“พ่อ วันนี้ตอนเย็น จ้าขอไปวิ่งที่อ่างน้ำกับเพื่อนนะ”

“ครับลูก ดีจัง พ่อจะได้ไปวิ่งด้วย” 

ผมทราบต่อจากนั้นว่าเพื่อนที่จ้ากล่าวถึงนั้น คือเพื่อนผู้ชายของเธอ

“เค้านัดลูกคนเดียวเหรอครับ”

“ใช่ พ่อให้ไปมั้ยล่ะ” เจ้าคนพูดลอยหน้าลอยตา

“เอ๊า ไปสิ ก็นัดกันไว้แล้วนี่นา” ผมตอบออกไป

“ว่าแต่ เค้าจะนัดเพื่อบอกรักลูกมั้ยล่ะ จะจบป.๖ และต่างคนต่างต้องแยกย้ายกันแล้วนะ ถ้าเป็นพ่อก็คงต้องบอกความในใจกับผู้หญิงที่พ่อแอบรักอยู่” เหลือบตาแอบบมองก็เห็นแม่คุณทำปากแหยๆ

“แล้วลูกก็จะบอกไปว่า ไม่นะ เรามีคนอื่นอยู่แล้ว ว่าแล้วเค้าก็จะมองขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อกลืนน้ำตา แล้วฝนก็ตกลงมาเพื่อกลบคราบน้ำตานั้น มันโรแมนติกมากนะลูก” ผมนึกถึงละครไทยและมิวสิควิดีโอ

“โห..พ่อ นั่นมันน้ำเน่าสุดๆเลยนะ” สาวน้อยหัวเราะโพล่งออกมา

อันที่จริงผมก็รู้สึกขำตัวเองเหมือนกันที่ถามลูกออกไปอย่างนั้น

แล้วผมก็นึกถึงตัวเอง ที่เริ่มมีความรักครั้งแรกตั้งแต่ ป.๔ (กรุณาอย่าหัวเราะ ผมเขิน และผมก็เล่าเรื่องนี้ไปแล้วตั้งตอนก่อนๆ) และไม่เคยกล้าบอกรักกับสาวๆคนไหนเลยที่เคยหลงรักเขาไป 

ความรักมันแปรปันตามวัยนะครับ รักตอนนั้นกับรักตอนนี้ไม่มีทางเหมือนกัน

รักตอนป.๔ ไม่เหมือนรักตอนมัธยม

รักตอนมัธยม อาจจะเริ่มมีเค้าโครงเหมือนรักในมหาวิทยาลัย

รักในมหาวิทยาลัยก็อาจจะไม่เหมือนรักตอนนี้

และท้ายที่สุด รักตอนนู้นก็คงไม่เหมือนกับรักตอนนี้

....................

วันนี้คงเป็นอีกวันที่ผมรู้สึกว่าตัวเองได้พบกับความวิปลาสในความรักหลากรูปแบบ

ตั้งแต่เช้า

“อาจารย์ ผมนี่โคตรเบื่อเมียตัวเองเลย”

“เอ๊า เวรแล้วมึง” ผมบ่นในใจ เพราะประเมินจากอารมณ์ของคนต้นเสียงที่ปลายสายคงกำลังร้อนรุ่ม

“ว่ามา” ผมตั้งใจที่จะหยุดเงียบเล็กน้อยเพื่อเป็นการเซ็ตอารมณ์ของทั้งตัวเองและของคนที่กำลังจะเล่า (จังหวะแบบนี้สำคัญมากนะครับ มันจะทำให้การสนทนาในเรื่องร้ายๆได้ผ่อนคลายลงนิดหน่อย)

แล้วคนต้นเสียงก็เริ่มสาธยายเรื่องราวในชีวิตคู่ของตนที่กำลังกระท่อนกระแท่นจนเกือบจะไปด้วยกันไม่รอดให้ผมฟังเสียยาวยืด ซึ่งผมก็ฟังอย่างเดียว

