกหนึ่งบรรยากาศที่พบในเรื่องคือบรรยากาศแห่งความตื่นเต้นไปกับแงซายว่าวันนี้เขาจะโดนพ่อฝาดหางกระเบนใส่ไหม หรือว่าเขาจะวิ่งหลบหางกระเบนของพ่อได้ทันหรือไม่ ถึงเป็นบรรยากาศที่ชวนผู้อ่านตื่นเต้นและลุ้นตามไปกับตัวละครด้วย ตัวอย่างการบรรยายบรรยากาศในเรื่อง มีความว่า “ผมกำลังวิ่งหลบและเบรกเป็นวงโค้ง ทำท่าจะยูเทิร์นกลับไปนอกบ้านอีกครั้ง แต่ไม่ทันเพราะหางกระเบนนั้นตวัดเควี้ยวขวับมาที่ผมเสียก่อน” จะเห็นได้ว่าฉากและบรรยากาศในเรื่องสะท้อนสภาพทางกายภาพของสถานที่ที่มีอยู่ได้เป็นอย่างดี มีความสมจริง รวมถึงช่วยให้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในเรื่องมีความสัมพันธ์สอดคล้องกันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับแงซายในสถานที่ต่างๆมีความเหมาะสมและถูกต้องตามหลักของความเป็นจริง </p><p>2.5 แนวคิด (Theme) </p><p> แนวคิด (Theme) คือ ทัศนะที่ผู้แต่งมีต่อชีวิต หรือสารที่ผู้แต่งต้องการจะสื่อให้ผู้อื่นทราบ เรื่องบันเทิงจะมีสารทัศนะของเรื่องก็ต่อเมื่อผู้แต่งมีจุดมุ่งหมายจะให้ผู้อ่านได้เข้าใจชีวิตเพิ่มขึ้นจากการได้รับความเพลิดเพลินอย่างเดียว ดังนั้นเรื่องบันเทิงคดีจึงไม่จำเป็นต้องมีสารัตถะทุกเรื่องไป ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายของผู้แต่งและประเภทของเรื่องเป็นสำคัญ(สายทิพย์ นุกูลกิจ, ๒๕๓๙, ๑๐๐) สำหรับวรรณกรรมเรื่องสุภาพบุรุษสุดลำบากส์ส์ส์ เป็นเรื่องที่มีแนวคิดแบบสะท้อนสังคมแนวสัจนิยมและแนวคิดแบบจิตนิยม คือภาพสะท้อนสังคมที่อาจจะเกิดขึ้นได้จริงๆในสังคมและการคิดจินตนาการเพิ่มเติมของผู้แต่ง เพื่อให้ตัวละครในเรื่องมีเรื่องราวที่น่าสนใจและทำให้เรื่องราวไม่น่าเบื่อจนเกินไป </p><p> แนวคิดการแสดงทรรศนะของผู้แต่ง คือ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผู้แต่งได้ใช้ทรรศนะของตนเองผ่านตัวละครอย่างครูนภดล คือการแสดงทัศนะเกี่ยวกับการอ่านหนังสือที่ครูนภดลบอกกับแงซายว่า การอ่านหนังสือเป็นการเปิดโลก โดยพูดของครูนพดลพูดว่า “ครูอยากให้เธอเปิดโลกกว้างมากกว่านี้” นอกจากนี้ยังมีการใช้ตัวละครในการแสดงทรรศนะอีกคือ ช่วงที่ครูนภดลกล่าวถึงนักเขียนและนักการเมืองที่จะต้องไปตายในต่างประเทศ เพียงเพราะบุคคลเหล่านี้มีความคิดเห็นไม่ตรงกับรัฐบาลในยุคสมัยนั้น </p><p> แนวคิดในเรื่องสุภาพบุรุษสุดลำบากส์ส์ส์นี้ มุ่งเสนอความจริงให้กับผู้อ่านได้เห็นผ่านเรื่องราวที่น่าสนใจและสามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตจริง นับได้ว่าผู้เขียนมีความชาญฉลาดของผู้เขียนที่สามารถนำเสนอความจริงจากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวที่เกิดขึ้นจริงในสังคม แล้วนำมาเล่าผ่านเรื่องราวผ่านตัวละครได้อย่างน่าสนใจและน่าติดตามและยังมีการแฝงแนวคิดในแง่มุมต่างๆ ที่จะทำให้ผู้อ่านได้มากกว่าการอ่านหนังสือเล่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นการแนะนำหนังสือเรื่องอื่นในทางอ้อม หรือการใช้ชีวิตที่เราไม่สามารถเลือกเกิดได้แต่เราเลือกที่จะเป็นได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นทรรศนะของผู้เขียนที่ได้แฝงไว้ในหนังสือเล่มนี้ </p><p> องค์ประกอบของวรรณกรรมเรื่องสุภาพบุรุษสุดลำบากส์ส์ส์มีองค์ประกอบที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งโครงเรื่อง การดำเนินเรื่อง