ปรากฏการณ์ Arab Spring กับ Content is the King จริงๆนะ


ปรเมศวร์ กุมารบุญ

 

         

ขอบคุณภาพจาก : https://www.silkstream.net/blog/2014/07/content-is-king-bill-gates-1996.html

 

มกราคม ปี 1996 บิล เกตส์ ได้เขียนบทความชื่อ “Content is King” ซึ่งได้เผยแพร่บนเว็บไซต์ของ Microsoft ตอนต้นบทความได้เริ่มต้นประโยคทำนองว่า


“Content คือสิ่งที่ฉันคาดว่ามันจะทำเงินได้จำนวนมากมหาศาลจากอินเทอร์เน็ต โดยเพียงแค่เผยแพร่กระจายมันออกไป”


มาวันนี้วงการสื่อสารในโลกดิจิทัลอย่าง OTT กลับนำคำพูดของ บิล เกตส์ เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนมาย้ำยกย่องอีกครั้งถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของ เกตส์ ว่าธุรกิจวงการสื่อสารที่รุ่งเรืองจะไปอยู่ที่ “เนื้อหา” หรือ Content นั่นเอง

แต่ในปีเดียวกันนั้นเอง เนื้อหา หรือ Content บนอินเทอร์เน็ต ได้เริ่มสร้างความกังวลใจให้รัฐบาลอังกฤษและหลายประเทศในยุโรปเกี่ยวกับ Illegal Content และ Harmful Content บนสื่ออินเทอร์เน็ต โดยอังกฤษได้เริ่มบัญญัติกฎหมาย Content regulation ที่ใช้ในการกำกับดูแล ซึ่งเนื้อหาที่ผิดกฎหมายมีหลายรูปแบบไม่ตายตัวตั้งแต่อนาจารไปจนถึงเนื้อหาที่ก่ออาชญากรรม ผมชอบที่เขาใช้คำว่า Criminalize และกฎหมายฉบับนี้ก็ได้ใช้เป็นต้นแบบของ Cyber crime convention ถูกนำมาพัฒนาเป็นกฎหมายอาชญากรรมไซเบอร์ไปทั่วโลก



ล่วงเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 เนื้อหา หรือ Content บนอินเทอร์เน็ต ได้สร้างผลกระทบต่อความไม่สงบในสังคมโลกในหลายประเทศ ตลอดจนส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย

ผู้เขียนเข้าใจว่า Content บนอินเทอร์เน็ต ได้สร้างปรากฏการณ์เปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งแรกที่ โคลัมเบีย และนับเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งเมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา กองกำลังปฏิวัติติดอาวุธโคลอมเบีย หรือ ฟาร์ก (FARC) เป็นกลุ่มก่อการร้ายที่ก่อความไม่สงบบ่อนทำลายประเทศโคลัมเบียมายาวนานถึง 50 ปี เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์ FARC ได้สังหารชีวิตชาวโคลอมเบียไปกว่า 220,000 คน และสูญหายอีกนับล้านคน ได้ประกาศยุติวางอาวุธและเจรจาสร้างสันติภาพอย่างสมบูรณ์กับรัฐบาลโคลัมเบียเรียบร้อย

ชาวโคลัมเบียถูก FARC สังหารและลักพาตัวอย่างน่ารันทดหดหู่เพื่อการโค่นล้มยึดอำนาจ หมายสร้างความหวาดกลัวทำลายความเชื่อถือที่รัฐจะปกป้องประชาชน และคิดว่าจะแย่งชิงมวลชนมาสนับสนุน