“มึงเล่ามาให้หมด เกลียดเมียยังไง เมียไม่เมียไม่ดียังไง เค้าไม่เหมาะกับมึงตรงไหน และมึงจะทำยังไงต่อ หรือมึงกำลังจะมีเมียอีกคน เมียคนแรกจึงเริ่มเน่าเปื่อย” ว่ามาครับ ที่ใส่เครื่องหมายคำพูดนี่ไม่ได้พูดหรอก ผมปล่อยให้จังหวะและอารมณ์ของการเล่าทำหน้าที่ของมันเอง เสียอย่างเดียวที่เราคุยกันทางโทรศัพท์ หากนั่งกันตรงหน้า เขาก็คงเห็นแววตาและการฟังของผมชัดเจนกว่านี้

“แล้วตอนที่นายชอบและตัดสินใจที่จะแต่งงานกับเขา นายรู้สึกเหมือนตอนนี้มั้ยล่ะ” ผมถามออกไปบ้างเมื่้อเจ้าคนร้อนรุ่มหยุดพูด

“ไม่ครับ เมื่อก่อนไม่ได้เป็นแบบนี้เลย เวลาเขาตั้งใจจะทะเลาะ ผมก็ยอมๆไปได้ ผมคิดว่า เวลาที่ผ่านไปน่าจะทำให้เราทั้งคู่เข้าใจกันง่ายขึ้น แต่มันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น” 

อันที่จริงเนื้อหาในการคุยกันมีอะไรยิบย่อยอีกมากมาย แต่ผมเลือกที่จะฟังมากกว่าให้คำแนะนำอะไรออกไป เพราะตัวเองก็ไม่ได้เก่งในเรื่องการให้คำปรึกษาแบบนี้ แต่เชื่อเถิด การเป็นผู้ฟังที่ดี และคนที่กำลังพูดมาเขาเข้าใจว่าเราฟัง หลายๆครั้งมันก็ทำให้มองเห็นว่า ปัญหานั้นมันมีต้นเหตุมาจากอะไรและอาจจะทำให้คนที่มีปัญหานั้นหาทางออกได้ด้วยตัวเขาเอง 

“ผมก็คิดว่า มันเป็นปัญหามากอยู่นะ และนายก็คงทนมันมานานแล้ว ดังนั้น จะรออะไร เลิกแม่งเลย” เฮ้ย....ล้อเล่น จะบ้าเหรอ ผมคงไม่พูดแบบนั้นออกไปแน่ๆ โดยเฉพาะเมื่อคู่ปลายสายนั้นมันมีลูกด้วยกันถึง ๒ คน และเป็นเด็กน่ารักด้วย (พ่อมันว่าอย่างนั้น) และที่สำคัญ ไอ้รุ่นน้องของผมมันก็ไม่ได้กำลังจะมีเมียใหม่เสียหน่อย

“เอางี้ ผมเข้าใจว่านายรู้สึกยังไง แต่การคิดจะเลิก จะเดินต่อ หรือจะอะไรก็ตามแต่ หากมาคิดตอนฟุ้งซ่านแบบนี้ ผมเรียกว่าขาดสติ” ผมเริ่มแบบนี้ แสดงว่ากำลังจะบอกมันว่า การสนทนากำลังจะเป็นของผมบ้างหลังจากที่ฟังมันมานาน

“๒ สัปดาห์ที่ผ่านมา นายคงทราบ เรื่องที่ผมประสบวิกฤติของชีวิตอย่างมาก แต่รู้ไหม ว่าทำไมจึงผ่านพ้นไปได้ มีแต่คนถามว่า ทำไมผมจึงดูสงบดีจัง” 

“ครับอาจารย์ ผมก็อยากจะถามอยู่เหมือนกัน” ปลายสายตอบมา

“ก็ตั้งสติ นั่งสมาธิก่อนนอน นับลมหายใจเข้าออก เข้าออกครั้งหนึ่งนับหนึ่ง เข้าออก นับสอง นับไปเรื่อยๆ ให้ได้สัก ๓๐๐ หายใจเข้าออก” ผมกำลังสอนรุ่นน้องคนนั้นตามประสบการณ์ที่ได้ทำมา อันที่จริงผมก็ไม่ได้เดินสายทางธรรมอะไรแบบนี้หรอกครับ แต่ท่านที่ผมนับถือสอนมาอีกที

