เปิดศักราช แบ่งปัน สำหรับคนอยากเขียนหนังสือ


    วันนี้ 1 มกราคม 2561 หลายคนกำลังเฉลิมฉลอง ฉันเอง สองวันนี้ ก็ออกไปทานข้าวกับกลุ่มเพื่อน กับ เพื่อนบ้านวัยเด็ก กับ แม่ สิ่งที่ชีวิตเปลี่ยนหลังมีหนังสือเป็นของตัวเอง คือ คนที่เราไปเจอ เขาอยากซื้อหนังสือ หรือ คนที่เขาซื้อหลายเล่ม ก็ได้ไปส่งเขาถึงบ้าน เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้ เพื่อนโค้ชบางคนก็มาถามว่า ทำอย่างไร ใช้เวลานานแค่ไหน จึงอยากเล่าแบ่งปัน เพื่อเป็นประโยชน์สู่สาธารณะ

    เริ่มต้นต้องมีแรงบันดาลใจ มีเป้าหมายของการเขียน  ผลักดันตัวเองให้เรียนเรื่องการเขียน มาหลายครั้ง ตั้งแต่สิบปีก่อน เรียนกับ อัมรินทร์
เทรนนิิ่ง น่าจะราวๆ 5 วัน ครั้งนั้น ได้พบท่าน ว.วชิรเมธี ในห้องสมุด เป็นภาพที่จำได้เหมือนพิมพ์ไว้ไม่ลืมเลือน เพราะตอนนั้นก็ติดตามอ่านหนังสือธรรมะของท่านเกือบทุกเล่ม  ไม่คิดว่า สิบปีถัดมาจะมีโอกาสได้เข้าใกล้ท่าน และเกิดภาพในความคิด ที่เห็นรูปท่านบนปกหนังสือของตัวเอง

    หลังจากนั้น ก็ยังมีโอกาสได้เรียนกับ พี่จุ้ย เพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย บินหลา อาจารย์เปี่ียมศักดิ์ จนคิดว่า คงไม่เรียนอีกแล้ว คนสุดท้ายที่ช่วยให้ฝันเป็นจริง คงมาในช่วงเวลาที่หน้าที่การงาน มีความจำเป็น ต้องเขียนหนังสือ พอดี จึงมีแรงผลักดัน 

   ต้นเดือน มิถุนายน 2560 มีโอกาสเข้าคอร์ส "เขียนเป็นเห็นเงินล้าน" ของคุณเรือรบ ซึ่งไม่ได้สอนการเขียน แต่ทำให้เห็นภาพธุรกิจหนังสือครบวงจร ต้นทุนการผลิต รายได้ สุดท้าย คือ วิธีการทำโครงสารบัญ  หลังอบรม มีไฟมาก เห็นความเป็นไปได้มากขึ้น  อยากเรียนการเขียนอีก แต่ เขาบอกว่า ปีนี้ไม่มีจัดแล้ว เนื่องจากไฟแรง จึงถามว่า มีคุยตัวต่อตัวไหม คำตอบก็คือ มี แต่ทุกอย่างก็แลกมาด้วยเงินที่ยอมลงทุนให้สุดๆ ราวกับยุคพระเจ้าตาก ทุบหม้อข้าวเข้าตีเมืองจันทน์ ถ้าคราวนี้ยังไม่ได้ ก็คงไม่ต้องทำกันแล้ว พับเสื่อเก็บได้เลย

   หลังจากวันนั้น ก็ได้หัวข้อที่จะเขียน และร่างสารบัญ มาคุยกันครั้งแรก กำหนดเราจะคุยกัน 5 ครั้ง  ชอบครั้งแรก ที่โค้ช กับ บ.ก. คุยด้วยการหาความเป็นตัวตน หาเป้าหมาย ที่มาของการอยากมีหนังสือ มันทำให้เห็นภาพชัดขึ้น มีความหวัง มีความสุข ที่สำคัญ ต้องมีงานมาส่ง ทุกสองอาทิตย์ช่วงแรก มาครั้งละ 2 บท  

   บอกตามตรงว่า นี่คือกลยุทธ์กดดันตัวเองให้ลงมือทำ สิ่งที่ติดขัด อุปสรรค คือ เวลา เขาบอกให้เขียนทุกวัน วันละ 1-2 หน้า ขอบอกว่าตัวเองทำไม่ได้  ส่วนใหญ่ เวลานั่งลงเขียนแล้ว จะได้วันละหนึ่งบท เพียงแต่ต้องเตรียมข้อมูล วัตถุดิบ และจัดวันที่ว่างจากงานอื่นๆ ซึ่งมันไม่ง่ายเลย เพราะช่วงที่เขียนนั้น มีงานสารพัด ที่แทรกเข้ามามากมาย  แต่เหมือนเป้าหมายมีไว้พุ่งชน 10 สัปดาห์ต้องทำต้นฉบับเสร็จ

