นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นายชินโซะ อาเบะ ใช้นโยบายพลิกฟื้นเศรษฐกิจโดยการ ใช้มาตรการ QE หรือมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงรุกด้วยการที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นออกพันธบัตรมหาศาลในทุกเดือน เพื่อซื้อสินทรัพย์สถาบันการเงินหรือตราสารหนี้เอกชน รวมถึงสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น อาทิ กองทุนรวมประเภท ETF และกองทรัสต์เพื่ออสังหาริมทรัพย์ และยังเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาวของรัฐบาล สิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องต้นก็ได้ผลเพราะทำให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลง บริษัทต่างๆ สามารถทำกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนและทำการส่งออกได้มากขึ้น ราคาน้ำมันในช่วงนั้นก็ลดต่ำลงด้วย ญี่ปุ่นจึงเกินดุลการค้า รัฐก็จัดเก็บภาษีได้สูงสุดเป็นในรอบ 17 ปี และต่อมานายกฯจึงได้ประกาศขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มไปหนึ่งครั้ง และมาชะลอประกาศที่จะจัดเก็บเป็น 8% ญี่ปุ่นออกมาตรการออกมาทำให้ค่าเงินเยนอ่อนค่า รวมไปถึงเงินสกุลยูโรแต่ของสหรัฐอเมริกากลับยังคงสภาพค่าเงินแข็งได้ยาวนานติดต่อกันมากถึง 8 ปี ก่อนที่จะอ่อนค่าลงไปบ้าง และปรับตัวแข็งค่าขึ้นมาบ้าง
ซึ่งเงินที่พิมพ์ออกมามากและไร้ทองคำหนุนหลัง(ใช้หลักสกุล SLR กองทุนการเงินระหว่างประเทศ) ย่อมทำให้ค่าเงินอ่อนค่าลง แต่ด้วยความเป็นมหาอำนาจไม่มีขีดจำกัด กลับคงสภาพความมีเสถียรภาพของค่าเงินเอาไว้ได้ ความจริงแล้วเมื่อทำไม่ตรงกับหลักตรรกะเช่นนี้ ทั่วโลกก็ควรจะทิ้งเงินสกุลดังกล่าว แต่ก็เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะความเชื่อมโยงถึงกันและมีผลประโยชน์ร่วมกันนั่นเอง ต้องยอมรับธนบัตรที่ทะลักออกมาเพื่อเดินหน้าต่อของธุรกิจการเงินและการลงทุนต่อไป แต่ก็มีบางประเทศรู้สึกว่าจะยึดมั่นในตรรกะอยู่ไม่มากก็น้อยนั่นก็คือประเทศจีนกับรัสเซียที่ยอมรับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯลดลง โดยประกาศซื้อขายสินค้าระหว่างกันด้วยเงินสกุลเงินหยวน เพื่อให้หยวนมีบทบาทมากขึ้นและพยายามขยายความร่วมมือไปยังมิตรประเทศที่ทำการค้าขายระหว่างกัน
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย การพิมพ์เงินออกมาเป็นจำนวนมากทำให้เงินทะลักไปสู่การเก็งกำไรในสินค้าโภคภัณฑ์ราคาอาหารและราคาน้ำมัน ทำให้ราคาสินค้าปรับตัวขึ้น กำลังซื้อของประชาชนก็ลดลง สำหรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยนั้น อาจทำให้เกิดการไหลเข้าของเงินทุนของต่างชาติอย่างมหาศาล ซึ่งจะส่งผลต่อค่าเงิน ของประเทศที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ทำให้มีการเก็งกำไรค่าเงินทีจะส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ การส่งออกอาจได้รับผลกระทบอย่างมากจากค่าเงินที่แข็งค่าขึ้น ซึ่งผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบในการรักษาอัตราแลกเปลี่ยน และผู้รับผิดชอบในการจัดการด้านการเงินของประเทศจะต้องมีมาตรการที่เข้มงวดในการดำเนินการเพื่อป้องกัน ไม่เกิดความผันผวนในอัตราแลกเปลี่ยน ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศได้ หากรากฐานทางด้านเศรษฐกิจมหภาคไม่มีความเข้มแข็งเพียงพอ