“มึงฟังนะ นับการหายใจอย่างเดียว อย่าสนใจเรื่องอื่น อะไรเข้ามาถ้าไม่ใช่เรื่องหายใจก็อย่าสนใจ หลุดบ้างก็ชั่งหัวมัน” ผมกำลังนึกถึงตัวเองที่นั่งสมาธิวันก่อน แรกๆก็นับได้ดีอยู่ แต่เมื่อผ่านไปสัก ๕๐ รอบ ความง่วงเริ่มมา ก็จะเกิดอาการสับสน เริ่มนับ ๓๐ ไปเสียหลายรอบ นี่สินะที่เรียกว่า “กิเลส”

ข่วงนั้นผมนั่งสมาธิจริงๆนะครับ กว่าจะถึง ๓๐๐ ใช้เวลาไปนานมาก นับกลับไปกลับมาเสียหลายหน แต่เชื่อไหม ว่ามันทำให้ผมสงบเสียจนผมเองก็แทบจะไม่เชื่อตัวเอง มันสงบเสียจนลืมฝัน ใจมันนิ่ง และคิดอะไรได้อย่างไตร่ตรอง 

“ครับอาจารย์ ผมจะลองทำอย่างที่อาจารย์ว่ามาครับ” คนปลายสายดูผ่อนคลายลงมากเมื่อเทียบกับเมื่อครู่

“กูไม่ได้ว่าเอง พระสอนกูมาอีกที เรื่องแบบนี้กูคิดเองไม่เป็น แต่เชื่อเหอะ พระไม่ได้โกหกกู” แล้วเขาก็หัวเราะออกมาจนได้

นั่นคือเรื่องหนึ่ง ผมตั้งชื่อเรื่องนี้ว่า “รักร้าว” 

แต่เรื่องต่อมาคือเรื่อง “รักแตก”

มันแตกเพราะมีการทำร้ายร่างกาย

“มึงใส่เสื้อ ใส่เสื้อเดี๋ยวนี้” เสียงมันดังโหวกเหวกเข้ามากระทบประสาทในทันทีที่ผมกำลังเดินเข้าร้านอาหารเพื่อกินมื้อค่ำกับลูกเมีย (เอิ่ม..อันที่จริง ลูกเมียก็คือลูกผม เพราะผมมีเมียคนเดียว และเมียผมก็มีผัวคนเดียว ดังนั้น ลูกเมียที่ว่ามาก็คือลูกและเมีย เอ๊ะ..ภาษาไทยเข้าใจยาก หรือไอ้ที่ยากน่ะ คือผมวะ)

ผมมองไปทางต้นเสียงและก็เห็นู้ชายยืนชี้หน้าด่าผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่บนพื้นริมถนน อยู่ในลักษณะเปลื้องเสื้อคงเหลือแต่ยกทรงเท่านั้น

เราเดินเข้าไปในร้าน และผมเลือกนั่งในตำแหน่งที่จะมองเห็นคนคู่นั้นได้อยู่

เพียงอึดใจ ผมก็เห็นผู้ชายคนนั้นลงมือต่อย ตบ และเตะผู้หญิง ซึ่งผมกำลังจินตนาการไปว่า นั่นคือเมีย

“น้องครับ โทรแจ้ง ๑๙๑ ครับ เค้ากำลังทำร้ายร่างกายผู้หญิง” ผมบอกเจ้าของร้าน

“แต่เค้าเป็นสามีภรรยากัน มันจะเป็นการก้าวก่ายครอบครัวมั้ยคะ” น้องเจ้าของร้านก็ดูตื่นๆ

“ไม่ครับ จะเป็นผัวหรือเมีย ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมาต่อยเตะเมียอยู่ที่ริมถนนได้ครับ อันที่จริง จะต่อยเตะเมียในบ้านก็ไม่ได้นะครับ”

“ค่ะ ดิชั้นจะโทรตอนนี้เลยค่ะ”

แต่เพียงไม่ทันยกหูโทรศัพท์ ตำรวจสายตรวจก็มาพอดี นั่นคงเป็นเพราะน่าจะมีคนในละแวกนั้นได้แจ้งไปก่อนหน้าแล้ว 

“จ้ากลัวจังเลยพ่อ ผู้หญิงเค้าจะบาดเจ็บมากมั้ย” ลูกดูหน้าตาตกใจ เธอไม่เคยเห็นเรื่องอุบาทว์แบบนี้มาก่อน

