.พบข้อมูลชิ้นใหญ่ที่อาคารนิทรรศการ สัมผัสได้ทั้งภาพและเรื่องราวอย่างละเอียดมากมาย ผมถ่ายภาพจนเต็มอิ่ม เริ่มจากภาพบริเวณที่ตั้งพระที่นั่ง..ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทรงประทับเพื่อติดตามโครงการฯ ไปจนถึงประมวลภาพ..ทรงเสด็จเยี่ยมราษฎร..

                 ผมเริ่มเรียนรู้สู้สิ่งยาก..ที่ว่ายาก..ไม่ใช่เข้าใจยาก แต่สิ่งที่ผมอยากใฝ่รู้ใฝ่เรียน..ไม่ใช่ตำรา แต่เป็น..โครงการพระราชดำริ..ที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ เป็นสถานที่ที่ผมต้องโลดแล่นไปด้วยหัวใจที่พองโตและตื่นเต้นทุกครั้ง...

            ผมเลือก จ.เพชรบุรีอีกครั้ง..บนแผ่นดินพระราชา..กับโครงการตามพระราชประสงค์ “หุบกะพงระยะทางไม่ไกลจากกรุงเทพ มีสภาพแวดล้อมครบทุกอย่าง ทั้งป่าเขาลำเนาไพรและท้องทุ่งที่ราบเชิงเขา เอาเป็นว่าไม่ไกลอย่างแน่นอน..

           ผมเดินทางไปมาแล้ว..เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๐..ขับรถไปเรื่อยๆ ออกจากบ้านเจ็ดโมง ถึงหุบกะพงสิบโมงครึ่ง..พอไปถึง..อาคารสำนักงานใหญ่ที่เป็นที่ตั้งโครงการฯ..ทุกอย่างเงียบสงบ..เพราะปิดทำการวันอาทิตย์..

            งานนี้..ศรัทธา..ไม่มีท้อ ขอเดินชมเองก็ได้ ว่าแล้วก็เดินเที่ยวท่องส่องภาพ แสวงหาข้อมูลพระราชกรณียกิจที่พ่อหลวงรัชกาลที่ ๙..พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์อย่างไร และเริ่มทรงงานตั้งแต่เมื่อไหร่..

           เหมือนโชคช่วยอำนวยชัย..พบข้อมูลชิ้นใหญ่ที่อาคารนิทรรศการ สัมผัสได้ทั้งภาพและเรื่องราวอย่างละเอียดมากมาย ผมถ่ายภาพจนเต็มอิ่ม เริ่มจากภาพบริเวณที่ตั้งพระที่นั่ง..ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทรงประทับเพื่อติดตามโครงการฯ ไปจนถึงประมวลภาพ..ทรงเสด็จเยี่ยมราษฎร..

          ผมอ่านเรื่องราว..และชมทุกภาพ เป็นภาพที่ทรงคุณค่าสำหรับผมและพสกนิกรทุกคน เพ่งพิศพิจารณาแต่ละภาพและอ่านเรื่องราวประกอบ เหมือนได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ในอดีต...ที่มีส่วนร่วมรับเสด็จ และร่วมพัฒนางานโครงการฯ

          ความรู้สึกที่ประทับใจ ในการติดตามรอยโครงการพระราชดำริ ติดตามการทรงงานของพ่อหลวง ทำให้ผมอยากเข้าใกล้โครงการให้มากที่สุด ด้วยการศึกษาค้นคว้า “หุบกะพง ที่ผมยืนอยู่ให้เข้าใจ เข้าถึงและรู้จริง...จึงพบว่า..

          หลักการสหกรณ์ในพื้นที่ตามโครงการพระราชดำริ ได้เริ่มขึ้นที่หมู่บ้านหุบกะพง ต.เขาใหญ่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ด้วยการพัฒนาวิถีชีวิตราษฎรในรูปแบบ หมู่บ้านสหกรณ์ใช้หลักการ วิธีการ อุดมการณ์ของสหกรณ์มาทำการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมจนประสบความสำเร็จและนำมาเป็นแบบอย่างในการขยายผลสู่หมู่บ้านสหกรณ์อื่น ๆ ทั่วประเทศในขณะนี้...

           ปี 2507 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จแปรพระราชฐานพระราชวังไกลกังวล  และทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทว่าเกษตรกรกลุ่มชาวสวนผักชะอำ จำนวน 83 ครอบครัว มีฐานะยากจน ไม่มีที่ทำกินเป็นของตนเอง  

           จึงโปรดรับเกษตรกรกลุ่มนี้ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์และโปรดเกล้าฯให้ฯพณฯ องคมนตรี ม.ล.เดช สนิทวงศ์ จัดทำโครงการและจัดหาที่ดินในพื้นที่เขตจ.เพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ เพื่อนำมาจัดสรรให้แก่เกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งเป็นที่มาของโครงการจัดพัฒนาที่ดินตามพระราชประสงค์หุบกะพง โครงการแรกของประเทศไทย

            ในการนี้ทางรัฐบาลอิสราเอลขอเข้าร่วมและให้ความช่วยเหลือโครงการดังในรูปของผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาชนบทสาขาต่าง ๆ ภายใต้ชื่อ "โครงการไทย – อิสราเอล เพื่อพัฒนาชนบทหุบกะพง” โครงการเริ่มขึ้น เมื่อ 19 สิงหาคม 2509 ถึง 18 สิงหาคม 2514 รวมระยะเวลา 5 ปี) โดยเลือกที่ดินบริเวณหุบกะพง  เป็นพื้นที่จัดทำโครงการฯ เนื้อที่ ประมาณ 12,000 ไร่ มาจัดสรรให้แก่เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกินเข้าทำประโยชน์เพื่อประกอบอาชีพ เกษตรกรรมในรูปของสหกรณ์

            จดทะเบียนเป็นสหกรณ์ ใช้ชื่อว่า "สหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด” เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2514 มีสมาชิกแรกตั้งจำนวน 128 ครอบครัว มีภารกิจดูแลงานต่างๆ สืบต่อจากโครงการไทย – อิสราเอล

            บทสรุปของโครงการพระราชดำริหุบกะพง ที่ผมได้เรียนรู้..ทำให้ทราบว่าพ่อหลวงรัชกาลที่ ๙ ทําให้เกษตรกรมีที่ดินทํากิน มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีอาชีพที่มั่นคง ช่วยต่อยอดผลผลิตของเกษตรกรที่มีอยู่ให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ทําให้มีเงินหมุนเวียนในสหกรณ์หมู่บ้านและสร้างความสามัคคีให้ชุมชนและทําให้คนในชุมชนยอมรับฟังข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะของกันละกัน

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๒๐  พฤศจิกายน  ๒๕๖๐




<p></p><p></p><p></p>