แต่แล้วในปี 2008 ออสก้า โมลาเลส ที่อาศัยอยู่ในหุบเขาชนบทห่างไกลได้ทราบข่าวการลักพาตัวชาวโคลัมเบียอีกครั้งจนเขาหมดความอดทนอีกต่อไป จึงใช้อินเทอร์เน็ตจากห้องนอนเชื่อมต่อโลกกว้างสร้าง facebook กลุ่มต่อต้าน FARC เชื่อมโยงชาวโคลัมเบียนับล้านๆ ได้อย่างรวดเร็ว key message ต่างๆ ในเพจของเขาเป็นวาทกรรม “ยุติการลักพาตัว ยุติการโกหก ยุติการฆ่า” ความรุนแรงเหล่านี้เป็นวิธีการของผู้ก่อการร้ายในการใช้ความรุนแรงต่อรองกับรัฐบาล และสิงสำคัญที่สุดคือ “การโกหก” เป็นปฏิบัติการจิตวิทยาที่คอมมิวนิสต์มักใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมใส่ร้ายรัฐบาลและสร้างความเห็นใจจากมวลชนด้วยวาทกรรมต่างๆ และโมลาเลส หมดความอดทนอีกต่อไป

จนในที่สุดชาวโคลัมเบียออกมาเดินขบวนต่อต้าน FARC ไปทั่วประเทศ ส่งผลทางจิตวิทยากลับให้ FARC อ่อนแอลงเรื่อยๆ และเริ่มปล่อยเหยื่อที่ถูกลักพาตัวเรื่อยๆ จนประกาศสร้างสันติภาพในปีนี้

 

ขอบคุณภาพจาก : http://edition.cnn.com/2016/08... 



แต่ในบทความนี้จะขอกล่าวถึงปฐมบทของ เนื้อหา หรือ Content บนอินเทอร์เน็ต ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองในโลกอาหรับที่แสนจะปิดกั้น ที่เรียกกันว่าปรากฏการณ์ “อาหรับ สปริง” (Arab Spring)  บางประเทศก็เกิดผลดี บางประเทศก็ย่ำแย่กว่าเก่า


ปี 2009 เริ่มมีการรวมตัวแสดงความคิดเห็นของชาวอิหร่านผ่าน facebook และ twitter ไม่เห็นด้วยกับผลการเลือกตั้ง และในที่สุดประชาชนจำนวนมากก็ออกมาเดินขบวนต่อต้าน แต่แล้วรัฐบาลอิหร่านก็ใช้ความรุนแรงจนมีการบันทึกวิดีโอหญิงสาวผู้หนึ่งถูกฆาตกรรมขณะที่มาประท้วง วิดีโอนั้นเผยแพร่ทาง facebook อย่างรวดเร็วจนอิหร่านเกิดจลาจลในที่สุด


17 ธันวาคม 2010 ที่ประเทศ ตูนิเซีย นายโมฮาเหม็ด บูอาซีซี คนขายผลไม้ วัย 26 ปี  จุดไฟเผาตัวเองเพื่อประท้วงรัฐบาลบนถนนเมืองซิดีบูซิด จากนั้นประชาชนได้ส่งข้อมูลข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ วิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้มากมาย ให้ข้อมูลด้านลบโจมตีรัฐบาลสร้างความเกลียดชังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ


ล่วงเข้าสู่ปี 2011 เนื้อหา ความคิดเห็น วาทกรรม ตลอดจนวิธีปฏิบัติการจิตวิทยาเคลื่อนที่ผ่านสื่ออินเทอร์เน็ต facebook และ Blog นักเคลื่อนไหวต่างๆ เข้าถึงผู้คนอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดการออกสู่ถนนปฏิวัติตูนิเซียนับแสนคน แต่แล้วการต่อสู่ทางการเมืองมิได้เกิดขึ้นแค่บนถนน การต่อสู้ทางไซเบอร์ก็เกิดขึ้น

เจ้าหน้าที่รัฐของตูนิเซียกระทำการจารกรรมออนไลน์ (Hack) ขโมย User name และ password ของนักข่าว นักวิจารณ์การเมืองไม่ให้สามารถ login เข้า facebook, twitter และ blog ของพวกเขาได้ เว็บไซต์ที่วิพากษ์รัฐบาลถูกปิด

กลุ่มนักเคลื่อนไหวนิรนามหรือแฮกเกอร์นิรนามจากต่างประเทศ (Anonymous) โจมตีแบบ DDOS สู่ server บริษัทต่างๆ ที่ร่วมมือกับรัฐปิดกั้นเสรีภาพประชาชน (อ้างอิงท้ายบทความ Tunisia’s bitter Cyberwar)

