สิ่งที่เรียกว่า สมาธิ ที่แท้จริง นั้น พอที่จะแบ่งไ้เป็น ๒ อย่าง คือ อุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ อุปจารสมาธิ แปลว่าสมาธิชั้นที่เข้าไปใกล้กล่าวคือสมาธิที่เฉียดความเป็นฌาน อัปปมานาสมาธิ แปลว่าสมาธิแน่วแน่คือสมาธิชั้นที่เป็นฌาน ส่วนสมาธิในขณะเริ่มแรก เช่นในขณะแห่งคณนาและอนุพันธนาเป็นต้น ยังไม่ใชสมาธิแท้ อย่างจะเรียกได้ก็เรียกได้ว่า บริกรรมสมาธิคือเป็นเพียงสมาธิในขณะแห่งบริกรรมหรือการเร่ิมกระทำ ยังไม่ให้ผลอันใดตามความมุ่งหมายของคำว่า สมาธิ ในที่นี้จึงเว้นเสีย คงนับแต่เป็นสมาธิเพียง ๒ อย่าง ดังกล่าวแล้ว
เปรียบเทียบสมาธิสอง การเปรียบเทียบระหว่างอุปจารสมาธิ กับอัปปนาสมาธิ จะช่วยให้เข้าใจสมาธิทั้งสองดีขึ้น คือเมื่อลก่าาวโยผล อุปจารสมาธิเปนอุปจารภูมิ ตั้งอยุ่ในชั้นที่เฉียดต่อฌาน ไม่ขึ้นไปถึงฌาน ไม่เข้าไปถึงฌาน ตั้งอยุ่ได้เพียงเขตอุปจาระของฌาน คือรอบๆ ส่วนอัปปนาสมาธินั้น ตั้งอยุ่ในฐานะเป็นปฎิลาภภูมิ คือ การไ้เฉพาะซึงความเป็นฌาน ถ้าเปรียบกับการไปถึงหมู่บ้าน อย่างแรกก็ถึงเขตบ้าน อย่างหลังก็ถึงใจกลางบ้าน แต่ก็เรียกว่าถึงบ้านด้วยกันทั้งนั้นนี้อย่างหนึ่ง
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อกล่าวโดยการกระทำหรือกรรมวิธี ุอุจารสมาะเกิดในขณะที่พอสักว่านิวรณ์ไม่ปรากฎ หรือในขณะที่จิตละจากนิวรณืเท่านั้นส่วนอัปปนาสมาธิจะเกิดต่อเมื่อองค์แห่งฌานปรากฎชัดครอบถ้วนทุกๆ องค์จริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือองค์เอกัคคตา นี้เป็นเครื่องแสดงว่าการละไปแห่งนิวรณ์กับการปรากฎแห่งองค์ทั้งห้าของฌานนั้น ไม่จำเป็นต้องมีขณะเดียวกันแท้
ข้อแตกต่างอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ อุปจารสมาธิ หรือสมาธิเฉียดฌานนั้นมีการล้มๆ ลุกๆ เหมือเด็กสอนเดิน เพราะองค์แห่งฌานปรากฎบ้างไม่ปรากฎบ้าง ปรากฎแล้วกลับหายไปบ้าง แล้วกลับมาใหม่ แล้วกลับหายไปอีกบ้าง ดังนี้เรือยๆ ไป ส่วนในขณะแห่งอัปปนาสมาธินั้น องค์แห่งฌานปรากฎครบถ้วนอย่างมั่นคง สมาธิจึงมั่นคงเหมือนการยืนหรือการเดินของคนที่ดตแล้ว ย่อมไม่ล้มๆ ลุกๆ เหมือนเด็กที่สอนเดิน ฉันใดก็ฉันนั้น
ถ้าจะระบุให้ชัดแจ้งลงไปอีก ก็กล่าวได้ว่าเมื่อการเจริอาณาปานสติดำเนินมาถึงขั้นที่ปฏิภาคนิมิตปรากฎแล้ว ความเป็นสมาธิในขณะนั้น เรียกว่า อุปจารสมาธิอย่างสมบูรณื ในขณะนี้จิตมีปฏิภาคนิมิตนั้นเอง สำหรับกำหนดเป็นอารมณ์ องค์แห่งฌานยังไม่ปราฎฎครบทั้งห้า หรือปรากฎอย่างล้มๆ ลุกๆ จิตจึงยังไม่อาจจะเลื่อนจากปฏิภาคนิมิตไปกำหนดที่องค์แห่งฌานได้เ รียกว่ายังไม่สามารถจิตขึ้นสุ่องค์แห่งฌาน จึงยังไม่แน่วแน่ถึงขนาดที่เป็นอัปปนาสมาธิ
