จากบันทึกก่อนหน้านี้ ผมเขียนถึงกิจกรรมวันเปิดโลกกิจกรรม ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2560 ณ อาคารพลศึกษา โดยสะท้อนให้เห็นถึงที่มาที่ไปของการจัดกิจกรรมที่มุ่งเน้นให้องค์กรนิสิตได้มาโชว์ผลงานจากอดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงการมาเปิดรับสมัครสมาชิกใหม่เข้าร่วมสังกัด ซึ่งมีทั้งที่เป็นองค์กรเก่าและองค์กรที่เพิ่งเริ่มจัดตั้ง
เช่นเดียวกับการชี้ประเด็นให้เห็นถึงความสำเร็จในปีนี้ที่องค์การนิสิตสามารถเชื้อเชิญสโมสรนิสิต จำนวน 20 คณะ และชมรมในสังกัดคณะมาร่วมออกซุ้มนิทรรศการอย่างมากหน้าหลายตา ส่งผลให้กิจกรรมดังกล่าวคึกคักและครึกครื้นเป็นอย่างมาก
หรือแม้แต่การสะท้อนให้เห็นว่า.. วันเปิดโลกกิจกรรม เป็นเวทีที่ไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองงบประมาณจ้าง “คนข้างนอก” มาโชว์ศักยภาพใดๆ เพราะหลักๆ แล้วองค์กรนิสิต่างๆ นั่นแหละคือ “พระเอก-นางเอก” ที่จะปรากฏตัวและ “ปล่อยของ” ด้วยตนเอง
ใช่ครับ- นั่นคือประเด็นหลักๆ ที่ผมเกริ่นกล่าว หรือสื่อสารในบันทึกที่ผ่านมา
คราวนี้ ผมอยากจะเล่าเพิ่มเติมอีกสักนิด ว่า ....
วันเปิดโลกกิจกรรม ปีการศึกษา 2560 มีเวทีเสวนาเฉกเช่นหลายๆ ปีที่ผ่านมา เสมือนการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ดีๆ นั่นเอง เพียงแต่ครั้งนี้เป็นการเสวนาร่วมกันระหว่างศิษย์เก่ากับศิษย์ปัจจุบัน โดยเจาะจงไปยังผู้ซึ่งมีสถานะเป็น “ผู้นำองค์กร” อย่างแท้จริง ประกอบด้วย
- นายจิรพนธ์ ทองบ่อ นายกองค์การนิสิต ปีการศึกษา 2560
- นายสืบสาย กุลาสา นายกองค์การนิสิต ปีการศึกษา 2558
- นายกานต์ชนก ใคร่อุบล นายกองค์การนิสิต ปีการศึกษา 2556
- นายไวทยา ศรีกุตา รองประธานสภานิสิต คนที่ 1 ปีการศึกษา 2560
โดยมีผู้ดำเนินรายการจากคณะกรรมการบริหารองค์การนิสิต ปีการศึกษา 2560 จำนวน 2 คน นั่นก็คือ นายธรรมวิทย์ สุขโขและนายวริทธินันท์ สังฆฤทธิ์
ประเด็นแรก - ผมค่อนข้างประทับใจนิสิตผู้ดำเนินรายการทั้งสองคนเป็นอย่างมาก พวกเขาฉะฉาน ตรงประเด็น กระชับ หนักแน่นและมีกลิ่นอายอ่อนละไมอยู่ในที แถมมีลูกฮาเจือปนนิดๆ อย่างพอถาม สามารถเชื่อมร้อยการสนทนาได้อย่างดีเยี่ยม ทุกอย่างไหลรื่น ซึ่งเช้าใจว่าคงตระเตรียมกันมาดี นับตั้งแต่การคิดประเด็นคำถามว่ามีอะไร ประเด็นอะไรเหมาะแก่ใคร
รวมไปถึงเข้าใจว่าคงได้นำประเด็นเหล่านั้นหารือกับผู้ร่วมเสวนามาบ้างไม่มากก็น้อย
และที่สำคัญคือสามารถฟังและจับประเด็นได้ในแบบ “คม-ชัด-ลึก” พร้อมๆ กับการสื่อสารกลับมายังผู้ฟังเพื่อตอกย้ำหรือปักหมุดในประเด็นเหล่านั้นได้อย่างชวนฟังและชวนจำเป็นที่สุด จนผมเริ่มมั่นใจแล้วว่าหากมีเวทีเสวนากิจกรรมอีกในภายหน้า น้องนิสิตทั้งสองคนคือคนที่ผมจะส่งเทียบเชิญมาช่วยทำหน้าที่ที่ว่านั้น ---
ในส่วนประเด็นที่สองนั้น เป็นประเด็นที่เกี่ยวกับวิทยากรแต่ละคน ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายคำถาม แต่ที่ผมฟังและอยากจะสื่อสารก็มีประมาณว่า ....