ต้องขอบคุณ บ.ก.ที่ให้กำลังใจ ไขข้อข้องใจ ทำให้สบายใจที่จะเขียนในสไตล์ของเรา

  แล้วมันก็เสร็จร่างแรก  เวลาที่ใช้ ช่วงอ่าน ปรับแก้ด้วยตัวเอง ก็มิใช่น้อย เรียกว่า edit อ่านหลายรอบ มีแก้ทุกรอบ  

  หนังสือ เล่มนี้ มี บ.ก. อีกคนมาช่วยดูให้อีก แต่เขาทั้งสอง แทบจะไม่ปรับแก้เนื้อหาเลย  ทำให้กังวลใจว่า มันดีพอแล้วหรือ ที่ไม่แก้อะไรเลย สุดท้ายตัวเองนี่แหละ ที่เหมือน ดูแนวการทำงานของบรรณาธิการแล้ว  ก็มาทำหน้าที่เสริมบรรณาธิการอีก  

 ช่วงนี้แหละ ที่เริ่มมองหาว่า ใครจะมาเป็นผู้เขียน คำนิยม ให้ เป็นอีกช่วงที่ตื่นเต้น มีลุ้น ว่าท่านจะเขียนให้ทันเวลาไหม ท่านเขียนมาแล้ว เราจะปรับแก้บ้างได้ไหม  ทุกอย่างปรึกษา บ.ก. ดีที่สุด สำหรับบางท่าน ที่ปรากฏชื่อบนปก หากเราเชื่อคนรอบข้างว่าเป็นไปไม่ได้ ที่ท่านจะเขียนให้ ท่านผู้อ่านก็คงจะไม่ได้เห็นอย่างในวันนี้

 ช่วงเวลาที่ บ.ก. edit ใช้เวลาร่วมสองเดือน ก็ไม่ทราบว่าติดงานใหญ่ช่วงเดือน ตุลาคม ด้วยหรือไม่

 จากนั้น ก็เริ่มคิด การออกแบบปก เนื้อใน จะใช้สไตล์ไหน ชอบที่ บ.ก.เน้นให้เป็นเอกลักษณ์ของตัวผู้เขียน แต่เขาก็ไม่ได้ตามใจเราทุกอย่าง
บางเรื่องก็ต้องฟังเหตุผลของเขา  ปกที่เขาออกแบบมาให้ไม่ถูกใจ จึงต้องมานั่งคิด ความหมายของชื่อหนังสือ ที่ตั้งใจสื่อ ให้สอดคล้องกับเนื้อหาภายใน ปกควรเป็นรูปอะไร สุดท้ายตัวเองก็เป็นคนคิดแบบปกได้ หลังจากเห็นเขาเริ่มต้นมาให้ก่อน

ช่วงของการทำอาร์ตเวิิร์ค การพิมพ์ ลุ้นตลอด จะเสร็จทันก่อนปีใหม่หรือไม่ แผนการออกหนังสือล่าช้าไปจากที่คิด ร่วม 3 สัปดาห์  ทำให้ช่วงการแก้ไข อาร์ตเวิร์ค เร่งรีบอย่างมาก เพื่อที่จะให้หนังสือพิมพ์เสร็จทันก่อนไปบรรยายงานใหญ่ ที่มีคนฟังร่วม 400 คน ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทีี่ช่วยให้ทุกอย่างเป็นไปตามแผน ซึ่งต้องผ่านอุปสรรคนานัปการ

 ประสบการณ์ครั้งนี้สอนให้รู้ว่า 

 1. เป้าหมายที่ชัดเจน และ แรงบันดาลใจ ผสม ความมุ่งมั่น ตั้งใจจริง ย่อมทำให้เรามีพลัง

 2. ทุกสิ่งเกิดขึ้นมีดีเสมอ แม้ตอนนั้น เราจะรู้สึกว่ามันแย่มากก็ตาม

 3. การเชื่อและไว้ใจ เสียงภายใน ความคิดปิ๊งแว้บ ทำให้เราทำสิ่งที่เกินความคิดแบบเหตุและผล

 4. โอกาสเป็นของนักเขียนหน้าใหม่ได้ง่ายขึ้น เพราะเราไม่ต้องผ่านสำนักพิมพ์ใหญ่ เพียงเรามีเงินลงทุน
     กล้าที่จะขายเอง รับความเสี่ยงเอง หนังสือเราก็พิมพ์ได้แน่นอน ดีไม่ดี เราก็รับผิดชอบสิ่งที่เราทำ

สำหรับคนที่เป็นวิทยากร การได้แจกหนังสือของเราให้กับคนเข้าอบรมในคอร์สที่เราบรรยาย  เป็นความรู้สึกที่หัวใจพองโตจริงๆ ค่ะ

หมายเลขบันทึก: 643705เขียนเมื่อ 1 มกราคม 2018 19:15 น. ()แก้ไขเมื่อ 1 มกราคม 2018 19:15 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (2)

ผลัดกันเขียน เสียนกันอ่าน วานกันชม คือแรงปลักดันให้ฉันเขียน

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี