โครงการพัฒนาผู้นำนักบริหารเพื่ออนาคตของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รุ่นที่ 3 (ช่วงที่ 7: ระหว่างวันที่ 8-9 กันยายน 2560)

สวัสดีครับชาวบล๊อก

ขอต้อนรับเข้าสู่โครงการพัฒนาผู้นำนักบริหารเพื่ออนาคตของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รุ่นที่ 3 (ช่วงที่ 7: ระหว่างวันที่ 8-9 กันยายน 2560)

ผมและทีมงานต้องขอขอบคุณผู้บริหารและคณะทำงานของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ที่ไว้วางใจพวกเรา และทุกท่านสามารถติดตามบรรยากาศและความรู้ต่างๆเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ

ผมขอฝาก Blog นี้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ให้พวกเราแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันครับ

จีระ หงส์ลดารมภ์


หลักสูตร พัฒนาผู้นำนักบริหารเพื่ออนาคตของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (รุ่นที่ 3)

(ระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน – 9 กันยายน 2560)

(สรุปโดย เขมิกา ถึงแก้วธนกุล ทีมงานวิชาการ Chira Academy)



หัวข้อ บทบาทของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในสังคมอาเซียนในมุมมองของข้าพเจ้า

โดย คุณกษิต ภิรมย์

         

          สิ่งที่อยากทำมากที่สุดคือการเสวนากับคณาจารย์นอกเหนือจากการมา Lecture สิ่งที่เป็นความในใจคือค่อนข้างเป็นห่วงการเรียนการสอนของไทยที่ไม่ค่อยไปกับโลกาภิวัตน์กับการเปลี่ยนแปลงของโลก ความเกี่ยวโยงระหว่างภาควิชาการกับอาชีพ การเรียนจะเรียนแบบแค่เป็น Silo ไม่ได้ ผู้รู้ต้องรู้ก่อนเดินทางออกจากมหาวิทยาลัยในวันที่ได้รับปริญญา

          Sustainable Development Goal เป้าหมายภาพรวมต้องโยงกัน และมีการเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม มีการใช้ Cross Border Activities ในการข้ามเขตแดนได้

บริบทหรือภาพสถาบัน

1. The Setting บริบทโลกหรือ Global Context มีอะไรที่อาจารย์ต้องรู้ในการออกไปเป็นบัณฑิต มีเรื่อง Climate Change และการพัฒนาอย่างยั่งยืน มีความสมดุล

          - ความเป็นมาตรฐานสากล Global Standard หรือ Common Standard ปัจจุบันต้องมีมาตรฐานกลาง เช่น ไมโครโฟน ต้องสามารถทำลายได้ หรือ Recycle ได้ หรือ นำกลับมาทำใหม่ได้

          -  New Production Concept ต้องไม่มีสารพิษและทำลายมลพิษ เป็นพวกใช้แล้วนำกลับมาเผาแต่ไม่ทำลายให้เกิดสารพิษ ดังนั้นจะผลิตอะไรต้องมีความยั่งยืนและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมชุมชน

          - มีหลักสากลที่ย้อนเข้าไปสอบถามได้ว่า ผัก ผลไม้มีที่มามาจากอะไร

          - Trend หรือแนวโน้มของโลกทำให้ธุรกิจยั่งยืนได้

          3. ระดับโลก ภูมิภาค และประเทศไทยองค์รวมเป็นอย่างไร 

- ในแง่องค์กรต้องมีชื่อที่ต้องรู้ เรื่องโลก อาเซียน ความร่วมมืออ่าวเบงกอล ความร่วมมือรอบมหาสมุทรอินเดีย ความเป็นพหุสังคมของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ยอมรับความแตกต่าง เข้าอกเข้าใจ ยอมรับความแตกต่าง ศิลปวัฒนธรรมของคนอื่น ช่วยให้มีใจกว้าง และ Open Heart ใน Regional Context  ต้องรู้เรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่องแคบมาละกา เรือโจรสลัด การลาดตระเวนร่วมทางเรือ

          -  ความมั่นคง ปลอดภัย ยุทธศาสตร์ ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ เรื่องเจ้าหน้าที่ที่ทุจริต ความไม่เข้าใจเรื่องความเป็นมาของประวัติศาสตร์

          - ประเทศไทยใน Context ของไทย มีความเป็นตรงกลางที่ติดกับดัก การศึกษาต้องเน้นการค้นคว้าและวิจัย โดยไม่ขอกินกับคนอื่น ต้องใช้สติปัญญาในการคิดเป็นประดิษฐ์เป็น  Middle Income Trap ประเทศไทยไม่มีความยากจนเหมือนในหลายประเทศมี มีความเหลื่อมล้ำ กระจุกตัวของอำนาจ และมีแนวโน้มว่าการค้าขายในประเทศไทยเป็นเพียงไม่กี่ครอบครัว โดยเฉพาะรัฐบาลจะทำนโยบายประชารัฐ ในมุมมองค่อนข้างเป็นสังคม  ต้องไปร่วมและสนับสนุนกับไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคมมากขึ้น ยกตัวอย่างในส่วนตัวชอบการลดความเหลื่อมล้ำในเยอรมัน ใช้ Equalization คือสร้างความเสมอเหมือน เห็นภาพเยอรมันตะวันตกกับตะวันออก เหมือน แอฟริกา

          เยอรมันตะวันตกต้องเติมให้เต็มเหมือนเยอรมันตะวันออก

          สิ่งที่ฝากไว้คือ จะนำตัวเองออกจาก Income Trap ให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างไร มหาวิทยาลัยสงขลาอยู่ใน Setting อะไร จะหาช่องทาง และสร้างประโยชน์เพื่อประโยชน์ชาวไทยมากน้อยแค่ไหน เสริมชุมชนได้มากน้อยแค่ไหน

2. Positioning  ม.อ.จะวางตัวเองตรงจุดไหน จะสร้างความสัมพันธ์กับภาคประชาชน ท้องถิ่น วิชาชีพอย่างไร จะทำตนให้เป็นประโยชน์อย่างไร มหาวิทยาลัยมีหน้าที่ช่วยเหลือ ยกระดับทักษะให้มีคุณค่า Value Added สร้างให้มหาวิทยาลัยให้สวย สร้างสถาปัตยกรรมให้พิสมัย

          ด้านวิชาการ ด้านความสัมพันธ์ต่อสภาพแวดล้อม ต่อ Major Issue ค้ามนุษย์ ค้าสัตว์หวงห้าม  การช่วยอบรมพัฒนาบุคลากร ช่วยคิดเรื่องสวัสดิการ ฝึกทหารเรือ หรือตำรวจน้ำ เป็นต้น ม.อ.ทำได้อย่างไรหรือไม่ ศึกษาเรื่องแผนแม่บทได้หรือไม่ หรือทำร่วมกับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ให้มีการร่วมทะเล 2 ฝั่ง การจัดการบริหารภาคใต้ทั้งหมด การวางระบบเรื่องเรือท่องเที่ยว มารยาทความปลอดภัยของสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ การเก็บรักษา การวิจัยพืชผล ให้เป็นยารักษาโรค เครื่องสำอาง วัตถุดิบต่าง ๆ เรื่อง Funding แบ่งเป็น 3 ส่วนได้หรือไม่ ความเป็นกันเอง ความเหนียวแน่น ชีวิตความเป็นอยู่ชัดขึ้น

3. คนจะทำอย่างไร

          ผู้บริหารต้องมีวิสัยทัศน์ในการทำส่วนรวม ผู้บริหารควรรู้ว่าอยู่ตรงไหน จะให้ ม.อ.มีความเป็นเลิศกี่แขนง มีคณะที่ดีเด่นที่สุด คือ School of Foreign Service ที่จอร์ช ทาวน์ แล้วมหาวิทยาลัยสงขลาด้านความเป็นเลิศทางวิชาการเป็นอย่างไร

          อาณาจักรศรีวิชัย ต้องค้นคว้ามากมาย อาณาจักรไทยจะเป็นอย่างไร มีชื่อสงขลาทำไม คนที่จัดตั้งคือ ดร.ถนัด คอมันตร์  ม.อ.น่าจะเน้นเรื่องศูนย์ร่วมมือภูมิภาคได้หรือไม่ และทำอะไรเกี่ยวกับทะเลได้หรือไม่ สร้างเมล็ดพันธ์ใส่กระป๋อง สร้างความเป็นเลิศในการร่วมกัน

          สร้างให้ ม.อ. เป็นที่รู้จักทั่วโลกในภูมิภาคได้อย่างไร

          ยกตัวอย่าง จีนยังเป็นคอมมิวนิสต์ อยู่ เราต้องกระชับความร่วมมืออย่างไร

          ในตัวคนมีอะไรบ้างที่ให้เรียนร่วมกันได้ หรือฝากไปเรียนได้ มีเรื่อง  Governance , Global Concept การผลิตอะไรต้องไม่มีผลกระทบในทางลบ

          อยากให้บัณฑิตที่ออกจาก ม.อ.เป็นมนุษย์ประเภทใด เช่น เห็นแก่ตัว ไม่คิดต่อคนรอื่น เอาแต่ได้

มหาวิทยาลัยโดยองค์รวมมีบรรยากาศเป็นมหาวิทยาลัยมากน้อยแค่ไหน ให้เกิดความเป็นเลิศทางปัญญาและความคิด มากว่าแบบกฎ แจกฉีด

          พัฒนาคนจะสร้างความเป็นคน เป็นความร่วมมืออย่างไร

          - ในต่างประเทศ มีการแยกด้านวิชาการ และบริหารออกจากกัน เพื่อเน้นความเป็นเลิศให้ได้

          - ห้องสมุดจะเพิ่มทักษะอย่างไร ในมหาวิทยาลัยต้องมีที่แปลก ๆ หนังสือดี ๆ เป็นมหาวิทยาลัย ต้องมีความลึกซึ้งทางวิชาการ

สรุป คือ The Setting , The Positioning และตัวคน จะดึง ม.อ. มาอย่างไรและเรื่องใด

 

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

          รู้สึกว่าเราโชคดีที่มีคนมอง ม.อ.จากอีกมุม เปิดโอกาสให้หารือกับท่าน

การร่วมแสดงความคิดเห็น

1. อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

ประเด็นเรื่องสถานการณ์โลกกับประเทศไทย

ตอบ ประเทศไทยจะไปในทิศทางไหน มีเรื่อง Middle Income Trap มีเรื่องกฎบัตรอาเซียน ต้องดูในรัฐธรรมนูญ เราจะยึดมั่นในพันธะกรณีระหว่างประเทศ มีเรื่องการคุ้มครองผู้ลี้ภัย ผู้อพยพ ต่างแดน  มีพันธกรณีในการครอบครองอาวุธเป็นฐาน ถ้าอยากเป็นประชาคมโลกที่ดีเราต้องช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ประเทศไทยได้มีงบช่วยเหลือที่กระทรวงต่างประเทศด้วย มีพันธกรณีสำคัญเป็นรัฐธรรมนูญ มีเรื่อง Cyber Security มีเรื่อง Cross Border เรื่องควันที่มาจากเกาะกริมันตัน และสุมาตรา การก่อการร้าย การใช้ความรุนแรงแก้ปัญหากัน การเหยียดกันในเชื้อชาติต่าง ๆ เหล่านี้

          เมื่อ 10 วันที่แล้วได้ประชุมที่อินโดนีเซีย ว่าด้วยเรื่องกฎหมายสิทธิมนุษยชน เป็นกฎหมายสูงสุด

Human Right Law ต้องให้เด็กทราบด้วย

          การไม่แทรกแซงกิจการภายใน Right of Humanitarian ประชาคมโลกมีสิทธิไปยุ่งในประเทศนั้น ๆ ถ้าประเทศนั้นทำร้ายคนของตนเอง ดังนั้นเรื่องสิทธิมนุษยชนจะเป็น Norm และธรรมเนียมปฏิบัติ

          การแย่งทรัพยากรจะหาวิธีการอย่างไร อะไรที่ตกลงในกฎหมายไม่ได้ก็ทำข้อตกลงในการพัฒนาร่วม

          เรื่องปัญหาคาบสมุทรเกาหลี ต้องนำกองกำลังสหประชาชาติเข้าไปอยู่ระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ UN ต้องมีบทบาทมากขึ้น และประเทศไทยสามารถไปในกองกำลังสันติภาพได้ และถึงเวลาแล้วที่อาเซียนมีแผนแม่บทว่าด้วยแรงานต่างด้าว ต้องมีคู่มือกับประเทศที่ส่งแรงงานต่างด้าว มีหลักปฏิบัติที่เป็นสากลเพื่อหลีกเลี่ยงในอาเซียน

          รัฐบาลท่านประยุทธ์ ต้องมาทบทวนว่าจะวางนโยบายกับสหรัฐอย่างไร ต้องมีการวางนโยบายกับจีน และประเทศอื่น ๆ ให้ชัด

 

2. อาจารย์ยุทธนา

ปัจจุบันประเทศไทยปกครองโดยลักษณะนี้เปรียบเทียบกับการปกครองโดยรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย การเคลื่อนของประเทศก็ต่างกัน ที่ผ่านมาประเทศไทยมีปัญหามากในเรื่องเสื้อเหลืองเสื้อแดง อยากฟังในมุมการพัฒนาประเทสควรเป็นแบบไหน

ตอบ  ไม่ได้คิดว่าไทยจะต้องมี Choice ที่ต้องเลือก ได้เริ่มตั้งแต่ 4 ตุลาคม 2475 ที่ตัดสินใจว่าจะเป็นสังคมประชาธิปไตยในฐานะกษัตริย์เป็นมนุษย์ ธงของไทยยังเป็น Representative Democracy อยู่ คิดว่ารัฐบาลพลเอกประยุทธ์ เป็น Transactional คือช่วงเปลี่ยนผ่าน ที่ต้องมีการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ แต่ธงยังเป็นประชาธิปไตยอยู่ แต่ทำไมต้องล้มลุกคลุกคลาน เพราะการเมืองไปผูกติดกับ Representative Democracy ที่ต้องมีพรรคการเมืองที่นำเอาไอเดียมาจาก อังกฤษ อเมริกา และปารีส  3 ประเทศ ที่บอกว่าเราต้องเป็น Representative Democracy ที่มีกลุ่มการเมืองหรือพรรคการเมือง  แต่เป็นพรรคการเมืองของอภิสิทธิชน เริ่มต้นจากแม่ทัพ นายกอง นักเรียนนอก จบ มธ.เรียนกฎหมาย มีนักธุรกิจเข้ามาแล้วทั้งหมดยังเป็น Elitist เป็นพรรคที่ตอบสนององค์บุคคลอยู่ อย่างพรรคทักษิณ แต่พรรประชาธิปัตย์มีน้อยหน่อย ประเด็นคือเมื่อเข้ามาทำที่อเมริกาแล้ว ทำอย่างไรให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชน 1. ต้องให้ประชาชนเป็นหัวหน้าพรรคและให้คนในพรรคเลือกหัวหน้าพรรคเอง  2. ให้ใครสมัครก็ได้ที่แสดงวิสัยทัศน์ได้  ไม่ใช่บล็อกวุฒิการศึกษา 3.การส่งเสริมองค์ความรู้ทั้งหลาย สร้างความเป็นพลเมืองประชาธิปไตย  4. การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ทุกสิ่งทุกอย่างต้องไม่มีความลับราชการ เพราะเป็นการเสริมสร้างความรู้ และการมีส่วนร่วมในประชาธิปไตย พบว่า สวิตเซอร์แลนด์มีการลงคะแนนเสียงมากสุด  และมหาวิทยาลัยต้องเป็นมหาวิทยาลัยประชาธิปไตย และอาจารย์ทั้งหลายต้องมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็น ต้องมีช่องทางแสดงความคิดเห็น ทุกคนในมหาวิทยาลัยต้องมีซุ่ม มีเสียง ต้องเปิดเผยข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่มากได้

 

3. ดร.จีระเดช

ขอความเห็นเรื่อง Aging Society รัฐบาลก็มี Aging Society ทั้งนั้น กฎหมายก็ออกมาจากคนกลุ่มนี้

ตอบ ใครยังทำงานได้ก็ให้ทำไปเรื่อย ๆ แต่ไม่ต้องทำในตำแหน่งบริหาร เพราะเปิดโอกาสให้คนข้างล่างขึ้นมา กระจายการเป็นที่ปรึกษาในต่างจังหวัด  ที่พลเอกเปรม ตั้งไว้ว่าเป็นคลังสมองให้เป็น Think Thank หน่วยงานภาครัฐ และเป็นที่ปรึกษาให้กับมหาวิทยาลัยเอกชน น่าจะให้ผู้เกษียณอายุทำได้  น่าจะมีการทำเป็นกิจจะลักษณะดังนี้

          1. พิการ

          2. พิการที่ช่วยตนเองไม่ได้ ทำงานไม่ได้

          3. เตะปี๊บได้

          งานนี้ควรมียูนิตเฉพาะ เป็นองค์กรอิสระ และการเมืองจะอยู่หรือไปไม่ต้องให้การเมืองยุ่งด้วย

          ให้คนกลุ่มนี้เรียนด้วยมือถือ ใช้อิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นจะได้พึ่งตนเองได้มากขึ้น พึ่งลูกหลานน้อยลง

 

4. การจัดอันดับมหาวิทยาลัยเรื่องาการเรียนการสอน และมหาวิทยาลัย ส่วนหนึ่งคือเรื่องการมีชื่อเสียง ไม่ทราบว่าลึก ๆ มีอะไรบ้าง อาจมีส่วนให้ มหาวิทยาลัย หรือรัฐบาลให้นักศึกษามาเรียน  และผลักดันให้น.ศ. พูดภาษาอังกฤษได้

ตอบ ไม่เสียหายที่ให้เด็กกัมพูชา อินโดนีเซียพูดภาษาไทย แต่ต้องแยกว่าให้เขามาเรียนแล้วพูดภาษาไทย กับเด็กไทยเรียนภาษาอังกฤษ

          ม.อ.มีความเป็น Excellent กี่ภาควิชา ต้องมีการวิจัยส่วนตัวอาจารย์เรื่องหนึ่ง และในนามมหาวิทยาลัยที่ส่งไปพูดได้ เรื่องวิจัยเป็นเรื่องที่สำคัญ ว่าจะเป็น Excellent ด้านไหน และการจัดสัมมนาต่างประเทศต้องมีให้มาก ประเด็นไม่ได้พูดภาษาอังกฤษดีหรือไม่ แต่อยู่ที่คิดอ่านจากภาษาไทยและพูดภาษาไทยได้ดีหรือไม่

          เรื่อง Exchange ควรมีการข้องแวะอย่างใกล้ชิด อย่างการไปมาหาสู่ต้องมี Frequency ให้ดึงสิ่งที่เรามีสร้างมาก่อน แล้วจะไปเอง

 

5. การ Set Position ของมหาวิทยาลัย อายุน้อยอาจไม่มีบทบาท

ตอบ เน้นเรื่อง Collective ต้องคิดก่อนให้เขาชัดในความคิด โดยเฉพาะอาจารย์มีอิทธิพลต่อนักศึกษา ทำอย่างไรให้เขามี Curiosity ต้องเริ่มก่อน อย่าคิดว่าเป็นคนเล็ก ได้ยกตัวอย่างคุณกษิต ในการให้พูดทุกวัน ไม่นำเรื่องศาสนามาปนกับเอกสิทธิ์ ดังนั้นเสียงเดียวก็สามารถทำได้

 

6. การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ เป็นสิ่งที่ม.อ.กำลังสร้าง และให้ความสำคัญในสิ่งนี้ ทักษะบุคลากรและนักศึกษา นักศึกษาทุกคนต้องสอบผ่านภาษาอังกฤษ  ส่งบุคลากรไปอบรมในหลักสูตรระหว่างอบรมมีแรงกระตุ้นในการทำ แต่พอไปที่ทำงานกับที่บ้านก็เป็นแบบเดิม แล้วสิ่งที่อบรมจะหายหมด การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษจะพัฒนาอย่างไรให้ต่อเนื่อง

ตอบ อยู่โซเวียต และไปจีนตั้งแต่ใส่ชุดสีเทาพบว่า ล่ามพูดภาษาไทยได้ดีทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มาไทยเลย แสดงว่าครูภาษาไทยเก่งมากิการพูดภาษาอังกฤษมากกว่าการสอบ Written English

          การขอความร่วมมือจากสถานทูตให้ส่งคนมาได้หรือไม่ เอาครูมาที่วัด ที่มัธยมให้พูดภาษาอังกฤษพื้นฐานได้ เช่นให้แม่บ้าน คนขายของพูดภาษาอังกฤษได้ และมีความมั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษ พร้อมประสานให้เพราะทำกับทูตแคนาดาอยู่ เราจะแก้ปัญหาในการพูดภาษาอังกฤษอย่างไร

          ยกตัวอย่าง คุณกษิตต้องอ่านหนังสืออ่านเล่นทุกวัน ตอนอยู่โรงเรียนประจำ แล้วติดมาตั้งแต่เด็ก

การอ่านหนังสือแล้วจะทำให้ค้นพบตัวเอง ยกตัวอย่าง อ่านหนังสือเซเปียน สอนเรื่องความเป็นมนุษย์ และในอนาคต AI อาจมีความเป็นครี่งมนุษย์ แล้วจะกลายเป็น The end of Sapiens เพราะคนได้ปราบทุกอย่างในโลกแล้ว

          เราต้องมาตั้งเป้าที่ Conversation English  และจำเป็นต้องสอบหรือไม่ อย่างคนเรียนวิศวะให้เรียนภาษาอังกฤษเกี่ยวกับวิศวกรรม ดังนั้น วิธี Approach ต้องมีความหลากหลาย  เช่นการศึกษาสอนให้เขียนวิชาเดียวกัน แต่คนเก่งไม่เหมือนกัน ต้องเอาความเป็นเลิศของเด็กเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ไปบังคับในบางวิชา ไม่เช่นนั้นจะเกิดเป็น Elite แล้วไม่เห็นความเป็นเลิศเฉพาะบุคคล ให้รู้ทางใครทางมัน

 

7. ที่คณะมีทำเป็น Club ให้นักศึกษาต่างชาติแต่ละคณะเป็นอาจารย์สอน Staff และนักศึกษาไทยแล้วให้นักศึกษาไทยสอนภาษาให้เขา

 

8. มุมมองเรื่องความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยในอนาคต เราต้องเป็นสังคมที่เห็นในปัจจุบัน เราจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยในอนาคตไม่ว่ามีเงินมากมายขนาดไหน ทำผิดก็ให้รับโทษเหมือนคนไม่มีเงิน

ตอบ 3 ประเทศที่อยู่ในระดับเดียวกับเราคือ เกาหลีใต้ ไต้หวัน อินโดนีเซีย ความเป็นเผด็จการทหารเข้มข้นกว่าของเรา แต่ 20 ปีให้หลัง ความเป็นประชาธิปไตยเขาไม่รอง สวีเดน อังกฤษ อเมริกา ความเชื่อคือเมื่อทำได้ ทำไมเราทำไม่ได้

          ชอบ พลเอกประยุทธ์ว่าการปฏิบัติรัฐประหารครั้งนี้ต่างจากที่ผ่านมา ให้มีการปฎิรูปการเมือง มีเรื่องการเข้าสู่อำนาจรัฐ ให้มีการเสริมสร้างส่งเสริมศึกษาในระบบประชาธิปไตยที่มีประมหากษัตริย์เป็นประมุข หมายความว่าวันนี้เราจะไม่เขียนกระดาษที่เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่จะทำเรื่องใจ ส่งเสริมจิตใจขัดเกลา มีวัฒนธรรมทางการเมือง รู้สิทธิและหน้าที่ของไทย ยกตัวอย่างที่ไต้หวัน ได้คัดเอาอาจารย์และครูดี ๆ ที่มีจิตอาสา 1,000 คน ให้เป็นครูสอนวิชาประชาธิปไตยในไต้หวัน ให้ความรู้ต่อประชาชนในไต้หวัน คุณประยุทธ์ต้องมีการขับเคลื่อนทางการเมือง ต้องสร้างพลเมืองในห้องเรียน ใช้สื่อ Social Media ให้ความรู้ เมื่อประชาชนเข้าถึงการมีส่วนร่วม มี Town Hall Meeting ให้ประชาชนเข้าถึง มีการโต้ตอบ วิพากษ์วิจารณ์ ที่เป็นปัญหาคือคนไทยเข้าถึงข้อมูลไม่ได้ ไม่มีช่องทางการพูดจา พรรคการเมืองต้องเป็นประชาธิปไตยภายในพรรค และสมาชิกพรรคต้องเป็นคุณพ่อของหัวหน้าพรรค เปิดเผยข้อมูลข่าวสารทั้งหมด มีการวิจัยจากคุณประยุทธ์พบว่ามีการทุจริตอยู่ที่มหาวิทยาลัยหลวงเป็นส่วนใหญ่

          คุณกษิตได้เสนอว่า รายได้ควรแบ่งครึ่งหนึ่งไปที่ R&D อีกครึ่งหนึ่งควรแบ่งที่สวัสดิการ หอพัก นิสิตนักศึกษาด้วย แล้วมหาวิทยาลัยจะมีเงินทำประโยชน์ให้กับมหาวิทยาลัยมาก

          สร้างให้ประชาชนรู้มาก ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ แล้วรัฐบาลจะไม่กล้า  ปลัดกระทรวงเป็นตัวเชื่อมระหว่างฝ่ายการเมืองและราชการ ต้องช่วยกัน เพราะหัวไม่ขยับ หางก็เดินไม่ได้

 

วิชาที่ 36/2

หัวข้อ การพัฒนามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ : Group Workshop& Presentation

แผนปฏิบัติการพัฒนามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้

(นำเสนองานกลุ่ม WORKSHOP ต่อจากครั้งที่แล้ว)

โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ดร.ศิริลักษณ์ เมฆสังข์ อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

 

กลุ่มที่ 5 ข้อ 3. วิเคราะห์และให้ข้อเสนอแนะว่าจะสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ใน ม.อ.ได้อย่างไร

ม.อ.เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้หรือไม่ในปัจจุบัน

ลักษณะสำคัญ 5 ประการ

1. มีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยหลักทางวิทยาศาสตร์ เช่น การใช้วงจรของ PDCA 

2. มีการทดลองปฏิบัติ ในสิ่งใหม่ ๆ ที่มีประโยชน์ต่อองค์กรเสมอ โดยอาจจะเป็น Demonstration Project หรือเป็น Ongoing program 

3. มีการเรียนรู้จากบทเรียนในอดีต มีการบันทึกข้อมูลเป็น case study เพื่อให้สมาชิกในองค์การได้ศึกษาถึงความสำเร็จและความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในอนาคต มีการแลกเปลี่ยนความรู้และ ประสบการณ์ของสมาชิก

4. มีการเรียนรู้จากผู้อื่นหรือไม่

5. มีการถ่ายทอดความรู้ต่าง ๆ หรือไม่ โดยการทำ Report, Demonstration, Training & Education, Job Rotation ฯลฯ

จะสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ใน ม.อ. ให้เข้มข้นได้อย่างไร

  • มหาวิทยาลัยต้องให้ความสำคัญและกำหนดเป้าหมายชัดเจน
  • กำหนดแนวทางในการสร้าง ม.อ. ให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่เข้มข้นขึ้น

5 Disciplines ของ Peter Senge

1. Personal Mastery ทักษะในการพัฒนาตนเองเพื่อการบรรลุเป้าหมาย

2. Mental Models โลกทัศน์

3. Shared Vision Building การสร้างวิสัยทัศน์ร่วม

4. Systems Thinking ความคิดเชิงระบบ

5. Team Learning การเรียนรู้ของทีม

จะสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ใน ม.อ. ให้เข้มข้นได้อย่างไร

  • จัดกลุ่มของคณะ/หน่วยงานของ ม.อ. ตามระดับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ เช่น มากที่สุด  มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด (สร้างเกณฑ์มาตรฐานขึ้นมา)
  • ใช้วงจร PDCA ในการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

2.       ใช้กลยุทธ์ “Care Share Learn” ในการพัฒนาและยกระดับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ให้สูงขึ้น

?   รู้หน้าที่ของตน แต่ไม่รู้เป้าหมายขององค์กร

?   รู้สภาพปัญหา แต่ไม่รู้ว่าเราเกี่ยวข้องอย่างไร

?   ทำงานตามรูปแบบเดิม แต่ไม่มีการแก้ไข

ปัญหาที่แท้จริง

?   ยึดติดกับสิ่งเดิม เหตุการณ์เดิมมากเกินไป

?    ไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลง ความแตกต่าง/

บริบทของอดีต-ปัจจุบัน ขาดการวิเคราะห์การ

เปลี่ยนแปลง

?    ผู้บริหารเป็นผู้นำที่ดีหรือยัง มีการสร้างทีม

บริหารรุ่นใหม่มาแทนที่ไหม

          สิ่งที่พบคือ ม.อ.ยังห่างไกลการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ วิธีการต้องให้ความสำคัญและกำหนดเป้าหมายชัดเจน ถ้าเรามีเป้าหมายในการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้แล้ว เราจะมากำหนดโครงสร้างองค์กร องค์กรเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้คนต้องปรับตัว

1. มีทักษะการพัฒนาตนเอง อย่าเอาอัตตาตนเองเป็นที่ตั้ง มองเป้าหมายสำคัญ มีโลกทัศน์โมเดล  มีการสร้างวิสัยทัศน์ร่วม ทำให้คนเห็นการไปสู่เป้าร่วมกัน มีการคิดเชิงระบบ และไปด้วยกันเป็นทีม

2. แบ่งระดับองค์กรแห่งการเรียนรู้ ทำให้หน่วยย่อยแข็งแรง และหน่วยย่อยจะรวมเป็นหน่วยใหญ่ ใช้กลยุทธ์ Care Share Learn ใช้กลยุทธ์ PDCA

ปัญหาคือ

1. รู้เป้าหมายองค์กรประกาศอย่างไรแต่ไม่เอาเป้าหมายมาทำเป็นหน้าที่

2. รู้สภาพปัญหาแต่ใช้วิธีการบ่น  ไม่ได้เข้าไปแก้ปัญหา

3. ทำงานตามรูปแบบเดิม ควรวิเคราะห์ความเป็นแบบเดิม ก้าวสู่สิ่งใหม่

4. อย่ายิดติดเหตุการณ์เดิม ประสบการณ์เดิม

5. ไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลง ความแตกต่างบริบทอดีต ปัจจุบัน ขาดการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลง

6. ผู้บริหารเป็นผู้นำที่ดีหรือยัง  มีการสร้างทีมอย่างไร

การสร้างองค์กรที่สำเร็จ

1.ทำให้แต่ละคนรอบรู้

2. มีวิสัยทัศน์ร่วมก้าวไปข้างหน้า

3. แบบแผนทางความคิด มีการคิดระบบ

4. เรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม

5. การคิดอย่างเป็นระบบ

สรุปคือ องค์กรแห่งการเรียนรู้เกิดขึ้นได้ถ้าคนในองค์กรสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ไปด้วยกัน

 

กลุ่มที่ 1 ข้อ 2 LO กับ KM เหมือนหรือต่างกันอย่างไร และม.อ.ควรจะมียุทธศาสตร์ในการพัฒนา LO และ KM อย่างไร เพื่อให้ ม.อ.เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ได้อย่างสมบูรณ์

KM – Knowledge Management

งานที่เราอยู่มีปัญหาอย่างไรบ้าง

 เวลาในการทำงานไม่ทราบว่าจะถามใครดี ข้อมูลที่ได้ไม่ทันสมัย ไม่ครบ ดังนั้นเราจะทำอย่างไร คือการจัดการความรู้ เหมือน Peter Senge

การจัดการความรู้จะถ่ายทอดความรู้อย่างไร จะแลกเปลี่ยนกับเพื่อน ๆ หรือคนอื่นอย่างไร จะสร้างให้เกิดระบบ และใช้อย่างไร คือปลายทางของ KM

ในองค์กรจะนำความรู้ไปพัฒนาเรื่อย ๆ เกิดเป็นความยืดหยุ่นขึ้นมา มีการจัดระเบียบในองค์กรเป็นลิ้นชักที่ดึงความรู้มาใช้ได้ทันที

การติดตั้ง LO

          นำความรู้ไปใส่เป็นกิ่ง เป็นก้าน ใส่ความรู้ในเอกสาร ตัวคน ในภาพรวม KM รวมได้ 3 ห่วงที่จัดการได้คือ ตัวงาน ตัวคน และองค์กรจะรวบรวม KM ได้อย่างไร การจัดการความรู้คือรวบรวมความรู้ที่มีในตัวคน ให้ปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหลาย KM รวมกันเป็นองค์กรจะทำอย่างไร คือ Peter Senge กล่าวว่า ที่ซึ่งบุคคลใดขายความสามารถอย่างต่อเนื่อง

องค์กรของท่านมีปัญหาเช่นนี้หรือไม่

1. เวลามีปัญหาในการทำงานไม่ทราบว่าจะถามใคร

2. ใช้เวลานานในการหาข้อมูล

    - ข้อมูลไม่ทันสมัย

    - ข้อมูลไม่สมบรูณ์

    - ข้อมูลไม่ตรง

    - ไม่พบข้อมูล

3. คนในองค์กรมีผู้มีความรู้ความสามารถจำนวนมาก แต่ไม่มีการแบ่งปันความรู้

4. ความรู้ในองค์กรไม่ได้นำมาแลกเปลี่ยนและต่อยอดความรู้ใหม่

KM คืออะไร

1. การจัดการความรู้ ( Knowledge Management )

     คือเครื่องมือเพื่อใช้บรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่ งาน คน องค์กร                  

2. การจัดการความรู้เป็นการรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการของ ม.อ.

          ในม.อ.ได้เริ่มพอสมควรในเรื่อง KM 

1. การสำรวจความรู้

2. การวางแผนความรู้

3. การพัฒนาความรู้

4. การถ่ายทอดความรู้

          KM เริ่มตั้งแต่การตั้ง Blog : gotoknow ที่ใส่ภาพรวมลงไป องค์ความรู้ไม่ได้เกิดในเอกสารได้ แต่เกิดในหัวคน มีทั้งข้อมูลดิบและข้อมูลสุข

          Knowledge เกิด Understanding เกิด ปัญญา

          ม.อ. จะมีการจัดการความรู้ใส่ไปใน Gotoknow เป็น Share .psu.ac.th เกิดการ Share กัน know share learn, plearn และจะนำให้เกิดการประมวลผลในการเรียนรู้ ทำอย่างไรให้องค์กร KM อยู่ และเป็น LO จะทำอย่างไร กระบวนการหลัก ๆ ที่ทำคือการทำเหมืองข้อมูล Data Mining , AI ส่วนม.อ.ต้องจัดการคลังให้สมบูรณ์เป็นคลังข้อมูลสารสนเทศ เกิดองค์ความรู้ใหม่ จุดหลัก ๆ ต้องทำให้มี LO ในเรื่องคน งาน และสภาพแวดล้อมในการสร้างให้เกิดการเรียนรู้ต่อไป

LO คืออะไร

องค์กรแห่งการเรียนรู้(Learning Organization: LO)

           กระบวนการของการปรับปรุงการกระทำด้วยความรู้ ความเข้าใจที่ดีกว่า

Peter M. Senge ให้นิยามไว้ว่า

              - ที่ๆบุคลากรได้ขยายความสามารถอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ปรารถนา

              - ที่ซึ่งใส่ใจและให้ความสำคัญกับแบบแผนความคิดใหม่ๆและการพัฒนาต่อยอดความคิด

              - ที่ซึ่งแรงบันดาลใจเป็นอิสระ

              - ที่ซึ่งบุคลากรมีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและรู้ที่จะเรียนรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง

ทำไมต้องเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (LO)

-  เพราะมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งอย่างถาวร

-  เป็นองค์กรอมตะ เจริญเติบโต และยั่งยืน

-  บุคลากรสนุกสนาน มีความสุขอยากมาทำงาน

 

 

กลุ่มที่ 2 ข้อ 3 วิเคราะห์ความเหมือนและความแตกต่างของบุคคลแห่งการเรียนรู้ และองค์กรแห่งการเรียนรู้ ของ Peter Senge

          ในโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว  เหมือนกุญแจสำคัญสร้างความอยู่รอด ทำไม LO มีความสำคัญมากในโลกปัจจุบัน

          คนเป็นพลังในการขับเคลื่อนองค์กร มองเหมือนทุนมนุษย์เป็น Human Capital คือมีทักษะทุนความรู้เป็น Knowledge คือ Capital ในตัวคนเหล่านั้น เราจึงมีเรื่องการทำ KM เรามีอาจารย์ทำวิจัยองค์ความรู้มากมาย แต่ความรู้ไม่ได้ถูกถ่ายทอด องค์ความรู้ไม่ได้รับการต่อยอดในอนาคต

LO จะมีขั้นตอนหลัก ๆ 6 ขั้นตอน

1. คิดภาพใหญ่ องค์รวม ลงมือทำจากจุดเล็ก เพื่อต่อเป็นภาพใหญ่สมบูรณ์

2.ลงมือทำเป็นขั้นตอนทำเป็นระบบ

3. เปลี่ยนสิ่งที่ยากไปสู่สิ่งที่ง่าย เช่นโครงการแก้มลิง แก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วมเป็นการระบายน้ำไปในคลองต่าง ๆ

4. Consider คือพิจารณาความรู้ที่มีภูมิปัญญาในไทย เช่นสวนป่าสมุนไพรในศูนย์มูลนิธิชัยพัฒนา มีการพัฒนาเขาหินซ้อน และภูมิปัญญาของไทย

5. Apply Communication ใช้การสื่อสารให้คนมีส่วนร่วมทำปฏิบัติ

6. Take Ownership ให้งานที่ทำเป็นเครดิตของคนที่ลงมือทำไม่ใช่คนสั่งการอย่างเดียว

          นำมาใช้เป็นเรื่องบุคคลแห่งการเรียนรู้ได้

การนำเอา 4L’s 3L 2R’s เพื่อเกิดการเรียนรู้ง่ายขึ้น

4L’s

Learning  Methodology มีการเรียนรู้ต่างจากแบบเดิมอย่างไร

Learning Environment สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้

Learning Opportunity สร้างโอกาสในการเรียนรู้ การปะทะกันทางปัญญาให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์

Learning Community ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทำให้เกิด Team Learning เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งในองค์กรอนาคต

 

3L’s

Learn from pain ความเจ็บปวดที่ผิดพลาด

Learn from experience ประสบการณ์ที่ผ่านมา

Learn from listening การฟัง ทำให้เราได้ความรู้เพิ่มเติมกาขึ้น

2R’s

Reality เน้นการทำงานที่เป็นจริง

Relevance เน้นความสำคัญและประเด็นสำคัญ

2I’s

Inspiration and Imagination มีแรงบันดาลใจ จินตนาการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

Peter Senge

1. Personal Mastery เป็นบุคคลที่ต้องรู้อะไรต้องรู้ให้จริงในเรื่องนั้น

2. Mental Model คือแบบจำลองทางความคิดดี สามารถนำความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติ

3. Building Share Vision คือการกำหนดเป้าหมายร่วมกัน

4. Team Learning เรียนรู้ร่วมกันเป็นทีมเพื่อให้เกิดการร่วมตัวของทีมที่มีประสิทธิภาพ

5. System Thinking คิดเป็นระบบ มีเหตุผล แยกแยะปัญหาได้

ความเหมือน

1. การเรียนรู้ไม่ใช่ห้องเรียน หรือการอ่านเท่านั้น แต่เป็นการแบ่งปันกัน การมี Passion & Happiness เน้นความจริงทำสิ่งสำคัญ

2. ทุกอย่างนำไปปฏิบัติ เรียนแต่ทฤษฎี ไม่ลงมือทำไม่ได้ มีการ Share Vision และทำ Team Building ขึ้นมา นำโอกาสมาใช้ในการเรียนรู้มากขึ้น มีการปะทะกันทางปัญญา

ความต่าง

1. อ.จีระเน้น Value Added, Value Creation, Value Diversity เป็นการพยายามขยายหน่วยงานออกไปเป็นส่วนช่วยการเรียนรู้ตามที่ Peter Senge บอกคือการเรียน Hard Skill ก่อนค่อยมาที่ Soft Skill อย่างทุนทางนวัตกรรม ทุนทางวัฒนธรรม ฯลฯ

 

ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์   

          อยากให้เป็นรูปแบบในการใช้ที่ ม.อ.  Peter Senge มองการเรียนรู้เป็นเรื่องจิตใจ , Intangible แต่พอเขียนเรื่อง Personal Mastery  Mental Model ... เป็นมุมมองทางด้านวิศวะ อย่างไรก็ตามมีแนวเดียวกันคือการสร้างให้คนกระหายการเรียนรู้   ถ้าเรา Transfer บรรยากาศการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น คนที่เรียนจะรู้ แต่คนไม่เรียนอาจไม่เข้าใจ ดังนั้นถ้า Transfer บรรยากาศในห้องเรียนและเกิดวัฒนธรรมขึ้นมา เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ก่อน

          KM เป็นการเก็บข้อมูลในอดีตคือ Technical Skill ส่วน LO คือการทายในอนาคต เพราะ KM ล้าสมัยเร็ว ถ้าไม่มี LO จะทำให้เราทายอนาคตไม่ถูก แล้วคนจะฟังหรือไม่ ต้องมีการมองไปในอนาคต Futuristic คือมอง 10 – 20 ปีข้างหน้า การใฝ่รู้ร่วมกันจะช่วยคนเหล่านั้นได้หรือไม่

 

กลุ่มที่ 3 ข้อ 5 เสนอโครงการ 2 โครงการเพื่อพัฒนา LO ที่ ม.อ.

