วิปัสสนูกิเลส ในการปฏิบัติพระกัมมัฎฐานนั้น มีส่ิงหนึ่งที่คนมักจะเข้าใจผิด (ในระดับหนึ่ง) ว่าสิ่งที่เป็นเครื่องขวางกั้นการปฏิบัติ คือ วิปัสสนูกิเลส (อุปกิเสแห่งวิปัสสนา) อันที่จริงแล้ว วิปัสสนูปกิเลส เป็นภาวะของผุ้ได้พบ ตรุณวิปัสสนาญาณ (วิปัสสนาญาณระดับอ่อน) เกิดขึ้นเฉพาะแก่ผุ้ปฏิบัติ (กุลบุตร) ผู้ปฏิบัติชอบ บำเพ็ยภาวนาได้ถูกต้องปรารภความเพียร ๑ ทั้งในเวลาเจริญสมถ และ วิปัสสนากัมมัฎฐาน
ดังนั้น ในเวลาอยุ่ห้องปฏิบัติการจริง ผุ้ปฏิบัติพระกัมมัฎฐานจึงไม่ต้องกล้วหรือวิตกกังวลว่า วิปัสสนูปกิเลสจะเกิดขึ้นแก่ตนเอง หรือเป็นอุปสรรคเครื่องขวางกั้นการปฏิบัติเพราะว่า จะทำให้ผุ้ปฏิบัติเกิดความรู้สึกประหม่าวิตกกังวล เกรงว่าวิปัสสนูกิเลส เป็นอุปสรรคขวางกั้นการปฏิบัติของตน แท้จริง วิปัสสนูปกิเลส จะไม่เกิดแก่ พระอรยสาวกผู้บรรลุปฏิเวธรรมแล้ว จะไมเกิดแก่ผุ้ปฏิบัติผิด จะไม่เกิดแก่ผู้เกียจคร้านทอดท้องพระกัมมัฎฐาน ด้วยเหตุนี้ผู้ที่เกรงกลัวต่อ วิปัสสนูกิเลส จึงเท่ากับเป้นกาสสร้างเครื่องขวางกั้นการปฏิบัติโดยไม่จำเป็น ถ้าหากมองอีกแง่มุมหนึ่ง วิปัสสูปกิเลสก็เป็นความอัศจรรย์ของการปฏิบัติพระกัมมัฎฐาน หรือ เป็นดุจยาขโลมใจให้ผุ้ปฏิบัติได้เห็นอานิสงส์ของกางฝึกพระกัมมัฎฐานในเบื้องต้นเท่านั้ และว่าโดขสภาวธรรม วิปัสสนูกิเลสจะเกิดขึ้นแก่บุคคลผุ้มีจิตสงบระดับหนึ่ง ซึ่งคนที่มีจิตสงบ ซึ่งคนที่มีจิตสงบตามธรรมดาทั่วไปจะไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับิปัสสนูกิเลสเลย แต่จะเกิดขึ้นแก่บุคคลผุ้ที่ปฏิบ้ติพระกมมัฎฐานปรารภความเพียรอย่างยิงยวดเท่านั้น
วิปัสสนูกิเลสที่เกิดแก่ผุ้ปฏิบัติพระกัมมัฎฐาน เช่น เห็นแสงสว่าง เป็นต้น จะถือว่าเป็นอุปสรคเครื่องขวางกั้นการปฏิบัติก็ต่อเมื่อมีความรู้สึกว่า เพราะแสงสว่างนันเอง เราได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคล ตัดกิเลสได้อย่างสิ้นเชิงแล้ว หากรู้สกเช่นนั้นจริงๆ วิปัสสนาวิถีก็เป็นอันว่าหยุดชะงักไป ไมเจริญก้าวหน้า เพราะผุ้ปกิบัติได้ละเลย