ตัวละคร บทสนทนา ฉากและบรรยากาศ และแนวคิด มีเนื้อหาที่น่าสนใจ และน่าติดตาม ผู้อ่านควรค่าที่จะนำหนังสือเล่มนี้ไปแนะนำแก่เด็กและเยาวชนต่อ เพราะหนังสือเล่มนี้จะทำให้ผู้อ่านได้มากกว่าการอ่าน </p><p> บทที่ 3</p><p>วิเคราะห์กลวิธีการใช้ภาษา </p><p>3.1 การใช้โวหาร </p><p> การใช้โวหาร คือ ถ้อยคำที่ใช้ในการสื่อสารด้วยการเรียบเรียงอย่างมีวิธีการมีชั้นเชิงและมีศิลปะเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องราว เกิดจินตภาพและความรู้สึกตามที่ผู้ส่งสารต้องการ(สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์, 2558, 26 ; อ้างจาก จุไรรัตน์ ลักษณะศิริ, 2553, 48-42) </p><p> โวหารมี ๕ ประการ ได้แก่ บรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร เทศนาโวหาร สาธกโวหาร และอุปมาโวหาร ในการเขียนนวนิยายอาจมีการใช้โวหารต่าง ๆ กันแล้วแต่ชนิดของข้อความในเรื่อง เช่น ข้อความตอนใดเป็นการเน้นการเล่าเรื่องก็ใช้บรรยายโวหาร ข้อความตอนใดเป็นการสั่งสอนชี้แจงก็ใช้เทศนาโวหาร หรือตอนใดต้องการให้เห็นภาพชัดเจนก็ใช้พรรณนาโวหาร เป็นต้น ซึ่งโวหารที่พบในวนเที่ยงคืนนั้นก็มีอยู่หลายประเภท ดังรายละเอียดต่อไปนี้ </p><p>บรรยายโวหาร </p><p> บรรยายโวหาร คือ โวหารเล่าเรื่องซึ่งเป็นการกล่าวถึงเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกัน โดยชี้ให้เห็นสถานที่เกิดเหตุการณ์ สาเหตุที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ สภาพแวดล้อม บุคคลที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผลที่เกิดจากเหตุการณ์นั้น เนื้อเรื่องที่บรรยายอาจเป็นเรื่องสมมุติหรือเรื่องจริงก็ได้(สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์, ๒๕๕๘, ๒๖) ดังที่ปรากฏในเรื่องสุภาพบุรุษสุดลำบากส์ส์ส์ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเป็นการใช้โวหารประเภทนี้ </p><p> </p><p> “ผมสังเกตว่ามีคนมองเธอยิ้มๆหลายคน แต่บางคนก็ตรงรี่เข้ามาซื้อเลย ผมเดาว่าคนนั้นน่าจะอยากเข้าใกล้แมรี่มากกว่า เพราะแมรี่ไม่ได้ขายกับข้าวอย่างเดียวแต่เธอขายความเป็นตัวเธอด้วย เธอชม้ายตาทำท่าขี้เล่น และมีเสียงสูงๆ ต่ำๆ ผู้หญิงบางคนก็หมั่นไส้เธอ เหลือบตามองค่อนเธอด้วยซ้ำไป แต่ที่แน่ๆก็คือ เธอไม่มีที่ขายชัดเจน เพราะเป็นเจ้าใหม่เธอจึงเข็ญไปจอดอยู่ตรงข้างถนนน่าจะเป็นเขตต้องห้าม เพราะผมได้ยินแม่ค้าที่อยู่ข้างๆพูดว่า เดี๋ยวเทศกิจมาก็รู้แหละวะ” </p><p> </p><p>จากการบรรยายดังกล่าวเป็นตัวอย่างที่นำมาจากในหนังสือ ซึ่งถือเป็นเพียงส่วนเล็กน้อยเท่านั้นที่นำมายกตัวอย่าง เพราะในหนังสือเรื่องสุภาพบุรุษสุดลำบากส์ส์ส์ส่วนใหญ่จะใช้การบรรยายในการเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ซึ่งตอนที่ยกมานี้ เป็นตอนที่แงซายบรรยายลักษณะตัวละครอย่างแมรี่ที่กำลังไปขายกับข้าว เห็นภาพตามการบรรยายว่าแมรี่เป็นคนที่มีลักษณะภายนอกเป็นอย่างที่ผู้แต่งต้องการจะสื่อ ซึ่งเมื่อได้อ่านแล้วทำให้นึกภาพตามได้ง่าย และเข้าใจเรื่องราวได้ทันทีในสิ่งที่ผู้แต่งต้องการจะนำเสนอว่าแมรี่เป็นคนแบบไหน </p><p> </p><p> “เนื่องจากพ่อหมดสภาพ ผมจึงเป็นคนดูแลบ้าน ไม่ใช่เรื่องเช็ดบ้านถูบ้านนะครับ แต่เป็นการกินการอยู่ ผมต้องตื่นแต่เช้าขึ้นมาหุงข้าว เพราะตอนนั้นพ่อก็ยังนอนอยู่ ความจริงผมก็อยากจะเอาข้าวไปกินโรงเรียนด้วย