KM เพื่อเกษตรธรรมชาติและอาหารปลอดสารพิษ จ. พิจิตร (๓)

          ในตอนที่ ๓ นี้ จะเสนอเรื่องศูนย์กระจายกากน้ำตาล และ เครือข่ายเมล็ดพันธุ์เพื่อการพึ่งตนเอง     การพึ่งตนเองโดยการสร้างความรู้ขึ้นทดลองใช้เอง   และ ลปรร. ผลการทดลองกัน คือหัวใจ
 
5. ศูนย์กระจายกากน้ำตาล เป็น กิจกรรมหนึ่งของชมรมเกษตรธรรมชาติและอาหารปลอดสารพิษ ที่ดำเนินการจำหน่ายกากน้ำตาลให้กับสมาชิกและบุคคลทั่วไป ตั้งอยู่ เลขที่ 129 ม. 8 ต.ทับคล้อ อ.ทับคล้อ จังหวัดพิจิตร
(1) วัตถุประสงค์การดำเนินงาน  คือ
• สมาชิกมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ
• ลดราคากากน้ำตาลในจังหวัดพิจิตร
• มีการกระจายกากน้ำตาลอย่างทั่วถึงในจังหวัดพิจิตร
• รู้จำนวนสมาชิกที่ใช้กากน้ำตาลที่แน่นอน
(2) ความเป็นมาของศูนย์กระจายกากน้ำตาล 
• จุดเริ่มต้น ศูนย์กระจายกากน้ำตาล ปี 2543 เกษตรกรที่ทำเกษตร
ปลอดสารพิษในจังหวัดพิจิตรพบว่า กากน้ำตาลซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการผลิตสารทดแทนสารเคมี หาซื้อยากและราคาสูง ชมรมเกษตรธรรมชาติจึงได้ประสานผ่าน สส. พรรคประธิปัตย์ ในการช่วยติดต่อ ซื้อกากน้ำตาลราคาถูกให้เกษตรกร ในกลางปี 2543 ชมรมจึงได้รับการติดต่อซื้อกากน้ำตาลราคาถูกจากโรงงานอำเภอบางกระทุ่ม นับจากนั้น ชมรมจึงทำหน้าที่เป็นตัวแทนเกษตรกรในจังหวัดพิจิตรในการจัดหากากน้ำตาลราคาถูกให้กับเกษตรกร
• การจัดตั้งศูนย์กระจายกากน้ำตาล ปี 2545 ชมรมเกษตรธรรมชาติ
และอาหารปลอดสารพิษได้เข้าร่วม โครงการจุลินทรีย์พลิกฟื้นแผ่นดินไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ได้รับการสนับสนุนทุนกู้ยืมโดยไม่มีดอกเบี้ย ในการดำเนินงานตั้งศูนย์กระจายกากน้ำตาลราคาถูกให้เกษตรกร ณ บ้านเลขที่ 129 ม. 8 ต.ทับคล้อ อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร 056 – 642232  จำนวน 37,500 บาทถ้วน  ในการสร้างถังกากน้ำตาล ขนาดบรรจุ 15,000 กิโลกรัม และซื้อภาชนะบรรจุกากน้ำตาล 7,500 บาท ส่วนทุนที่ใช้ซื้อกากน้ำตาลนั้น ใช้งบประมาณของสถานทูตออสเตรเลียที่สนับสนุนให้ตั้งแต่ปี 2543 จำนวน 17,000 บาทถ้วน
(3) การบริหารจัดการ  ศูนย์กระจายกากน้ำตาลระดับจังหวัด ชมรมเกษตรธรรม
ชาติเป็นผู้ดำเนินงาน เริ่มดำเนินการจำหน่ายกากน้ำตาล โดยจำหน่าย ราคา 3.5 บาทต่อกิโลกรัม ณ ศูนย์กระจายกากน้ำตาล สำหรับสมาชิกหรือกลุ่มที่ถือหุ้น และ ราคา 4 บาท สำหรับคนทั่วไป  ในขณะที่กากน้ำตาลทั่วไปขายในราคา 8 – 15 บาทต่อกิโล กำไรที่ได้หักเข้าการจัดการศูนย์กระจายกากน้ำตาล  และเป็นกองทุนในการจัดกิจกรรมการเกษตรปลอดสารพิษ มีการจ้างเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ในการทำหน้าที่ซื้อขายกากน้ำตาล เป็นเงิน 1,500 บาทต่อเดือน ทุกเดือน กรรมการ ชมรมจะทำหน้าที่ในการตรวจสอบบัญชี การบริหารจัดการศูนย์กระจายกากน้ำตาล