การกำหนดสภาพที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง มัวแต่ไปชื่นชมยินดีพอใจกับวิปัสสนูกิเลส ที่เกิขึ้น ย่ิงเราเพลิดเพลินจริญใจกับวิปัสสนูกิเลสมากท่าใด วิปัสสนาวิ๔ีในระดับสูง ก็ย่ิงห่างำกลออกไป การที่วิปัสสนาวิถีห่างไกล ออกไปนั้นแทนที่จะเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ประกาศอานิสงค์วิปัสสนา กลับกลายเป็นการทำลายสาระสำัญของการปฏิบัติพระกัมมัฎฐาน ในระดับสูงขึ้นไป
วิปัสสนูกิเลส ๑๐
วิปัสสนูกิเลส เป็นสภาพน่าชื่นชม แตทีแท้คือโทษเครื่องเศร้าหมองของวิปัสสนา ซึ่งเกิดแก่ผู้ได้วิปสสนาญาณอ่อนๆ ทำให้เข้าใจผิดว่า ตนบรรลุมรรผลแล้วจึงไม่ดำเนินก้าวหน้าในวิปัสสนาญาณ ๓
ตาหลักการปฏิบัติ วิปัสสนูกิเลสจะเกิดขึ้นในญาณระดับอุทยัพพยญาณอย่างอ่อน (ตรุณ)
๑. โอภาส แสงสว่าง เป็นแสงสว่างที่ผุ้ปฏิบัติไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ได้เห็นในขระที่นั่งหลับตา สำัญตัวเองผิดว่า ได้บรรลุมรรคผลแล้ว นี่เป็นอุปสรรคใน เบื้องตน เป็นที่น่าอัศจรรย์ ในคัมภีรวิสุทธิมรรค ได้พรรณนาไว้ว่า ผุ้ปฏบัติบางท่าน ทำให้ภายในห้องสว่างไสวไปหมดก็มี บางท่านทำให้สว่างไปทั่ววิหารก็มี บางท่านทำให้สว่างไสวไปถึง ๑ ตาวุต(๑๐๐ เส้น) ก็มี บางท่านทำให้สว่างไสวไปครึงดยชน์ ถึง ๓ โยชน์ก็มี บางท่านทำให้สว่างไสวตั้งแต่พื้นดินไปจนถึงพรหมดลกขั้นอกนิษฐะก็มี
๒. ญาณ ได้แก่วิปัสสนาญาณ เป็นญาณ ที่มีกำลังกล้าแข็งเกิดขึ้นแก่ผุ้ปฏิัติที่อยู่ในสภาวะญาณเช่นนี้ จะมีลักษณะเป็นผุ้ช่างตรึกช่างไตรต่องรูปะรรม นามะรรม คิดธรรมะเก่ง หล่าวธรรมได้ไพเราะเพราะ พริ้ง เขียนบรรยายะรรมะได้อย่างนาอัศจรย์ อยากสดงธรรมะจนเป็นเหตุให้ลืการกำหน เพราะสำคัญว่า ตนเองได้รรลุวิปัสสนญาณขั้นสุงสุดแล้ว
๓. ปิติ ได้แก่วิปัสสนาปิติ ทำให้เกิดความอิ่มเอิบทั่วสรพางค์กาย ภาวะที่จิตดื่มดำ่เช่นนี้เกิดขึ้นแก่ผุ้ปฏิบัติพระกัมมัฎฐานเท่านั้น
- ขุททกปิติ ปิติเล็กน้อย ผู้ปฏิบัติมีอาการขนลุกชูชัน น้ำตาไหล
- ขณิกาปิติ ปิติชั่วขณะ ผุ้ปฏิบัติมีอกรรุ้สึกวูบวาบแปลๆ เป็นขณะๆ ดุจสยฟ้าแลบ