แต่เอาไปผมก็ต้องกิข้าวราดน้ำปลา ซึ่งผมก็ไม่อาจหาญจะกินให้ใครเห็น ก็เลยพยายามหาเศษมาเงินไปซื้อข้าวกินให้ได้ พอเย็นกลับมาก็จะเจอพ่อเมาหมดสภาพเหมือนเดิม” </p><p> </p><p>จากตัวอย่างข้างต้นเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ใช้การบรรยายในการเล่าเรื่อง ซึ่งถือเป็นวิธีการที่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายและรวดเร็วที่สุด จากตัวอย่างเมื่อได้อ่านก็ทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจความเป็นอยู่ของแงซาย สิ่งที่แงซายต้องเจอ ความคิดของแงซาย และเขาใจถึงความยากลำบากที่แงซายได้เจอ สามารถสรุปได้เลยว่าในหนังสือเล่มนี้เกือบจะทั้งเรื่องใช้รูปแบบการบรรยายเรื่องเป็นหลัก </p><p>3.2 การใช้ภาพพจน์ </p><p>ภาพพจน์ (Figure of speech) คือถ้อยคำที่ทำให้เกิดภาพในใจ โดยใช้กลวิธีหรือชั้นเชิงในการเรียบเรียงถ้อยคำให้มีพลังที่จะสัมผัสอารมณ์ของผู้อ่านจนเกิดความประทับใจ เกิดความเข้าใจลึกซึ้งและเกิดอารมณ์สะเทือนใจมากกว่าถ้อยคำที่กล่าวอย่างตรงไปตรงมา (สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์, 2558, 30) ภาพพจน์ที่พบในนวนิยายเรื่องสวนเที่ยงคืนก็มีอยู่หลายประเภท ซึ่งจะขอหยิบยกมาเป็นตัวอย่าง ดังต่อไปนี้ </p><p>อติพจน์ หรืออธิพจน์ (Hyperbole) </p><p>อติพจน์ หรืออธิพจน์ (Hyperbole) คือการกล่าวเกินจริง เป็นความรู้สึกหรือความคิดของผู้กล่าวที่ต้องการย้ำความหมายให้ผู้ฟังรู้สึกว่าหนักแน่นจริงจังทั้งผู้กล่าว และผู้ฟังก็เข้าใจว่ามิใช่เป็นการกล่าวเท็จ(สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์, ๒๕๕๘, ๓๒) ในเรื่องสวนเที่ยงคืนพบภาพพจน์ประเภทนี้น้อยมากซึ่งมีให้พบ ดังนี้ </p><p> </p><p>“พอถึงหน้าบ้าน ไม่น่าเชื่อเลยครับพ่อเดินมาถึงประตู คล้ายจะออกมาทักครูนภดล แต่ครูนพดลสิแปลก กลับเร่งเครื่องหนีไปเลย แต่พ่อก็ยังไม่ว่าอะไรและยังคงยิ้มนิดๆ ภาพที่ผมเห็นเป็นภาพมหัศจรรย์ ถ้าเป็นหน้าฝนก็ต้องบอกว่าจู่น้ำก็แห้ง หรือถ้าเป็นหน้าร้อนก็ต้องบอกว่า จู่ๆลมหนาวก็มา เพราะพ่อทำเหมือนคนไม่เคยกินเหล้า เดินร้องเพลงงึมๆ” </p><p> </p><p>จากตัวอย่างข้างต้นที่ยกมา และได้บอกว่าเป็นตัวอย่างในการใช้ภาพพจน์ อติพจน์ หรืออธิพจน์ เพราะ มีการกล่าวเกินจริงในการบรรยาย คือในประโยคที่ว่า ถ้าเป็นหน้าฝนก็ต้องบอกว่าจู่น้ำก็แห้ง หรือถ้าเป็นหน้าร้อนก็ต้องบอกว่า จู่ๆลมหนาวก็มา ซึ่งเมื่ออ่านแล้วเราจะรู้ได้เลยว่าสิ่งที่กล่าวมาเป็นไปไม่ได้ หรือเป็นการกล่าวเกินความเป็นจริงนั่นเอง </p><p>สำหรับกลวิธีการใช้ภาษาประกอบไปด้วยการใช้โวหารซึ่งในเรื่องพบโวหารทีใช้มากที่สุด คือ บรรยายโวหารที่มีลักษณะเล่าเรื่อง ความเป็นไป การดำเนินเรื่องเพื่อให้เรื่องมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น และมีการแทรกใช้ภาพพจน์หรือความเปรียบเพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพและแสดงศิลปะในการแต่งซึ่งภาพพจน์ที่พบอยู่บ้างเล็กน้อยนั่นคือ อติพจน์ ซึ่งกลวิธีเหล่านี้ช่วยทำให้การอ่านหนังสือสนุกมากยิ่งขึ้น และลดความน่าเบื่อให้กับผู้อ่าน </p><p> </p><p>บทที่ 4 </p><p>วิเคราะห์คุณค่าวรรณกรรมเยาวชนเรื่องสุภาพบุรุษสุดลำบากส์ส์ส์ </p><p>4.1คุณค่าด้านครอบครัว </p><p> ครอบครัวควรเป็นสถาบันหลักและสถาบันแรกที่ให้ความรักและความอบอุ่นกับเด็ก สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาดคือการใช้ความรุนแรงในครอบครัวถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะมีเหตุผลมากมายเพียงใดก็ไม่ควรใช้ความรุนแรงโดยเฉพาะกับเด็ก เด็กจะยิ่งไม่เข้าใจในความรุนแรงที่เขาเจอแต่เขาจะตั้งคำถามอยู่ในหัวตัวเองเสมอว่า ทำไม ทำไม เขาผิดตรงไหนถึงต้องมาเจอกับความรุนแรงแบบนี้ ภายในเรื่องแงซายจะเป็นตัวละครที่ต้องพบกับความรุนแรงตั้งแต่เด็ก ในขณะที่แงซายเรียนอยู่ชั้นอนุบาลพ่อนั่นคือยุติ มักจะทำโทษเขาด้วยการนำแงซายไปขังในห้องมืดล็อกอกประตูให้แงซายอยู่คนเดียว ถือเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายมากที่เด็กคนหนึ่งต้องพบเจอ ทั้งที่เขาก็ยังไม่รู้เรื่องเลยด้วยซ้ำไป เห็นได้จากการแงซายถามถึงแม่ของเขาในช่วยอนุบาลว่า “พ่อครับ…แม่ผมอยู่ไหน”คำถามของเด็กเพียงแค่นี้ พ่อกลับลงโทษลูกด้วยการขัง เห็นได้จากในเนื้อเรื่อง มีความว่า “วิธีทำโทษของพ่อตอนผมเรียนอนุบาลก็คือ ขัง ทันทีที่มีปัญหาอะไรที่ผมทำให้พ่อไม่พอใจ เช่น อุ้มลูกหมาข้างบ้านมาเล่น เข็นเก้าอี้จนพื้นเป็นรอย พ่อก็จะด่าต่างๆนานา จากนั้นก็จะสั่งให้ผมไปเข้าห้องเล็กๆใต้บันได แล้วก็ล็อกกุญแจด้านนอก” นอกจากนี้เมื่อแงซายเริ่มโตขึ้นมาพ่อของแงซายก็จะทำโทษรุนแรงขึ้นโดยการใช้หางกระเบนในการทำโทษแต่ละครั้ง แงซายจะถูกพ่อตีอยู่เสมอ ไม่ว่าเรื่องนั้นแงซายจะไม่ได้ทำผิดหรือไม่สมควรตีก็ตาม เช่น การที่แงซายถูกรุ่นพี่ที่โรงเรียนรุมต่อยแทนที่คนเป็นพ่อจะถามหาสาเหตุการถูกรุมต่อยของลูกและปกป้องลูก พ่อกลับไม่ถามหาเหตุผลแต่ฝาดลูกซ้ำด้วยหางกระเบน จากเหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่รุนแรงมากสำหรับเด็กอย่างแงซายที่ ต้องพบเจอ แต่ยังโชคดีที่เด็กอย่างแงซายเป็นเด็กที่มีความคิดดี ไม่เคยคิดแค้นหรือโกรธพ่อ แต่ถ้าเรามามองเด็กหรือเยาวชนในสมัยต้องมาพบกับเหตุการณ์เหมือนแงซาย จะมีสักกี่คนที่จะยังคงเป็นเด็กดี ไม่โกรธ ไม่เกลียดพ่อ และยังเติบโตเป็นคนดีในสังคม ถ้ามองจากความเป็นจริงน่าจะเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากมาก เพราะส่วนใหญ่แล้วจะพบว่าถ้าเด็กเกิดในครอบครัวที่ไม่พร้อมและเกิดนครอบครัวที่ใช้ความรุนแรงโตขึ้นมาเด็กก็จะเป็นหัวรุนแรง ขาดความอบอุ่น และมักจะไปสร้างปัญหาให้กับสังคม ในครอบครัวบางครั้งเด็กต้องการแค่คนเข้าใจ </p><p>4.2 คุณค่าด้านความรัก </p><p> คนเราทุกคนเกิดมาย่อมต้องการความรักเป็นสิ่งแรกโดยเฉพาะจากคนในครอบครัว แงซายถือเป็นตัวละครอีกตัวที่ต้องการความรักมากไม่ว่าจากใครเพราะเขาไม่เคยได้รับความรักเลยเห็นได้จากในเรื่องที่แงซายถูกพ่อตี แงซายอยากได้อ้อมกอดจากใครสักคนนั่นก็คือย่า ตัวอย่างในเนื้อเรื่องที่ว่า “ผมยิ้มหวานให้ย่า ทำท่าจะเข้าไปกอด แต่ย่ากลับโบกมือร้องเสียงหลง อย่าๆ อย่าๆ ไม่ต้องมากอดย่านะ…ตัวแกเหม็น” หลังจากเหตุการณ์นี้แงซายพูดออกมาประโยคหนึ่งซึ่งทำให้ผู้อ่านรูสกคิดตามและเข้าใจความรู้สึกของแงซายมากว่าแงซายกำลังต้องเผชิญกับความรู้สึกอะไร ประโยคที่แงซายพูด ในเนื้อเรื่องมีความว่า “เห็นไหมครับ ไม่มีใครรักผมเลย” แงซายเป็นคนที่รักพ่อมากถึงแม้ว่าพ่อจะทำร้ายเขามากมายขนาดไหนเขาก็ยังเลือกที่จะอยู่ข้างพ่อ เช่นตอนที่ครูประจำชั้นถามแงซายว่าถ้าแม่มารับจะไปอยู่กับแม่ไหม แงซายตอบครูว่า “ไม้ครับ ผมไม่รู้จักแม่ ตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยรู้จักแม่เลย แล้วผมจะไปกับคนไม่รู้จักได้อย่างไร” เด็กอย่างแงซายยังคงต่อการความรักจากใครสักคนอยู่เสมอ เช่นจากครูนพดล ตอนที่แงซายไม่สบายแล้วมีครูนภดลมาช่วยไว้ ครูนภดลกอดแงซาย เพียงเท่านี้ก็ทำให้แงซายมีความสุขจากอ้อมกอดของครูเพียงเล็กน้อย เห็นได้จากในเนื้อเรื่อง มีความว่า “มือของครูสอดเข้าไปยังด้านหลังของผม ประคองผมให้ลุกขึ้น เป็นครั้งแรกที่รู้สึกถึงความอบอุ่นและความอ่อนโยน” แงซายรักพ่อมากเห็นได้จากคำพูดของแงซายที่ว่า “แม้ว่าพ่อจะร้ายกับผมสักเท่าไร แต่พ่อก็ยังเป็นพ่อ ผมไม่อยากให้ใครเห็นพ่อเป็นคนไม่ดี” หรือตอนที่พ่อป่วยแงซายก็ดูแลพ่อเป็นอย่างดี เห็นได้จากเนื้อเรื่องมีความว่า “แม้จะเหนื่อยแค่ไหนแต่ความรู้สึกผมตอนนั้นเหมือนผมเป็นพ่อ และพ่อเป็นลูกผม” ดังนั้นเราจะเห็นว่าเด็กต้องการคนเข้าใจและต้องการความรักมากขนาดไหน ความรักถือเป็นสิ่งที่จะช่วยหล่อหลอมให้เขาเติบโตไปเป็นคนดีในสังคม และไปสร้างสรรค์สังคมให้สวยงามในภายภาคหน้า </p><p>4.3 คุณค่าด้านการศึกษา </p><p> การศึกษาถือเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมากในปัจจุบันนี้ ใครที่มีการศึกษาสูงๆมักจะได้เปรียบบุคคลอื่น ในหนังสือวรรณกรรมเล่มนี้ก็เช่นเดียวกัน ได้แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของการศึกษาว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เห็นได้จากในตัวอย่างคำพูดของตัวละครในเรื่อง มีความว่า “มึงต้องขยันเรียนนะไอ้แง คนเราจะเป็นผู้เป็นคนได้ก็ต้องมีการศึกษา สังคมนี้มันต้องการปริญญา มึงเข้าใจไหม ถ้ามึงมีปัญญาหางานส่งเสียตัวเองเรียนจนจบปริญญาได้ มึงก็จะเป็นผู้เป็นคนได้รับความนับถือจกคนรอบข้าง”หรือตอนที่ย่าบอกกับแงซายว่า “แงเรียนหนังสือให้ดีๆสูงๆก็แล้วกัน เผื่อแม่เขารู้เขาจะได้ดีใจ” จากคำพูดของยุติที่พูดกับแงซายและคำพูดของย่าที่พูดกับแงซายในเรื่อง ถือเป็นคำพูดที่สะท้อนสังคมการศึกษาในปัจจุบันเป็นอย่างมาก ทุกวันนี้ทุกอย่างเป็นการแข่งขันและยังเป็นการแข่งขันที่สูงมากโดยเฉพาะด้านการศึกษา ในปัจจุบันคนที่มีใบปริญญาก็ยังจะไม่มีงานทำ ดังนั้นคนที่ไม่มีการศึกษาก็คงไม่ต้องพูดถึงหรืออธิบายมาก เพราะเราจะเห็นได้จากความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน </p><p>4.4 คุณค่าด้านสัจธรรมชีวิต </p><p>สัจธรรมชีวิตคนเราทุกคนเกิดมาต้องเจอกับ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา สิ่งเดียวที่เราต้องอยู่กับมันและต้องเข้าใจมันให้ได้คือการจากลา คนเราเกิดมาไม่จากเป็นก็จากตาย ไม่มีใครที่จะอยู่ได้เป็นอมตะ การเจ็บป่วยก็เช่นเดียวกันบนโลกนี้ไม่ได้มีคนที่เรารักเจ็บป่วยได้คนเดียว คนอื่นเขาก็มีการเจ็บป่วยเหมือนกับเราดังนั้นเราควรทำใจยอมรับและปล่อยวางกับเรื่องที่เกิดขึ้น อย่าวิตกกับเรื่องธรรมดาที่มันจะเกิดขึ้น ซึ่งในเนื้อหาได้สอดแทรกแนวคิดไว้โดยคำพูดของแงซายมีความว่า “ไม่ใช่ผมคนเดียวที่มีความทุกข์ เรื่องพ่อเจ็บไข้ได้ป่วย คนอื่นเขาก็มีความทุกข์แบบเดียวกันกับผมเหมือนกัน” นอกจากนี้ในเรื่องยังให้ข้อคิดอีกว่า คนเราเกิดมาจะมีเงินมากมายแค่ไหนบางครั้งก็ไม่สามารถจะรักษาคนที่เรารักให้อยู่กับเราได้ตลอดไป สอดคล้องกับเนื้อเรื่อง มีความว่า “บอกหมอไปเลยเท่าไหร่เท่ากัน เป็นล้านๆผมก็ยอม