          มีการให้รางวัลทุกฝ่าย ส่วนใหญ่จะเน้นฝ่ายสนับสนุนที่มีส่วนให้ ม.อ.ขับเคลื่อนตรงนั้น

1. การพัฒนางานประจำ ทำให้เกิดองค์กรการเรียนรู้อย่างไรในบริบทของ ม.อ. กลุ่มเป้าหมายคือบุคลากรฝ่ายสนับสนุน การประกวดพัฒนางาน เรียนรู้ร่วมกัน มีการให้ประกวดในระดับมหาวิทยาลัย มีการจัดประกวด นอกจากประกวดมีการส่งโครงการเข้าไป และมีคนให้ความรู้ทั้ง LO และเรื่องต่าง ๆกับเขา

          LO เป็นการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง ก่อนอื่นต้องมี Creativity

          หน่วยงานฝ่ายสนับสนุนไม่ได้ทำงานคนเดียว และ LO ส่งเสริมให้ทำงานเป็นทีม เวลาทำงานต้องยอมรับซึ่งกันแต่ก่อนว่า สิ่งที่คนคิดบางครั้งคิดไม่เหมือนกัน ให้นำเรื่องที่คิดไม่เหมือนกัน มาเป็นข้อสรุป

          วัฒนธรรม LO คือยอมรับความผิดพลาดและเปิดใจ และสุดท้ายการประกวดต้องให้รางวัล LO ดี

          - มีโครงการเวทีคุณภาพฝ่ายสนับสนุน จะให้เขาทำงานเป็นทีม มี Sharing ม.อ.จะเป็นอย่างไร ความรู้ที่ม.อ.ควรจะจัดการคือเรื่องอะไร ให้ผู้บริหารกำหนดนโยบายดีกว่า

2. การสร้างทีม LO ต้องให้มีทีม LO อย่างน้องแต่ละคณะ และให้แต่ละคณะทำงานเป็นทีม ให้มีการรวมกลุ่มกัน

          การดำเนินการต้องมีผู้บริหาร คณบดี อธิการบดี มีการกำหนดกลยุทธ์ กิจกรรมประเมินผล สุดท้ายมีทุก Campus ในวิทยาเขต

 

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

          ในระดับนโยบาย ถ้า ให้ PSU เป็น LO แล้วเสนอที่สภามหาวิทยาลัย ก็จะทำให้ทิศทางชัด ยกตัวอย่างที่ กฟภ. ทำทั่วองค์กร เราจะ Transfer PSU ไปทุก Campus ต้องเอาอาจารย์ นักเรียน เข้ามา แล้วทำให้เกิดการ Share เกิดขึ้น ซึ่งถ้าปะทะกันบ่อย ๆ จะเกิดปัญญาขึ้นมา แล้วเกิด idea ใหม่ ๆ เกิดขึ้น แม้เมื่อจบการเรียนรู้วันนี้แล้ว ต้องเรียนรู้เองต่อ และทำอย่างต่อเนื่อง เราจะต้องหาความรู้ใหม่ ๆ เกิดขึ้น ต้องทำความเข้าใจ มี New Knowledge ไม่เช่นนั้นจะล้าสมัย

 

กลุ่มที่ 4 ข้อ 1  ถ้าจะให้คะแนน 0-10

1.วัฒนธรรมการเรียนรู้ของท่านได้เท่าไหร่ 2.วัฒนธรรมการเรียนรู้ขององค์กรท่านอยู่เท่าไหร่

วิเคราะห์ช่องว่างของตนเองและขององค์กรเพื่อการพัฒนา

          1. การเรียนรู้ตัวเราเอง เนื่องจากเราอยู่ในองค์กรมหาวิทยาลัยที่ต้องเรียนรู้ ต้องสอนหนังสือเด็ก อย่างแต่ก่อนสอนทุกเทอม จำได้ว่าต้องสอนอะไร แทบไม่ต้องเตรียม แต่ความจริงต้องเตรียม เพราะเด็กสมัยนี้ฉลาดเรียนรู้เองมากขึ้น ถามคำถามที่คาดไม่ถึง จึงคิดว่า Personel Mastery ค่อนข้างโอเค

          2. ปัจจุบันยังพึ่งพาโมเดลคนอื่นเพื่อต่อยอดให้ดียิ่งขึ้น

          3. ขาดเรื่อง Share Vision เราทราบหรือไม่ว่าเรียนรู้เพื่ออะไร

          4. Team Learning ยังให้ตัวเองได้ไม่ค่อยเยอะ โดยส่วนตัวสอนเรื่องการเงิน หน่วยงานข้างนอกให้แรงจูงใจมากกว่าไม่มีทีมที่สร้าง

          5. System Thinking ถูกพัฒนาถูกสอนให้ทำวิจัย เรื่องวัฒนธรรมการเรียนรู้ คะแนนเรื่องการเรียนรู้ของอาจารย์ในมหาวิทยาลัย น่าจะมีพื้นเรียนรู้สูงมากอยู่แล้ว

6. คะแนนการเรียนรู้ของม.อ. ให้ประมาณ 4 เนื่องจาก ขาดการสร้างเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ เพราะขนาด KM ยังทำได้ไม่ครอบคลุม KM ยังไม่ครบ Loop สิ่งที่ทำเป็นแค่ Knowledge Sharing  วิสัยทัศน์เรื่องวัฒนธรรมการเรียนรู้ยังไม่เกิดขึ้น

7. ช่องว่างระหว่างวัฒนธรรมการเรียนรู้ของคนกับองค์กรต่างกันมาก สิ่งที่ทำคือต้อง Share Vision ก่อน เพราะถ้าไม่ไปทิศทางเดียวกัน องค์กรจะก้าวได้ช้า

เมื่อ 11 ปีที่แล้ว ม.อ.ถูกจัดเป็นอันดับ 2 ของประเทศไทยรองจาก ม.มหิดล แต่ผ่านมา ม.อ.อยู่ในอันดับ 8 ดังนั้น เราควรสร้าง Share Vision ก่อนจะทำให้ไม่ตกขบวน  

เรารู้หรือไม่ว่าที่จะบอกเป็น 1 ใน 5 ของอาเซียน แต่เราจะไม่รู้ว่าไปด้านไหน  แต่ละวิทยาเขตมีที่มาที่ไปอย่างไร มีความโดดเด่น แตกต่างกันอย่างไร ต้องเริ่มจากวิสัยทัศน์ก่อน ถ้าไม่ชัดเจนจะไม่สามารถพัฒนาเรื่องอื่นต่อไปได้

 

ดร.ศิริลักษณ์  เมฆสังข์

          เห็น Concept ของ KM กับ LO การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ได้ ทฤษฎีใดไม่สำคัญเท่ากับ LO สิ่งที่ทำให้สำคัญคือตอบคำถาม Why? แล้วทำ Diagnose เรียบร้อยแล้ว รู้ว่าความเป็นปัจจุบันคืออะไร สิ่งที่ต่อยอดคือ How to make things happen? และจะปิดช่องว่างอย่างไร

          I’m OK , I’m fine , I learn a lot. เราต้องมี Realistic ในการ Build องค์กร การปฏิบัติ อยากให้ KM เก็บองค์ความรู้อะไรที่ Sustain overall องค์ความรู้อะไรที่เราควรเก็บ และเก็บรูปแบบไหน วิธีการจัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ ให้หาง่าย ใช้ง่าย ต้องมีการ Share พื้นที่ต่าง ๆ เราจะสร้าง LO ได้ ต้องมีความรู้สึกร่วมกันในการสร้างให้ ม.อ.เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ มีการทำ Process Mapping ขึ้นมา

          การทำงาน แก้ปัญหา ตัดสินใจ ต้องสามารถบอกนักเรียน นักศึกษา และอาจารย์ด้วยกัน ต้องถามว่า What do we learn? เราเรียนรู้อะไรจากการแก้ปัญหา และกระบวนการ Mistake อยู่ที่ต้นแบบที่ถ่ายทอดไป คุณค่ามาเรียนคืออะไร

          เราต้องเป็น Small Wing ต้องรู้ว่า Where to start ? เริ่มตรงไหนแล้วคนเห็นว่า Success ทำอย่างไรให้ work กลับมาที่ตัวตนเรา และวัฒนธรรมของเราที่คนอื่นเลียนแบบไม่ได้  เราเปลี่ยนมุมมองอะไรได้บ้าง เช่นฝ่ายสนับสนุนจะช่วยเป็นหัวหอกหรือกำลังสำคัญที่ให้เห็นว่า KM สำคัญ ต้องปลูกฝังคนองค์กรให้เกิด idea base ไม่เกิด Theory ให้ร้อยเรียงเป็น Mapping

 

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

          KM กับ LO มีซ้อนกันอยู่

          KM เป็นการจัดการความรู้ในแต่ละเรื่อง แต่เรื่อง KM ก็มีเรื่องการสำรวจ วางแผน ต่อยอดและพัฒนา ให้แนวความคิดเรื่อง LO แต่เมื่อไหร่เกิดจากสำรวจวางแผน ก็ทลายกล่องออกไป แทนที่จะเกิดการวางแผน ต้องมีห้องนอน ห้องรับแขก ห้องโถง ห้องรับประทานอาหาร มีการนำแนวความคิดใหม่ ๆ

          LO ไม่เกิดถ้าติดอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ในช่อง LO เป็น Free Form แต่เป็นความรู้เกิดขึ้น ชาวบ้านเริ่มเป็น Organization

          LO เกิดจากความจริงก่อน ที่บ้านหลังเล็กอยู่ไม่ได้แล้ว เกิดความจริง 2R’s ต้องมีแผนความคิดใหม่ ๆ พัฒนาต่อยอดเรียนรู้ร่วมกัน  แล้วจะเห็นว่า KM เป็น Micro แต่ LO เป็น Macro

          LO เป็นอะไรที่เป็นธรรมชาติและลึกซึ้ง การทำ LO ต้องมีความสุข สนุกสนาน และปะทะกันทางปัญญา ต้องมี Learn Share Care

          มนุษย์ต้องมีสภาพแวดล้อม ชีววิถี และสังคมวิทยา แล้ว LO ก็เกิด ดังนั้นให้ไปหาความรู้ข้างนอกบ้าง ถ่ายทอดบ้าง เราให้เขา เขาให้เรา จะเห็นว่าก่อนเกิด LO ต้องมี 2I’s คือ Inspiration and Imagination  ต้องคิดให้เกิดประโยชน์ เราต้องมี 4L’s ดังนั้น LO คิดวันเดียวไม่พอ ต้องคิดยาว ๆ

 


<p>วิชาที่ 44 </p>

หัวข้อ “Innovative Project Presentation:PSU Value Diversity Project Designing and Action Plans”

PSU Leader Class 3.. Show & Share

นิทรรศการและการนำเสนอ“ผลงานการออกแบบโครงการเชิงนวัตกรรมเพื่อการพัฒนางาน

ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ผลงานของกลุ่มใหญ่ของรุ่นที่ 3 และผลงานของกลุ่มย่อย 4 คน

-นำเสนองานโครงการของรุ่นในรูปแบบ โปสเตอร์กระดาษ A3 + Clip VDO 3 นาที + Present 10 – 12 นาที (รวมใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที)

-นำเสนองานกลุ่ม 4 คน ในรูปแบบโปสเตอร์กระดาษ A3 + Clip VDO 3นาที + Present 5 นาที (รวมใช้เวลาประมาณกลุ่มละไม่เกิน 8 นาที)

การตัดสินรางวัลชนะเลิศ 2 รางวัล

ร่วมรับฟังการนาเสนอและให้ข้อเสนอแนะโดย..

อาจารย์พิชิต เรืองแสงวัฒนา

รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

นพ.บุญประสิทธิ์ กฤตย์ประชา

รองอธิการบดีฝ่ายบุคคลและประกันคุณภาพมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

รศ.นพ.สุธรรม ปิ่นเจริญ

ดร.ศิริลักษณ์ เมฆสังข์

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

ร่วมวิเคราะห์และดาเนินรายการโดย อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

 

 

 

 

 

 

นำเสนองานโครงการของรุ่น “สงขลานครินทร์สู่ความยั่งยืน” Sustainable PSU

 

 

เป้าหมาย อยากเห็นม.อ.เดินทางไปข้างหน้า 20 – 100 ปีข้างหน้า ให้เห็นความยั่งยืน โดยแบ่งโครงการเป็น 5 ส่วน

Sustainable PSU

S : Soul and spirit

U : Universal / Uniqueness

S : Society / Skills

T : Talent

A : Alumni

I : Integration

N : Network

A : Alliance

B : Borderless / Boundaryless

L : Long Life Learning

E : Economy Energy Environment Education

P : Professionalism

S : Social Responsibility

U : Unity

Sustainable PSU เป็นแนวทางในการก้าวสู่ยุค

ไทยแลนด์ 4.0 เพื่อนำม.อ. สู่ความยั่งยืน ก้าวพาไปด้วยกัน

 

โครงการ 5 ส่วน เป้าหมายใหญ่คือ Funding

1. Human Resource

- ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ (HPDC)

”HPDCเป็นศูนย์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพมนุษย์ ให้คุณค่ากับการบ่มเพาะความรักความกรุณาความเป็นมนุษย์ในตัวของผู้เรียน การจัดกิจกรรมตามหลักสูตรที่เน้นกระบวนการเรียนรู้ (Facilitator) การจัดการอบรมให้แก่บุคลากรทุกภาคส่วน รวมถึงนักศึกษา และสามารถเป็นศูนย์ให้คำปรึกษาให้กับหน่วยงานต่างๆ ได้อีกด้วย"

2. Alliance

          - A2C : Alumni2Alliance 50 ปีที่ผ่านมา ม.อ.ได้ผลิตบัณฑิตจบแล้วเป็นจำนวนมาก กระจายกันทำงานในด้านต่างๆ ที่หลากหลายทั่วประเทศ การเชื่อมโยงศิษย์เก่าให้เป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งและสามารถยกระดับศิษย์เก่าเป็นพันธมิตรในการพัฒนาการศึกษา พัฒนาคน พัฒนางาน พัฒนาชาติ ร่วมกับมหาวิทยาลัยได้ในหลายมิติเชื่อมโยงเครือข่ายงาน เครือข่ายทุนการศึกษา เครือข่ายฝึกงานและสหกิจ เครือข่าย

3. Research and Innovation

- Click เพื่ออนาคต

"แอปพลิเคชัน สำหรับนักศึกษาในระดับอุดมศึกษา หรือนักเรียนผู้ซึ่งกำลังจะเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ในการวิเคราะห์ตนเองค้นหาความสนใจ และสำรวจความถนัดอย่างแท้จริงในสาขาวิชาที่

เลือก เพื่ออนาคตที่มั่นคง ลดปัญหาการตกออกก่อนจบการศึกษา"Transformative Learning" เป็นการสร้างหลักสูตรแนวใหม่แบบบูรณาการ (interdisciplinary)ในหลักสูตร Food Science ให้ผู้เรียนสามารถ

เลือกเรียนข้ามศาสตร์ได้ตามความสนใจของผู้เรียนเอง โดยผู้เรียนสามารถเลือกที่จะเรียนได้ทั้งในและนอกสถานศึกษาเพราะใช้ online course อีกทั้งผู้เรียนเป็นได้ทั้งผู้ประกอบการและนักศึกษาในสาขา"บัณฑิตผู้ประกอบการ "เป็นโครงการที่ส่งเสริมให้บัณฑิตสามารถเป็นผู้ประกอบการได้ภายหลังจบการศึกษา ผ่านการเสริมสร้างเครือข่ายระหว่างมหาวิทยาลัยและผู้ประกอบการที่เป็นศิษย์เก่า การสัมมนาร่วมกับผู้ประกอบการทั้งระดับ start-up จนถึงผู้ประกอบการรายใหญ่ และการเพิ่มเติมรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับการตลาดและเศรษฐศาสตร์ในหลักสูตร"

- การพัฒนาระบบการรับนักศึกษานานาชาติ"เป็นการพัฒนาระบบในการรับนักศึกษานานาชาติเพื่อรองรับการรับสมัครนักศึกษาต่างชาติที่มีประสิทธิภาพผ่านระบบออนไลน์เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาที่ใช้ในการสมัครและความสะดวกในการจัดการข้อมูลและเอกสารต่างๆ"

4. Teaching and Curriculum

          - Transformative Learning เป็นการสร้างหลักสูตรแนวใหม่แบบบูรณาการ (Inter disciplinary) ในหลักสูตร Food Science ให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนข้ามศาสตร์ได้ตามความสนใจของผู้เรียนเอง โดยผู้เรียนสามารถเลือกที่จะเรียนได้ทั้งในและนอกสถานศึกษาเพราะใช้ Online Course อีกทั้งผู้เรียนเป็นได้ทั้งผู้ประกอบการและนักศึกษาในสาขา

5. Community and Academic Service

- ชราชนม์: Charachon Village with Quality of Life"โครงการหมู่บ้านชราชนม์ในมหาวิทยาลัย สำหรับผู้สูงอายุที่เกษียณอายุราชการแล้ว ในการเป็นทางเลือกในการอยู่อาศัยสำหรับบุคคลผู้ทรงคุณค่าของ

มหาวิทยาลัย ที่มีความผูกพันต่อองค์กร เสริมสร้างความรู้สึกมั่นคงและความสุขในชีวิต ด้วยสถาปัตยกรรม นวัตกรรม และเทคโนโลยี ที่สามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงของวัยได้อย่างเหมาะสม "

- บัณฑิตผู้ประกอบการ "เป็นการพัฒนาระบบในการรับนักศึกษานานาชาติเพื่อรองรับการรับสมัครนักศึกษาต่างชาติที่มีประสิทธิภาพผ่านระบบออนไลน์เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาที่ใช้ในการสมัครและความสะดวกในการจัดการข้อมูลและเอกสารต่างๆ"