ชาว ตูนิเซีย หลายคนส่ง E-mail ถึง facebook และ google ให้หาทางช่วยสื่อมวลชนเหล่านั้นเข้าถึง facebook และเว็บไซต์ของพวกเขานเหล่านั้นให้ได้ ในที่สุดระบอบอำนาจนิยมสิ้นสุดลง ประธานาธิบดี เบน อาลี ออกนอกประเทศในวันที่ 14 มกราคม 2011


เดือนต่อมาวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2011 ณ ประเทศอียิปต์ ระบอบการปกครองของประธานาธิบดี มูบารัก สิ้นสุดลงเป็นผลพวงจากความเปลี่ยนแปลงจากตูนิเซียที่แพร่หลายในสื่ออินเทอร์เน็ต


ไม่กี่วันต่อมาเมื่อถึงวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ 2011 ข่าวสารการปฏิวัติระบอบการปกครองเก่าจากตูนิเซียสู่อียิปต์มาถึง เยเมน ผู้ประท้วงออนไลน์ออกสู่ถนนหลายแสนคนเรียกร้องให้ประธานาธิบดีเยเมน อะลี อับดุลลอฮ์ ศอเลียะห์ ลาออกจากตำแหน่ง มีการรายงานข่าวบนสื่ออินเทอร์เน็ตอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา และการประท้วงก็บานปลายรุนแรงขึ้นในที่สุด

เหตุการณ์ที่ เยเมน ลุกลามอย่างรวดเร็วสู่ประชาชนชาว บาห์เรน ในวันเดียวกัน 14 กุมภาพันธ์ 2011 พวกเขาเห็นว่าเป็นไปได้จึงเริ่มออกมาประท้วง รัฐบาลใช้ความรุนแรงในการปราบปรามและปฏิบัติการจิตวิทยาให้ข่าวว่าผู้ประท้วงพยามยามก่อความไม่สงบและพยายามใช้ความรุนแรงอย่าออกมาร่วมสมทบ แต่มีผู้สื่อข่าวสาวเห็นว่าไม่เป็นความจริงเธอจึงรายงานตรงไปตรงมาจนประชาชนออกมาสนับสนุนนับแสน


ถัดมาวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2011 ประชาชน ลิเบีย ได้ขยายตัวกลายเริ่มต้นลุกฮือขึ้นทั่วประเทศเพื่อที่จะโค่นล้ม กัดดาฟี และจัดการเลือกตั้งอย่างเป็นประชาธิปไตย รัฐบาลก็ใช้ความรุนแรงปราบปรามความวุ่นวายต่อเนื่องไปนานและมีการรายงานข่าวออนไลน์ตลอดเวลา ส่วนรัฐบาลก็พยายามต่อต้านข่าว

เดือนต่อมา วันที่ 15 มีนาคม ปี 2011 ข่าวสารใน ตูนิเซีย อียิปต์ เยเมน บาห์เรน และ ลิเบีย แพร่กระจายผ่านโลกออนไลน์อย่างรวดเร็วสู่ประชาชนชาว ซีเรีย จึงลุกขึ้นประท้วงเรียกร้องการปฏิรูปทางการเมืองในประเทศ เหตุการณ์ลุกลามบานปลายจนเป็นสงครามกลางเมืองบ้านเมืองเสียหายรุนแรงจนปัจจุบันนี้ยังไม่สิ้นสุด

นอกจากนั้น เนื้อหา (Contents) ที่วิ่งอยู่บน Facebook, twitter และ YouTube ตลอดจนสื่อออนไลน์หลายอย่างส่งผลทางจิตวิทยามวลชนก่อให้เกิดการรวมตัวต่อสู้ทางการเมืองเปลี่ยนแปลงการปกครองไปยังประเทศอื่นๆ ในโลกอาหรับอีก อาทิ อิรัก อัลจีเรีย จอร์แดน คูเวต โมร็อกโก ซูดาน เลบานอน มอริเตเนีย โอมาน ซาอุดิอาระเบีย จิบูตี และเวสเทิร์นสะฮารา