เอาเครื่องมือดีๆ สุดยอดเลยนะ กี่ล้านผมก็ยอม”สุดท้ายหมอก็ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้แม้จะมีเงินมากมายพียงใดก็ตาม และบนโลกใบนี้หนังสือยังชวนให้เราได้ตระหนักคิดอยู่เสมอว่า ถ้าหากวันใดเราเป็นทุกข์และเจ็บปวดจากความทุกข์เราจงคิดอยู่เสมอว่ายังมีคนอื่นอีกมากมายที่เขาอาจจะทุกข์กว่าเรา เราโชคดีแค่ไหนที่ยังมีหลายๆสิ่งหลายๆอย่างยังคงอยู่รอบตัวเราและยังมีคนที่คอยเป็นกำลังใจให้เราอยู่เสมอ </p><p> </p><p>4.5 คุณค่าด้านหนังสือวรรณกรรม </p><p> ในหนังสือเล่มนี้ผู้แต่งได้แทรกความรู้เกี่ยวหนังสือวรรณกรรมไว้อย่างมากมายมีการแทรกความรู้เกี่ยวกับหนังสือวรรณกรรมและทำให้ผู้อ่านได้รู้จักประเภทของหนังสือและชื่อหนังสือที่น่าสนใจเพิ่มขึ้น เริ่มตั้งเปิดเรื่องมา คือการกล่าวถึงชื่อของตัวละครเอกอย่างแงซาย และผู้เขียนได้แทรกโดยการให้ตัวละครอย่างครูนพดลเป็นคนกล่าวในเรื่องว่า ชื่อแงซาย เป็นชื่อตัวละครเอกในเรื่องเพชรพระอุมาและยังได้รู้อีกว่า แงซายเป็นนายพรานใหญ่ที่ถือว่าเป็นพระเอกของเรื่องเลยก็ว่าได้ ซึ่งการนำชื่อจากวรรณกรรมเรื่องอื่นมาใส่ของผู้แต่งทำให้ผู้อ่านอยากจะติดตามว่าแงซายจากเรื่องเพชรพระอุมาเป็นแบบไหน จนทำให้ผู้อ่านอาจเกิดความสนใจและไปหาซื้อหนังสือมาอ่าน หรือต่อมามีการพูดถึงหนังสือคือ หนังสือขบขันกับฮิวเมอริสต์ ถือเป็นการสอดแทรกที่จะทำให้ผู้อ่านได้รู้จักหนังสือและอยากที่จะซื้อหนังสือมาอ่านตามตัวละครในเรื่อง การแทรกวรรณกรรมเรื่องคู่กรรมว่าเป็นเรื่องราวของโกโบริ แทรกเรื่องดรรชนีนางของอิงอร แรกเรื่องข้างหลังภาพ และเรื่องสุภาพบุรุษของศรีบูรพา แทรกวรรรณกรรมเรื่องสาวเอยจะบอกให้ของนเรศ นโรปกรณ์ แทรกเรื่อง เด็กที่ถูกเรียกว่ามัน(A child called it)ของเดฟ เพลเซอร์ แทรกเรื่องหญิงคนชั่วของก.สุรางคนางค์ รอยมลทินของทมยันตี แทรกเรื่องสนิม สร้อยของ รงค์ วงษ์สวรรค์ แทรกวิธีการแยกประเภทของหนังสือ ที่พบเห็นในเนื้อเรื่อง เช่น “ถ้าอ่านหน้าปกแล้วไม่เข้าใจในทันทีน่าจะเป็นนวนิยาย แต่ถ้าชื่ออ่านปั๊บรู้ทะลุปรุโปร่งน่าจะเป็นสารคดี เช่น เที่ยวรอบโลก แต่ถ้าบอกว่า ดอกไม้สองดอก ผีเสื้อหนึ่งตัว อย่างนี้น่าจะเป็นนวนิยาย เพราะคงไม่มีใครเขียนสารคดีถึงดอกไม้สองดอก และผีเสื้อหนึ่งตัวเป็นแน่แท้” และยังเป็นเรื่องที่แทรกการชวนอ่านหนังสือของตัวละครได้เป็นอย่างดี เช่น การบรรยายการได้อ่านหนังสือของแงซายว่ามีความสุขมากมายแค่ไหน เนื้อเรื่องในหนังสือ มีความว่า “การอ่านหนังสือมันเหมือนผมได้เดินเข้าไปในประตูมหัศจรรย์ โดยมีตัวอักษรของนักเขียนเป็นเครื่องมือนำทาง” จะเห็นว่าผู้แต่งได้แทรกชื่อหนังสือวรรณกรรมที่น่าสนใจไว้อย่างมากมาย อาจจะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยทำให้ผู้อ่านได้อ่านหนังสือมากขึ้นอีกหนึ่งเล่ม </p><p>4.6 คุณค่าของการเป็นนักเขียน </p><p> มีการแทรกเล่าเรื่องเกี่ยวกับนักเขียนที่ชื่อ ศรีบูรพา ซึ่งเป็นเรื่องราวที่สะท้อนภาพนักเขียนในสมัยนั้นว่าถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏทั้งๆที่นักเขียนมีเพียงกระดาษและปากกา ซึ่งผู้แต่งพูดถึงศรีบูรพาว่า “กุหลาบทำเพื่อคนอื่นทั้งนั้น ทำเพื่อส่วนรวม ทำเพื่อคนยากไร้ แต่ท่านถูกจับกุมคุมขัง ครั้งแรกถูกขังอยู่เกือบปี ครั้งที่สองถูกขังอยู่สี่ปีเศษ นี่เขาต้องเข้าคุกเพียงเพราะเขาคิดไม่เหมือนรัฐบาล