- นายจิรพนธ์ ทองบ่อ นายกองค์การนิสิต ปีการศึกษา 2560 กล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงเชิงสร้างสรรค์ในตัวเองอันเป็นผลพวงของการเข้าร่วมกิจกรรมและการมาเป็นผู้นำนิสิต ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่าเริ่มที่จะ “กล้าตัดสินใจ” มากขึ้นกว่าที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด โดยในอดีตถึงแม้จะทำกิจกรรม หรือเข้าร่วมกิจกรรมมามากมายก่ายกองก็เถอะ แต่เจ้าตัวก็ยืนยันว่าเมื่อมาเป็นนายกองค์การนิสิตแล้วเขาได้ฝึกฝนตัวเองในเรื่องของการกล้าตัดสินใจ กล้าที่จะเผชิญปัญหามากขึ้น พร้อมๆ กับฝึกความอดทนที่จะแบกรับและคลี่คลายปัญหา ทั้งด้วยตนเองและร่วมกับคนอื่น
- นายสืบสาย กุลาสา นายกองค์การนิสิต ปีการศึกษา 2558 สะท้อนประเด็นแรงบันดาลใจและจุดยึดเหนี่ยวที่ทำให้มีพลังในการทำกิจกรรม โดยหลักๆ แล้วก็คือมิตรภาพในทีม ซึ่งกิจกรรมสอนให้รักกันมากกว่าชิงชังกัน ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่าการทำกิจกรรมทำให้เราได้มิตรแท้มากกว่าการใช้ชีวิตในห้องเรียน หรือเตร็ดเตร่อยู่ภายนอก ถึงแม้จะมีกระทบกระทั่งกันทางความคิด วาจา หรือการกระทำในวิถีกิจกรรม แต่สุดท้ายกิจกรรมก็จะสอนให้เปิดใจและให้อภัยกันต่อกัน โดยทุกวันนี้เพื่อนสนิทหลักๆ แล้วก็ล้วนมาจากถนนสายกิจกรรมแทบทั้งสิ้น
ส่วนประเด็นที่ไม่เคยท้อจนถึงขั้นล้มเลิกความตั้งใจและทิ้งหน้าที่ก็คือการได้เรียนรู้ต้นแบบดีๆ จากรุ่นพี่ในทีมที่สอนให้รู้คุณค่าของความเป็นทีม ความเป็นพี่น้องและการสอนให้รับผิดชอบต่อหน้าที่ อันหมายถึง การงาน เพื่อนร่วมงานและองค์กรที่หมายถึงมวลนิสิต มหาวิทยาลัย หรือสังคม
- นายกานต์ชนก ใคร่อุบล นายกองค์การนิสิต ปีการศึกษา 2556 สะท้อนภาพคิดไว้หลายเรื่อง เช่น เห็นพัฒนาการที่สร้างสรรค์หลากหลายเรื่อง เช่น มีองค์กรนิสิตที่หลากหลายมากขึ้น ช่วยให้นิสิตมีทางเลือกที่จะเลือกเข้าร่วมกิจกรรมได้ตรงตามความสนใจของตนเอง รวมถึงการเห็นภาพกิจกรรมเชิงวิชาชีพ (Hard skills) ที่บูรณาการกับกิจกรรมนอกหลักสูตรที่เริ่มลงตัวและเป็นรูปธรรม เพื่อก่อให้เกิดทักษะชีวิตที่หลากหลาย ซึ่งเริ่มพบมากขึ้นทั้งชมรมในสังกัดคณะและชมรมในสังกัดองค์การนิสิต
