“คำหอมแม่อยากให้เอ็งหัดทอผ้า อยากให้เอ็งทอผ้าเป็นแบบแม่” - ผ้าทอใจ



วิจารณ์เรื่องสั้น

ผ้าทอใจ

รางวัลชมเชย ประกวดเรื่องสั้นส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น เทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ณรงค์กรณ์ วิทยอักษรศรี

 

   ผ้าทอใจ หนึ่งในเรื่องสั้นที่ได้รับรางวัลชมเชยโครงการ “ประกวดเรื่องสั้นส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น เทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ผ้าทอใจ เป็นเรื่องราวของคำหอม เด็กสาวผู้ต่อต้านการทอผ้า ซึ่งเป็นมรดกวัฒนธรรมที่แม่ต้องการให้เธอสืบทอดให้คงอยู่ แต่เธอกลับมองว่ามันดูเชย ไม่ทันสมัย จึงได้ทิ้งบ้าน ทิ้งครอบครัวเข้าไปทำงานในเมืองกรุง จนกระทั่งเธอได้ข่าวว่าแม่ของเธอป่วยหนัก เธอจึงได้กลับมาดูใจแม่เป็นครั้งสุดท้ายและสำนึกได้ในสิ่งที่แม่ต้องการให้เธอได้สืบสานไว้


โครงเรื่องและเนื้อเรื่อง

   ผ้าทอใจ มีการวางโครงเรื่องได้สัมพันธ์กับเนื้อหา มีการผูกปมของตัวละคร โดยการให้ตัวละครเอกของเรื่องขัดแย้งกับแม่ เป็นการขัดแย้งระหว่างมนุษย์ ทำให้เรื่องน่าสนใจและนำไปสู่การคลายปมในที่สุด

   ปมการขัดแย้งในเรื่อง เป็นการขัดแย้งระหว่างตัวละครเอกกับแม่ที่ต้องการให้สืบทอดวัฒนธรรมการทอผ้า ในขณะที่อีกคนมองว่าสิ่งนี้ดูเชย ไม่ทันสมัย มีแต่คนหัวโบราณเท่านั้นที่ทำ ดังบทสนทนาที่ทั้งสองได้พูดคุยกัน

“คำหอมแม่อยากให้เอ็งหัดทอผ้า อยากให้เอ็งทอผ้าเป็นแบบแม่” แม่เอ่ยขึ้นมาในขณะที่ฉันกำลังทำการบ้านอยู่

“หอมไม่ชอบหรอกแม่ ทอผ้าอะไรก็ไม่รู้ มีแต่คนสมัยโบราณแบบแม่ทั้งนั้นแหละที่ทำกัน” ฉันปฏิเสธอย่างทุกครั้ง

“ทำไม แค่ทอผ้ามันน่าอายตรงไหน ทำ ไมเอ็งถึงไม่ชอบนักหนา”

“คนสมัยนี้เขาไม่ทำกันแล้วแม่ มันดูเชยน่ะแม่ แม่เข้าใจไหม”

“หัดไว้ติดตัวมันก็ไม่เสียหายนี่”

“ไม่เอาหรอกแม่ ฉันไม่ใช่คนหัวโบราณแบบแม่”

“……………..”

“แม่รู้ไหมว่าฉันน่ะเบื่อที่นี่มากแค่ไหน ฉันเบื่อเต็มทนที่ต้องเป็นคนบ้านนอกกระจอก ๆ แบบนี้”

(หน้า ๕๕)

   จากบทสนทนาทำให้เห็นถึงปมขัดแย้งระหว่างตัวละครเอกกับแม่จนนำไปสู่เหตุการณ์สำคัญของเรื่อง คือคำหอมเดินทางเข้าไปทำงานในเมืองและนำไปสู่การคลายปมของเรื่องเมื่อแม่ของคำหอมป่วยหนักทำให้เธอต้องกลับมาดูใจแม่เป็นครั้งสุดท้าย จึงทำให้เธอคิดได้ในสิ่งที่เธอทำว่ามันเห็นแก่ตัวและได้สืบทอดการทอผ้าอย่าที่แม่ได้หวังไว้ในที่สุด