ขอบคุณภาพจาก: 

 

เนื้อหา หรือ Content บนอินเทอร์เน็ต เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐต้องกำกับดูแลและควบคุมให้ได้ แต่มิใช่ปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นหรือการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเป็นจริง

ปรากฏการณ์ที่เราเห็นจาก อาหรับ สปริง เมื่อประชาชนจนออกมาชุมนุม แล้วรัฐบาลใช้ความรุนแรงเข้าปราบปราม อีกทั้งให้ข้อมูลเท็จว่าประชาชนพยายามใช้ความรุนแรงปิดกั้นการรับรู้ความจริง และเมื่อไม่สามารถปิดบังความจริงได้จนประชาชนรับรู้ความจริง ทุกรัฐบาลก็สุดจะต้านทานได้

เนื้อหา หรือ Content มี 2 ประเภทหลักคือ “รายงานความจริง” กับ “โฆษณาชวนเชื่อ” ซึ่งการโฆษณาชวนเชื่อหรือชักจูงใจตามหลักจิตวิทยาสามารถโน้มน้าวให้คนเห็นผิดเป็นชอบได้ ทำตามสิ่งที่ผู้บงการสั่งได้ ด้วยการให้ข้อมูลเท็จ สร้างวาทกรรม วิวาทะ แบ่งฝักฝ่าย สร้าง Hate speech สร้างความขัดแย้งทางวัฒนธรรม เชื้อชาติ ศาสนา สร้างความโกรธเกลียดจนนำไปสู่อาชญากรรมแห่งความเกลียดชัง (Hate crime)  

Content is the King ไม่ใช่แค่ในโลกธุรกิจ แต่เป็นดังราชาที่ล่าอาณานิคมรบพุ่งได้อาณาจักรกว้างใหญ่ไพศาลล้มกองทัพมามากมายในปัจจุบัน

รัฐจึงมีความจำเป็นต้องกับดูแลและควบคุม Content บนอินเทอร์เน็ต ต้องพิจารณาว่าเนื้อหานั้นส่งผลกระทบต่อสังคมไปทางดีหรือไม่ดี โดยเฉพาะการกำจัดเนื้อหาประเภท Harmful content ที่ก่อให้เกิดอาชญากรรม (Criminalized content) เนื้อหาบนสื่ออินเทอร์เน็ตนี่ล่ะ คือสิ่งเดียวที่สามารถทำลายความมั่นคงของชาติใดๆให้สิ้นไปได้ด้วยการสร้างความขัดแย้งสร้างความแตกแยก แบ่งสองฝ่ายให้เกลียดชังกัน และหากเพิ่มปริมาณให้มากขึ้นเท่าๆ กันได้เมื่อใด คนในชาตินั้นจะลุกขึ้นมาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันเองจนสิ้นชาติได้ นี่คืออาชญากรรมไซเบอร์ที่รุนแรงที่สุด

 

 

อ้างอิง

  • The Consequences of the Internet for Politics, Henry Farrell, Department of Political Science, George Washington University, Washington, DC 20037;
  • Tunisia’s bitter Cyberwar
  • ย้อนรอยความเจ็บปวดกับเบื้องหลังการจลาจลในบาห์เรน ปี 2011
  • เหตุการณ์การประท้วงในประเทศเยเมน (การปฎิวัติที่สื่อมิอาจปิดกั้น)
  • Internet content regulation, Computer Law & Security Report Vol.17 no.5 2001.

http://www.aljazeera.com/indepth/features/2011/01/20111614145839362.html

http://www.publicpostonline.net/1876

http://oknation.nationtv.tv/blog/danyal/2011/10/02/entry-1

http://www.cyber-rights.org/documents/clsr17_5_01.pdf





บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ปรเมศวร์ กุมารบุญ

คำสำคัญ (Tags)#อาหรับ สปริง#content is the king#content regulation

หมายเลขบันทึก: 638835, เขียน: 10 Oct 2017 @ 00:16 (), แก้ไข: 10 Oct 2017 @ 00:48 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)