- โอกกันติกาปิติ ปิติเป็นระลอก หรือปิติเป็นพักๆ ผู้ปฏิบัติมความรู้สึกซู่ในกาย เหมอนกับคลื่นซู่ลงมาในกายแล้วหายไป เหมื่อนคลื่นซัดฝั่งแล้วหยไป แล้วคลืนลูกใหม่ก็หนุนเนื่องเข้ามาอีกเป็นช่วงๆ
- อุพเพคาปิติ หรืออุพเพงคาปิติ ปิติที่โลดลอย ผุ้ปฏิบัติมีความรุ้สึกใจฟูขึ้นอย่างแรง หรือว่าทำอาการบางอยางโดยไมได้ตั้งใจ เช่น เปล่งทุอทานออกมา พูดกับตนเอง บางครั้งแสดงธรรมะให้ตเองฟัง เป็นต้น บงคร้งผุ้ปฏิบัติก็มีความรุ้สกตัวเบาลอยบนอากาศ แม้ขณะั่งอยู่บนอสนะห้องกัมมัฎฐานก็รู้สึกว่า ตัวลอยเหนืออาสนะ
ผรณาปิติ ปิติซาบซ่าน ผุ้ปกิบัติมีความรุ้สึกเย็นกายเย็นใจ ความรู้สึกเย็นนี้แผ่เอบอาบ ไปทั่วสรรพางค์กาย แววตาสดใสบ่องบอกถึงความสุขผพรณเปล่งปลัง
๔ ปัสสัทธิ ได้แก่วิปัสนาปัสสัทธิ ภาวะที่จิตไม่มีความกระวนกระวาย ไม่มีความหนัก ไม่มีความกระด้าง ควรแก่การงาน เป็นจิตที่ีความสงบระงับ เบา อ่อน แกล้วกล้า ไม่มีอารเจ็บป่วย ไม่คดโกง เป็นภาวะที่จิตเสวยแต่ความยินดี ซึ่งคนธรรมดาสามัญไม่มีโอกาศสัมผัสสาภวะจิตเช่นนี้ ผู้ที่มีจิตเป็นปัสสัทธินี้ชื่อว่า อมานฺสึ ผไม่ใช่ของมนุษย์)
๕ สุช ได้แก่วิปัสสนาสุข เป็นความสุขทางใจ เป็นความสุขที่ผุ้ปฏิบัติมีความรุ้สึกเป็นสุข เป็นความสุขที่ประณีมากแผ่ไปทั่วสรรพางค์กาย
๖ อธิโมกขื ได้แก่ศรัทธา เป็นศรัทธาที่เกิดขึ้นในวิปัสสนาจิตเป็นศรัทะาที่มีความแก่กล้า ผุ้ปฏิบัติจะมีความเลื่อใา ในการปฏิบัติวปัสสนากัมมัฎฐานมาก บางท่านขณะปฏิบัติถึงสภาวะนี้นึกถึงผุ้มีอุปการคุณ มีบิดามารดา ครูบาอาจารยเป็นต้น อยากให้ท่านเหล่านี้มาเข้าปฏิบัติกับตน ถึงขนาดลงทุเขียนจดหมายไปเล่าอานิสงส์การปฏิบัติวปิัสสนาใหท่านผุ้มีอุปการคุณฟัง หรือบางท่านอาจมีศรัทะในอาจารย์ผุ้บอกกัมัฎฐาน มีศรทธาอย่ากอุปถัมภฺการปฏิบัิตวิปัสสนา เช่น บริจาคสร้างสำนักวิปัสสนา ก็มี
๗ ปัคคาหะ ได้แก่วิริยะ ผุ้ปฏิบัติพระกัมมัฎฐานมีความพากเพียรพยายามดี มีการปรารถความเพียร หนักไม่ย่อหย่อน ประคองอารมณืวิปัสสนาไว้ได้ดี ผุ้ปฏิบัติบางท่านสามารถปฏิบัติได้ทั้งวันทั้งคื ไม่ขาดการกำหนดด้ยเกรงว่าพระกัมมัฎฐนจะเป็นไปไม่ติดต่อกัน
