แต่ครั้งพุทธกาลโดยพระศาสดาและพระสาวก จนถึงปัจจุบัน ถึงในแนวปฏิบัติวิปัสสนา พอง-ยุบ มีการใช้คำว่า "ปริปุจฺฉา" คือ การไต่ถาม การาอบถาม หรือคำว่า "กาเลน ธมฺมสากจฺฉา" คือการสนทานธรรมตามกาบ ในความมหายการสอบอารมณ์ และมีอองค์ประกอบส่ิงที่เกี่ยวข้อง ๔ ด้าน ได้แก่ บุคคล, หลักธรรม, หลักการวิธีการและสถานที่ 

          วิปัสสนากรรมฐานแนวพองยุบไม่พบหลักฐานที่มาในพระไตรปิฎก อรรถกถา แต่สามารถจัดอาการพองอาการยุบเข้าได้กับ "ลมในท้องในวาโยธาติภายใน เป็นของเฉพาะตน เป็นของพัดไปมา มีความพันไปมา" ในมหาสติปัฎฐานสฦูร และ คัมภีร์วิสุทธิมรรค 

          แบบการส่งอารมณ์ เป็นการของให้ผู้ส่งอารมณ์ มีความซือสัตย์ ซื่อตรงต่อตนเอง ต้องเล่าให้ตรงกับสภาวธรรมที่เกิดขึ้นจริงในขณะปฏิบัติ เล่าไปตามลำดับ ไม่ควรตัดลัดขั้นตอน โดยไม่จำเป็น ตามลำดับของสติปัฎฐาน ๔ ในรายงานอารมร์หลักเรียงตามอิริยาบทยาวนาน คือ นั่ง เดิน ยืน นอน ต่อด้วยอิริยาบถย่อยและปัญหา ส่วนอารมร์รอง มีเวทนา จิต ธรรม ให้รายงานต่อจากอารมณืหลักนั้นๆ ที่เข้าไปแทรก แล้ว ต่อไปด้วยอารมร์หลักอื่นๆ ต่อไป ปัญหารที่เกิดขณะปฏิบัติ การอธิบายสภาพรูปธรรม ๓  ลักษณะ คือ 

       ๑ รูปร่างหรือสัณฐาน สมมตุิบัญญัติ สภาวะปรมัตถ์ เดิน ยืน นั่ง นอน และอิริยาบถย่อ ควรบรรยายความรู้สึกเหล่านี้ทั้งหมดให้ตรงตามความเป็นจริงมากที่สุด และการตามรู้อย่างแม่นยำ การกำหนดรู้เท่าทันปัจจุบัน (ดยนิโสมนสิการ) รู้จับอาการได้ รู้เริ่มเกิดขึ้น และขณะสิ้นสุดได้ หรือจนจดจ่อกำหนดรู้อาการตั้งแต่เร่ิมเกิดขึ้น ตั้งอยุ่ สิ้นสุด สติแนบแน่นอย่างต่อเนื่อง รู้สภาวธรรมที่ละเอียดเล็ก ๆสามารถกำหนดรู้ได้เพ่ิมขึ้นมากขึ้นถื่ขึ้น 

       ๒. อาการการเคบือนไหว สามารถรู้สึกรับรู้ ตามรู้ และกำหนดรู้ กาย เวทนา จิต ธรรม อารมณ์ใดก็ตามข้างตน จะมี่ิง ๓ ประการเกิดขึ้นตามลำดับ คือ การเกิขึ้นของปรากฎการณ์หรือสภาวธรรม, ผุ้ปิบัติกำหนดรู้ปรากฎการณืที่เกิดขึ้น, การ "ห็น" และ "รู้" ประสบการณืบางอยางสืบเนื่องจากการที่ผุ้ปฏบติกำหนดรู้อย่างมีสติ  

      หน้าที่ของผุ้ปฏิบัติคือ พยายมกำหนดรู้อารมร์ที่เกิขึ้นอยางต่อเนื่องไม่ขาดตอนเท่าที่จะทำได้ อะไรเกิขึ้น กำหนดรู้อะไร และได้รู้เห็นอะไรจากการกำหนดเหล่านี้ ผู้ปฏิบัติควรจะเข้าไประลึกรู้จริงๆ และอธิบายอย่างรวบรัดชัดเจนและถูกต้องในระหว่างการสอบอารมณ์ 