   เนื้อเรื่องของผ้าทอใจมีความสมจริง ผู้เขียนมีความรู้ในเรื่องการทอผ้าและบุญผะเหวด ในเรื่องบอกถึงวิธีการทอและที่มาของบุญผะเหวดว่ามีความเป็นมาอย่างไร ทำไมถึงต้องมีสิ่งนี้ในการจัดงานบุญผะเหวด ซึ่งทำให้เนื้อเรื่องมีความสมจริง


กลวิธีในการดำเนินเรื่อง

   กลวิธีในการดำเนินเรื่อง ผ้าทอใจ เป็นไปตามลำดับปฏิทิน เปิดเรื่องด้วยเสียง ปึ้ก ปึ้ก ที่เกิดจากการกระทบกันของฟืมกับหูกทอผ้าที่ตัวละครภายในเรื่องกระทำ สร้างให้เรื่องมีความน่าสนใจ การดำเนินเรื่องเป็นไปตามลำดับเวลาปฏิทิน ระบุวัน เวลา ในการดำเนินเรื่อง ทำให้เรื่องเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน ตัวละครเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราว โดยในเรื่องใช้สรรพนามบุรุษที่หนึ่ง แทนตัวเองว่าฉัน ทำให้เรื่องมีความสมจริงยิ่งขึ้น เรื่องราวดำเนินไปจนถึงตอนท้ายของเรื่องที่ปิดด้วยโศกนาฏกรรม คือแม่ของตัวละครเอกป่วยหนักทำให้ตัวละครเอกสำนึกได้พร้อมทิ้งท้ายเรื่องด้วยเสียงหูกทอผ้าและความคิดของตัวละครที่ชวนให้ผู้อ่านคิดตามว่าตัวละครเอกจะทำอย่างไรต่อไป


ตัวละคร

   ตัวละครสำคัญของเรื่องคือ คำหอมและแม่ ที่เป็นตัวละครหลักในการดำเนินเรื่อง ทำให้เรื่องราวเกิดปมขัดแย้งและการคลายปมในที่สุด คำหอมและแม่ เป็นตัวละครมีความหลากหลาย มีอารมณ์ ความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ ทำให้ตัวละครสำคัญของเรื่องมีความสมจริง

   คำหอม หญิงสาวที่ต่อต้านวัฒนธรรมการทอผ้า มองว่าการทอผ้านั้นไม่ทันสมัย มีต่อคนหัวโบราณเท่านั้นที่ทอผ้า ซึ่งต่างจากแม่ที่อยากให้คำหอมสืบทอดการทอผ้าให้คงอยู่ต่อไป ลักษณะของตัวละครสำคัญทั้งสองเห็นได้จากบทสนทนา ดังนี้

“คำหอมแม่อยากให้เอ็งหัดทอผ้า อยากให้เอ็งทอผ้าเป็นแบบแม่” แม่เอ่ย

ขึ้นมาในขณะที่ฉันกำลังทำการบ้านอยู่

“หอมไม่ชอบหรอกแม่ ทอผ้าอะไรก็ไม่รู้ มีแต่คนสมัยโบราณแบบแม่

ทั้งนั้นแหละที่ทำกัน” ฉันปฏิเสธอย่างทุกครั้ง

“ทำไม แค่ทอผ้ามันน่าอายตรงไหน ทำ ไมเอ็งถึงไม่ชอบนักหนา”

“คนสมัยนี้เขาไม่ทำกันแล้วแม่ มันดูเชยน่ะแม่ แม่เข้าใจไหม”

“หัดไว้ติดตัวมันก็ไม่เสียหายนี่”

“ไม่เอาหรอกแม่ ฉันไม่ใช่คนหัวโบราณแบบแม่”

“……………..”

