คืนนี้ วันที่ 28 พฤษภาคม 2560   ฉันตื่นเต้นไม่น้อยทีเดียว  เพราะพรุ่งนี้เป็นวันที่ต้องผ่าตัดเนื้องอกมดลูกแล้วซินะ  วันนี้ต้องงดน้ำ งดอาหารตั้งแต่เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป.....

                 วันที่ 29 พฤษภาคม 2560    

                 วันนี้พยาบาลเข้ามาดูแลฉันตั้งแต่เช้า  วัดความดัน   ทำความสะอาดหน้าท้อง  ต่อสายปัสสาวะ  และสวนอุจจาระ  อีกครั้ง    เพื่อให้มีกากอาหารค้างอยู่ในลำไส้น้อยที่สุด  และบอกฉันว่าฉันเป็นคนไข้ลำดับที่ 2  ในการผ่าตัดวันนี้   ซึ่งน่าจะเป็นเวลาประมาณ 10.00 น.  ระหว่างนั้นฉันนอนรออยู่ที่ห้องอย่างกระสับกระส่าย  และอดที่จะกังวลใจไม่ได้

                 เมื่อเวลา 10.20 น. พนักงานเวรเปลของโรงพยาบาล  เข้ามารับฉันในห้องพักเพื่อไปห้องผ่าตัด  ฉันรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษอีกครั้ง  เมื่อมาถึงหน้าห้องผ่าตัด  ฉันนอนรออยู่สักพัก. ก็มีพยาบาลสาวสวยคนหนึ่งเข้ามาดูแล  และพูดคุยกันเล็กน้อย ฉันได้บอกว่าเดิมเคยทำงานอยู่ในสังกัดเดียวกัน   เมื่อหลายปีมาแล้ว  ก่อนที่จะย้ายไปสังกัดที่ทำงานแห่งใหม่  และมีพยาบาลอีกหลายคน. ซึ่งน่ารักมาก มาชวนฉันพูดคุยกันต่าง ๆ นานา  พอให้ได้ผ่อนคลายและหายกังวลไปมากทีเดียว......   จากนั้นไม่นาน......  ก็มีพนักงานนำฉันไปที่ห้องผ่าตัด...........   

                  ฉันเปลี่ยนมานอนที่เตียงสำหรับผ่าตัด   เป็นเตียงแคบๆ พอดีตัวคนไข้  พยาบาลในห้องผ่าตัดเตรียมพร้อมร่างกายในท่าที่พร้อมรับการผ่าตัดให้ฉัน  กางแขน  ล็อคแขนทั้งสองข้าง  ล็อคตัว  มีสายระโยงระยางเต็มไปหมด  ฉันทำใจให้นิ่ง  บอกตัวเองว่าไม่เป็นไร  เดี๋ยวมันก็ผ่านไป  สักพักพยาบาลฉีดยาให้ฉัน  รู้สึกปวดมาก  แล้วฉันก็หลับไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

                  ฉันรู้สึกตัวอีกครั้งหนึ่ง  เมื่อนอนอยู่บนเปลนอนที่กำลังเข็นมาส่งฉันที่ห้องพัก  และเปลี่ยนฉันให้อยู่บนเตียงคนไข้  รู้สึกเพลีย และลืมตาไม่ขึ้น  ตอนนี้รู้สึกกระหายน้ำมาก  จนต้องขอน้ำพยาบาล  แต่ก็ถูกปฏิเสธไม่ให้ดื่มน้ำ  คอแห้งมาก ๆ  มารู้ในภายหลังว่าสาเหตุมาจากระหว่างการผ่าตัดเนื้องอกมดลูกของฉัน  ฉันสลบไปเพราะยาสลบ  ฉันจะหายใจไม่สะดวก  พยาบาลและเจ้าหน้าที่ในห้องผ่าตัดได้ใช้เครื่องมือในการช่วยหายใจ. โดยการใส่ท่อช่วยหายใจเข้าไปในปาก  ผ่านช่องคอเข้าไป  เพื่อช่วยระบบหายใจดีขึ้นในระหว่างที่ฉันสลบ    จึงมีอาการคอแห้ง  เสียงแหบ  เจ็บคอเล็กน้อย  ฉันนอนกลืนน้ำลายตัวเองไปหลายชั่วโมง  เพราะต้องงดน้ำ 