          ๓ ลักษณะ ๓ ได้แก่ สภาวะลักษระ หมายถึง ลักษณะเฉพาะของปรากฎการณ์ทางกายและจิต เช่น ธาตุ ๔ (อ่นแข้ง ชุ่มชื่น เย้นร้อน หย่อนตึง) การรับรู รวมถึงผัสสะ หรือสภาวะของกรกระทบอารมณืและเวนาความรู้สึกและอื่นๆ, สังขตลักาณะ ลักษระประกอบหรือปรุงแต่งสภาวธรรมมี ๓ ลักษณะ ได้แก่ อุปปาทะ การเกิดขึ้นหรือการปรากฎขึ้น ฐีติ ความตั้งอยู่ และ ภังคะ ดับไปสลายของปรากฎการณ์, สามัญลักษณะ ลักษณะทั่วไป หรือลักษณะอันเป็นสามัญของสภาพธรรมทางกายและจิต ได้แก่ อนิจจลักษณะ หรือลักษณะของคามไม่เกที่ยง มีเกิดดับเป็นธรรมดา ทุกขลักษระ หรือลักษระของความทุกข์ ความไม่น่าพึงพอใจ มีการเปลี่ยนแปลงไม่คงสภาพเป็นธรรมดา และอนัตตลักษณะ หรือลักษระของความปราศจากตัวตนหรือผุ้บงการใดๆ ของปรากณการณ์ต่างๆ 

           พระวิปัสสนาจารย์ จะบันทึการสอบอารมณ์ของผู้ปฏิบัติ โดย

            - จำแนกสภาวธรรมของผุ้ปิบัติ มีองค์คุณ ๓ ของการปฏิบัติ (อาตาปี สัมปชาน สติมาร), อินทรีย์ ๕ ของผุ้ปฏิบัติ ดังในอุทเทศ ของมหาสติปัฎฐานสูตร กล่าวองค์คุณ ๓ เมื่อปฏิบัติต้องรู้ปรับอินทรีย์ ๕ 

           - การตรวจสอบการปฏิบัติวิปัสสนา กรรมฐานแนวพองยุบ มีการกำหนดรู้ ความถุกต้องของสภาวธรรมทีเกิดขึ้น คำบริกรรมการกำหนดวิะีการการปฏิบัติ ผลของการปฏิบัติ การเรียงลำดับ ในนิทเทศของมหาสติปัฎฐานสูตกล่าวรายละเอียวสภาวธรรมและการกำหนู้ทั้งกาย เวทนา จิต ธรรม

           แบบการส่งอารมร์ ที่เรียงลำดับสอดคล้องกับมหาสติปัฎฐานสุตรบ้าง ถามเจาะประเด็นบ้าง แต่ส่วนมากใช้แบบการส่งอารมณ์การเรียงลำดับการนั่ง การเดิน อิริยาบถย่อยในส่วนหลักการความซื่อสัตย์ สภาวธรรมการกำหนด หน้าที่การกำหนดรู้อารมร์ การกำหนดรู้เท่าทันปัจจุบัน การกำหนดรุ้ได้เพ่ิมขึ้นมากขึ้นถี่ขึ้น นั้งสอดคล้องกับพระวิปัสสนาจารย์แนวพองยุบ การส่งอารมร์ให้ได้ดี ต้องมีความเขาใจต้องศึกษาแบการส่งอารมร์ให้เกิดความชำนาญและจำขึ้นตอนได้ไม่ตกหล่นการส่งอารมณ์จึงจะรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ หรือถ้ามีการช่วยจำมีการจดบันทึกขึ้นตอนย่อๆ หรือจดสภาวธรรมการกำหนดย่อๆ จะทำให้รวดเร็วขึ้นและเมื่อส่งอารมณืแล้ว ขอมูลส่วนใดที่ขาดไปพระวิปัสสนาจารย์ผุ้สอบอารมณืควรถามเพื่อเติม 

        แบบบันทึการสอบอารมร์ ช่วยให้ทราบข้อมูลทั่วไปของผุ้ปฏิบัต ช่วยเป็นบันทึคกประกอบการพิจารณา ช่วยในการตรวจสอบการกำหนด นำไปการช่วยในการอะิบาย ให้คำแนะนำการตรวจสอบสภาวธาา และการกำหนดสภาวธรรมที่เกิดขึ้น

         http://hs.pbru.ac.th/phocadown...