(4) การมีส่วนร่วมของสมาชิก มีสองลักษณะ คือ
• การเข้าหุ้นและร่วมบริหารจัดการ กับศูนย์กระจากกากน้ำตาลระดับ
จังหวัด มีนาคม  2546  มีการขายหุ้นกากน้ำตาลให้กับสมาชิก ราคาหุ้นคือ หุ้นละ 10 บาท แต่ละคนหรือกลุ่มซื้อได้ไม่เกิน 100 หุ้น ( ไม่เกิน 1,000 บาท) เมื่อสิ้นปีมีการปันผลให้กับสมาชิก โดยจัดสรรกำไรที่ได้ คือ ปันผลตามหุ้น คืนแก่สมาชิก 30 เปอร์เซ็นต์ ส่งเสริมการเกษตร 30 เปอร์เซ็นต์ ให้ใช้จ่ายตามจริง ส่วนที่เหลือ สมทบกองทุน ค่าบริหารจัดการชมรม 30 เปอร์เซ็นต์ และสมทบกองทุน 10 เปอร์เซ็นต์ 
• การบริหารจัดการด้วยกลุ่มแต่ละพื้นที่เอง ด้วยการก่อตั้ง ศูนย์
กระจายกากน้ำตาลในระดับพื้นที่ที่กลุ่มตั้งอยู่ (ลักษณะคล้ายสาขาแต่กลุ่มในพื้นที่บริหารจัดการเอง)  มี วัตถุประสงค์การก่อตั้ง คือ  เพื่อสะดวกในการกระจายกากน้ำตาลให้กับสมาชิก ในแต่ละพื้นที่ เกิดการเรียนรู้การบริหารจัดการกลุ่ม ลดความยุ่งยากในการจัดการศูนย์กระจายกากน้ำตาลในระดับจังหวัด และสุดท้ายมุ่งหวังให้เกิดกองทุนส่งเสริมเกษตรปลอดสารพิษในแต่ละกลุ่มใน ระยะยาว ประโยชน์ของศูนย์กระจายกากน้ำตาลระดับกลุ่ม ที่จะได้รับ คือ การซื้อกากน้ำตาลระดับจังหวัดในราคาสมาชิก คือ 3.50 บาทต่อกิโลกรัม และการปันผลคืน ซึ่งราคาที่กลุ่มไปขายต่อนั้นสมาชิกแต่ละกลุ่มเป็นผู้กำหนดราคากันเองว่าควรจะจำหน่ายเท่าใด ซึ่งกลุ่มที่จะเป็นศูนย์กระจายกากน้ำตาลในระดับกลุ่มต้องประกอบด้วยคุณสมบัติคือ  เป็นกลุ่มที่มีการรวมตัวกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป กลุ่มมีความมุ่งหวังในการส่งเสริมการเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมี   มีการเข้าหุ้นกับชมรมฯ ตั้งแต่ 100 บาท ขึ้นไป   และ ไม่ซ้ำซ้อนพื้นที่การจำหน่ายของกลุ่มเดิม

 โดยมีรายชื่อ กลุ่มที่เข้ามาถือหุ้น ศูนย์กระจายกากน้ำตาล จำนวนทั้งหมด 19 กลุ่ม
โดยมีรายละเอียดผู้สมัครดังนี้ คือ 
• เครือข่ายเกษตรปลอดสารพิษอำเภอโพธิ์ประทับช้าง
• เครือข่ายเกษตรพลังใจอำเภอสามสามง่าม
• กลุ่มเกษตรปลอดสารพิษตำบลหนองพยอม
• กลุ่มเกษตรธรรมชาติตำบลทับคล้อ
• กลุ่มรวมพลังปลอดสารตำบลทับหมัน
• เครือข่ายเกษตรธรรมชาติอำเภอทับคล้อ
• กลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติอำเภอเมือง
• กลุ่มเกษตรย้อนยุคอำเภอวังทรายพูน
• กลุ่มเกษตรปลอดสารพิษอำเภอบางมูลนาก
• กลุ่มเกษตรปลอดสารพิษท่ามะไฟ
• กลุ่มเกษตรปลอดสารพิษตำบลเนินปอ
• กลุ่มเกษตรชีวภาพตำบลรังนก
• กลุ่มเกษตรปลอดสารพิษบ้านเขาดิน
• กลุ่มเกษตรปลอดสารพิษบ้านทุ่งทอง
• เครือข่ายโพทะเลร่วมใจพัฒนา
• กลุ่มเกษตรพึ่งตนเองกิ่งอำเภอดงเจริญ
• กลุ่มเกษตรปลอดสารบ้านลำประดาเหนือ
• กลุ่มเกษตรปลอดสารพิษตำบลหนองหญ้าไทร
• เครือข่ายเกษตรกรรมตำบลท้ายน้ำ 


6.  เ ครือข่ายเมล็ดพันธุ์เพื่อการพึ่งตนเอง
   (1) ความเป็นมา จากอดีต ประเทศไทยมีพันธุ์ข้าวพื้นเมืองจำนวนมาก หลากหลายพันธุ์ขึ้นอยู่กับ สภาพท้องถิ่นของแต่ละพื้นที่ เช่น บริเวณน้ำท่วมก็จะมีข้าวพันธุ์ขอนลอย ซึ่งสามารถยืดสูงได้ตามความสูงของน้ำ เป็นต้น แต่จากการพัฒนาการปลูกข้าวเพื่อให้ได้ปริมาณข้าวที่มีผลผลิตสูง มีการเปลี่ยนพันธุ์ข้าว เป็นพันธุ์ข้าวตามการพัฒนาของนักวิชาการด้านการเกษตร มีผลให้พันธุ์ข้าวในท้องถิ่นลดน้อยลง และบางพันธุ์ก็สูญหายไปจำนวนมาก  ประกอบกับปัจจุบันได้มีบริษัมเอกชนหลายแห่งสนใจการผลิตพันธุ์ข้าวเพื่อจำหน่ายให้กับเกษตรกร ส่วนตัวเกษตรกรเองความรู้ที่เคยทำพันธุ์ข้าวกันมาหลายชั่วอายุคน ได้สูญหายและไม่มีการอนุรักษ์ความรู้ดังกล่าวๆไว้ ทำให้ต้องพึ่งพิงพันธ์ข้าวจาก หน่วยราชการ หรือ  บริษัทเอกชน ตลอดจนบรรษัทข้ามชาติ เช่น ซีพี หรือมอนซานโต้ ซึ่งปัญหาดังกล่าว แกนนำ ชมรมเกษตรธรรมชาติและอาหารปลอดสารพิษได้วิเคราะห์ แนวโน้มในอนาคตถ้าไม่มีองค์ความรู้ในเรื่องนี้ จะทำให้เกิดปัญหา เช่น การผูกขาดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด ที่มีการทำหมันและฉายรังสี  ทำให้เกษตรกรต้องเป็นผู้ซื้ออย่างเดียว  เมล็ดพันธุ์ผักมีราคาสูง ไม่สามารถควบคุมราคาได้ ผลผลิตข้าวลดลงเรื่อยๆ จากการใช้พันธุ์พืชที่ซ้ำ ๆ กับพันธุ์เดิม สิ่งเหล่านี้มีผลทำให้ต้นทุนสูง เกษตรกร ต้องเป็นหนี้สิน และในที่สุดต้องเป็นทาสบรรษัทข้ามชาติ
ดังนั้น ชมรมเกษตรธรรมชาติและอาหารปลอดสารพิษ ซึ่งมีเป้าหมายให้คนในจังหวัดพิจิตร พึ่งตนเองและพึ่งพากันเอง จึงมีการวิจัย พัฒนาและส่งเสริมให้เครือข่ายชมรมเกษตรธรรมชาติมีการพึ่งตนเองในด้านเมล็ดพันธุ์พืช 
       มีนาคม 2545  โครงการวิจัยพัฒนาศักยภาพเกษตรยั่งยืน  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยเพื่อท้องถิ่น ดูงานมูลนิธิข้าวขวัญ จังหวัดสุพรรณบุรี ในเรื่อง การปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ข้าว
        มิถุนายน 2545  มูลนิธิร่วมพัฒนาพิจิตร ส่งแกนนำ ไปศึกษาและเรียนรู้ การปฏิบัติการ การปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ข้าวที่มูลนิธิข้าวขวัญ จังหวัดสุพรรณบุรี  จำนวน 4 คน คือ คุณสินชัย บุญอาจ คุณมนูญ มณีโชติ  คุณผดุง  เครือบุปผา และ คุณณัฏฐทัย ปานเกลียว จำนวน 2 วัน 1 คืน ในโครงการการพัฒนาศักยภาพเกษตรยั่งยืน จังหวัดพิจิตร โดยการสนับสนุของสถานทูตออสเตรเลีย  เนื้อหาการอบรมแนวคิด การปรับปรุงเมล็ดพันธุ์และเทคนิคการปรับปรุงเมล็ดพันธุ์