แค่คิดนะ ยังไม่ได้ทำอะไรเลย”และยังได้แทรกถึงนักการเมืองคนอื่นๆในสมัยนั้นอีกด้วยว่ามีจุดจบที่ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ในเนื้อเรื่อง มีความว่า “ศรีบูรพาตายที่เมืองจีน ท่านปรีดีตายที่ฝรั่งเศส อาจารย์ป๋วยตายที่อังกฤษ” เรื่องราวเหล่านี้ที่ผู้แต่งได้สอดแทรกขึ้นมาถือเป็นคุณค่าอย่างหนึ่งแก่ผู้อ่านทำให้ได้รู้เรื่องราวของการเมืองและชีวิตนักเขียนในสมัยก่อนเพิ่มมากขึ้นและทำให้ได้รู้ว่าผู้แต่งน่าจะเคยอยู่ในเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองจงได้นำประสบการณ์ที่เคยรู้และเคยเห็นด้วยตนเองมาแทรกไว้ในเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ </p><p>4.7 ภาพสะท้อนเกี่ยวกับโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชน </p><p> ภาพสะท้อนเรื่องโรงพยาบาลรัฐบาลและโรงพยาบาลเอกชนภายในเรื่อง มีการแทรกภาพสะท้อนที่เกิดขึ้นจริงในสังคมคือการที่ตัวละครไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชน ถือเป็นโรงพยาบาลที่มีการบริการดีมาก สะอาด สะดวก รวดเร็ว แต่มีข้อเสียคือมีค่าใช้จ่ายสูงมาก อย่างในเรื่องพ่อของแงซาย นอนโรงพยาบาลเอกชนแค่หนึ่งคืนต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงถึงสี่หมื่นบาท ในส่วนของโรงพยาบาลรัฐการบริการช้ามาก ไม่มีใครสนใจผู้ป่วย ญาติผู้ป่วยต้องบริการกันเองเป็นส่วนใหญ่ ทำงานล่าช้ากว่าโรงพยาบาลเอกชน แต่มีข้อดีตรงที่ค่าใช้จ่ายถูกมาก บางครั้งใช้แค่บัตรทองก็สามารถรักษาได้แล้ว ภาพสะท้อนที่เกิดขึ้นภายในเรื่องดังกล่าวถือว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทยเรา ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเองว่าจะเลือกใช้บริการโรงพยาบาลแบบไหนตามที่ครอบครัวสะดวกและคิดว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด </p><p> บทที่ ๕</p><p>สรุป </p><p> </p><p>๕.๑ สรุป </p><p> องค์ประกอบของวรรณกรรมเรื่องสุภาพบุรุษสุดลำบากส์ส์ส์ มีองค์ประกอบที่ครบถ้วน สมบูรณ์ ทั้งโครงเรื่อง ตัวละคร การดำเนินเรื่อง บทสนทนา ฉากและบรรยายกาศ และแนวคิด มีเนื้อหาที่น่าสนใจ ผู้แต่งสร้างเรื่องราวไว้น่าติดตาม ดังนั้นผู้อ่านควรค่าที่จะนำหนังสือเล่มนี้ไปแนะนำแก่เด็กและเยาวชนต่อ เพราะหนังสือเล่มนี้จะทำให้ผู้อ่านได้มากกว่าการอ่าน </p><p> สำหรับกลวิธีการใช้ภาษาประกอบไปด้วยการใช้คุณค่าภายในเรื่องก็แฝงไปด้วยเรื่องที่หลากลายทั้งคุณค่าทางด้านครอบครัว การศึกษา หนังสือวรรณกรรม ความรัก สัจธรรมชีวิต ชีวิตของการเป็นนักเขียนในสมัยก่อน และภาพสะท้อนที่เกิดขึ้นจริงในสังคมอย่างความแตกต่างระหว่างโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชน </p><p> วรรณกรรมที่เหมาะสำหรับเด็กและเยาวชนนั้น นอกจากจะมีองค์ประกอบที่ดี ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ยังต้องมีการแฝงข้อคิด คุณค่า สะท้อนออกมาให้ผู้อ่านได้คิดพิจารณาเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต เพื่อการอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสงบสุข อีกทั้งยังช่วยเสริมความรู้ใหม่ ๆ ที่ผู้อ่านไม่เคยได้รับรู้ การแทรกคุณค่าด้านต่าง ๆ เข้าไปในเนื้อหานั้นช่วยทำให้หนังสือหรือวรรณกรรมนั้นมีคุณค่ามากยิ่งขึ้นเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน ทั้งนี้ยังแสดงถึงความใส่ใจในการเขียน ความสามารถของผู้เขียนได้อีกด้วย เนื่องจากว่าการเขียนงานเขียนแต่ละเรื่องนั้นผู้เขียนต้องเขียนให้องค์ประกอบทุกอย่างมีความเป็นเอกภาพ หรืออาจเรียกได้ว่ามีการเขียนเรื่องที่ซ่อนรายละเอียดไว้อย่างแนบเนียน เพื่อให้ผู้อ่านฝึกทักษะการคิดและพิจารณาเรื่องที่อ่านด้วย เรื่องสุภาพบุรุษสุดลำบากส์ส์ส์ จึงเหมาะสมแล้วที่ได้เป็นวรรณกรรมที่เหมาะสมกับเด็กและเยาวชนไทย เพื่อให้เด็กและเยาวชนไทยได้อ่านหนังสือที่มีลักษณะเช่นนี้คงจะทำให้พวกเขามีความพร้อมในการเป็นเครื่องมือที่ดีในการพัฒนาประเทศชาติให้ก้าวหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งอย่างแน่นอน </p><p>๕.๒ ข้อเสนอแนะ </p><p>เด็กและเยาวชน ตัวแปรที่สำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ การที่พวกเขาเหล่านั้นจะเติบโตมาอย่างมีคุณภาพได้นั้นต้องได้รับการส่งเสริมในการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญาซึ่งถ้าหากพวกเขาได้รับการพัฒนาครบถ้วนเช่นนี้ เป็นที่แน่นอนว่าพวกเขามีความพร้อมมากพอแล้วที่จะเป็นผู้นำประเทศสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน การอ่านหนังสือสิ่งที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้คนเราได้เดินทางเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ไม่มีที่สิ้นสุดเพราะประสบการณ์ที่ผู้เขียนได้เก็บเกี่ยวมาช่างมีมากมาย และถ่ายทอดลงในหนังสือแต่ละเล่มอย่างแนบเนียน การอ่านหนังสือจึงเป็นหนทางที่ง่ายที่สุดที่ทำให้เราได้เดินทางและมีประสบการณ์เพิ่มมากขึ้น การส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนอ่านหนังสือจึงเป็นอีกสิ่งที่ง่ายที่สุดในการพัฒนาสติปัญญาของพวกเขาให้มีความพร้อมในการพัฒนาต่อไป เพราะ หากจะให้เอ่ยถึงประโยชน์ของหนังสือนั้นย่อมมีมากมายนับไม่ถ้วน เพราะไม่ว่าจะเป็นหนังสือประเภทไหนมักให้อะไรแก่คนอ่านได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นสาระความรู้ ความบันเทิง ฝึกสมาธิ รวมทั้งการอ่านยังเป็นการกระตุ้นการทำงานของสมองให้ห่างไกลจากโรคอัลไซเมอร์ และโรคความจำเสื่อม เมื่อทุกคนเห็นถึงประโยชน์อันมากมายจากการอ่านแล้ว จงลุกขึ้นมาเถอะมาอ่านหนังสือ เพื่อเพิ่มปาหารให้กับสมอง อย่าปล่อยตัวปล่อยใจไปกับโลกออนไลน์ ลอง หันกลับมามองหนังสือที่อยู่ตรงหน้าแล้วหยิบมันขึ้นมาอ่าน เมื่อคุณอ่านแล้วคุณจะได้รู้ว่าคุณเป็นคนที่มีประสบการณ์มากกว่าคนอื่นอย่างไม่รู้ตัว และหนังสือวรรณกรรมเยาวชนเรื่องสุภาพบุรุษสุดลำบากจะเป็นหนังสืออีกหนึ่งเล่มที่อยากให้ทุกคนได้ลองอ่าน และนำไปบอกต่อถึงความดีงามของหนังสือเล่มนี้แกเด็ก เยาวชน และคนอื่นๆต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด </p><p> บรรณนานุกรม</p><p>ชมัยภร แสงกระจ่าง. (2558). สุภาพบุรุษสุดลำบากส์ส์ส์. กรุงเทพฯ : คมบาง. </p><p>สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์. (2558). ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: บริษัท พี เอส. เพรส จำกัด. </p><p> </p>
สุภาพบุรุษสุดลำบากส์ส์ส์
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
Thanan034 sannok · 18 มี.ค. 2561
ยังไม่ได้นอน TT · 18 มี.ค. 2561
aungsumalee srikummuan · 18 มี.ค. 2561
sutti · 18 มี.ค. 2561