อุบายบรรเทาความโกรธประการที่ ๑ ด้วยกลับเข้าฌานใหม่

            ก็เเหละ ถ้าโยคีบุคคลส่งจิตไปในคนผุ้เป็นคู่เวรกันนั้น ความโกรธแค้นย่อมผุดเกิดขึ้นมาเสีีย เพราะหวนนึกถึงความผิดที่เขาได้ก่อกรรมทำเวรให้ไว้แต่ก่อนเมื่อเป็นเช่นนี้ดยคีบุคคลจงหวนกลบไปเข้าเมตตาฌาน ที่ตนได้ทำให้เกิดแล้วในบุคคลจำพวกอ่กนๆ มีคนเป้นที่รักเป็นต้น จำพวกใดจำพวกหนึง หลายๆ หน ออกจากฌานแล้วจึงพยายามเจริญเมตตาไปในคนคู่เวรกันนั้นแล้ว ๆ เล่าๆ บรรเทาความโรธแค้นให้หายไป

            อุบายบรรเทาความโกรธประการที่ ๒ ด้วยพิจารณาถึงพระพุทธโอวาท ถ้าโยคีบุคคลได้พยายามปฏิบัติอยู่โดยทำนองนั้นเป้นอย่างดีแล้วควาโกรธแค้นก็มิได้ดับหายไป แต่นัั้นจะพยายามให้หนักขึ้น เพื่อบรรเทาความโกรธแค้นให้จงได้ ดยวิธีพิจารณาถึงพระพทูโอาวที่ตัสสอนเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ เช่นพในกกจูปมสูตรเป็นต้น...

           อุบายบรรเทาความโกรธประการที่ ๓ ด้วยมองคนในแงดี เมื่อโยคีบุคคลพยายามเชิญพระพุทธโอวาทพระพุทธโอวาทมาสนอตนอยู่ด้วยประการอย่างนี ถ้าควาดรธแค้นสงบลงเสียได้ ก็นับว่าเป็นการใช้ได้ แต่ถ้ายังไม่สงบ ทีนั้นจะเพรียทำอุบายอย่างอื่นต่อไป กล่าวคือถ้าคุณธรรมส่วนใดๆ ก็ตามที่่คนคู่เวรนั้นมีอยู่ เช่นความเรยบร้อย ความสะอาดของเขาบางประการ เมื่อนำมาพิจารณาดูให้ดีแล้วสามารถที่จะทำให้เกิดความเลือมใสพอใจขึ้นได้ ก็จงระลึกเอาคุณธรรมสั่นนั้นๆ มาบรรเทาความอาฆาตเคียดแค้นให้หาย โดยประการดังนี้

         คนบางคนมีมรรยาททางกายเรียบเร้ยอแต่อย่างเดียว เมื่อเขาบำเบ็ญวัตรปฏิบัติไปนานๆ  แต่มรรยาททางวาจาและทางใจไม่เรียบร้อย โยคีบุคคลอย่าได้ระลึกมรรยาททางวสาจาและทางใจของเขา จงระลึกถึงแต่มรรยาททางกายของเขาอย่างเดียวเท่านั้น

          คนบางคนมีมรรยาทเรียบร้อยแต่วาจาอย่างเดียว โดยปกติแล้วเป็นผุ้ฉลาดในการปฏิบัติสันภาร..แต่ด้วยมารยาททางใจของเขาไม่เรียบร้อย โยคีบุคคลอย่าได้ระลึกถึงมรรยาททางกายและทางใจของเขา จะระลึกถึงมรรยาททางสาจาของเขาอย่างเดียวเท่านั้น

          คนบางคนมีมรรยาทเรียบรอยแต่ทางใจอย่างเดียว จะปรากฎดชัด..ก็ในขณะเขาไหว้พระเจดีย์เป็นต้น กล่าวคือ ผุ้ใดมีจิตใจไม่สงบเรียบร้อยนั้น เมื่อจะไหว้พระเจดีย์หรือต้นพระศรีมหาโพธิ์ หรือจะกราบไหว้พระเถระทั้งหลาย เขาย่อมกรบไหว้ด้วยกริรยาอาการอันไม่เคารพ..จงระลึกแต่มรรยาททางใจของเขาอย่างเดียวเท่านั้น

          คนบางคนไม่มีความเรียบร้อยแม้แต่สักประการเดียว ก็ยัวไม่เป็นสิ่งเหลือวิสัยเสียที่เดียว โยคีบุคคลจงยกเอาความกรุณาขึ้นมาตั้งไว้ในใจ แล้วปลงให้ตกลงไปว่า "คนเช่นนี้ถึงแม้เขาจะเที่ยวขวางหูขวางตาคนอยุ่ในมนุษยโลกนี้ ก็แต่ในปัจจุบันชาตินี้เท่านั้น ..ไม่ช้าไม่นาน เขาก็จักต้องท่องเที่ยวไปบังเกิดในมหานรก.." อาศัยเพียงความกรุณาเช่นนี้ ความอาฆาตเคียดแค้นก็อาจสงบลงได้

          สำหรับคนเช่นนี้ดยคีบุคคลมีความชอบใจมรรยาทของเขาประการใด ๆ ก็จะเลือกระลึกเอามรรยาทประการนั้นๆ ตามอัธยาศัยเถิด เพราะการเจริญเมตตาในคนเช่นนี้ ย่อมจะปฏิบัติได้โดยไม่ลำบากเลย