“ไม่รู้เหมือนกันนะลูก แต่ตำรวจมาแล้ว ถ้าบาดเจ็บมากก็คงเรียกรถพยาบาลมารับ”

“จำไว้นะลูก ถึงแม้ว่าแต่งงานกัน ก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้ชายจะมีสิทธิ์ที่จะทำร้ายเรา อย่ายอมให้ใครมาทำร้ายร่างกายเราแบบนี้โดยเด็ดขาด” ผมหมายความอย่างนั้นจริงๆ และเพียงแว้บหนึ่ง ผมเห็นแววตาของแป้ง ว่าเธอกำลังฟังและดูกิริยาของผมอยู่ 

“รักแตก” อาจจะไม่ได้หมายถึงต่อยตีจน “หัวแตก” แต่จงจำไว้ การเป็นผัวเมียไม่ได้หมายความว่า สังคมจะอนุญาตให้ใครทำร้ายใครได้ตามชอบใจนะครับ

.....................

ผมวิ่งรอบอ่างน้ำไปกี่รอบก็ลืมนับ แต่จีพีเอสบนข้อมือขานระยะทางได้ ๘ กิโลเมตร 

อ่างน้ำม.อ.ตอนเย็นนี่มันสบายจริงๆ  แดดอ่อนๆค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีส้มสาดไปยังภูเขาดูโรแมนติก นกนางแอ่นนับสิบบินโฉบกินแมลงเหนือผิวน้ำ ลมพัดเอื่อยๆ ผู้คนบนผิวถนนเดินบ้างวิ่งบ้าง ผมนึกในใจ ถนนสายนี้ควรเทพื้นเป็นยางได้เสียที มันน่าจะวิ่งสบายและปลอดภัยกว่านี้อีกมาก

แม่สาวน้อยของผมเดินๆวิ่งๆกับเพื่อนชายของเธอซึ่งเขาชวนกันมา ๒ คน (หมายถึงมีผู้ชายมากัน ๒ คน) ได้ระยะไป ๒ รอบเศษ

“ไง ตกลงว่าถูกบอกรักมั้ย” ผมถามลูกเมื่อตอนที่เราขึ้นรถกลับบ้าน

“แหมพ่อ เป็นเพื่อนกันก็มาออกกำลังกายและคุยกันได้นะ เค้ามาคุยกับจ้าเรื่องเพื่อนๆคนอื่นที่โรงเรียน” เจ้าตัวพูดไปและยกกระติกน้ำขึ้นมาซด

“ถามจริงเหอะ ลูกชอบใครบ้างยัง” ผมยิงเลย

“โห แต่ละคนที่โรงเรียนจ้า จะให้ชอบใครลงล่ะพ่อ” แล้วเธอก็หัวเราะ

ก็เป็นอันจบการเสวนาเรื่องผู้ชาย

..................

ว่าแล้วก็กลับมาทบทวนตัวเอง

ผมเบื่อเมียบ้างไหมนะ

“ก็มีเบื่อบ้างเวลาเธอบ่น หรือคิดเห็นไม่ตรงกัน”

เคยอยากตบเมียบ้างไหมนะ

“เอิ่ม.. อันนี้ยังไม่เคยว่ะ”

แล้วเวลางอนกันทำยังไง

“ก็งอนบ้าง งอนไปงอนมา บางทีก็ยังงงงง ว่าใครงอนใครมากกว่ากัน”

แล้วไงต่อ

แต่เมื่อถึงเวลาล้มตัวลงนอน มันก็ต้องนอนด้วยกัน ระดับเท่าเทียมกัน ไม่มีใครเหนือใคร (มีบ้างแหละที่จะมีใครอยู่บนใครบ้างเป็นบางครั้ง) ตอนโกรธกัน เนื้อตัวอาจจะไม่แตะต้องกัน นอนหันตูดให้กัน แต่ครั้นเมื่อใครหายก่อนก็หันกลับมา 

ถ้าเธอหายก่อนก็จะหันมาจูบแก้มผม (ผมจับทางนี้ได้มานานแล้ว) 

และถ้าผมหายก่อน 

“ผมจะสะกิดตูดเธอ”

ธนพันธ์ ชูบุญยังคงกระชุ่มกระชวยนอนสะกิดตูดเมีย

๔ มีค ๖๑