- การพัฒนาชุมชนให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (อย่างยั่งยืน)"ความยั่งยืนของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ประการหนึ่งเกิดขึ้นได้จากการทำให้ ม.อ.เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Learning

Organization: LO) ซึ่งต้องอาศัยกระบวนการจัดการความรู้(Knowledge Management : KM) และการแบ่งปันความรู้(Sharing) อย่างต่อเนื่อง โดยใช้เทคโนโลยีในการพัฒนา"

- โรงแรมสีเขียว "โรงแรมสีเขียว (PSU Green Residence) เป็นโรงแรมที่พักอาศัยที่มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่มีการบริการที่ครบวงจรทั้งส่วนของธุรกิจและการศึกษา ผ่านจากการผสมผสานความร่วมมือ และการเชื่อมโยงการบูรณาการความรู้จากทักษะความชำนาญของคณะต่าง ๆ และยกระดับความรู้และผลิตภัณฑ์จากชุมชนให้มีมาตรฐานสู่ระดับสากล

 

การร่วมแสดงความคิดเห็น

อาจารย์พิชิต เรืองแสงวัฒนา

          ในกลุ่มนี้จะเป็นผู้บริหารในอนาคตอีกไม่นาน เป็นเรื่องยินดีที่มีไอเดียกระฉูดมาก เป็นการเปิดมิติใหม่ของการมองมหาวิทยาลัย ตอนนี้อาจยังมองภาพไม่ชัดมาก แต่เป็นสิ่งที่ตื่นเต้นที่จะคิดรายละเอียดข้างในอย่างไรที่จะไปถึงดวงดาวต่าง ๆ ประเด็นคือสิ่งที่นำเสนอเป็นเสมือนฝันที่จะไป แต่สิ่งสำคัญคือเรารู้หรือไม่ว่าเราทำอย่างไร

 

นพ.บุญประสิทธิ์ กฤตย์ประชา

          From many to one เป็นการรวมจากสิ่งที่หลายเชื้อชาติหลายวัฒนธรรมแล้วรวมแล้วเป็นหนึ่ง เช่นเดียวกับ ม.อ. ที่มี 5 วิทยาเขต ไปในทิศทางเดียวกัน ดีที่สุดคือการประสานกัน ในการเดินทางของศิษย์เก่า ศิษย์อนาคตให้เดินทางไปด้วยกัน

          อัลเบิร์ต ไอน์สไตล์บอกว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ อย่างที่อาจารย์พิชิตพูดคือจินตนาการของคนที่มีความรู้จะพาไปได้ไกล สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันที่ทำให้เกิดความเป็นเลิศขององค์กรมาจากคนที่ถูกกล่าวหาว่าทำไม่ได้เช่นกันทั้งนั้น

          บางครั้งให้หาดาวให้เจอบนภูเขาก่อน แล้วค่อยหาทางไปสู่ข้างหน้าอย่างไร เชื่อว่าไม่มีทางลัดหรือง่าย ต้องลงแรงด้วยเหงื่อ  แล้วเรากำลังขึ้นไปสู่ยอดเขาได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่เราจะไป เป็นพลังและจินตนาการที่มีอะไรซ่อนอยู่ รู้สึกขอขอบคุณที่มีโอกาสได้ฟังสิ่งนี้

 

รศ.นพ.สุธรรม ปิ่นเจริญ

          ทุกคนที่เลือกขึ้นมามาจากดาวเด่นของแต่ละหน่วยงาน เป็นการรวมในระยะเวลาสั้น แล้วก็คิดถึงภาพรวมในการทำงาน มีความสุขและใช้เทคโนโลยีในการนำเสนอ สิ่งนี้น่าจะเป็นความหวังของ ม.อ.ที่ทำได้ เป็นการสร้างความเจริญก้าวหน้าของพวกเรา ขอเป็นกำลังใจให้

 

.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

          ทำมาต่อเนื่อง 3 ปี รุ่นนี้น่าจะเป็นรุ่นที่อย่างรองอธิการบดีพิชิต และรองอธิการบดีบุญประสิทธิพูดคือเป็น Young Generation และมีไฟ ถ้าทุกคนได้มีส่วนร่วมจะเป็นประโยชน์ในการจัดการมหาวิทยาลัยที่ต่อเนื่องจนถึงรุ่น 3

          สิ่งที่เป็นห่วงคือ ต้องให้รุ่น 3 เป็น Ownership คือเป็นเจ้าของขึ้นอยู่กับว่าเขาสร้างขึ้นมาอย่างไร อย่างการทำหนังสือเป็นเรื่องยาก แต่ได้พูดมา เราCoach เป็นเหมือน Kaizen คือ Continuous Improvement ตลอดเวลา มีการเชิญคนรู้เรื่อง IT เข้ามา แต่ทำจริง ๆจะตื่นเต้น ที่เป็นห่วงคือความต่อเนื่อง หลักสูตรไม่ควรหยุดเพียงแค่นี้ และหลังจากไม่มีโครงการอบรมนี้ เราจะขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ต่อไปอย่างไร และมีวิธีการใดที่สร้างพลัง ที่เห็นแน่ ๆ คือมีไลน์กลุ่ม พบว่าทุกท่านทำงานหนักมาก และเมื่อต่อเนื่องแล้วจะมีอุปสรรค ความต่อเนื่องไม่ใช่ชนะวันนี้ ให้ชนะเล็ก ๆ ก่อน ต้องชนะในบริบทของมหาวิทยาลัยเราทั้งระบบ อาจนำเสนอในที่ประชุมใหญ่ขึ้น คนที่เป็นเจ้าของโครงการฯนี้ต้องกล้าพูดกล้าทำต่อ เราต้องให้ความพยายามเดินไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ทฤษฎีนี้ นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดอน บุช กล่าวว่าการทำงานใดก็ตามต้องใช้เวลา ถ้าเราท้อแท้อาจมีปัญหา ดังนั้นคนที่ทำโปรเจคนี้ ต้องมีอิทธิพลให้รับทราบในสิ่งเหล่านี้ บางคนค้านก็ไม่เป็นไรต้องเอาชนะอุปสรรค ทุกอย่างต้องใช้เวลา ม.อ.ของเราต้อง Sustainable แน่นอน เราจะปรับตัวเองเป็นนอกระบบ ชอบกลุ่มนี้ตรงคิดเรื่อง Rest Fund เรื่อง Alumni มาก เราต้องมีความสามารถหาทุนจากข้างนอก และต้องใช้ความเป็นเลิศจากข้างนอก ถ้าพึ่งความสำเร็จข้างในอย่างเดียวจะไม่ได้ ให้พึ่งความเป็นเลิศและนำมาผสมกัน ดังนั้น Sustainable เป็นหัวใจที่ดี และใน Long Term มีคนพูดว่า Sustainable เป็น Abstract ถ้ามองมากคนพูดอาจตายหมด ดังนั้นต้องมีคนที่ Active

 

โครงการ Human Resource

กลุ่มที่ 1 ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ (HPDC)

หลักการและเหตุผล

          เจอผลกระทบการเปลี่ยนแปลงของสังคมมาบีบคั้น มีอิทธิพลในการดำเนินชีวิต ความสุขของคนในมหาวิทยาลัยลดลง ความสัมพันธ์อ่อนแอลง ความเจ็บป่วยด้านร่างกายและจิตใจสูงขึ้น ม.อ.เป็นเสมือนเสาหลักภาคใต้ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีทั้งภายในและภายนอก มีแนวคิดในการเปิดศูนย์การเรียนรู้ในมิติข้างในของ ม.อ.

แนวคิด

”HPDCเป็นศูนย์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพมนุษย์ ให้คุณค่ากับการบ่มเพาะความรักความกรุณาความเป็นมนุษย์ในตัวของผู้เรียน การจัดกิจกรรมตามหลักสูตรที่เน้นกระบวนการเรียนรู้ (Facilitator) การจัดการอบรมให้แก่บุคลากรทุกภาคส่วน รวมถึงนักศึกษา และสามารถเป็นศูนย์ให้คำปรึกษาให้กับหน่วยงานต่างๆ ได้อีกด้วย"

พื้นฐานสำคัญในการพัฒนาใด ๆ ก็ตาม ความสำคัญมนุษย์เป็นอันดับหนึ่ง

วัตถุประสงค์

1. สร้างหลักสูตรที่จะอบรมพัฒนากลุ่มเป้าหมาย รวมอาจารย์บุคลากรในมหาวิทยาลัยและจากภายนอก

2. จัดกิจกรรมหลักสูตรเน้นกระบวนการ

3. พัฒนาวิทยากรกระบวนการ และเป็นที่ปรึกษาต่าง ๆ

4. ช่วยการผลิตงานวิจัย

กรอบแนวคิด ใช้ 4 หลักสูตร 7 กลยุทธ์ในการขับเคลื่อน

ผลที่ได้รับคือ 3 V’s

  • Value Added พัฒนาวิทยากรกระบวนการในวิทยาเขตต่าง ๆ
  • Value Creation สร้างหลักสูตรที่เหมาะสมกับเป้าหมาย
  • Value Diversity บูรณาการสานความรู้ในการสร้างสรรค์กระบวนการ

 

 

กลุ่มที่ 5 การขับเคลื่อนแนวคิดการพัฒนานักศึกษาตลอดหลักสูตรและการปรับปรุบโครงสร้างกิจกรรมเสริมหลักสูตร

แนวคิด เน้นการทำงานในส่วนเสริมของฝ่ายสนับสนุน ซึ่งไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าฝ่ายวิชาการ เพราะฝ่ายวิชาการมีศาสตร์ที่เข้มแข็งอยู่แล้ว

          ในกลุ่มได้ดำเนินการขับเคลื่อนกิจกรรมนักศึกษาให้ขับเคลื่อนใน 5 วิทยาเขต ทำงานในส่วนของฝ่ายสนับสนุน มีโค้ชคือ รองบดินทร์ได้ทำงานร่วมกัน และสัมภาษณ์กัน พบว่านักศึกษามีความซื่อสัตย์

          การบริหารคนทั้งฝ่ายบริหารคนทั้งฝ่ายบริหาร และ HR คือ HRDS

          ในส่วนของนักศึกษา การพัฒนานักศึกษา ม.อ. ยึดหลัก Wise ในมุมมองของ น.ศ.เทคนิคการแพทย์ โครงสร้างมหาวิทยาลัยเริ่มต้น  สิ่งที่พวกเราคิดคือทำอย่างไรให้ทั้ง 5 วิทยาเขตหล่อหลอมให้กลายเป็น Unity เดียวกันให้ได้ แม้ว่าในแต่ละ Campus จะมีจุดเด่นต่างกัน

          จะปรับเปลี่ยนกิจกรรมนักศึกษาใหม่ให้เรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 การพัฒนานักศึกษาเป็นโจทย์ที่จะพัฒนาทุกคนให้เป็น I Wise ให้ได้ การนำเสนอครั้งนี้เป็นสิ่งที่เคยทำมาแล้วใน 3 ปีแต่รุ่นนี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้นักศึกษาเป็นนักศึกษาในอุดมคติในลักษณะ I Wise

          การสอนเด็กยุคใหม่ เด็กจะฉลาดแต่บ้านมาแล้วเนื่องจากศึกษาจาก Google มาแล้ว แต่การตอบโจทย์เพื่อนมนุษย์ตามค่านิยม ม.อ. เราจะร่วมกันสร้างคนรุ่นใหม่ได้อย่างไรให้ไปสู่จุดที่ต้องการอย่างที่รองอธิการบดีได้กำหนดไว้ในการเล็งธนูและนกเหยี่ยวได้อย่างไร เป็นสิ่งที่ท้าทายในการทำงานร่วมกัน ไม่สำคัญว่าด้อยกว่ากันในการสร้างสิ่งสำคัญนอกจากปริญญาให้บัณฑิตเท่านั้น

 

การร่วมแสดงความคิดเห็น

นพ.บุญประสิทธิ์ กฤตย์ประชา

          เป้าหมายจริง ๆ ของการมีมหาวิทยาลัยคือนักศึกษา ถ้าเน้นการวิจัยก็เป็นสถาบันวิจัยอย่างเดียวไม่ต้องสอนนักศึกษา ดังนั้นการผลิตบัณฑิตให้พร้อมสอดรับกับอนาคตจึงเป็นสิ่งสำคัญของมหาวิทยาลัย เราไม่สามารถผลิตบัณฑิตแบบเดิม

          กระบวนการเสาะหาความรู้ และนำความรู้ที่ได้มาเป็นเรื่องสำคัญ เน้นการสร้างความรู้ใหม่และสิ่งที่เป็นคุณค่าทางสังคมเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งการเรียนรู้ทางวิชาการอย่างเดียวไม่พอ เชื่อว่าวิธีคิดแบบนี้โดนประกอบในวิธีคิดมหาวิทยาลัยแล้ว แต่ขึ้นกับว่าทำให้เกิดผลจริง ๆ ได้หรือไม่ เพราะมีรายละเอียดที่อาจไม่ได้ผลตามที่ต้องการ และเชื่อว่าคนสำคัญที่สุดในมหาวิทยาลัย คิดว่าอาจารย์ ม.อ.เก่งจริงที่สามารถผลิตบัณฑิตให้เก่งได้

          น.ศ.เข้ามาที่ ม.อ. ใน 5 วิทยาเขต เรียนวิทยาเขตใครวิทยาเขตมัน เป็นไปได้หรือไม่ที่สร้างให้นักศึกษามี Mobility เกิดขึ้นเพื่อทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนของนักศึกษา มีการแลกเปลี่ยนนักศึกษาอย่างไร อยู่ที่วิธีคิด ดังนั้นสิ่งที่พูดถึงในการนำเสนอการมี Center และหลักสูตร คนที่มีพื้นที่ไม่พอสามารถคืนพื้นที่แล้วทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างเช่น PSU Square มีพื้นที่ให้นักศึกษาแสวงหาความรู้ ทำกิจกรรมทำคล้ายจามจุรีสแควร์ และอาจมี Monorail ในการวิ่ง

 

รศ.นพ.สุธรรม ปิ่นเจริญ

          พื้นฐานของมหาวิทยาลัยคือการสร้างคน สร้างให้คนมีความรู้ใช้สติปัญญาในการสร้างสังคม การมีคนมีคุณค่าสังคม ทาง SMEs หรือราชการคนที่ก้าวหน้ากว่าคือคนที่มี Human Skill ดีกว่า Knowledge Skill ซึ่งไม่ได้เรียนในห้องเรียนแต่ต้องเรียนจากกิจกรรมที่นักศึกษาทำ สิ่งที่พระบิดาสอนคือสอนเรื่องความเป็นคนด้วยเพราะคนมี Human Skill และยังแบ่งได้เป็น Personal Skill ให้ดูว่าเด็กของเราแบ่งเวลาเป็นหรือไม่ เมื่อมีพฤติกรรม มีความเครียด มีการแบ่งเวลาอย่างไร และ Interpersonal Skill คือการปฏิสัมพันธ์กับคน 2 คน คือ ขอบคุณ ปฏิเสธ ขอโทษ ทำงานเป็นทีม ไม่เป็น ซึ่งสิ่งนี้ไม่สามารถสร้างในห้องเรียนได้ สร้างได้ต้องมีการ Design ที่ดี และ Social Skill คือความรับผิดชอบต่อสังคม เช่น เคารพกฎหมาย เสียภาษี ทำความดี เสียสละ ซึ่งถ้ามหาวิทยาลัยสร้างคน จะมีคุณค่า มหาวิทยาลัยที่สร้างคนดีจะเป็นตำนานอยู่ คือสร้างทั้งปัญญาและความเป็นคนดีให้ด้วย สิ่งนี้เป็นรากฐานของมหาวิทยาลัย และสิ่งที่ปรับมุมมองแรงสุดคือ การปรับกิจกรรมให้เป็น Activity Base จากเดิมเป็น Student Center ให้ดูว่านักศึกษามี Competency ที่ดีขึ้นในความเป็นคนดีได้อย่างไร

          ในอนาคตน่าจะให้โอกาสฝ่ายสนับสนุนได้มาฟังบ้าง  และจะทำให้มีโอกาสในการลด Gap ระหว่างฝ่ายอาจารย์และฝ่ายสนับสนุนด้วย ทั้ง 2 อันนี้ต้องทำต่อและต้อง Link กับฝ่ายบริหาร ในอนาคตข้างหน้าเชื่อว่า PSU จะ Rest Resource ได้ การตั้งสถาบันแบบนี้ในการเสริมมหาวิทยาลัยต้องรวมพลังกัน ต้องรีบ Implement สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี และเป็นครั้งแรกที่รุ่น Young PSU เสนอได้ดี แนวนี้น่าจะไปได้ดี

 

          อีกกลุ่มคือจะทำอะไรแน่และเพื่อใคร อย่างกลุ่มเป้าหมายแบ่งเป็น 3 กลุ่ม Why เพื่ออะไร เช่นต้องการให้อาจารย์ บุคลากรมา เราต้องการให้บุคลากรเกิดอะไรขึ้น นึกศึกษาและคนภายนอกต้องการอะไรให้เกิดขึ้น เพราะในปัจจุบันเรื่องสติ เรื่อง Focus เรื่องศาสตร์ที่อยู่ในปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เป็นศาสตร์ที่ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญ การมีสติอยู่กับปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง ไม่ทำให้สติแตกตลอดเวลา

 

ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์

          รู้สึกยินดีที่มีเรื่อง HR เกิดขึ้น และเป็น HR แตกฉาน อย่างใช้ว่า Human Potential น่าจะดี คิดว่า Trend เรื่องนี้น่าจะไปได้ เพราะคนที่ต้องการการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยน่าจะไปได้

          เรื่องการแพทย์ Meditation เรื่อง Mindfulness ขอให้คิดให้รอบคอบ คือถ้าตั้งแล้วจะมีผลงานเลี้ยงตนเอง เสนอว่านอกจากเรื่อง Healthy Life เรื่องจิต น่าจะมีเรื่อง Entrepreneurship และฝึกให้นักศึกษามี Self Employ ด้วย

          การหล่อหลอมที่ดี เรียนรู้จากมหาวิทยาลัยและปลูกฝัง โดยเฉพาะ Trend ต่อไปที่มีเทคโนโลยีที่รวดเร็ว การมี Soft Skill หรือ Human Skill เป็นเรื่องสำคัญมาก

          การทำงานเป็นทีม การให้อภัยผู้อื่น การให้เกียรติยกย่องผู้อื่น ต้องฝึก

          ข้อดี ของกลุ่มนี้คือมีฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายวิชาการร่วมกัน

 

โครงการ 2 Research and Innovation

กลุ่มที่ 6  “การพัฒนาระบบการรับนักศึกษานานาชาติ"

เป็นการพัฒนาระบบในการรับนักศึกษานานาชาติเพื่อรองรับการรับสมัครนักศึกษาต่างชาติที่มีประสิทธิภาพผ่านระบบออนไลน์เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาที่ใช้ในการสมัครและความสะดวกในการจัดการข้อมูลและเอกสารต่างๆ"

หลักการและเหตุผล

การรับนักศึกษานานาชาติของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในปัจจุบันต้องใช้ทรัพยากรบุคคลและเวลาในการบริหารจัดการเอกสาร หลายขั้นตอน ระบบนี้ได้พัฒนาขึ้นเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึงของนักศึกษานานาชาติและการบริหารจัดการเอกสารการรับสมัครโดยการรับสมัครผ่านอินเตอร์เน็ต

วัตถุประสงค์ / เป้าหมาย

1. สมัครเรียนผ่านมือถือได้

2. แนบเอกสารประกอบการสมัครในรูปแบบไฟล์ อิเล็กทรอนิกส์ได้

3. สามารถบริหารจัดการเอกสารและส่งต่อไปยังผู้เกี่ยวข้องได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ผลที่คาดว่าจะได้รับและการประเมินค่าแบบ 3 V

