ยอมได้หรือไม่ แล้วใครจะเสียเปรียบ
ข้อเรียกร้องใน TRIPS-PLUS นั้นมีดังต่อไปนี้คือ
1.ขยายการคุ้มครองสิทธิบัตร ใน 3 ประเด็นคือ
1.1 คุ้มครองการประดิษฐ์ที่เป็นสิ่งมีชีวิต ข้อเรียกร้องนี้ทำให้ประเทศที่ยอมรับข้อตกลง TRIP-PLUS ต้องสละประโยชน์จากข้อยกเว้นตาม TRIPS การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในทุกสาขาของเทคโนโลยีโดยไม่มีข้อยกเว้นเช่นนี้จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อประเทศพัฒนาเป็นอย่างมาก[1]เพราะจะทำให้มีการผูกขาดและคุ้มครองสิทธิบัตรในทุกๆอย่างประชากรไม่สามารถเข้าถึงสินค้าบางประเภทเพราะว่ามีราคาแพงจากการมีค่าการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
1.2ขยายอายุการคุ้มครองสิทธิบัตร ข้อเรียกร้องนี้กำหนดให้ขยายอายุการคุ้มครองสิทธิบัตรออกไปอีก 5ปี จากเดิม20ปี ก็เพิ่มเป็น 25 ปี ส่งผลให้เกิดการผูกขาดตลาดของสินค้า สามารถขายสินค้าประเภทที่มีสิทธิบัตรนั้นได้อยู่เจ้าเดียว จะเป็นประโยชน์แก่ประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นอย่างมากเพราะมีเทคโนโลยีในการผลิตสิ่งของต่างๆได้รวดเร็วกว่าและมีเงินทุนสูงกว่าทำให้ประเทศที่กำลังพัฒนาและพัฒนาน้อยแข่งขันสู้ไม่ค่อยได้
1.3เข้าร่วมในสนธิสัญญาว่าด้วยความร่วมมือทางสิทธิบัตร
นั่นคือสนธิสัญญา PCT เป็นสนธิสัญญาที่จัดทำขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการขอรับสิทธิบัตร ยื่นครั้งเดียวได้รับการคุ้มครองในทุกประเทศที่เป็นภาคีสนธิสัญญา
2.คุ้มครองพันธุ์พืชโดยอนุสัญญายูปอฟ ในTRIPs กำหนดให้คุ้มครองพันธุ์พืชก็จริงแต่ไม่ได้กำหนดให้อยู่ภายใต้กฎหมายใด แต่ใน TRIPS-PLUS ต้องอยู่ภายใต้ อนุสัญญายูปอฟ ซึ่งในอนุสัญญานี้จะให้การคุ้มครองเฉพาะพันธุ์พืชใหม่เท่านั้น ไม่สามารถคุ้มครองพันธุ์พืชที่เป็นพันธุ์พื้นเมือง ตรงนี้ถ้าเปรียบกับไทยก็คือ ไทยมีข้าวหอมมะลิดีๆ มีพันธุ์พืชพื้นเมืองที่สวยงาม ให้ความคุ้มครองไม่ได้เลย เป็นการปิดกั้นโอกาสที่จะสร้างระบบกฎหมายที่เอื้อต่อการคุ้มครองพันธุ์พืช และปกป้องทรัพยากรทางธรรมชาติ ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ
3.การให้สิทธิเด็ดขาดสำหรับข้อมูลผลการทดสอบเกี่ยวกับยาและผลิตภัณฑ์เคมี เป็นการให้สิทธิเด็ดขาดแก่บริษัทต้นตำรับ โดยการห้ามให้คนอื่นจำหน่ายเป็นเวลา 5 ปี เป็นการปิดกั้นไม่ให้ประชาชนเข้าถึงตัวผลิตภัณฑ์มากเกินไป จำกัดโอกาสในการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ มีผลกระทบต่อการบริหารระบบการขึ้นทะเบียนยา
4.จำกัดการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ ห้ามเพิกถอนสิทธิบัตร และจำกัดการนำเข้าซ้อน เป็นการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศพัฒนาแล้วมากจนเกินไป[2] ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาไม่เหลือมาตรการใดๆเลยในการในการควบคุมสิทธิบัตร จำกัดอำนาจของรัฐในการส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าและคุ้มครองผู้บริโภค
5.คุ้มครองเครื่องหมายการค้าทีไม่สามารถมองเห็นได้สายตา
เป็นการเปิดโอกาสให้คุ้มครองได้แม้กระทั่ง เสียง กลิ่น ก็มาจะทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ ก่อให้เกิดการผูกขาดโดยเครื่องหมายการค้าอย่างถาวร
6.การคุ้มครองลิขสิทธิ์และเทคโนโลยี เป็นสิทธิผูกขาดในงานของตนได้ตลอดไป ไม่คำนึงถึงอายุการคุ้มครอง ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิของสาธารณชนในการเข้าถึงข้อมูลทางอินเตอร์เนต จำกัดสิทธิการใช้อย่างเป็นธรรม
7. การบังคับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา เพิ่มมาตรการในการปราบปรามการละเมิดสิทธิในทางทรัพย์สินทางปัญญา โดยให้เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน มิใช่เป็นความผิดที่ยอมความกันได้[3]
บทสรุปข้อตกลง TRIPS-PLUS มักปรากฎอยู่ในความตกลงทั้งแบบพหุภาคีและทวิภาคี และความตกลงต่างๆ ต้องพิจารณาและศึกษาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้ดีเสียก่อน โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาน้อยนั้น จำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงสภาพทาเศรษฐกิจและทางสังคมให้ถ่องแท้ว่าจะสามารถนำมาปรับใช้ไดหรือไม่ เพราะมีข้อเรียกร้องบางประการที่ส่งผลกระทบโดยตรง ต้องคำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวให้มากที่สุดและที่สำคัญไม่ควรที่จะสูญเสียอะไรก็แล้วแต่ที่คนชาติของตนควรที่จะมีไว้เป็นความภูมิใจในชาติของตนเอง โดยอาศัยการพิจารณาที่รอบคอบอย่างยิ่ง <div>
<hr width="33%" size="1"><div id="ftn1"><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoFootnoteText">[1] www.ipcoomission.org</p></div>
[2] TRIPs , Article 6
</div>
เข้าใจเล่นสีนะครับ แต่ขอแสดงความคิดเห็นด้วยนิดหนึ่งว่า สีชมพูในตอนท้าย รู้สึกว่าแสบตาไปหน่อยนะครับ
Nice Article ka