'แบงก์ชาติญี่ปุ่น' ปี 2017 จะไปไง

      ธนาคารกลางญี่ปุ่นหรือ BOJ ที่นับตั้งแต่เดือนก.ย. ปีที่แล้ว ที่ออกแพ็คเกจนโยบายการเงินด้วยการผสมเครื่องมือระหว่าง QE กับ Operation Twists ของธนาคารกลางสหรัฐ ภายใต้ชื่อใหม่ว่า การควบคุมเส้นโค้งอัตราดอกเบี้ย (Yield curve control) โดยจะเน้นการลดลงของทั้งอัตราดอกเบี้ยทั้งระยะสั้นและระยะยาว และอีกหลายมาตรการทางการเงินข้างเคียง ก็ได้หยุดออกมาตรการรอบใหม่มาหลายเดือน ล่าสุดเซียนเศรษฐกิจของญี่ปุ่นมือหนึ่งของโลกอย่าง เบน เบอร์นันเก้ เลยออกโรงมาแนะนำธนาคารกลางญี่ปุ่นไว้ 3 ประเด็นหลัก ดังนี้

      1. BOJ ไม่ควรจะหยุดโฟกัสวัตถุประสงค์ที่จะรักษาอัตราเงินเฟ้อเป้าหมาย เนื่องจากการที่อัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่สูงขึ้นจะส่งเสริมให้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจดีขึ้นและเพิ่มภูมิต้านทานในการต่อสู้กับการถดถอยของเศรษฐกิจในอนาคต

      2. หากสังเกตให้ดี เมื่อเปรียบเทียบระหว่างเศรษฐกิจญี่ปุ่นกับสหรัฐ จะพบว่าธนาคารกลางสหรัฐใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือ QE ร่วมกับอัตราดอกเบี้ยที่ 0% หรือ Zero Bound Interest Rate ราวๆ 4-5 ปีก็สามารถกระชากเศรษฐกิจสหรัฐให้ออกจากจุดต่ำสุดได้ดีในระดับหนึ่ง ผิดกับฝั่งญี่ปุ่นที่ BOJ ซึ่งใช้มาตรการสารพัดอย่างไม่ว่าจะเป็น QE ก็ดี อัตราดอกเบี้ยติดลบ หรือ Yield curve control ก็ยังไม่มีท่าทีว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะหลุดออกจากหุบเหวได้เสียที จึงเป็นไปได้ว่าต้องมีอะไรบางอย่างที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นเองหรืออาจจะเป็นเพราะมาตรการเดิมของ BOJ ที่เคยทำมากลับมาส่งผลกระทบต่อมาตรการในปัจจุบัน ที่ทำให้ BOJ ไม่สามารถกล่อมเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้อยู่หมัดได้เสียที ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อยู่นอกเหนือการควบคุมของ BOJ

      3. ถามว่ายังมีมุกใหม่ๆที่ไม่เคยใช้ให้ BOJ เล่นอีกไหมในการกระตุ้นเศรษฐกิจและกระตุกอัตราเงินเฟ้อ ในมุมนี้ นายเบอร์นันเก้ มองว่าการให้เกิดความผสมผสานระหว่างนโยบายการเงินและการคลังยังพอจะมาใช้เล่นได้ โดยให้ BOJ เพิ่มอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายเป็นการชั่วคราวให้สูงแบบเว่อร์ อาทิ ที่ 3-4% เป็นการชั่วคราว เฉพาะในช่วงที่มีการกระตุ้นผ่านนโยบายการคลัง ทั้งลดภาษีและเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐ มุกใหม่นี้ จะทำให้เกิดอุปสงค์เพิ่มเติมที่ BOJ ต้องการ โดยที่ไม่กระเทือนสถาะการคลังของรัฐบาลญี่ปุ่นและความเป็นอิสระของธนาคารกลางแต่อย่างใด  

        มาตรการ QE หรือ Quantitative Easing เรียกอีกอย่างว่า มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ คือนโยบายทางการเงิน แบบนึง โดยหลักการจะเป็นการนำเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลจะเข้าไปซื้อสินทรัพย์ของสถาบันการเงิน และจะให้สถาบันทางการเงิน ปล่อยกู้ให้ภาคเอกชนต่อไป เพื่อกระตุ้นให้ ประชาชนในประเทศ มีการใช้จ่ายมากขึ้น