Value Creation - มีระบบการรับนักศึกษานานาชาติผ่านอินเตอร์เน็ต

Value Added – เพิ่มปริมาณนักศึกษานานาชาติของมหาวิทยาลัยจากการเข้าถึงได้ง่าย ลดค่าใช้จ่ายและทรัพยากรบุคคลในการจัดการเอกสาร

Value Diversity - สามารถนาไปปรับใช้ในการรับนักศึกษานานาชาติทุกวิทยาเขตได้

จุดเด่นของโครงการ

  • Fast
  • Paperless
  • Support smart phone users
  • Support document upload

สิ่งที่เพิ่มคือ Free ไม่ต้องใช้งบประมาณ และมี Concept ของ Go Green ใช้ระบบช่วยจัดการ IT ได้ แต่ละคนสามารถสมัครผ่านมือถือได้ สามารถส่งไฟล์มาได้โดยไม่ต้องสแกน สิ่งที่อยากให้เพิ่มคือ มีอีเมลล์อัตโนมัติในการแจ้งเตือน และมีระบบความปลอดภัยคือล็อกอินเวลาเท่าไหร่ใช่คุณหรือไม่ และจะมีการเรียกงาน ไอทีมาคุย

บทสัมภาษณ์ทัศนะของผู้บริหาร

         รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ กล่าวว่า “เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับโครงการนี้ โดยปัจจัยแห่งความสำเร็จคือความง่าย สะดวก รวดเร็ว ลดขั้นตอนการทางาน และมีโอกาสพัฒนาต่อยอด ควบคู่กับการทำหลักสูตรนานาชาติให้มีคุณภาพและน่าสนใจ”

 

กลุ่มที่ 9 Click  for the future (คลิ๊กเพื่ออนาคต)

หลักการและเหตุผล

ปัญหาของนักศึกษาที่แต่ละคณะพบมีอะไรบ้าง

          1. จำนวนนักศึกษาลดลง

          2. คุณภาพนักศึกษา มีนักศึกษาที่ออกก่อน จบไม่เป็นตามกำหนด และไม่ทำตามสายอาชีพที่เรียนมาทำให้ประเทศชาติสูญเสียประโยชน์มาก

การวิเคราะห์ปัญหา

          นักศึกษาที่เข้ามาในตอนต้นไม่ได้ชอบหรือถนัดสิ่งที่เลือกเข้ามา บางคนเรียนตามพ่อแม่ เรียนตามครูแนะแนว ซึ่งสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ความถูกต้องทั้งหมด ทำให้เด็กขาดแรงจูงใจในการเรียนทำให้เขาเปลี่ยนสาขา อยากย้ายออกจากคณะ เรียนไปเรื่อย และไม่ประกอบอาชีพที่เรียนมา เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดความสูญเสียมากกับระบบของมหาวิทยาลัยและจะกระทบประเทศจึงน่าจะมีอะไรที่มาช่วยทำให้เด็กรู้ว่าชอบอะไรก่อนที่ตัดสินใจเลือกเรียนในหลักสูตร จึงคิดโครงการผลิต Application Click for the future เพื่อตอบโจทย์ด้านนี้

แนวคิด

"แอปพลิเคชัน สำหรับนักศึกษาในระดับอุดมศึกษา หรือนักเรียนผู้ซึ่งกำลังจะเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ในการวิเคราะห์ตนเองค้นหาความสนใจ และสำรวจความถนัดอย่างแท้จริงในสาขาวิชาที่

เลือก เพื่ออนาคตที่มั่นคง ลดปัญหาการตกออกก่อนจบการศึกษา"Transformative Learning" เป็นการสร้างหลักสูตรแนวใหม่แบบบูรณาการ (interdisciplinary) ในหลักสูตร Food Science ให้ผู้เรียนสามารถ

เลือกเรียนข้ามศาสตร์ได้ตามความสนใจของผู้เรียนเอง โดยผู้เรียนสามารถเลือกที่จะเรียนได้ทั้งในและนอกสถานศึกษาเพราะใช้ online course อีกทั้งผู้เรียนเป็นได้ทั้งผู้ประกอบการและนักศึกษาในสาขา"บัณฑิตผู้ประกอบการ "เป็นโครงการที่ส่งเสริมให้บัณฑิตสามารถเป็นผู้ประกอบการได้ภายหลังจบการศึกษา ผ่านการเสริมสร้างเครือข่ายระหว่างมหาวิทยาลัยและผู้ประกอบการที่เป็นศิษย์เก่า การสัมมนาร่วมกับผู้ประกอบการทั้งระดับ start-up จนถึงผู้ประกอบการรายใหญ่ และการเพิ่มเติมรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับการตลาดและเศรษฐศาสตร์ในหลักสูตร"

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

1. ใช้ในการแฝงการประชาสัมพันธ์ได้ด้วย เมื่อเด็กรู้ว่าอยากเรียนสาขาอะไร แล้วจะเชื่อมไปในหลักสูตรจะช่วยให้เข้าใจและแก้ไขปัญหาก่อนที่เด็กเข้าไปเรียน และสามารถทำการประชาสัมพันธ์ได้อย่างทั่วถึงครอบคลุมอย่างรวดเร็ว สามารถใช้งานผ่าน Smart Phone และ Facebook ในไลน์

          Application ที่ให้ฟรี แต่ลดการประชาสัมพันธ์ ม.อ.

          เพิ่มคุณค่า 3 V เพิ่มช่องทางการประชาสัมพันธ์รูปแบบใหม่แทนรูปแบบเดิม ให้เข้าถึงและรวดเร็ว

1. Value Added เพิ่มช่องทางในการประชาสัมพันธ์หลักสูตร เพิ่มความน่าสนใจของหลักสูตร สามารถใช้ข้อมูลได้ง่าย สะดวก และรวดเร็วขึ้น

2. Value Creation ลดการสูญเสียในการเรียนไม่ถูกสาขาทั้งเรื่องของบุคคล และงบประมาณ

3. Value Diversity ความพร้อมในการเปิดหลักสูตรที่หลากหลาย ตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สามารถผลิตบัณฑิตที่มีอัตลักษณ์ชัดเจน มีความรู้สึกเฉพาะทางและความพร้อมก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติต่อไป

 

2. ช่วยให้คนรู้จักตนเอง เลือกอาชีพเพราะรักหรือปัจจัยอื่น ถือประโยชน์ตนเป็นที่สอง กิจของเพื่อนมนุษย์เป็นที่หนึ่ง

 

นพ.บุญประสิทธิ์ กฤตย์ประชา

          ยืนยันว่ามีช้างเผือกใน ม.อ.มาก จะทำอย่างไรให้ดึงคนเก่งมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน หลายเรื่องคิดคล้ายกัน สิ่งที่อยากเห็นคือทั้งระบบของ ม.อ.สามารถ Access ผ่านมือถือได้ ว่าอีก 3 ปีจะเป็นแบบนี้ ถ้าทำไม่ได้ให้เปลี่ยนคนทำ อยากให้ทุกอย่างอยู่ในมือถือหมด แต่เรายังยึดติดกรอบการทำงานรูปแบบแบบเดิม เปลี่ยนนิด ๆ ไม่กล้าออกมาจากรูปแบบเดิม ต้องมีการตรวจสอบได้

          ถ้า Achieve ใหม่ ๆ เกิดขึ้นแต่ใช้คนทำงานกลุ่มเดิม รับรองได้ว่าอยู่ที่เดิม แต่สิ่งที่ต้องการเปลี่ยนจริง ๆ บางครั้งต้องเปลี่ยนผู้บริหาร เปลี่ยนคนทำงาน และเกิดสิ่งใหม่ ให้เปลี่ยนอย่างมีสติและฉลาดพอ

          ให้ทำสิ่งที่ชอบ ที่ถนัด และได้เงินด้วย ไม่ต้องมาบังคับในเรื่องต่อเรือ ว่าจะไปไหนไปอย่างไร เราต้องให้นักศึกษาเห็นว่าจะไปที่ไหนแล้วมาต่อเรือเอง ให้นักศึกษาเลือกได้ว่าอยากเรียนอะไรให้ใส่ตะกร้า ม.อ. ถ้าจะมี Experimental ให้นักศึกษาเลือกได้ว่ามีที่ไหนบ้าง ให้นักศึกษาได้เลือกว่าอนาคตจะไปที่ไหนได้บ้าง ถ้ามีกรอบแบบนี้น่าจะสนุก ให้เขาเลือกเรียนในสิ่งที่อยากเรียนและไปในสิ่งที่จำเป็น และเห็นว่าถ้าทำงานต่อไปมีใครจะช่วยเราได้บ้าง

 

รศ.นพ.สุธรรม ปิ่นเจริญ

          ชอบมากเพราะเป็นแนวคิดที่ก้าวกระโดดมากและมีเครื่องมือที่ทันสมัย ทั้งสองโครงการนี้ราคาถูกมาก และคุณภาพดี แต่ก่อนคุณภาพดี พอเทคโนโลยีมาจะเป็นในเรื่องการเข้าถึงการบริการ สามารถเข้าถึงได้ทุกที่ทั่วโลกและตลอดเวลา ส่วนที่กรอกในฟอร์มคือข้อมูลที่จำเป็น อย่างกรอกในมือถือ

          การประเมินให้นักศึกษา ไม่จำเป็นเฉพาะว่าเด็กที่กำลังเข้ามหาวิทยาลัยเท่านั้น ให้ทำเพื่อเด็กที่เข้ามาแล้วสามารถประเมินได้ด้วย อาจเป็น Short Course แล้วกลไกการประเมินติดตามคือกลไกการเรียนรู้ ใช้อะไรเป็นตัวกลั่นกรอง และที่กรองเป็นจริงหรือไม่ การได้สมรรถนะพื้นฐานจะดี ถ้าสะสมไปเรื่อยจะสามารถสร้างคน แยกแยะคน มีการประเมินจุดอ่อนจุดแข็งว่าคืออะไร

          ให้ยึดกฎหลักคือถ้าสร้างคนให้ดู Trait เขาแล้วสร้าง Professional ให้เขาแล้วดูความก้าวหน้า

 

ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์

          เวลาน้อยขอชมเชยทั้ง 2 กลุ่มคนรุ่นใหม่และทำ Digital สอดคล้องกับ Thailand 4.0 ปัญหาที่พบคือครูแนะแนวขาดความเข้าใจในอนาคต ถ้าเรามี Click อันนี้แล้วเห็น Trend ในอนาคตก็สามารถสร้างได้ เห็นศักยภาพช้างเผือก และพอมุ่งมั่นเรียนรู้ แทนที่ให้ความรู้ข้างเดียวยังจะได้ความรู้ด้วย Young PhD. จะเป็นพลังสำคัญ

 

โครงการ Teaching and Curriculum

กลุ่มที่ 8 Transformative Learning

การศึกษาของไทยในปัจจุบันเป็นอย่างไร

ปัญหา

          - ล้าหลัง เข้าที่โหล่เป็นที่ 8

          - ระบบการศึกษาไทยไม่เท่าเทียมกัน

          - ข้อสอบวัดประเมินยังไม่ได้มาตรฐาน ระบบการประเมินไม่สามารถแยกแยะหลักสูตรหรือโรงเรียนที่จบมามีมาตรฐานเท่าเทียมกัน ยังต้องพึ่งจากรัฐ และหลังจากนี้ไป จะยั่งยืนได้อย่างไร จะให้นักเรียนทำงานได้เลยสามารถดำรงและเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต

แล้วการศึกษาจะไปทางไหนดี

          - จะเรียนในห้องแคบเล็ก ๆ หรือสร้างห้องเรียนใหญ่ ๆ ที่ทุกคนสร้างห้องเรียนได้

กรอบแนวคิดและยุทธศาสตร์

1. หลักสูตรบูรณาการ (Inter-disciplinary)

2. การจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษาและ Online Course

3. การใช้ทรัพยากรร่วมกันทั้งมหาวิทยาลัยและสถานประกอบการ

4. ผลิตผลงานวิจัยและนวัตกรรม (Research and Innovation)

ขั้นตอนวิธีดำเนินงาน

1. วิเคราะห์ลักษณะของบัณฑิตโดยใช้ช้อมูลจาก Stakeholder

2. สร้างความร่วมมือกับสถานประกอบการในการพัฒนาการเรียนการสอน

3. สร้างหลักสูตรแบบบูรณาการ

4  สร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศ

5. มีการจัดการเรียนการสอนใจสถานศึกษาและ Online Course

รูปแบบหลักสูตรสมัยใหม่

ใช้กรณีศึกษา

1. ยกตัวอย่างวิทยาศาสตร์การอาหารเป็นตัวนำเสนอ

          2. เป็นหลักสูตรแบบบูรณาการ เชื่อมกับสถานประกอบการ และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ

          3. พัฒนาหลักสูตร

          4. ประเมินผลเพื่อปรับเป็นหลักสูตร Transformative Learning ที่ยั่งยืน

หลักสูตรใน Module 1

เนื้อหาที่ทันสมัยต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก มีการทำหลักสูตรออนไลน์ที่แขวงอยู่ สร้างวิทยาศาสตร์การอาหาร แล้วเชื่อมกับ Module 2 เป็นวิทยาศาสตร์การประกอบการ มีการ Transfer หน่วยกิตได้

          กรณีศึกษาที่ 2 มีการทำหลักสูตร MOOK โดยนำกรณีศึกษาที่ 1 แขวนเป็นออนไลน์ได้ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็เรียนได้ และเป็นระบบที่ฟรี เนื้อหา และผู้เรียน ได้เนื้อหาความคิดและไตร่ตรองจะมีลักษณะเป็น Interactive ในหลักสูตรเอง และถ้าจะจบเป็นบัณฑิตได้จะมีกิจกรรมเสริม อาจเป็นมาเรียนทักษะบางอย่างเช่น ทักษะการแปรรูปอาหาร หรือทำงานภาคอุตสาหกรรมนำความรู้ภาคอุตสาหกรรมเป็น Skill สูง และถ้าประเมินร่วมกันจะได้เป็นวัยคุณวุฒิ  

 

นพ.บุญประสิทธิ์ กฤตย์ประชา

          มหาวิทยาลัยมีหลายแห่งที่ไม่มีนักศึกษาเข้า และเริ่มเห็นผลกระทบ ได้พูดถึงโลกยุคใหม่มีเด็กที่เกิดมาเป็น Native Digital เล่นพวกนี้ สามารถหาความรู้ได้ และบอกไว้ว่าบางครั้งอาจารย์สอนผิด ดังนั้นการมีหลักสูตรต่อยอดของคนที่จบแล้วเป็นหลักสูตรสั้น ๆ และหลักสูตรที่สอนมามีการเชื่อมโยงกัน ไม่ใช่คนละก้อน การจัด Cluster ที่ ม.อ.เป็นจุดเด่นได้เช่น Food Science , การแพทย์ , ประมง

          เป็นการ Integrate เป็นกลุ่มและให้ออกมาเป็นคลัสเตอร์ให้ Link ไปกับการวัด KPI เป็นสิ่งที่ทำได้หรือไม่ และเชื่อได้อย่างไรว่าสิ่งที่เราทำอยู่สำเร็จอย่างที่ต้องการจริง เป็นตัวบอกว่าเราเดินไปข้างหน้าได้จริง และเทียบกับ มหาวิทยาลัยอื่นในต่างประเทศ ดูตามความต้องการของสังคม การวัดแล้วบอกอะไรและช่วยให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างไร

          มหาวิทยาลัยต่อไปต้องออกมานอกกรอบ อาจไม่ต้องมีปี 1,2,3,4 คอร์สหนึ่งอาจเรียนจำกัดจำนวนวัน และมีการเรียนแบบสหกิจได้ แต่ต้องออกแบบได้ว่าผลผลิตที่ได้สามารถตอบโจทย์ตามที่ต้องการจริง ดังนั้นเราอาจต้องออกมาไม่เอาวิธีคิดแบบเดิม การไร้กระบวนท่าทำอย่างไรให้ดี เพราะการไร้กระบวนท่าจะเกิด Kiosk เราต้องสามารถจำกัดได้ในกระบวนที่เป็น มีวิธีคิดในการการันตีที่เราสอน ผลลัพธ์ที่กลับมาแล้วจะเป็นอย่างไร หลักสูตรจะเป็น Dynamic ดูแล้วน่าจะเป็นไปได้ แล้วการคุยไม่ได้คุยแค่หลักสูตรเดียวแต่เป็นการสอดคล้องกับมหาวิทยาลัย

 

รศ.นพ.สุธรรม ปิ่นเจริญ

          คอร์สออนไลน์ไม่ทำไม่ได้ เพราะคนอื่นเขาทำกันหมดแล้ว เพราะนักเรียนที่มาเรียนกับเราในอนาคตจะมีการตั้งคำถามว่าลงทะเบียนเรียนแล้วได้อะไร ทุกคนที่จบมา Start ให้ปริญญาตรีก่อนแล้วมาพิสูจน์ที่หลัง

          คุณภาพการศึกษา เรื่องการเข้าถึงของผู้เรียน เรื่องคุณภาพของหลักสูตร นพ.บุญประสิทธิ์พูดชัดเจนมากคือคุณภาพของผู้เรียนและผู้จ่ายเงิน การมองแค่เรื่อง สกอ.กระทรวงศึกษาธิการอาจล้าหลัง

          ในอนาคตถ้านักศึกษาเป็นผู้ประกอบการ จบออกไปแล้วได้สร้างให้คนเป็นผู้ประกอบการได้จริงหรือไม่ ถ้าเราสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้เช่นข้าวสารเหลือจำนวนมาก จะทำให้คนสนใจมาเรียนกับเรา แต่โจทย์ปัญหาคือถ้าเรา Attack ปัญหาของประเทศใคร ๆ ก็อยากจะจัด ถ้าตอบโจทย์รัฐได้ รัฐยินดีสนับสนุนให้แน่นอน และจะถูกมาก

          คุณภาพการศึกษา ต้องดูว่าอาจารย์มีความสามารถในการก้าวทันโจทย์ปัญหาและก้าวทันโลกในอนาคตได้อย่างไร ดังนั้นอาจารย์ต้องเข้าใจในภาคธุรกิจ ต้องทำงานและมีประสบการณ์กับผู้ประกอบการเพื่อพัฒนาความสามารถในการตอบโจทย์ปัญหา และจะทำให้เราตอบโจทย์ปัญหาได้ดีมากขึ้นเรื่อย ๆ

          เป็นการตอบโจทย์ปัญหาที่มหาวิทยาลัยที่ต้องทำให้ได้

 

ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์

          อยากให้สิ่งที่เราพูดกันในวันนี้ไปคิดต่อถึงการตอบสนอง Demand Side สังคม Entrepreneur อาจารย์ไม่ควรลอกตำรามาสอน หลักสูตรนี่ถ้านำไป Integrate กับปริญญาจะทำอย่างไร ต้องสามารถเชื่อมระหว่างข้างในและข้างนอก ม.อ.ต้องมีท่าทีที่เรียนรู้ข้างนอก ยกตัวอย่าง ศ.นพ.วิจารณ์บอกว่าคนในมหาวิทยาลัยต้องออกข้างนอก 40 % คิดนวัตกรรมการเรียนการสอนที่ดีแต่ไป Apply กับในมหาวิทยาลัยยาก ความสำเร็จต้องเกิดขึ้นและต้องต่อเนื่อง

โครงการ Community and Academic Service

กลุ่มที่ 2  โรงแรมสีเขียว

"โรงแรมสีเขียว (PSU Green Residence) เป็นโรงแรมที่พักอาศัยที่มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่มีการบริการที่ครบวงจรทั้งส่วนของธุรกิจและการศึกษา ผ่านจากการผสมผสานความร่วมมือ และการเชื่อมโยงการบูรณาการความรู้จากทักษะความชำนาญของคณะต่าง ๆ และยกระดับความรู้และผลิตภัณฑ์จากชุมชนให้มีมาตรฐานสู่ระดับสากล"