๘ อุปัฎฐานะ ได้แก่สติ ผุ้ปฏิบัติมสติตั้งม่ันไม้หวั่นไหวสารถที่จะนึกถึงหรือหวลระลึกถึงเรื่องรวในอดีตใดๆ ก็สามารถจะรู้เรื่องนั้นได้เหมือนกับเป็นคนหูทิพย์ ตาทิพย์
๙ อุเบกขา ได้แกวิปัสสนูเปกขา และอาวัชชนูเปกขาผุ้ปฏิบัติมีความรู้สึกวางเฉย ไม่ยินดียินร้ายในสังบารทั้งวงเมื่อน้อยนึกถึงการปฏิบัติวปิัสสนากัมมัฎฐน จิตใจก้มีความแกล้วกล้าเฉียงคม มีความนใจว่า จะต้องได้บรรลุมรรคผลแน่นอน
๑๐ นิกันติ ได้แก่นิกันติวิปัสสนา เป็นตัณหา มานะ ทิฎฐิ อันละเอียด มีอาการสงบ มีความเยื่อใยในวิปัสนูกิเลส มีความรุ้สึกว่า วิปัสสนุกิเลสที่เกิดขึ้นกับ(ทิฎฐิ) เป็นของน่าชื่นชม(มานะ) และมีความรุ้สึกยินดี(ตัณหา)
วิปัสสนุกิเลส ๑๐ อย่างนี้ ทำให้จิตงงงันและฟุ้งซ่าน (ธัมมุทธัจจะ) เป็นเหตุให้การปฏิบัติวปิัสสนา เศร้าหมอง เพราะทีไม่เคยประสบพบมาก่อน เมื่อมาประสบพบเข้า ผุ้ปิบัติก็คิดว่าตรเองบรรลุมรรคผลแล้ว หรือไม่เช่นนั้นก็อาจหลงชื่นชมติดอยุ่ในกิเลสเหล่านั้น เพาะกิเลสแต่ละอย่างทำให้รู้สึกสุขกยสุขใจอย่างน่าอัศจรรรย์ ท้้งนี้ ย่อมทำให้ผุ้ปฏิบัติไม่ปฏิบัติต่อไปตามแนวทางที่ควร เื่อผุ้ปฏิบัตได้รุสกตัวว่า สิ่งที่เกิขึ้นนั้นเป็นกิเลส หาใช่ มรรค ผล นิพพาน หรือเป้นของท่น่าชื่นชยินดีไม่ การที่มัวหลงชื่นชมยินดีไม่ การที่มัวหลชื่นชมยินดีอยู่กับกิลเสเหล่านี้เป้นทีผิดไม่ใช่ทางที่จะ พึงเดิน ก็จะปลดปล่อยความหลงผิดนั่นเสีย ไม่นิยมยินดีในกิเลนั้น เกิดความบริสุทธิ์ที่ในความคิดขึ้นว่า สภาวะใดเป็นทางที่จะทำให้เกิดปัญญาเห็นธรร และสภาวะใดไม่ช่ทางที่จะทำให้เกิดปัญญาเห็นธรรม
ในขณะที่ผุ้ปฏิบัติชื่นชมอยุ่กับวิปัสสนูกิเลสนั้น ผุปฏิบัติไม่อาจจะห็นไตรลักษณฺไดชัดเจน เรพาะมัวแต่หลงชืนชมวิปัสสนูกิเลสเหล่านั้นอยู่ ดังนั้น การได้พบครูบอกพระกัมมัฎฐานที่มีประสบการณ์ แก้ไขสภาวะที่เกิดขึ้นให้ได้ ดดยบอกให้เจริญสติสัมปชัญญะ หรือกำหนดให้ทันปัจจุบัน กจะเป็นวิธีหน่งที่สามารถผ่านพ้นเครื่งอขวางกั้นการปฏิบัติได้...http://www.mcu.ac.th/site/arti...