     กลุ่มแกนนำที่ไปเรียนรู้กลับมาทดลองปฏิบัติจริงในพื้นที่ จำนวน 115 วัน 
  จัดอบรมการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ข้าวระดับจังหวัด  จำนวน  2 ครั้ง ครั้งละ
20 คน 
    ส่งวิทยากรไปอบรมในเครือข่ายเกษตรธรรมชาติจำนวน  10 กลุ่ม
(2)  วัตถุประสงค์ของโครงการ
• เพื่อค้นหาเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่นของจังหวัดพิจิตร
• เพื่อปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่น ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ในแต่ละท้องถิ่น
• สร้างความตระหนักในเรื่องการพึ่งตนเองและพึ่งพากันเอง ในด้านเมล็ดพันธุ์พืชในจังหวัดพิจิตร
(3) กิจกรรมการดำเนินงาน
(3.1) การสำรวจพันธุ์ข้าวในจังหวัดพิจิตร จากการสำรวจพันธุ์ข้าวในจังหวัด
พิจิตร พบว่า มีพันธุ์ข้าวดังนี้
• ตำบลทุ่งโพธิ์  อำเภอตะพานหิน  มีพันธ์ข้าวดังนี้   ขาวกอ , หอมมะลิ , เหลืองประทิว
• ตำบลวังหว้า   อำเภอตะพานหิน  มีพันธุ์ข้าวดังนี้    สุพรรณบุรี , 35  ,ชัยนาท
• ตำบลทับหมัน  อำเภอตะพานหิน มีพันธ์ข้าวดังนี้   พิษณุโลก , สุพรรณบุรี 1  ,สุพรรณบุรี60   
• อำเภอโพธิ์ประทับช้าง มีพันธ์ข้าวดังนี้   ชัยนาท, สุพรรณบุรี ,พิษณุโลก  ,หอมมะลิ , เหลืองอ่อน
• กิ่งอำเภอสากเหล็ก   มีพันธ์ข้าวดังนี้   หอมสุรินทร์ , พิษณุโลก , หอมมะลิ 
• อำเภอทับคล้อ    มีพันธ์ข้าวดังนี้    เหลืองประทิว , ขาวอากาศ,  ข้าวป้อม , หอมสุรินทร์ , มะลิแดง
• อำเภอสามง่าม   มีพันธ์ข้าวดังนี้     เกษตรเอ , 35, 5-2, อีหนืด  ,85 , สุพรรณบุรี60 , ชัยนาท , ขาวลอย  หลวงประทาน
• อำเภอ บึงนาราง   มีพันธ์ข้าวดังนี้   ขาวอากาศ
(3.2) จัดตั้งมีศูนย์การดำเนินงานศึกษา วิจัยพันธุ์ข้าวจำนวน 9 ศูนย์ ได้แก่
• บ้านหนองหวาย ตำบลห้วยแก้ว กิ่งอำเภอบึงนาราง  ผู้ประสานงาน นาย เพ็ง  พุฒซ้อน
• ตำบลไผ่รอบ อำเภอ โพธิ์ประทับช้าง นายไพฑูรย์  เสรีพงศ์
• ตำบลเขาเจ็ดลูก อำเภอทับคล้อ นายนุ่ม  สุนยราช
• ตำบลคลองคูณ  อำเภอตะพานหิน  นายผดุง  เครือบุปผา
• ตำบลวังหว้า อำเภอตะพานหิน   นายวันชัย  ร้อยดวง
• ตำบลทับหมัน  อำเภอตะพานหิน นาย แสน  เขียวเทียน
• บ้านทุ่งทอง กิ่งอำเภอบงนาราง นายจวน  ผลเกิด
• ตำบลหนองพยอม อำเภอตะพานหิน คุณสินชัย  บุญอาจ
• ตำบลท่าหลวง อำเภอเมือง ลุงสละ  โฉมจันทร์

          โปรดติดตามตอนที่ ๔ ครับ

วิจารณ์ พานิช
๑๙ ตค. ๔๘