                 รู้สึกปวดแผลที่หน้าท้องจากการผ่าตัดเนื้องอกมดลูก  แบบเปิดหน้าท้องซึ่งยาวประมาณ10 เซนติเมตร  และปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ  จนต้องบอกพยาบาลว่าปวดแผลเหลือเกิน  ในเวลาประมาณ 20.30 น. ของวันเดียวกัน พยาบาลมาสอบถามความรู้สึกปวดว่ามากน้อยแค่ไหน   โดยการวัดจาก  ระดับ  1 - ระดับ 10   (ระดับ 1  คือ ปวดน้อย  และเพิ่มปริมาณตามลำดับจนถึงปวดมากที่สุดในระดับ 10)  ของฉันให้ระดับความปวดอยู่ที่ ระดับ 8    (ถือว่าปวดมาก)  และได้ฉีดยาระงับอาการปวดให้ฉัน  1 เข็ม   แต่ความรู้สึกปวดก็ยังไม่หายสักเท่าไรเลย  ฉันนอนไม่หลับทั้งคืน และได้ยา Paracetamol  อีก 2 เม็ด  จนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น  พยาบาลได้เปลี่ยนเวร  ได้บอกกับพยาบาลว่าปวดอีกครั้ง  พยาบาลใจดีได้ฉีดมอร์ฟีนให้ฉันอีกครั้ง  ทำให้ฉันนอนหลับไปได้นิดหนึ่ง

                พยาบาลได้แนะนำว่า  หลังผ่าตัดเอาเนื้องอกมดลูกออกไปแล้ว ให้พลิกตัว  และขยับร่างกายบ่อยๆ  เพื่อช่วยไม่ให้ท้องอืด  และแผลจะได้ประสานกันได้ง่าย   และจะไม่เป็นผังผืดบริเวณแผลภายในช่องท้องที่ผ่าตัดไว้  หากเป็นผังผืดอาจจะต้องผ่าตัดใหม่ ซึ่งแน่นอนต้องเจ็บตัวอีกครั้งหนึ่ง   ฉันได้ทำตามคำแนะนำของพยาบาลทุกอย่าง ทั้งลุก นั่ง พลิก ตะแคง  และกำหนดลมหายใจเข้าออก  แต่เป็นไปอย่างทุกข์ทรมาณ แสนสาหัส  ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าการเจ็บป่วยนี่. ไม่ดีเอาเสียเลยจริงๆ 

               วันที่ 30 พฤษภาคม 2560 

          วันนี้ต้องทานอาหารอ่อนๆ  และต้องทานไปอีกหลายวัน.     เริ่มจิบน้ำหรือดื่มน้ำผลไม้ได้บ้าง   และไม่ควรดื่มนมเป็นอย่างยิ่ง. อาหารประเภทถั่วอีกอย่างหนึ่ง เพราะจะทำให้ท้องอืด.   หลังผ่าตัดเนื้องอกมดลูกหรือผ่าตัดอะไรก็ตาม  ในช่องท้อง. ต้องระวังเรื่องอาหารการกินเป็นพิเศษค่ะ   

            เวลาประมาณ. 09.00 น.  แพทย์เจ้าของไข้  "นางฟ้า"  ของฉันได้มาดูอาการหลังผ่าตัดเนืื้องอกมดลูกของฉันที่ห้องพัก และได้พูดคุยมากมาย  พร้อมทั้งอธิบายให้ฟังว่า ฉันแพ้ยาตัวที่ได้แจ้งไว้ ชื่อยา  Diclofenac   อาการแพ้ยาคือเป็นผื่นแดงทั้งตัว  แต่ยาตัวนี้เป็นยาระงับอาการปวดที่ดีชนิดหนึ่ง   ซึ่งคุณหมอได้ Test  ยาตัวนี้อีกครั้งหนึ่ง  ฉันแพ้ยาชนิดนี้จริง ๆ  และคุณหมอก็ไม่ได้ให้ยาแก้ปวดตัวไหน  เพราะยา   Diclofenac   มีพี่น้องตระกูลเดียวกันอีกหลายตัว  และมอร์ฟีนก็ให้คนไข้ในปริมาณมาก ๆ ไม่ได้   โอว....นั่นสิ...ฉันเจ็บปวดจากการผ่าตัดเนื้องอกมดลูกซะเหลือเกิน 