“แม่รู้ไหมว่าฉันน่ะเบื่อที่นี่มากแค่ไหน ฉันเบื่อเต็มทนที่ต้องเป็นคนบ้าน

นอกกระจอก ๆ แบบนี้” (หน้า ๕๕)

จึงถามฉันว่า

“ทำไมเอ็งถึงได้อยากไปอยู่ในเมืองนักหนา คำหอม” แม่ถามฉัน

“ก็ฉันอยากเป็นคนเมืองนี่แม่” ฉันอธิบายเหตุผล “ในเมืองมีแต่

ความวุ่นวาย ผู้คนล้วนแต่แก่งแย่งชิงดีกัน เอ็งชอบนักเราะ”

“ใช่แม่ ฉันชอบ ฉันอยากเป็นคนเมือง เป็นคนเมืองแล้วดูทันสมัยทั้งโก้ทั้ง

หรู ไม่เหมือนอย่างบ้านเราหรอก”

“เออ ถ้าเอ็งอยากไปนักเอ็งก็ไปเถอะ”

“……...” (หน้า ๕๗)

   จากบทสนทนาข้างต้นทำให้เห็นถึงลักษณะนิสัยของตัวละครได้เป็นอย่างดีว่า คำหอมนั้นเป็นคนที่หัวสมัยใหม่ เอาแต่ใจ เห็นแก่ตัวเอง ไม่ฟังคำของแม่ และแม่ที่มีลักษณะความเป็นแม่ รัก เป็นห่วงและหวังดีต่อลูกเสมอ  นอกจากตัวละครสำคัญทั้งสองตัวแล้วยังตัวละครอื่น ๆ เช่น พ่อ จิ๋ว และชาวบ้านที่สร้างให้เรื่องมีความสมจริงและน่าอ่านยิ่งขึ้น


ฉาก

   ฉากสำคัญในเรื่องที่เห็นได้อย่างเด่นชัด คือ ฉากวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นฉากการกินข้าวที่ต้องมีพาข้าว นั่งล้อมวงกินข้า ฉากงานบุญประเพณีบุญผะเหวดที่มีความคึกคักของผู้คนมาร่วมทำบุญ ผู้เขียนถ่ายทอดออกมาให้ผู้อ่านสามารถเห็นภาพได้ว่าในงานบุญนั้นต้องมีสิ่งใด ต้องทำสิ่งใดบ้าง ทำให้เนื้อเรื่องมีความสมจริง


สารัตถะ

   แก่นเรื่องหรือสารัตถะของเรื่อง ผู้แต่งได้สื่อให้เห็นออกมาได้อย่างเด่นชัดผ่านเจตนารมณ์ของตัวละครผู้เป็นแม่ที่ต้องการให้ลูกสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีที่มีมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ซึ่งกำลังจะเลือนหายไปตามกาลเวลา เนื่องจากคนยุคใหม่ไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ความเจริญก้าวหน้าในวัตถุได้เข้าครอบงำความงดงามของประเพณีอันเก่าแก่จนเกือบจะหมดสิ้น ผู้แต่งจึงใช้วัฒนธรรมการทอผ้า ประเพณีบุญผะเหวดออกมาแสดงให้เห็นคุณค่าของวัฒนธรรมประเพณีให้คงอยู่สืบไป


การประเมินค่า

   เรื่องสั้น ผ้าทอใจ ของณรงค์กรณ์  วิทยอักษรศรี ถือว่าเป็นผลงานที่น่ายกย่องอีกหนึ่งเรื่อง เนื่องจากผู้แต่งไม่ได้เป็นนักเขียนมืออาชีพแต่เป็นเพียงนักศึกษา แต่กลับสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างมีคุณค่า นำวัฒนธรรมในท้องถิ่นของตนออกมาเผยแพร่ให้ผู้อื่นได้รับรู้  ซึ่งคุณค่าที่ได้จากเรื่อง ผ้าทอใจนั้นทำให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่ดีงาม การทอผ้าที่ไม่ใช่เพียงแค่ผ้าธรรมดา แต่เป็นผ้าที่ทอด้วยใจและประเพณีบุญผะเหวดที่สร้างความรักความสามัคคีให้กับคนในชุมชน ทำให้เห็นถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชนชนบทที่มีความสุขได้โดยไม่ต้องพึ่งความศิวิไลของเมือง