          อุบายบรรเทาความโกรธปรการที่ ๔ ด้วยการพร่ำสอนตนเอง แม้ว่าโยคีลุคคลจะได้พยายามบรรเทาความอาฆาตเคียดแค้นด้วยอุบายวิธีดังกล่าวเป็นอย่างดีแล้ว แต่ความอาฆาตเดียดแค้นก็ยังเกิดขึ้นอยู่ร่ำไป แต่นั้นโยคีบุคคลจงเปลี่ยนวิธีใหม่ จงพยายามพร่ำสอนตนด้วยอุบายวิธีดังต่อไปนี้

          ๑ เมื่อคนผุ้เป็นคุ่เวรทำทุกข์ให้แก่เจ้าได้ก็แต่ตรงที่ร่างกายของเจ้า เหตุไฉนเจ้าจึงปรารถนาที่จะหอบเอาความทุกข์นั้นเข้ามาใส่ไว้ในจิตใจของตน อันมิใช่วิสัยที่คนคู่เวรจะพึงทำให้ได้เล่า

          ๒. หมู่ญาติซึ่งเป้นผุ้มีอุปการคุณเป็นอันมาก ทั้งๆ ที่มีหน้าชุ่มโชกอยู่ด้วยน้ำราเจ้าก็ยังอุตสาห์ละท้ิงเขามาได้ก็เหตุไฉน จึงจะละไม่ได้ซึ่งความโกรธ อันเป็นตัวศัตรูผู้ทำความพินาศให้อย่างใหญ่หลวงเล่า

          ๓. เจ้าจงอุตส่าห์รักษาศัลเหล่าใดไว้ แต่เจ้าก็ได้พะนอเอาความดกรธ อันเป็นเครืองตัดรากศีลเหล่านั้นไว้ด้วย ใครเล่าที่จะโง่เซ่อเหมือนเจ้า

          ๔. เจ้าโกรธว่า คนคุ่เวรได้ทำความผิดอันใหญ่หลวงให้แก่เจ้าแต่เหตุไฉนจึงปรารถนาที่จะทำความผิดเช่นนั้นด้วยตนเสียเองเล่า

          ๕. ก็เมื่อคนคู่เวรปรารถนานักหนาที่จะให้ความโกรธเกิดขึ้นแก่เจ้า จึงได้ทำสิ่งที่ไม่พอใจยั่วยุเจ้า เหตุไรเจ้าจึงจะทำความปรารถนาของเขาให้สำเร็จเสียเอง ด้วยการยอมให้ความดกรธนั้นเกิดขึ้นเล่า

           ๖.เมื่อเจ้าโกรธขึ้นมาแล้ว เจ้าจักได้กอทุกข์ให้แก่คนอื่นผู้ทำความผิดให้แก่เจ้านั้นหรือไม่ก็ตาม แต่เป็นอันวาเจาได้เบียดเบียนตนเองด้วยทุกข์ คือความโกรธอยู่ ณ ขณะนี้นั้นเที่ยว

            ๗.ก็เมื่อพวกคนคู่เวรได้เดินไปสู่ทางผิดคือคามโกรธ ซึ่งไม่นำประโยชน์อะไรมาให้แก่ตนเลย แม้เมื่อเจ้ายังโกรธเขาอยู่ก็ชอว่าได้คล้อยไปตาทางของเขาเสียละซี

           ๘.ศัตรูได้ทำสิ่งอันไม่เป็นที่พอใจให้แก่เจ้า ด้วยอาศัยความโกรธของเจ้าอันใด เจ้าจงรีบถอนความโกรธอันนั้นออกเสียเถิด เจ้าจะเดือดร้อนในสิ่งที่ไม่สมควรทำไมกัน

           ๙.ขันธ์ ๕ เหล่าใดไ้ดทำสิ่งที่ไม่พอใจให้แก่เจ้า ขันธ์ ๕ เหล่านั้นก็ได้ดับไปแล้ว เพราะสภาวธรรมทั้งหลายดับไปขั่วขณะนิดเดียว แล้วก็มีขันธ์ ๕ อื่นเกิดขึ้นมาแทน บัดนี้เจ้าจะมาหลงโกรธใคร ณ ที่นี้เล่า การโกรธต่อขันธ์ ๕ ที่เกิดขึ้นมาใหม่ซึ่งไม่มีความผิดนั้น เป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง

            ๑๐. ผุ้ดทำความผิดให้แก่ผุ้ใดเมื่อไม่มีผุ้ทำความผิดให้นั้นแล้ว ผุ้ทีจะทำความผิดตอบนั้น จะพึงทำความผิดให้แก่ใครที่ไหนเล่า ตัวเจ้าเองแหละเป็นตัวการแห่งความผิดเองฉะนั้น เจ้าจะไปโกรธคนอื่นเขาทำไม ไฉนจึงไม่โกรธตัวเองเล่า ....

              คัมภีร์วิสุทธิมรรค, ปริจเฉทที่ ๙ พรหมวิหารนิเทศหน้า ๔๙๐-๔๙๗, พระพุทธโฆสเถระ รจนา, สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร) แปลและเรียบเรียง