หลักการและเหตุผล

          เริ่มจากมหาวิทยาลัยเรายังขาดอะไร อยากให้ลองดูสิ่งที่เป็นปัญหาในตอนนี้ว่าขาดอะไร

          ตั้งแต่ปีที่แล้ว ม.อ.ออกนอกระบบ ปัญหาคือเราจะอยู่อย่างไรไม่ลำบาก ปัญหาเรื่องเงินเป็นปัญหาระดับหนึ่ง เราอยู่แบบเดิมไม่ได้ ดังนั้นทำอย่างไรที่จะมีเงินมากขึ้นในการขับเคลื่อน ในมหาวิทยาลัยมองทุกอย่างเป็นทรัพยากรหมด เราจะนำทรัพยากรเหล่านี้เป็นเงิน และหาประโยชน์ได้อย่างไร เรายังใช้ทรัพยากรในพื้นที่ไม่คุ้ม มีพื้นที่หลายอย่างที่แต่ละคณะครอบครองและไม่ได้ปล่อยใช้ประโยชน์มาก บางพื้นที่ก็ว่างเปล่า เลยคิดว่าจะทำให้เกิดรายได้ได้อย่างไรจึงมีแนวคิดโยงมาใช้ให้เกิดการเรียนการสอนให้มากที่สุด

          ในแนวคิดแบบจามจุรีสแควร์ วัฒนธรรมเด็กกรุงเทพฯ กับเด็กต่างจังหวัดไม่เหมือนกัน อย่างเช่น เซ็นทรัลเฟสติวอล จึงมีแนวคิดแบบโรงแรม Full Option เกิดขึ้นคือมีเรือนพักรับรองด้วย และมีที่ที่จะใช้คือตรงไปรษณีย์ หรือริมอ่างน้ำเนื่องจากเป็นที่สวยที่สุดที่จะตั้งโรงแรมได้ แล้วถ้ามีโรงแรมแบบนี้จะเป็นอย่างไร อยากพัฒนาตรงส่วนสโมสรมากกว่า ส่วนเรือนรับรองเวลาชวนมหาวิทยาลัยต่างชาติมา ขอเรือนรับรองให้ชาวต่างชาติพัก เขาจะถามว่าจะพักที่เดิมหรือไม่ เพราะรู้สึกไม่อยากพัก

          มหาวิทยาลัยอุดมด้วยผู้มีความรู้ แต่จะทำให้การเรียนการสอนหลุดออกไปนอกกรอบในการทำมาหากินเป็นเงินได้หรือไม่ เป็นปัญหาเชิงการใช้ทรัพยากรที่ทำอย่างไรให้แนวคิดออกจากเดิม ทำอย่างไรให้ใช้เงินที่ไม่ใช่เงินเรา แต่ทำให้รู้สึกใช้คุ้มค่าเหมือนเงินเรา

          ปัญหาโรงแรมภายนอกเป็นอย่างไร เขาจะไม่รู้สึกว่าแข่งขันหรือ

          - ให้เอกชนภายนอกเป็นพันธมิตรในการถือหุ้นจะได้มีส่วนบริหารด้วย

คิดว่าการหารายได้เป็นเรื่องที่จำเป็น มหาวิทยาลัยมีแนวคิดในการหาเงินหรือไม่

แนวคิด

มีการ Apply ความรู้ที่ให้ไว้คือ 3V’s

1. Value Diversity ใช้ความร่วมมืออย่างไร

- ใช้ศาสตร์จากทุกคณะในการเชื่อมโยงกันกับ Eco Conscious Design ใช้พลังงานหมุนเวียน ใช้พลังงานสะอาด สามารถผลิตแผงโซล่าเซลล์และสามารถใช้ได้ มีคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่ผลิตไบโอดีเซล ก๊าซชีวมวลในครัวเรือน คณะวิทยาศาสตร์ที่ผลิตแชมพู สบู่ คณะอุตสาหกรรมเกษตร ทำ Packaging คณะอุตสาหกรรมเกษตร มี Package ท่องเที่ยว การศึกษาเชิงนิเวศ คณะบริหารจัดการ คณะเศรษฐศาสตร์ประเมินเรื่องความคุ้มทุน หรือคณะนิติศาสตร์ดูในเรื่องกฎหมายเป็นต้น

          - ความเชื่อมโยงการบริการวิชาการกับชุมชน การร่วมมือกันจะเสมือนเป็นการตั้งเป้าหมาย ให้เป้าหมายใหญ่ขึ้น ทำอย่างไรให้เปลี่ยนวัตถุดิบการโรงแรมที่ใช้ได้ตลอดเวลา เป็นความท้าทายที่ทำให้เกิดขึ้นและประสบความสำเร็จ มีการให้บริการสถานศึกษาและบริการชุมชนด้วย  อย่างมีผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นของชุมชนที่ผลิตอยู่ เช่นตะกร้าหวาย งานชุมชน คิดช่องทางในการเข้าไปบริการวิชาการ ควบคุม line ผลิต คิดมาตรฐานในการผลิตสินค้า ยกระดับมาตรฐาน เอาสิ่งเหล่านี้มาใช้ในโรงแรม ยกระดับมาตรฐานและเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ ให้จัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ให้บุคลากรต่างชาติมามีคุณภาพมากยิ่งขึ้น มีการทำ Visa

          การสร้างศูนย์ Buddy มีนักศึกษาไทยดูแลชาวต่างชาติ รวมถึงต่างด้าวที่อยู่ที่นี่อย่าง เมียนมาร์ สปป.ลาวที่อยู่ที่นี่

          คาดว่าโครงการจะเปิดปี 2020

          ยกตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือ ตึก KX ที่ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ทำไมคนอื่นทำได้ ทำไมเราทำไม่ได้

 

กลุ่มที่ 4 การพัฒนาชุมชนให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (อย่างยั่งยืน)

"ความยั่งยืนของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ประการหนึ่งเกิดขึ้นได้จากการทำให้ ม.อ.เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization: LO) ซึ่งต้องอาศัยกระบวนการจัดการความรู้(Knowledge Management : KM) และการแบ่งปันความรู้(Sharing) อย่างต่อเนื่อง โดยใช้เทคโนโลยีในการพัฒนา"

หลักการและเหตุผล

          มหาวิทยาลัยเป็นสมาชิกและเป็นที่พึ่งแก่ชุมชน การให้ความช่วยเหลือจึงถือเป็นภารกิจ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ชุมชนแห่งการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

วิธีดำเนินงาน

1. ทีมหลักลงชุมชนเพื่อพูดคุยถึงความต้องการและข้อมูลชุมชน

2. สรุปข้อมูลเพื่อกำหนดหัวข้อและแบ่งกลุ่มย่อย (Content, 4L’s 3V’s 2R’s 2I’s , KM System)

3. ปฏิบัติตามแผนโดยมีความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

4. ติดตาม ประเมินผลและขยายผลสู่ชุมชนอื่น ๆ

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

เกิด Learning Organization Community นวัตกรรมจากชุมชน 3 V’s ความผูกพัน พันธมิตร จิตสาธารณะ

การพัฒนาชุมชน

          ม.อ. มีนโยบาย 1 คณะ 1 ชุมชน เอาสิ่งที่มีอยู่แล้วมาปรับเปลี่ยน สิ่งที่มหาวิทยาลัยเคยทำมาปรับปรุงทำให้เกิด Impact มากขึ้น ยกตัวอย่าง ที่ ม.เกษตรศาสตร์ สามารถปรับเปลี่ยนชุมชนเป็นตัวอย่างได้เลย ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำคือการปรับเปลี่ยนทางภาควิชาการ ถ้ามหาวิทยาลัยต้องปรับเปลี่ยนใหม่ ต้องหาชุมชนที่หลากหลายเป็นเป้าหมายที่แท้จริง

          Engagement กับ Organization คือการสร้างความสัมพันธ์ให้ชุมชนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ สามารถพึ่งพาตนเองได้ สร้างให้ ม.อ.มีความเข้มแข็งแล้วจะเกิดเป็น Engagement ขึ้นมา สิ่งที่ได้รับคือได้รับการสนับสนุนจากชุมชนเป็นพันธมิตรในทุกมิติ

          มนุษย์รุ่น 3 จะเป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่ที่ Transform มีหัวใจ 5 ห้อง หลอมหัวใจในการให้พลังงานในการขับเคลื่อนม.อ.เน้นย้ำปรัชญาของม.อ.คือถือประโยชน์ส่วนตัวเป็นกิจที่สอง ประโยชน์เพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง ลาภ ทรัพย์ จะตกมาที่ท่านเอง ถ้ายังคงไว้ซึ่งการทำอาชีพที่บริสุทธิ์

 

กลุ่มที่ 7 การสร้างบัณฑิตเป็นผู้ประกอบการ

หลักการและเหตุผล

1. สร้างบัณฑิตให้เป็นมืออาชีพ มีทักษะ

2. สามารถเป็นผู้ประกอบการได้

3. แก้ปัญหาการว่างงานของบัณฑิต

          ทุกวันนี้สังคมไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เด็กไม่อยากเป็นผู้รับจ้างอีกต่อไป ทุกอย่างมีการลดตำแหน่งลง เราจะแก้ปัญหาตรงนี้ได้อย่างไร จึงเป็นที่มาการนผลิตบัณฑิตเป็นผู้ประกอบการ

          ม.อ.มีความหลากหลาย และมีหลายวิทยาเขต จึงคิดว่าน่าจะเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จ

วัตถุประสงค์

1. เพื่อหากลยุทธ์ในการสร้างบัณฑิตเป็นผู้ประกอบการ

2. เพื่อผลิตบัณฑิตให้มีทักษะและสามารถเป็นผู้ประกอบการได้

วิธีการดำเนินงาน

1. การวิเคราะห์ SWOT – รู้เขา รู้เรา รบชนะ

2. การเสริมสร้างเครือข่ายระหว่างมหาวิทยาลัยและผู้ประกอบการ

3. การจัดกิจกรรมสอดแทรกในวิชาเรียนและการจัดกิจกรรมต่าง ๆ

4. การปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัยและสอดคล้องกับการผลิตบัณฑิตเพื่อเป็นผู้ประกอบการ

          โครงการจะเกิดขึ้นได้ต้องมีขั้นตอนการดำเนินงานที่เป็นระบบ นำกิจกรรมที่แต่ละคณะจัดขึ้นมา แต่ต้องมีการขับเคลื่อนให้ดำเนินและก้าวหน้าต่อไป เช่นการพัฒนาบุคลากรหรือบัณฑิตให้เป็นผู้ประกอบการต้องมีการรร่วมมือแบบพหุภาคีคือ มหาวิทยาลัยมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ บัณฑิต ทั้งศิษย์เก่า และที่กำลังศึกษา ทุกส่วนต้องมีการเชื่อมโยงทุกฝ่ายให้เชื่อมโยงกัน เช่น ศิษย์เก่าให้เล็งเห็นถึงประโยชน์ในการร่วมมือและช่วยเหลือกัน ศิษย์ที่กำลังศึกษาสร้างจิตสำนึกในความเป็นลูกพระบิดา เมื่อจบไปแล้วจะได้นำทุนทรัพย์และทรัพยากรต่าง ๆ มาช่วยได้เหมือนกัน

กรอบแนวคิดโครงการและยุทธศาสตร์

1. การสร้างผู้ประกอบการใหม่

2. ตอบสนองนโยบายของรัฐบาล

3. ยกระดับรายได้ของคนไทยให้สูงขึ้น

          ใช้แนวคิด 2 R’s คือ Reality & Relevance ในการเชื่อมโยง

ผลที่คาดว่าจะได้รับและการสร้างมูลค่าแบบ 3V

1. สร้างเครือข่ายระหว่างมหาวิทยาลัย ศิษย์เก่าและผู้ประกอบการ

2. บัณฑิตมีงานทำเป็นของตนเองและมีรายได้สูงขึ้น

3. มีคนสนใจเข้ามาเรียนในหลักสูตรมากขึ้น

4. ตอบสนองนโยบายของรัฐบาลไทยแลนด์ 4.0

 

กลุ่มที่ 10 ชราชนม์: Charachon Village with Quality of Life

"โครงการหมู่บ้านชราชนม์ในมหาวิทยาลัย สำหรับผู้สูงอายุที่เกษียณอายุราชการแล้ว ในการเป็นทางเลือกในการอยู่อาศัยสำหรับบุคคลผู้ทรงคุณค่าของมหาวิทยาลัย ที่มีความผูกพันต่อองค์กร เสริมสร้างความรู้สึกมั่นคงและความสุขในชีวิต ด้วยสถาปัตยกรรม นวัตกรรม และเทคโนโลยี ที่สามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงของวัยได้อย่างเหมาะสม "

หลักการและเหตุผล

          เราจะมีภาพอย่างไรหลังจากที่เราเกษียณไปแล้ว เราในฐานะม.อ. ซึ่งอยู่กับประเทศไทยมา 50 ปี สิ่งที่มีคือความรู้ ความเชี่ยวชาญ ทักษะที่หลากหลาย ที่สะสมมาตลอดคือสินทรัพย์และทรัพย์สินที่มีคุณค่าอย่างมากในการสร้างขึ้นมา เราสามารถทำให้เกิดความรู้สร้างรายได้ ได้หรือไม่ เป็นความท้าทายของมหาวิทยาลัยในหลายระดับ พบว่าบุคลากรแต่ละกลุ่มมีความคาดหวังไม่เหมือนกัน

          การดำเนินการมี 3 ส่วนคือ Input ที่เรามี กับวงล้อภายใน และมีตัวชราชนม์เอง เป็นความรู้ความชำนาญที่มี บุคลากรมีความหลากหลาย งานวิจัยเป็นงานที่มีประโยชน์แต่ยังไม่เปลี่ยนเป็นรูปแบบของการบริการ มี Smart Accommodation ในการดูแลว่าเขายังมีคุณค่าอยู่ มีศิลปวัฒนธรรมในการให้ความรู้กับคนอื่น มีระบบไอที ที่สนับสนุนกัน และตัว Staff ก็ติดตามดูแลผู้สูงอายุได้ Senior เป็นคนที่มีคุณภาพ และบริการที่ให้ไปจะกลับมาเป็นรายได้ให้มหาวิทยาลัย

          ความรู้และงานวิจัยที่มีสามารถเอามาจาก Shelf สร้างมูลค่าได้อย่างแท้จริง

การดำเนินการ

1. การควบรวมการทำงานระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชนร่วมกัน

2. หาทุน สร้าง Infrastructure มีระบบไอที การเตรียมกำลังคน และ Staff ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

3. มีกิจกรรมต่าง ๆ ให้ทำ

4. มีการประเมินผลทุก 5 ปี

สรุปคือ เป็นการนำความรู้ที่เรามีเปลี่ยนเป็นงานบริการที่มีคุณภาพสูง จากการสะสมความรู้ เพื่อเป็นสวัสดิการให้กับ Staff PSU ที่จะดูแลเป็นพี่น้องจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

กลุ่มเป้าหมาย

          ผู้สูงอายุที่ไม่ป่วย สามารถรองรับค่าใช้จ่ายได้

 

การร่วมแสดงความคิดเห็น

นพ.บุญประสิทธิ์ กฤตย์ประชา

 

          โจทย์ใหญ่ที่ตั้งคำถามมา คือมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จะดูแลพวกเราไปถึงแค่ไหน แนวคิดของผู้บริหารไม่ใช่คิดแค่ 60 ปีแล้วแยกย้ายกัน เชื่อว่าคนที่ตัดสินใจใช้ชีวิตที่ดีที่สุดอยู่ที่นี่บอกบางอย่างที่จะทำสิ่งที่มีคุณค่าให้กับมหาวิทยาลัย เราจะทำอย่างไรที่จะดูแลกันให้มากที่สุด

          จากเดิมเป็นระบบราชการเป็นบำนาญ พอเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยจบแล้วไม่มีต่อเหมือนราชการ ที่เหลือต้องทำต่อ สิ่งที่ทำคือภายใต้ข้อจำกัด สิ่งที่เราทำคือยังยึดระเบียบกระทรวงการคลังอยู่

          อาจารย์ใหม่เข้ามาเงินเดือนจะขยับเร็วแต่จะตันเร็ว เราต้องดู Funding ที่มีอยู่ เงินเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด แต่ต้องไม่ให้มาจำกัดการทำงานเราทั้งหมด

          ถ้าเราสามารถรวมทุกอย่างมาด้วยกันสามารถทำเป็นแบบ One Stop Service น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่ทำให้ต่อไปได้

เราอาจไม่จำเป็นต้องให้ความรู้ชุมชน แต่เราอาจไปเรียนรู้จากชุมชน เพราะบางครั้งชุมชนเก่งกว่าเรา ให้ไปช่วยและไปเรียนรู้บ้างจะเกิดสิ่งที่เป็นประโยชน์เกิดขึ้น

การทำให้สอดคล้องคือหน้าที่ ม.อ.คือผลิตบัณฑิต และการมีบริการทางวิชาการ ถ้าเชื่อมได้จะดีมาก ผลพลอยได้จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศ แล้วสิ่งอื่น ๆ ตามมา

 

รศ.นพ.สุธรรม ปิ่นเจริญ

          เรื่องโรงแรมสีเขียวกับชราชลป์ มองเป็นเรื่องเดียวกัน ปัจจัยแห่งความสำเร็จบนจุดแข็งคือจุดอ่อน เรื่องที่พักถ้าเปลี่ยนจากโรงแรมเป็นหอพักจะเป็นอย่างไร อย่างโรงแรมมีแล้วที่ภูเก็ตหรือสุราษฎร์อาจให้มาเล่าถึงปัจจัยที่สำเร็จและไม่สำเร็จ ว่าจะมีอะไรเป็นตัวแก้

          นักศึกษาอีก 10,000 คน สามารถทำให้ดีได้ ถ้าเราทำพื้นฐานดีจะต่อยอดให้ได้หมด

          เรื่องชลาชลม์ เป็นภารกิจเร่งด่วนของประเทศที่เราควรทำ ทำให้เป็นต้นแบบ เพื่อเกิดประโยชน์ให้กับประชาชน และคิดว่าจะได้รับการสนับสนุนจากภาคประชาชนมาก ต้องไปผูกกับสิ่งที่ประเทศชาติควรได้รับ

          เรื่องบัณฑิตผู้ประกอบการกับชุมชนแห่งการเรียนรู้ ชอบเพราะการทำงานร่วมกับชุมชนทำให้เราเรียนรู้ โจทย์ของชุมชนทุกโจทย์จะทำให้เรารวมศาสตร์ได้โดยอัตโนมัติ เช่น การรวมหมอแต่ละสาขาไม่ติด แต่ถ้าร่วมกันมารักษาคนไข้คนหนึ่งจะรวมหมอได้ ดังนั้นการนำโจทย์เป็นตัวตั้งจึงสามารถสร้างการร่วมกันได้ การนำโจทย์ชุมชนตั้งจึงทำให้เราเรียนรู้และพัฒนาศาสตร์ของตัวเอง ชุมชนหรือ KM อาจเป็นศัพท์ที่แสลง

          บัณฑิตผู้ประกอบการต้องเอาผู้ประกอบการมาเป็นบัณฑิต คนที่มาเรียนรู้การพัฒนาคน หรืออนาคตมหาวิทยาลัยติดกรอบในช่วงสั้นขณะเป็น Life Long Learning ผู้ประกอบการต้องถูกพัฒนาตลอด ทำอย่างไรผู้ประกอบการจะเป็นส่วนให้เราสร้างลูกศิษย์เราให้ดีขึ้น และขณะเดียวกันอาจารย์ก็เก่งขึ้นด้วย

 