               คุณหมอ  ได้ให้ฉันดูภาพเนื้องอกมดลูกที่ผ่าตัดออกไป  มีขนาดโตประมาณ 14 เซนติเมตร   ช่างน่ากลัวเสียเหลือเกิน  มันอยู่ในท้องฉันได้อย่างไรตั้งนานแสนนาน เจ้าเนื้องอกนี้.  แต่รู้สึกดีที่ออกไปจากร่างกายฉันได้ซะที   คุณหมออธิบายให้ฉันทราบอีกครั้งหนึ่งว่าได้ตัดมดลูกพร้อมรังไข่ทั้งสองข้างออกไปพร้อมเนื้องอกในมดลูก สาเหตุที่ต้องตัดมดลูออกและรังไข่  ออกไปทั้งหมด  เนื่องจากอายุเฉลี่ยของหญิงไทย  จะหมดประจำเดือนในอายุประมาณ 50 ปี  ซึ่งฉันอายุ 47 ปี อีก 3 ปี  ตามอายุเฉลี่ยก็เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนและเข้าสู่วัยทองตามธรรมชาติ  ประกอบกับฉันมีบุตรแล้ว  และเป็นการการันตีว่าเนื้องอกจะไม่กลับมาเป็นอีกในมดลูก ปีกมดลูก หรือรังไข  หรือบริเวณใกล้เคียง   แต่จะมีผลตามมาคือเมื่อตัดรังไข่แล้ว  ร่างกายจะไม่มีโรงงานผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน  ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิง  อีกต่อไป  และจะทำให้ร่างกายเข้าสู่วัยทองก่อนวัยอันควร  คุณหมออนุญาตให้ฉันนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลอีก 5 วัน  หรือจนกว่าฉันจะสบายใจ

                  คุณหมอกำหนดนัดมาดูแผลจากการผ่าตัดเนื้องอกมดลูก และตัดไหมจากการเย็บแผลผ่าตัดอีกครั้งหนึ่ง  ปรากฎว่าแผลดีมากแห้งสนิท  เป็นรอยแผลเป็นนิดเดียวเอง. ดีกว่าที่คิดไว้ซะอีก  และนัดมาตรวจหลังผ่าตัดเนื้องอกมดลูกอีก 1 เดือน    เพื่อติดตามอาการข้างเคียงและคุยเรื่องอาการวัยทองที่อาจเกิดขึ้นได้  

             การผ่าตัดเนื้องอกมดลูกในครั้งนี้ทำให้ฉันน้ำหนักลดไป  5 kg.     ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีทีเดียว     

                  " เนื้องอกมดลูก"   เป็นเรื่องปกติที่ผู้หญิงทุกคนเป็นกันได้  ไม่มีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่า. "เนื้องอกมดลูก"   เกิดจากสาเหตุอะไร   แต่มีผลการวิจัยออกมาว่าประชากรเพศหญิงใน 100 คน  จะป่วยเป็นเนื้องอกมดลูก 15 คน  ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยทีเดียว  แต่เมื่อเป็นโรคเนื้องอกมดลูดแล้ว. จงอย่าไปกังวล  และกลัวโดยไม่มีเหตุผล  เพราะในปัจจุบันวิวัฒนาการทางการแพทย์ของไทย  เครื่องมือแพทย์  รวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์ของไทยมีความพร้อมในระดับหนึ่งในการดูแลรักษาอาการเจ็บไข้ของคนไทย  แต่ก็ไม่ยืนยันว่าระบบสาธารณสุขในเมืองไทยเท่าเทียมกันทุกโรงพยาบาล