เช่นเดียวกับการพูดถึงความสุขที่ได้จากการทำกิจกรรมก็สื่อสารอย่างชัดเจนว่ากิจกรรมก่อให้เกิดความสุขในทุกรูปแบบ กิจกรรมทุกกิจกรรมสอนให้เรียนรู้ที่จะค้นหาความสุขอย่างสร้างสรรค์ให้กับตัวเองและสังคม ยกตัวอย่างเช่นให้ตกแต่งเวทีจีบผ้าประดับเวทีก็เป็นความสุข ยิ่งถ้าได้ออกค่ายอาสาพัฒนายิ่งรู้สึกว่าเป็นความสุขอันยิ่งใหญ่ เพราะได้พัฒนาตนเองคู่กับการพัฒนาสังคม สอดคล้องกับปรัชญาของมหาวิทยาลัยมหาสารคามที่กล่าวไว้ว่า “ผู้มีปัญญาพึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน” หรืออัตลักษณ์นิสิตที่ว่า “นิสิตกับการช่วยเหลือสังคมและชุมชน”
- ไวทยา ศรีกุตา รองประธานสภานิสิต คนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 : กล่าวถึงการปกป้องสิทธิและประโยชน์ของนิสิต โดยเบื้องต้นได้สำรวจความคิดเห็นของนิสิตเกี่ยวกับความเป็นอยู่ เพื่อนำเสนอต่อผู้บริหารมหาวิทยาลัย ซึ่งพบประเด็นที่หลากหลาย เช่น หอพัก แสงสว่าง ที่จอดรถ ขยะ ฯลฯ หรือแม้แต่การเชิญชวนให้นิสิตได้ร่วมมาเป็นส่วนหนึ่งกับสภานิสิต เพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ร่วมกัน
ครับ – นี่คืออีกหนึ่งกิจกรรมที่ปรากฏในวันเปิดโลกกิจกรรมของมหาวิทยาลัยมหาสารคามที่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่นาน
ทุกครั้งที่เห็นเปิดโลกกิจกรรมเปิดตัวได้อย่างคึกคักและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ผมยิ่งสุขใจและอิ่มใจไปกับนิสิต คล้ายกับมีความหวังในทำนองว่า “กิจกรรมจะยังไม่ตาย-ตำนานเก่าจะถูกเล่าขานไปพร้อมๆ กับการสร้างตำนานใหม่”
หรือแม้แต่การแอบหวังลึกๆ ว่าปลายปีเวทีสรุปงาน หรือเวทีวันวิชาการกิจการนิสิต (กิจกรรมนอกหลักสูตร : เรียนนอกฤดู) จะตกผลึกเป็นรูปธรรม และชวนค่าต่อการเรียนรู้และเดินต่ออย่างมีพลัง มิใช่ทำให้เสร็จเป็นปีๆ ไปตามตัวชี้วัดหลากข้อที่ไม่ต่างไปจากไม้เรียวที่จดๆ จ้องๆ คอยแต่จะโบยตีก้นเป็นระยะๆ
ภาพ : อติรุจ อัคมูล / จันเพ็ญ ศรีดาว /จิรัฎฐ์ อภิวิชญ์ทีปกร

มีชมรมหลากหลายมาก
ผมชอบชมรมครูบ้านนอก
เหมือนที่ผมเคยอยู่ มีชมรมครูอาสา
ไปช่วยพัฒนาโรงเรียน
ขอบคุณมากๆครับ
มมส.ช่างโชคดี มี อ.แผ่นดินคอยติดตามความรู้สึกนึกคิดนิสิตผู้นำกิจกรรม
ถอดให้เห็นการเติบโตข้างใน ความสุขที่ทำเพื่อสังคม ชุมชน จะช่วยลดอัตตาตัวตน โลกไม่ได้หมุนรอบเราเป็นศูนย์กลาง เหมือนวัยรุ่นอื่นที่เห็นดาด ๆ นะคะ
สวัสดีครับ ดร.ขจิต
ที่นี่มีทั้งชมรมครูอาสา ชมรมครูบ้านนอกนะครับ เป็นองค์กรในสังกัดสโมสรนิสิตคณะศึกษาศาสตร์
นอกจาก 2 อวค์กรแล้วยังมี มีชมรมพิมพ์หลากสี ชมรมครูภาษาอังกฤษ ซึ่งสอดรับกับวิชาชีพครูโดยตรง เป็นการนำความรู้ไปบริการสังคม บ่มสร้าง หรือเพิ่มพูนเสมือนการฝึกประสบการณ์ว่าด้วยความ้ ทัศนติและทักษะของความเป็นครูผ่านกิจกรรมนอกหลักสูตรอย่างข้นเข้มในแบบฉบับบัรเทิงเจ้าปัญญา...