ครั้งการปฏิบัติดำไเนนไป จนกระทั่งผู้ปฏิบัติสามารถหน่วงความรู้สึกในองค์ฌานทั้งห้าให้ปรากฎชัดอยู่ มีองค์ฌานทั้งห้ากำหนดเป็นอารมณ์ แทนการกำหนดปฏิภาคนิมิตโดยแน่นอนแล้ว สิ่งที่เรียกว่าอีปปนาสมาธิก็เกิดขึ้นและสำเร็จเป็นฌาน มีความรู้สึกอยุ่ในองค์ทั้งห้าพร้อมกันไปในคราวเดียวกัน โดยไม่มีความคิดนึกอย่างอื่นใด ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
ข้อสำคญ มีอยู่ตรงที่จะต้องรักาาปฏิภาคนิมิตนั้นไว้อย่างมั่น จนกว่าจิตจะหน่วงใไปสู่องคืฌานได้สำเร็จ ถ้าปฏิภาคนิมิตเลือนลับไป จิตก็ไม่สามารถจะอาศัย เพื่อหน่วงองค์ฌานหรือความรุ้สึกทั้ง ๕ ประการนั้น ให้เกิดขึ้นได้ กล่าวอีทางกนึ่งก็คือจะหน่วงเอาองค์ฌานทั้งห้าได้ ก็ในขณะที่ปฎิภาคนิมิตยัคงคงปรากฎอยุ่อย่างมั่นคง หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ จะทำจิตให้เป็นอัปปนาสมาธิได้ ก็ด้วยการหน่วงในองค์ฌานทั้งห้า ทำให้ปรากฎขั้นใขณะที่จิตกำลังเป็นอุปจารสมาธิ อย่างมั่นคงอยุ่นั่นเอง เพราะฉะนั้นปฏิภาคนิมติจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องประคับประคองเอาไว้ในขณะแห่งอุปจารสมาธิตลาดไป กม้จะเป้นเวลากี่วัน กี่เดืนอ หรือแม้กีปี ถ้าต้องประสงค์จะได้ฌาน ก็ต้องพยายาประคับประคองด้วยความพยายาม ไม่หมดมานะ จนกว่าจะลุถึงอัปปนาสมาธิหรือฌานนั้น
ท่านสอนให้ทำในใจในระยะนี้ให้เป้นพิเศษ โดยให้การอุปมาว่าผู้ปฏิบัติจะต้องรักษาปฏิภาคนิมิตให้เป็นไปจนตลอดรอดฝั่ง เหมือนางแก้วที่อุ้มครรภ์บุคคลที่จะเกิดมาเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฉันใดก็ฉันนั้น
เราจะสังเกตเห็นได้ว่า ยังไม่เคยมีการกำชับอย่างหนึ่งอย่างใดในการทำสมาะิ หือกำลับมากอย่างจริงจัง เหมือนกับการกำชับกันในตอนนี้ ปฏิภาคนิมิตเหมือนกับการตั้งครรภ์ และจะคลอดออาเป็นฌาน ถ้าทำไม่ดี ก็ตายในครรภ์ จะต้องรอจนกว่าจะต้องครรภ์ใหม่ย่อมเสียเวลา หรือถ้าถึงกับตายกันทั้งแม่ทั้งลูก คือเลิการทำสมาธิเสียเลย ก็เป็นอันล้มเหลวหมด
เพราะฉะนั้น ปฏิภาคนิมิต จึงเป้นส่งิที่ต้องประคับประคองไว้ให้ดีเพื่อให้เป็นที่มัี่น เป็ฯบาทฐาน เืพ่อหน่วงองค์ฌาน จนกว่าองค์แห่งฌานทั้งห้าจะตั้งลงอย่างมั่นคง เหรือปรากฎอยุ่อย่างแจ่มชัด เป้นอัปปนาสมาธิ คือฌาน
- อานาปานสติภาวนา พุทธทาสภิกขุ
