การจะฝึกให้นักเรียน..รักการเขียน..จึงต้องสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนก่อน สอนให้นักเรียนมองภาพกว้างๆ และคิดต่อยอด..นอกเหนือจากภาพก็ได้..

              ผลงานการจัดการศึกษา..มิได้มองกันแค่ค่าเฉลี่ยโอเน็ต..หรือคะแนนของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงลิบลิ่ว และไม่ได้อยู่ที่ป้ายโฆษณาหน้าโรงเรียน..

            ป้าย..หน้าโรงเรียนที่นับวันจะดึงดูดความสนใจไม่ได้มากนัก ในยุคที่ผู้ปกครองเริ่มรู้เท่าทันการศึกษา จึงพุ่งเป้าไปที่ลูก..ว่าเรียนแล้วได้อะไร มีพัฒนาการอย่างไร?

            ดังนั้น..ป้าย..โรงเรียนต้นแบบด้านต่างๆ..รางวัลแห่งคุณภาพมากมาย..ก็พึงสังวรณ์ด้วยว่า..ได้บริหารจัดการคุ้มทุนหรือไม่..?

            ที่ผมพูดเช่นนี้..ก็เพราะโรงเรียนเล็กๆ..ที่ต้นทุนต่ำ กำลังรองรับการอพยพของเด็ก ที่ผู้ปกครองย้ายที่เรียนลูกมาจากโรงเรียนใหญ่..ไม่มากก็น้อย

            ผมตั้งเป้าผลผลิต..โดยให้ความสำคัญกับกิจกรรมทางวิชาการ มุ่งเน้นการเรียนการสอนเป็นหลัก การนิเทศกำกับติดตามของผมจึงเน้นที่..การอ่านการเขียน

            เป้าหมายคือ..อ่านคล่องเขียนคล่อง..ในทุกระดับชั้น..โดยวางพื้นฐานมาตั้งแต่ชั้นอนุบาล๒ ..เพราะผมเล็งเห็นแล้วว่า..การอ่านการเขียน เป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ทุกสิ่ง

            การอ่านการเขียน..เป็นทักษะ..นักเรียนปฏิบัติ ครูสังเกต..และต้องฝึกทำซ้ำๆอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ซึ่งตัวชี้วัดและเครื่องมือ จะแตกต่างกันไปในแต่ละชั้น

            การอ่านคล่องเขียนคล่อง..ไม่ได้ดูที่คะแนนสูง แล้วคิดว่า..ประสบความสำเร็จแล้ว..แต่นักเรียนยังต้องอ่านและเขียนอย่างหลากหลาย..ในเชิงคิดวิเคราะห์ด้วย

            ผมสังเกตและทดลองกับนักเรียนป.๒..ที่พบว่า..อ่านคล่อง..จึงต้องใช้โอกาสนี้ให้เกิดคุณค่ารอบด้าน..เริ่มจากพัฒนาการเขียน..ผมจึงให้เขียนบ่อยมาก

            ผมเชื่อว่า..ถ้าฝึกนักเรียนให้เขียนได้ถูกต้องคล่องแคล่ว..เมื่อนักเรียนอยู่ชั้นประถมตอนปลาย..ครูก็ไม่ต้องกังวลว่า คุณภาพผลสัมฤทธิ์จะอยู่ในทิศทางใด..?

            ปัญหาทางการเรียนการสอน..จะน้อยลงทันที เป็นที่ศรัทธาของผุ้ปกครองและชุมชน ตรงนี้ต่างหากที่ผมมองว่า..เป็นผลผลิต(สูง) อย่างแท้จริง...

            ผมสร้างสื่อ..ให้เด็กคิดและเขียนอยู่เรื่อยๆ เรียกเด็กมานั่งคุยด้วย ให้เพลิดเพลิน โน้มน้าวให้สนใจ ให้สิ่งเร้า จนรู้สึกว่าอยากเขียน..มองเรื่องเขียนเป็นเรื่องง่ายๆ สบายๆ

            ในมือผมก็มีภาพ..ที่นักเรียนไม่มี..ผมเล่าไปถามไป..ถามนักเรียนว่ามีอะไรเคลื่อนไหวอยู่ในภาพ สมมุติเอา..ทั้งชื่อและสถานที่..ใคร? ทำอะไร? ที่ไหน...?

            ภาพนิ่ง..ผมกับนักเรียน..ก็ช่วยกันพูดจนมันเคลื่อนไหวได้ จินตนาการกันไป จนทำให้นักเรียนยิ้มและหัวเราะ..นั่นหมายถึง..นักเรียนเริ่มเข้าใจและอยากเขียนแล้ว

            นักเรียนไม่มีโอกาสลอกเรื่องของครู เพราะภาพในกระดาษตรงหน้านักเรียน ไม่เหมือนกับของครู..แต่นักเรียนก็น่าจะคิดได้ว่า..จะเขียนให้ได้มากและสนุกสนานเหมือนเรื่องของครู...

            การจะฝึกให้นักเรียน..รักการเขียน..จึงต้องสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนก่อน สอนให้นักเรียนมองภาพกว้างๆ และคิดต่อยอด..นอกเหนือจากภาพก็ได้..

            การคิดนอกกรอบ..จึงเท่ากับว่า..นักเรียนได้คิดวิเคราะห์ในระดับหนึ่งแล้ว เมื่อเรียนสูงขึ้นไปอีก นักเรียนจะเริ่มใช้เหตุและผล ตลอดจนสอดแทรกคุณธรรมความคิดเห็น..ในงานเขียน..จะถึงจุดนี้ได้..พื้นฐานเบื้องต้น ในชั้น ป.๑ – ๒ สำคัญที่สุด

            เพราะฉะนั้น..ครูในปัจจุบันจึงต้องให้ความสำคัญ และทุ่มเทให้กับการอ่านการเขียนให้มาก เท่าที่จะทำได้ อนาคตเด็กอนาคตชาติจะเป็นเช่นไร..อยู่ในมือครู ป.๑ – ๒ นี่แหละ..

            อย่าไปกลัวว่า..เป็นแค่โรงเรียนเล็กๆ ที่ต้นทุนต่ำ ถ้าทำเด็กให้อ่านคล่องเขียนคล่องได้..รับรอง..ผลผลิตสูง..แน่นอน...

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๗  กุมภาพันธ์  ๒๕๖๑