โครงการ Alliance

กลุ่มที่ 3 A2C : Alumni2Alliance

หลักการและเหตุผล

50 ปีที่ผ่านมา ม.อ.ได้ผลิตบัณฑิตจบแล้วเป็นจำนวนมาก กระจายกันทำงานในด้านต่างๆ ที่หลากหลายทั่วประเทศ การเชื่อมโยงศิษย์เก่าให้เป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งและสามารถยกระดับศิษย์เก่าเป็นพันธมิตรในการพัฒนาการศึกษา พัฒนาคน พัฒนางาน พัฒนาชาติ ร่วมกับมหาวิทยาลัยได้ในหลายมิติ

เชื่อมโยงเครือข่ายงาน เครือข่ายทุนการศึกษา เครือข่ายฝึกงานและสหกิจ เครือข่ายกิจกรรมร่วม ซึ่งจะร่วมทำให้ “สงขลานครินทร์เข้มแข็งอย่างยั่งยืน”

          A2C ได้จากการไปดูงานที่ KX

แนวคิด

          เพื่อต่อยอดความร่วมมือศิษย์เก่าสู่ความใกล้ชิดได้อย่างไร  

          มีสถานที่เป็นอาคารที่มีทุกสรรพสิ่งอยู่ที่นี่เป็นการรวมศิษย์เก่า มีการทำฐานข้อมูลศิษย์เก่าในการเข้าออกมหาวิทยาลัย

          จะ Manage Talent ได้อย่างไร ทำให้ Talent รวมกันเป็น PSU Integrated Heart

ผลการสำรวจ

          ศิษย์เก่า ม.อ. ของ 5วิทยาเขต Update เมื่อ 5 ปีที่แล้วมี 110,000 คน Update ปีนี้มี 140,000 คน

วิธีการ

1. เขียนโปรแกรมว่าที่อยู่บ้านอยู่ตรงไหน เบอร์โทรเป็นอย่างไร และให้เขาสามารถแก้ไข Update ข้อมูลได้

          - สามารถคลิกดูบ้านเครือข่าย เพื่อศึกษาพื้นที่ที่มาเรียน ดูบริเวณศิษย์เก่าอยู่อาศัยเพื่อจัดการบริหารพื้นที่ว่าเป็นอย่างไร จะสามารถดูพื้นที่ที่จัดการแลกเปลี่ยนโครงการต่าง ๆ ได้

2. เพื่อเชื่อมโยงศิษย์ในการสร้างนวัตกรรมร่วมกัน

          - ศิษย์เก่ามีความต้องการช่วยมาก แต่ระบบในการเข้าถึงเป็นอย่างไร และเชื่อหรือไม่ว่าสิ่งที่

          - นำสิ่งนี้มาวิเคราะห์เพื่อพัฒนานวัตกรรมคิดค้นงานวิจัยที่เป็นประโยชน์

-  ทำให้เราเห็นภาพศิษย์เก่าทั้งหมดว่าแต่ละคนเป็นใคร แต่ละคนต้องการความช่วยเหลืออย่างไรบ้าง เป็นต้น

 

ดร.ศิริลักษณ์ เมฆสังข์

          เรื่อง HPDC เป็นเหมือน Quality of Work life อยากให้ไปสานต่อเป็น Segment ให้ชัดเจน ในภาพรวมอยากให้พัฒนาคนเพราะคนกว้าง จาก Purpose ดู Outcome คือการสร้างให้คนอยู่ในโลกอนาคตได้

          กิจกรรมเสริมหลักสูตรเพื่อพัฒนานักศึกษาต้องใช้ Social Skill กับ Life Skill สร้าง Cross Cultural

ทำงานเป็น Team Project ดังนั้นการเรียนการสอน ที่เป็น Systematic Thinking ทำอย่างไรให้เป็น Global อย่าง Thinking Skill ที่เป็น Exposure และให้ Teach how to learn

          Transformative Learning ทำอย่างไรที่เปลี่ยน Mindset เก่า ทำอย่างไรเป็น Curriculum Evaluation เป็น Outside in กับ Inside Out ให้เกิดการปฏิบัติจริงแล้วมี Facilitate ที่ยั่งยืน

          โรงแรมสีเขียว บัณฑิต พัฒนาชุมชน การนำมาร่วมกันแล้ว Integrate จะเป็นประโยชน์มาก

 

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

          เรื่องโรงแรมสีเขียว เคยทำมา ถ้าไม่มีหลักสูตรเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและโรงแรมไม่แนะนำ

          ชราชนม์วิลเลจ แนวคิดดีแต่ชื่อชราชนม์อาจปรับเปลี่ยน  ถ้าไม่จัดให้เป็นจะมีปัญหา อย่างคนอายุ  60 – 75 ปี เป็นกลุ่มคนเป็น Brain ของประเทศสามารเชื่อมอนาคตกับอดีตได้ใช้ได้

          เราจะทำบ้านไม่ต้องสวยหรูแต่ให้ใช้ได้จริง เป็นงานฝีมือที่เราต้องจัดกลุ่มให้ดี แล้วจัดให้เด็กไปเรียนกับคนแก่ตรงนั้น

 

นพ.บุญประสิทธิ์ กฤตย์ประชา

          ศักยภาพศิษย์เก่า ม.อ.มีสูงแต่ไม่เคยใช้ และไม่รู้จัก ถ้าเราหาเหตุผลให้ศิษย์เก่าที่จะบริจาคเงินเป็นเหตุผลที่ดีและมีคุณค่าเชื่อว่าจะมา และเข้าที่คณะจะง่ายกว่าที่มหาวิทยาลัย เพราะคณะคือส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัย อีกส่วนหนึ่งที่อยากทำคือผู้เกษียณ มีชมรมรัฐ ม.อ.ที่ทำอยู่ มหาวิทยาลัยไหนที่ดูแลได้ดี จุดหนึ่งต้องมีกระบวนการจัดการด้านเกษียณ

          เราต้องทำงาน หยุดทำงานไม่ได้ และสามารถดึงระบบ Volunteer มาใช้ยังไม่ได้ใช้ระบบเหมือนกัน เราต้องสร้างความผูกพันในสิ่งนี้ ต้องให้คนมาร้อยเรียงในการมีส่วนร่วมพัฒนามหาวิทยาลัยมากขึ้น

          กลุ่มที่น่าทำคือกลุ่ม Young Ph.D ที่มีพลังในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัย ต้องเอาสิ่งที่อาจารย์คุยกันมาขัดเกลาและคิดต่อให้ลึกมากขึ้น เราจะนำสิ่งที่คิดไม่ตรงกันมาช่วยกันอย่างไร สิ่งที่ไม่ตรงกันพอมาปะทะกันทางปัญญาจะทำให้มีความคิดที่ชัดเชนมากขึ้น

          เราจะทำอย่างไรที่นำผู้เข้าอบรมหลายรุ่นมาพบกัน คุยกันแล้วผลักเป็นรูปธรรมที่แท้จริง เริ่มต้นอาจชนะเล็ก ๆ ก่อนค่อยชนะใหญ่ ๆ เชื่อได้ว่าพลังที่มีอยู่เป็นจริง

 

ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์

          ความสำเร็จในวันนี้มาจากท่านอธิการชูศักดิ์ ที่ตัดสินใจให้ทำ 1,2,3 และมีท่านรองอธิการบุญประสิทธิ์ในการทำให้ต่อเนื่อง หลักสูตรนี้ถ้าเทียบกับมหาวิทยาลัยทุกแห่งน่าจะดี ที่อยากจะขอบคุณมากคือทุกคนในห้องนี้ มีการเลือกผู้นำได้ดี และทำงานเป็นทีม

          การเป็นผู้นำที่ดีคือการ Inspire ผู้อื่นให้เป็นเลิศ เป็นผู้นำแบบ Servant Leadership คือทำให้คนอื่นเป็นเลิศ

          ขอขอบคุณมหาวิทยาลัยและทีมงานด้วย เราจะกระเด้งได้อย่างไร และหลังจากวันนี้ให้เป็น Beginning มี Chira Spirit ในการช่วยงานต่อไป

 

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

          ทุกกลุ่มมีการนำ KM และ LO มาใช้ในการดำเนินการ

 

วิชาที่ 45

ทฤษฎีกระเด้ง.. จากความรู้สู่การปรับใช้สู่ก้าวอนาคตแบบ 3 V’s

บทสรุปภาพรวมของกิจกรรมการเรียนรู้ในโครงการฯ

โดย ตัวแทนของ 5 กลุ่ม

 

กลุ่มที่ 1

          จบจากที่นี่เป็นลูกหม้อที่นี่ ผ่านทฤษฎี 3 V’s อย่างไร ม.อ.แน่นด้วยวิชาการทั้งนั้น ทุกคณะพยายามทำสิ่งที่ดีเหมือนกันหมด  แต่ไม่ได้ถามว่าใครทำอะไรตรงไหน สิ่งที่อยากจะรู้และบอกทุกท่านในฐานะที่เป็นเด็กใหม่ เราต้องเปลี่ยนความคิดตัวเอง คือสิ่งเดียวที่ทำให้เราเดินไปข้างหน้าได้เราต้องเปิดใจ ไม่เช่นนั้นเราจะไม่เดินต่อ อย่างแรกเปิดใจในฐานะรุ่นพี่ว่ารุ่นน้องคิดอย่างไร ถ้าจริงปรับ ถ้าไม่จริงเดินต่อ และเปิดใจในการกล้าคุยและทำงานด้วยกัน ไม่ต้องกลัวว่าใครเก่งกว่ากัน การเข้าคอร์สนี้เราต้องกล้าเปิดใจ ยินดีเปิดใจและถ้าเราเปลี่ยนตัวเองและเดินไปข้างหน้า

          ขอขอบคุณ มหาวิทยาลัยว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่ทรงคุณค่ามากได้เรียนรู้อะไรมากเลย

 

กลุ่มที่ 2

          สิ่งที่ได้รับจากโครงการตัวเองคือคิดนอกกรอบ มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือยึดถือพระราชปณิธานของพระราชบิดาที่ยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ คิดนอกกรอบ และให้มีการทำงานเชื่อมกัน

 

กลุ่มที่ 3

          ตั้งแต่วันแรกมีความเป็นมาคือความประทับใจ ตลอด 7 ครั้งที่ได้เรียนมา วิทยากรให้องค์ความรู้มากมายอยู่ที่ว่าเราจะได้เท่าไหร่อยู่ที่ความรู้ความสามารถ การที่ได้มาอบรมรู้สึกว่าได้กลับมาเป็นเด็กอีกครั้ง พอถ่ายรูปมาในกลุ่มน้อง ๆ มีความน่ารักมาก แสดงว่ามหาวิทยาลัยคัดเลือกคนเข้ามาอย่างมีคุณภาพ เชื่อได้ว่า Young PhD. จะเป็น ยังเติร์กในการปรับเปลี่ยน ม.อ. ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมเดิม ๆ และจากวันนี้แล้วจะ Innovation ในการนำเสนอ ได้กล้าคิดด้วยจิตใจบริสุทธ์ ถือว่าเป็นมิติใหม่ เมื่อเขามอบโอกาสให้ทำได้ดีที่สุด ทำอย่างไรที่จะทำงานได้บนข้อจำกัด และสุดท้ายทุกทฤษฎีอาจไม่เอามาทั้งหมดแต่ให้นำมาประยุกต๋ในการปรับใช้กับองค์กรของเรา และคิดว่ารุ่นที่ 4 และที่ 5 ยังมีต่อไป

 

กลุ่มที่ 4

          ในวันแรกที่เข้ามายังรู้สึกว่าเข้ามาทำไม แต่ได้ถูกบรรจุในการพัฒนาผู้นำบริหาร และศึกษาศาสตร์จิตปัญญา คือการพัฒนา Inner Growth พบว่าการสื่อสารทั้งหมดเป็นเรื่องเดียวกัน แต่คนละวิธี อย่างไรก็ตามจะใช้วิธีทั้งหมดที่เป็นตัวเอง

          ขอบคุณมิตรภาพที่เกิดขึ้น ได้เพื่อนหลายรุ่น ถ้าเสียดายที่สุดคือเสียดายที่ไม่ได้เจอหลายท่าน แต่ยังโชคดีที่ได้หัวข้อวิจัยกับไปด้วย

 

 

กลุ่มที่ 5

          จัดรุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 3 แสดงว่ามีอะไรดี เห็นได้ว่า Change ได้คือบุคลากร บุคลากรต้องเปลี่ยนแปลงอย่างไร เห็นได้ชัดว่าจะพัฒนาได้อย่างไร มหาวิทยาลัยต้องพัฒนาบุคลากรเป็นสำคัญให้เกิดความมั่นคงและมั่งคั่งในอนาคต

 

 

ประธานรุ่นกล่าว ฯ

การเล็งเห็นคุณค่า การเรียนรู้ด้วยหัวใจ ขอบคุณที่ได้รับเลือกเป็นผู้นำ ส่วนหนึ่งที่ได้เรียนรู้ได้จดไป 3 เล่ม ในโอกาสนี้ขอขอบคุณ Chira Academy และทีมที่ช่วยประสานการขับเคลื่อน ม.อ.สู่ความยั่งยืน การเดินคือการก้าวสั้น ๆ สู่ก้าวที่ชนะที่จะนำพาเราเดินไป คิด ทำ นำ พา คิดในหัว ทำให้เห็น และนำไปสู่การทำได้ ทำได้ พาให้เดินไปด้วยกัน ทุกอย่างที่เรียนมาขอให้ทบทวนว่าอะไรที่ใช้ได้ก็ดึงมาใช้ สิ่งที่พูดจะนำไปสู่การ Big Change

 

อาจารย์พิชิต เรืองแสงวัฒนา

รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

          รู้สึกมีความยินดีที่ได้ประจักษ์เห็นโครงการนี้ เราได้รับเกียรติจากมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศในฐาน Chira Academy ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ผ่านการอบรม เป็นโครงการที่เป็นประโยชน์เป็นเวทีที่สร้างแรงบันดาลใจ สร้างทีมเวอร์กในการขับเคลื่อน ม.อ.สู่ยุคการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนผ่านสู่จุดที่สำเร็จมากยิ่งขึ้นเป็นวันดีที่ก้าวสู่การเริ่มต้นมหาวิทยาลัย รู้สึกดีที่มีโอกาสได้รับฟังสิ่งต่าง ๆที่พูดและเชื่อได้ Implement ผ่านมหาวิทยาลัยและลงมาที่มหาวิทยาลัยในอนาคต

          หลายเรื่องเป็นโครงการใหม่ที่ทำได้จริง ต้องสร้างแรงบันดาลใจ ต้องมีการทำให้สอดคล้องกับแนวทางของมหาวิทยาลัยในอนาคต มีโครงการหลายเรื่องที่น่าสนใจและสอดคล้องกับการดำเนินงานมหาวิทยาลัยอย่าง Smart City น่าจะมีโมเดลบางอย่างที่มหาวิทยาลัยขับเคลื่อน Smart University ได้ ถ้าทำได้จะเป็นโมเดลที่สอดคล้องกันได้ คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ดี

          อีกเรื่องที่ฝากไว้คือ Young Leader พยายามให้เกิด Inspiration ในองค์กรเพื่อให้ขับเคลื่อนได้ อย่าง Competency ในระดับ 5 ได้ต้องสามารถ Inspire ให้คนอื่นไปในแนวทางที่ดีได้ หวังว่าพวกเราทุกคนจะมีพัฒนาการไปอยู่ในแนวนั้นได้ดี

          ผู้นำในรุ่นที่ 3 นี้ได้รับคัดเลือกให้ไปนั่งในสภามหาวิทยาลัย คิดว่าน่าจะเป็นโอกาสอันดีในการสานต่อได้   

          โครงการนี้เป็นโครงการที่น่าสนใจที่ดึงให้พวกเราได้เข้าร่วม โครงการสำเร็จด้วความทุ่มเท ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน และหวังว่าเป็นกำลังสำคัญในการดำเนินการไปสู่เป้าหมายตามที่ตั้งไว้

 

นพ.บุญประสิทธิ์ กฤตย์ประชา

          รู้สึกมีสิทธิพิเศษที่ได้อยู่ท่ามกลางทุกคน ได้เรียนรู้ ได้รับฟังไอเดียที่มีคุณค่ามากในการพัฒนามหาวิทยาลัย ภาพที่คิดอาจเหมือนเป๊ะหรือไม่ แต่คล้ายกัน สิ่งที่ทำเพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี เชื่อและศรัทธาในการทำ สิ่งที่พาเราอยู่ด้วยกันคือการรักในองค์กร รักในเพื่อนร่วมงาน รักในการทำงานร่วมกัน และเรามีความหวังว่าสิ่งต่าง ๆ จะดีขึ้นกว่านี้ถ้าเราไม่ได้ทำคนเดียว ช่องเดียว แต่กำลังร่วมกับเพื่อนร่วมสาขา ต่างคณะ ต่างสถาบัน มีความหวัง มีความรัก และเชื่อว่าสิ่งที่เราจะทำจะดี เราจะเดินด้วยกัน และเราไม่ได้เดินคนเดียว วันไหนที่ฟ้าหม่นให้รู้ว่าเรามีเพื่อนร่วมทาง สิ่งนี้คือความศรัทธา ให้ทำงานของเราด้วยความรัก มี Passion อดทน ลำบากแค่ไหนก็จะสู้ ให้ขึ้นเขา แม้ตกก็ขึ้นมาใหม่ ขอให้คน ม.อ.เอาจริง

          ด้วยความรัก และศรัทธาที่มี คุณค่าที่จะสร้างในอนาคตจะเป็นคุณค่าที่มีประโยชน์มาก เสมือนเรามาจุดไฟให้พวกเราเอง ม.อ.จะดีกว่าเดิมไม่ใช่แค่ปีสองปี แต่จะดีขึ้นในระยะยาวแต่เร็วกว่าเดิม มี PDCA มีการวางแผนว่าทำอะไร ฝากแล้วให้ Approach Deploy Integration แล้วถ้าอยู่ในสันดานในการทำงาน สิ่งนี้จะเกิดกับเราด้วย

          ขอให้เสนอว่าสิ่งนี้ดีต่อ และให้ขยายต่อเพื่อที่จะประเมินในการเดินต่อว่าจะเดินได้อย่างไร เมื่อถึงหน่วยงานอยากให้ Feedback ว่าเป็นอย่างไร


โปรดคลิกที่ลิ้งค์นี้เพื่อติดตามข่าวโครงการ


สื่อสิ่งพิมพ์

http://www.naewna.com/politic/columnist/30163

ที่มา: คอลัมน์บทเรียนจากความจริงกับดร.จีระ. แนวหน้า. วันเสาร์ที่ 17 มิถุนายน 2560 หน้า 5

 

http://www.naewna.com/politic/columnist/30450

ที่มา: คอลัมน์บทเรียนจากความจริงกับดร.จีระ. แนวหน้า. วันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม 2560 หน้า 5

 

http://www.naewna.com/politic/columnist/30919

ที่มา: คอลัมน์บทเรียนจากความจริงกับดร.จีระ. แนวหน้า. วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม 2560 หน้า 5

 

http://www.naewna.com/politic/columnist/31841

ที่มา: คอลัมน์บทเรียนจากความจริงกับดร.จีระ. แนวหน้า. วันเสาร์ที่ 16 กันยายน 2560 หน้า 5

 

รายการวิทยุ

http://www.thinkingradio.net/view/594621eae3f8e4d032374644

ที่มา: รายการวิทยุ  Human Talk. ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 18 มิถุนายน 2560 เวลา 6.00-6.30 น. ทาง FM 96.5 MHz.

 

http://www.thinkingradio.net/view/5958c0fbe3f8e4d0323755ce

ที่มา: รายการวิทยุ Human Talk. ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 2 กรกฎาคม 2560 เวลา 6.00-6.30 น. ทาง FM 96.5 MHz.

 

http://www.thinkingradio.net/view/596b4560e3f8e40af5bdaf7d

ที่มา: รายการวิทยุ Human Talk. ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม 2560 เวลา 6.00-6.30 น. ทาง FM 96.5 MHz.