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับพี่หมอธิ
ปีนี้ผมนั่งฟังน้องๆ เสวนาจนจบ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาตกผลึกมากยิ่งกว่าที่เคยสัมผัสมา โดยเฉพาะอดีตนายกทั้งสองคน ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าแม้จะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงในฉับพลัน แต่วันนี้ก็เด่นชัดว่ามีโลกทัศน์ที่คมชัดมากกว่าอดีต เสมือนการตอกย้ำว่ากิจกรรมนอกหลักสูตร ไม่ใช่การเรียนในหลักสูตรที่จะวัดผลการเรียนรู้ด้วยข้อสอบกลางภาคหรือปลายภาค หากแต่ต้องใช้เวลาในการตกผลึก ส่วนอีกสองคนที่เป็นศิษย์ปัจจุบันนั้นพ๊ดฉะฉานมาก จนผมแซวว่าไม่มีผมอยู่ในเวทีเลยไม่กดดัน พอไม่กดดันก็พูดคล่อง ฉะฉาน เป็นการเป็นงานอย่างน่าชื่นชม
ยิ่งนายกองค์การนิสิต ปี2560 พูดได้ตรงประเด็นมาก เขารู้จุดอ่อนตัวเองและรู้ว่ากำลังท้าทายกึบการเปลี่ยนแปลงเพื่อขจัดจุดอ่อนนั้น...
ขอบคุณครับ
กิจกรรมหลากหลาย ต่อเนื่องนะจ๊ะ
เป็นกำลังใจให้คนทำงานจ้ะ
สวัสดีครับ
พี่ครูมะเดื่อ
เปิดโลกกิจกรรม ก็เหมือนเปิดตัวองค์กรกิจกรรม เหมือนเปิดบ้านนั่นเองครับ เปิดพื้นที่แต่ละองค์กรได้นำเสนอตัวตนของตนเองในกรอบแนวคิดและวิธีการของตนเอง ช่วยให้ผู้นำนิสิต ผู้นำองค์กรนิสิตได้มาพบเจอกันไปในตัว ก่อเกิดทางเือกอันหลากหลายของคนทำกิจกรรมนอกหลักสูตร และสานสัมพันธ์ความเป็นเครือข่ายไปในตัวด้วยเช่นกันครับ
สวัสดีครับพี่พนัส
ก่อนอื่นต้องขอบคุณ กองกิจฯ องค์การนิสิต ที่ได้ให้โอกาสได้กลับมาเสวนาในวันขอบคุณนักกิจกรรม เสมือนการได้กลับบ้าน ได้พบปะพี่น้องผู้ที่มีแนวคิดจิตวิญญาณหรือจะพูดว่าอุดมการณฺกันก็คงไม่แปลกการได้ขึ้นเวทีเสวนา เพื่อเล่าความเป็นมาจากอดีต(ห้วงเวลาของผม)ให้กับรุ่นน้องฟัง ถือเป็นสิ่งที่ดีมากๆครับ ทำให้เรามองเห็นอดีตและกิจกรรมที่ผ่านมาในมติต่างๆ เพื่อสะท้อนเรื่องราวเหล่านั้นให้รุ่นน้องได้นำไปต่อยอดสู่อนาคต อย่างไรก็กิจกรรมนิสิตถือเป็นอีกหนึ่งอย่างที่บ่งบอกถึงความงดงามของการทำความดีเพื่อสังคม ต้องชื่นชมพี่ๆกลุ่มงานกิจกรรม ที่ทุ่มเทแรงหายใจในการดูแลและสนับสนุนกิจกรรมนิสิตอย่างต่อเนื่องตลอดมา
สวัสดีครับ อ.โบอิ้ง (กานต์ชก ใครอุบล)
ลึกๆ แล้วอยากจะบอกว่า เวทีเหล่านี้ คือสิ่งที่ยืนยันว่า พี่ยังอยากจัดเวที/โครงการ "คืนเหย้าชาวนักกิจกรรม" นั่นแหละครับ