ความสุขอย่างหนึ่งของผม คือการได้ดูแลรดน้ำต้นไม้รอบบ้าน อากาศร้อนอบอ้าวมาหลายวัน พอต้นไม้เจอน้ำเข้าก็รู้สึกได้ว่าสดชื่นขึ้นมาทันตาเห็น..
ต้นไม้ต้นเล็กต้นใหญ่ ปลูกอยู่ใกล้กัน ได้อาศัยความชุ่มชื้นร่วมกัน มีต้นไม้หลายต้นเลื้อยพันขึ้นไปบนไม้ใหญ่ เกาะติดแน่นอย่างถาวร เจริญเติบโตแผ่กิ่งก้านใบ อาศัยอยู่ได้ภายใต้ชายคาที่สูงเด่นเป็นสง่า มองดูอบอุ่นและเป็นมิตรไมตรีซึ่งกันและกัน..
ผมไม่รู้ว่าต้นอะไร มองดูก็คล้ายใบเฟิร์นอยู่เหมือนกัน ปลูกตั้งแต่ต้นเล็กๆ จนสูงใหญ่เลื้อยพันขึ้นสู่ยอดมะพร้าว อีกต้นหนึ่ง..ขึ้นต้นมะขาม เป็นพุ่มเขียวครึ้ม ผมเห็นความผูกพันกันอย่างนี้มานานนับปี ไม่มีทีท่าว่าจะทิ้งร้างห่างหายกันไป..
ต้นเฟื่องฟ้า..ก็สมชื่อ ชูช่อดอกสวยขึ้นไปบนฟ้าแล้วเลื้อยพันสัตบรรณ ส่วนต้นการะเวก ก็ไม่น้อยหน้า ยึดโยงกับต้นแก้ว แบบกลัวคนจะรังแก..ที่สุดแล้วทั้งสองต้นก็เข้มแข็งด้วยกันทั้งคู่..
ไม้เล็ก..ที่ยึดพันเกี่ยวเกาะอย่างเหนียวแน่น ไม่ได้สร้างความลำบากให้ไม้ใหญ่แต่อย่างใดเลย ขณะเดียวกัน..การพึ่งพาแบบไม่สร้างความเดือดร้อนรำคาญใจเช่นนี้ เป็นบทเรียนที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง..
ถ้าจะเปรียบกับองค์กรหรือบริษัท..ที่มีเจ้านายใหญ่เป็นเจ้าของบริษัท หรือหัวหน้าองค์กร ที่ทำหน้าที่เป็นผู้บังคับบัญชา..ย่อมต้องอาศัยพนักงานและเจ้าหน้าที่เล็กๆจำนวนมาก ปฏิบัติงานด้วยความขยันขันแข็ง มีความซื่อสัตย์และรับผิดชอบ..
ขณะเดียวกัน..นายใหญ่หรือหัวหน้าองค์กร..ก็ต้องบริหารจัดการอย่างมีคุณธรรม เป็นที่พึ่งพาได้ ในกรอบของภารกิจที่จะต้องร่วมงานกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย แบบคนที่อยู่ในครอบครัวเดียวกัน
ถ้าต่างฝ่ายต่างก็เป็นกัลยาณมิตรซึ่งกันและกัน ไม่ขัดแย้งกัน รู้รักสามัคคี ไม่สร้างความเดือดร้อนให้อีกฝ่ายหนึ่ง..ทำงานอย่างมีอุดมการณ์และเป้าหมาย บริษัทหรือองค์กรนั้นๆ จะเจริญก้าวหน้าได้อย่างมั่นคง..
การพึ่งพาและผูกพันแบบนี้..ไม่ได้เรียกว่า..เห็นแก่ตัว..และไม่ใช่เป็นการงอมืองอเท้า แต่เป็นการสร้างสรรค์ พัฒนาตนและพัฒนางานไปพร้อมๆกัน..
ดังที่..พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ เขียนไว้ในเรื่อง..”กุศโลบาย” ว่า....
“..ในโลกซึ่งเราอยู่บัดนี้ ไม่มีใครสามารถทำงานที่สำคัญให้สำเร็จได้ โดยลำพังตนเอง มนุษย์มีความจำเป็นต้องอาศัยซึ่งกันและกัน การกล่าวดังนี้ มิได้ค้านพุทธภาษิตที่ว่า..”
“อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถ”
“การที่ตนเองเป็นที่พึ่งแก่ตนนั้น เป็นความจริงแท้ แต่การพึ่งตนเอง มิได้หมายความว่าจะไม่ให้รับความช่วยเหลือร่วมมือของผู้อื่น ..”
ผมคิดว่า..คนที่ไม่คิดพึ่งตนเองเลย ไม่มีทางจะทำอะไรสำเร็จได้ ส่วนคนที่พึ่งตนเองฝ่ายเดียว ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากผู้ใด ก็ย่อมเป็นคนคับแคบ ทำงานร่วมกับใครก็ยากและงานการก็จะสำเร็จยากด้วย
ส่วนคนที่พยายามพึ่งตนเองอยู่เสมอ ขณะเดียวกันก็มีโอกาสขอรับความช่วยเหลือร่วมมือจากผู้อื่นด้วย ก็จะสามารถทำงานใหญ่ให้สำเร็จได้..
ดังนั้น..ในสังคมปัจจุบัน การทำงานในทุกที่ทุกตำแหน่ง ควรมีเมตตาและมีไมตรีจิต ในการประสานสัมพันธ์กับผู้ร่วมงาน..
จึงขอหยิบยก พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ความว่า..
“..หลักการสำคัญประการหนึ่งที่จะส่งเสริมให้ปฏิบัติงานสำเร็จ และ เจริญก้าวหน้าได้แท้จริง..คือการไม่ทำตัว ทำความคิดให้คับแคบ หากให้มีเมตตาและไมตรี ยินดีประสานสัมพันธ์กับผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ร่วมงานอย่างจริงใจ...”
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑
^_^