 

http://www.thinkingradio.net/view/59b78504e3f8e48a5facb6b0

ที่มา: รายการวิทยุ Human Talk. ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 10 กันยายน 2560 เวลา 6.00-6.30 น. ทาง FM 96.5 MHz.


รายการโทรทัศน์

https://youtu.be/ZI3sqdRvS-A

ที่มา: รายการ คิดเป็น…ก้าวเป็น กับ “ดร.จีระ”. ตอน : ทฤษฎีกระเด้ง..ของห้องเรียนผู้นำ PSU3 ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 

ออกอากาศ : วันพฤหัสบดีที่ 12 ตุลาคม 2560 ทางช่อง TGN ระหว่างเวลา 21.00-21.30 น.


สื่อออนไลน์

http://www.chaipat.or.th/site_content/899-manager-chaipattana-news/8512-2017-08-09-08-28-41.html

 

#PSUfutureleaders3

#โครงการพัฒนาผู้นำนักบริหารเพื่ออนาคตของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์รุ่นที่3

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Chira Academy



ความเห็น (3)

อโนมา
IP: xxx.68.233.23
เขียนเมื่อ 

การอบรมวันนี้ภาคเช้าชอบมาก สนุก ชวนติดตาม ที่ได้ทีมโคทที่ดี 2 ท่าน มาสอนในเรื่องทางจิตวิทยา การรู้ตนเอง ด้วยการทำแบบทดสอบ แง่คิดการสร้างสมดุลของความแตกต่างที่ต้องเผชิญเมื่อทำงาน สื่อสาร แม้กระทั่งสอน ที่ต้องเข้าใจในความต่างของประเภทบุคคล ต่อด้วยเรื่องมุมมองของคุณกษิต ภิรมย์ ที่เสนอแนวคิดจากมุมมองของท่านที่คิดต่าง กับการตอบคำถามที่ชัดเจน ชี้ประเด็นให้เปลี่ยนมุมคิด และท่านให้โจทย์ที่ ม.อ. จับต้องเอาไปเคลื่อนได้ "หาให้เจอว่า ม.อ. จะ excellence สาขาไหน เมื่อรู้จุดของตน จะได้มีทิศทางในการวางแผนเดินที่ชัด"  ถัดมกับ  LO อันนี้ยกให้ภาพชัดขึ้นจากการวิเคราะห์ทฤษฎีเทียบของ Senge กับ Chira ผนวกกับสิ่งที่ อ. เปี๊ยก ได้กระตุ้นข้อคิดสั้นๆ และ อ. จ้า ได้ประมวลให้ ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ครบองค์ ขาดแค่เดินให้เป็นจริงเท่านั้น ...ห้องเรียนแห่งการเรียนรู้เกิดขึ้นทุกครั้งกับการอบรมในครอสนี้ ได้สัมผัสวิทยากรชั้นนำ ได้แตกความคิด ...

Apichat Heednacram
IP: xxx.158.164.172
เขียนเมื่อ 

Summary of what has been learned and what will be applied to the work

8-September-17

Subject 42:

  • Mr. Leigh Scott-Kemmis presented the steps to executive coaching. My favorite quote is “most people think listening is to wait for their time to speak”.
  • It is important to reframe the picture and encourage discovery of different perspectives.
  • SOI is Situation, Observation and Impact. 

Subject 43:

  • Former Minister of Foreign Affairs, Mr. Kasit Piromya outlined three important roles 
  • 1) The settings (global, regional, national and provincial)
  • 2) The positioning (teaching, researching, academic services, etc.)
  • 3) Capacity building or human resource development

9-September-17

Subject 44:

  • My favorite innovative projects are “click for the future” and “green hotel”. The ideas of these projects are new and creative. “Alumni” project is also good because they are possible to implement and useful for fundraising.

Subject 45:

  • Five peoples talked about how they have learnt from this class and their favorite moments. My favorite moment was the drawing class. Sometimes it is good to use the other side of the brain and forget about everything else. 
นวมน จันทร์กลิ่น
IP: xxx.68.5.94
เขียนเมื่อ 

สรุปการเรียนรู้โครงการผู้นำนักบริหารเพื่ออนาคตของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รุ่นที่ 3

วิชาที่ 1 ปฐมนิเทศ แนะนำทฤษฎีที่สำคัญ

สิ่งที่ประทับใจคือทฤษฎี  3 V’s โดยเฉพาะข้อ Value Diversity ซึ่งจะทำให้เกิด Value Creation โครงการนี้ได้ทำให้ผู้คนต่างคณะ ต่างวิทยาเขต ต่างเพศ ต่างวัย ได้มีโอกาสมาปะทะสังสรรค์ทางความคิด ถ้าไม่มีโอกาสนี้คงเป็นไปได้ยากที่จะโอกาสได้รู้จักกับ top cream ของมหาวิทยาลัย ซึ่งจะเกิดความร่วมมือในการสร้างงานดี ๆ ให้เกิดขึ้นในอนาคตได้แน่นอน

วิชาที่ ๒ ภาวะผู้นำและการสร้างผู้นำนักบริหาร

สิ่งที่ประทับใจคือ IMF – Inner Motivation Force ดังนั้นการที่องค์กรจะได้รับประโยชน์สูงสุดคือต้องสร้าง Motivation and inspiration ให้แก่บุคลากรเพื่อกลั่นศักยภาพสูงสุดออกมาให้ได้

วิชาที่ ๓ Public speaking

ประเด็นที่ประทับใจคือ  Voice of fear  ความกลัวในจิตใจมนุษย์มีความยิ่งใหญ่มาก มีผลต่อการหดตัวของพฤติกรรมหรือแม้แต่ความคิด การที่จะเอาชนะความกลัวได้นั้น ไม่ใช่การพยายามที่จะไม่กลัว แต่เป็นการก้าวข้ามความกลัวนั้น ด้วยการค้นหาให้เจอถึงสาเหตุ เข้าใจ และพยายามหาเหตุผลมาคลายปมแห่งความกลัวนั้น

วิชาที่ ๔ Passion and Engagement

ประเด็นที่ประทับใจคือ  Let yourself fail การที่มนุษย์ยอมที่จะผิดพลาดบ้าง นั่นหมายความว่ามนุษย์ยอมรับความจริง และสิ่งสำคัญที่ต้องเกิดขึ้นคือ การพยายามที่จะเริ่มต้นใหม่ โดยการนำข้อผิดพลาดนั้นมาเป็นบทเรียนเพื่อมิให้ผิดพลาดเช่นนั้นอีก

วิชาที่ ๕ การพัฒนามหาวิทยาลัยเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม

สิ่งที่ประทับใจคือประโยค “นวัตกรรมเป็นสิ่งที่บังคับกันไม่ได้ คนจะทำก็เพราะมันเป็นประโยชน์ต่อตัวเค้า” โดยส่วนตัวคิดว่าองค์กรไม่ควรเร่งรัด บีบบังคับเรื่องนวัตกรรม สิ่งที่องค์กรควรสร้างคือบรรยากาศ เมื่อถึงจุดที่สุกงอมเต็มที่ บุคลากรจะสามารถระเบิดออกมาจากภายใน สร้างนวัตกรรมตามแนวทางเชี่ยวชาญของตนเองได้

วิชาที่ ๖ PSU and Human Resources Strategies

สิ่งที่ประทับใจคือ  ประเด็นที่ CEO ต้องพบกับพนักงานใหม่เพื่อเล่าความภาคภูมิใจ ค่านิยมขององค์กร ซึ่งจะเป็นการเสริมแรงให้พนักงานใหม่รู้สึกถึงการให้เกียรติและจะพยายามร่วมแรง ร่วมใจในการเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรอย่างเต็มกำลัง

วิชาที่ ๗ การบริหารคนเก่งและการบริหารคนต่าง Gen

ประเด็นที่ประทับใจคือ Empathy จะช่วยให้สามารถเข้าใจและยอมรับผู้อื่นที่ต่างไปจากเราซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วย Dialogue ดังนั้นผู้นำที่ดีต้องมีทักษะการฟังที่ดี ฟังให้ได้ยินไปถึงสิ่งที่ลูกน้องรู้สึกแต่ไม่ได้พูดออกมา

วิชาที่ ๘ วิเคราะห์ประเด็นท้าทาย

โดยส่วนตัวประเด็นท้าทายของม.อ.อยู่ที่ทำอย่างไรเราจึงจะทำให้ประเด็น ONE PSU เกิดขึ้นได้จริงไม่ใช่เป็นเพียงนโยบาย เพราะศักยภาพที่กระจัดกระจาย และไม่รวมกันเพื่อเป็นพันธมิตรอย่างแท้จริง อุปสรรคที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่เป็นเพียงจากภายนอก แต่จะมีอุปสรรคภายในแห่งการซ้ำซ้อน ทับซ้อน ที่ต้องต่อสู้กันเองภายใน

วิชาที่ ๙ แผนปฏิบัติการจัดการกับประเด็นท้าทาย

ประเด็นที่น่าสนใจคือ  Learn-share-care ที่ต้องมีการดำเนินการอย่างจริงจัง จริงใจและต่อเนื่อง

 

วิชาที่ ๑๐  3V’s & Innovative Projects

สิ่งที่ประทับใจคือ เป็นโอกาสที่ทางกลุ่มจะสามารถอธิบายความฝัน ความหวัง ให้ผู้บริหารได้รับฟัง ซึ่งทางกลุ่มได้เสนอโครงการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ (HPDC) ซึ่งจะเป็นศูนย์แห่งการเรียนรู้เพื่อพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์ โดยอาศัยเทคนิค 7 ประการ ๔ การอบรม

วิชาที่ ๑๑  บทเรียนจากหนังสือเล่ม ๑

ประเด็นที่ประทับใจคือ “คนควรมองที่จุดแข็ง อย่าไปสนใจจุดอ่อน” นั่นหมายความว่าเราได้วิเคราะห์ตนเอง มองเห็นถึงศักยภาพ ก้าวข้ามความกลัว เอาชนะจุดอ่อน ซึ่งจะเป็นปัจจัยในการพัฒนาตนเองอย่างยั่งยืน

วิชาที่ ๑๒ Effective Management for HPO

หัวข้อนี้เป็นหนึ่งในห้าหัวข้อที่ประทับใจ ประโยคที่น่าสนใจคือ ปัจจัยความสำเร็จในการ drive change คือ TTT ทำทันที การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนั้นผู้นำต้องกล้าหาญ ฉลาด เฉียบขาด และว่องไว

วิชาที่ ๑๓ The Inner Voice of Leader

หัวข้อนี้ก็เป็นหนึ่งในห้าหัวข้อที่ประทับใจ Inner Voice เป็นสิ่งที่ผุดขึ้นภายในใจ ปกติคนมักจะฟังเสียงจากภายนอกโดยไม่สนใจที่จะพยายามได้ยินเสียงภายใน ซึ่งจะเป็นทั้งเสียงภายในของตนเองและเสียงภายในของผู้อื่น หากมีการได้ยิน Inner Voice นี้แล้วนอกจากจะส่งเสริมความสัมพันธ์ หากแต่ยังส่งผลถึงศักยภาพของบุคคล และคุณภาพของงานด้วย

วิชาที่ ๑๔  People Management by coaching

ประเด็นที่ประทับใจคือ Trust จะทำให้มนุษย์มองเห็นความจริง ความดี ความงามของบุคคลอื่นได้ เป็นการก้าวข้ามอคติและข้อจำกัดต่าง ๆ ได้

วิชาที่ ๑๕  บทเรียนจากหนังสือเล่มที่ ๒

ประเด็นเรื่องการสื่อสารยังเป็นสิ่งที่ทำให้การทำงานเป็นทีมประสบความสำเร็จ

วิชาที่ ๑๖ เศรษฐกิจโลก ประชาคมโลก AEC และเศรษฐกิจไทยฯ

หัวข้อนี้เป็นหัวข้อที่มีความรู้และความสนใจน้อยมาก สิ่งที่สรุปได้คือการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นในชีวิต และการเปลี่ยนแปลงในอนาคตจะเกิดรวดเร็วขึ้น ผู้ที่เท่าทันการเปลี่ยนแปลง จะสามารถปรับตัวและอยู่ได้อย่างมีความสุข

วิชาที่ ๑๗ การคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบฯ

ประโยคที่น่าสนใจคือ กับดักประสบการณ์จะทำให้ติดอยู่กับอดีตและปัจจุบัน โดยไม่ได้คิดถึงอนาคต การเข้าใจและยอมรับความจริงแม้ว่าจะทำให้เดินต่อไปไม่สะดวกสบายนัก แต่บางครั้งการยอมถอย เพื่อก้าวไปข้างหน้า ก็จะให้เกดการพัฒนาต่อเนื่องได้อย่างยั่งยืน

วิชาที่ ๑๘ Creative & Innovative Thinking

ประเด็นที่น่าสนใจคือ เทคนิคการบ่มเพาะการคิดคร่อมกรอบด้วย PPCO : Pluses, Potentials, Concerns และ         Opportunities ซึ่งหมายความว่าการคิดนอกกรอบก็ยังมีกรอบ มีวิธี ไม่ใช่การคิดแบบทะลุมิติโดยไม่สนใจว่าจะสามารถมีประโยชน์ หรือเป็นจริงได้หรือไม่

 

วิชาที่ ๑๙ Effective Presentation & Communication

เทคนิค Before & After เป็นเทคนิคที่น่าสนใจที่จะต้องนำไปใคร่ครวญเพื่อลองปรับใช้

วิชาที่ ๒๐ เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในงานด้านต่าง ๆ

ประเด็นที่น่าสนใจคือ วิทยากรกล่าวว่าอีกภายในไม่เกิน 10 ปี ทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นดิจิตอล เอกสารต่าง ๆ วิถีชีวิตมนุษย์จะขึ้นอยู่กับดิจิตอล  สิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องทำคือการวิ่งไปล่วงหน้า เพื่อเป็นผู้นำในการบอกทางให้แก่สังคม ไม่ใช่เดินหรือไหลไปตามกระแส

วิชาที่ ๒๑  โมเดลประเทศไทย ๔.๐

เป็นหนึ่งในหัวข้อที่ไม่มีความรู้มาก่อนมากนัก จึงไม่ได้ประเด็นที่จะคิดต่อ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ Ability to forget คือ Unlearn ซึ่งหมายถึงต้องมีการลืมบางสิ่งบางอย่างไปบ้าง โดยเฉพาะสิ่งที่ทำให้เราคับข้องใจ ไม่มีความสุข เป็นกับดักแห่งชีวิต เพื่อที่จะได้สามารถปลดปล่อยพลัง ศักยภาพสูงสุดออกมาได้อีกครั้ง

วิชาที่ ๒๒ PSU Positioning

หัวข้อนี้ก็มีความเข้าใจเดิมน้อย สิ่งที่น่าสนใจจากคำบรรยายคือ ต้องมีการนำแนวคิดการตลาดสมัยใหม่มาปรับใช้ในมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะเรื่องการเรียนการสอน เพื่อก้าวให้ทันโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

วิชาที่ ๒๓ Group study

ควรมีเวลาของ session นี้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะสมาชิกในกลุ่มมาจากต่างที่ เวลาที่จะพูดคุยสื่อสารกันมีไม่มาก

วิชาที่ ๒๔ สอนทำ Clip VDO

เป็น session ที่น่าสนใจแต่มีเวลาน้อย

วิชาที่ ๒๘ Teamwork

ประเด็นที่น่าสนใจคือ win-win เมื่อองค์กรและบุคลากรสามารถหาจุดที่ลงตัวได้ คือเป็นการได้ประโยชน์ร่วมกัน และพึงพอใจกันทั้งสองฝ่าย สิ่งสูงสุดจะบังเกิด ทั้งการทำงานเต็มศักยภาพ ความรู้สึกรักและผูกพันกับองค์กร ผลประโยชน์ ความสำเร็จ จะเป็นสิ่งที่ติดตามมา

วิชาที่ ๒๙ การบริหารจัดการมหาวิทยาลัยในอนาคต

เป็นหนึ่งในห้าหัวข้อที่ประทับใจมากของโครงการนี้ ประโยคประทับใจคือ การทำงานต้องตั้งเป้าด้วยเข็มทิศไม่ใช่เวลา ดังนั้นเราจึงต้องหาทิศทางให้พบ จึงจะเป็นการทำงานที่ทั้งมีคุณค่าและมีความสุข

วิชาที่ ๓๐ การดูงานที่มูลนิธิชัยพัฒนา

สิ่งที่ประทับใจคือพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ที่ทรงมีอย่างเปี่ยมล้นและในทุกแขนงสาขา ปัจจัยที่พระองค์ท่านสามารถทำทุกสิ่งได้ประสบความสำเร็จเพราะทรงรู้สาเหตุที่แท้จริง ประเทศไทยมีการเกษตรและประมงเป็นพื้นฐาน และมนุษย์ต้องกิน ต้องอยู่ การจับจุดมาพัฒนาจึงเป็นสิ่งจริงแท้ และแม่นตรง

 วิชาที่ ๓๑  การดูงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย

ประโยคประทับใจคือ คนไทยไม่อยู่ใน culture ใฝ่รู้ สู้สิ่งยาก แต่เนื่องด้วยมีปัจจัยหลาย ๆ อย่างที่ช่วยให้สามารถประสบความสำเร็จได้ มีต้นทุนสูง จึงยังคงสภาวะแห่งความมั่งคั่งมั่นคงได้ แต่ในระยะยาว หากไม่มีการแก้ไปถึงปมนี้ จะเริ่มลำบาก มากขึ้นเรื่อยๆ

วิชาที่ ๓๒ ศึกษาดูงาน ณ อาคารเคเอกซ์

สิ่งที่ประทับใจคือ การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในองค์กรได้นั้น ต้องเปลี่ยนในทุกระดับ ทั้งมิติภายนอก สิ่งที่เป็นรูปธรรม และในมิติภายใน หากองค์กรสามารถทำให้ฝันของบุคลากรในองค์กรเป็นจริงได้ บุคลากรย่อมตอบแทนด้วยการทำงานเต็มศักยภาพ ส่วนศึกษาดูงาน ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีนั้น สิ่งที่ได้คิดคือ ผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ กล้าทำ กล้าได้กล้าเสีย รวดเร็วและมีทีมทำงานที่มีคุณภาพ จะประสบความสำเร็จได้ไม่ยากมากนัก

วิชาที่ ๓๔  บทเรียนจากหนังสือเล่มที่ ๔

วิชาที่ 35 ผู้นำกับการสร้างทุนทางคุณธรรม-จริยธรรมในองค์กรและสังคม

เป็นหนึ่งในห้าหัวข้อที่ประทับใจ สิ่งที่ประทับใจคือ ประโยค ผู้นำที่สร้างแรงบันดาล Inspiration Leadership ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งหรือเงิน หากสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นจำนวนมากได้แล้ว ย่อมเป็นผู้นำที่มีคุณค่าอย่างแท้จริง

วิชาที่ ๓๖ การพัฒนามหาวิทยาลัยเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้

ประเด็นที่น่าสนใจคือ Engaged Contributor หากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์สามารถสร้างให้นักศึกษา และบุคลากรในองค์กรมีลักษณะเช่นนี้ได้ น่าจะทำให้คำพูดที่ว่า ประโยชน์เพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง นั้น จะมีสิ่งที่เกิดขึ้นเชิงประจักษ์และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิด Engaged Contributor เป็นวงกว้างออกไปเรื่อย ๆ ได้

วิชาที่ ๓๗  EdPEX – TQC – TQA

สิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องตระหนักคือ หากระบบประกันคุณภาพต่าง ๆ ไม่เป็นเนื้อเดียวกับงานที่บุคลากรทุกส่วนทำอยู่ ระบบประกันจะเป็นยาขม และมหาวิทยาลัยไม่สามารถขับเคลื่อนไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยคุณภาพระดับต้น ๆ ได้

วิชาที่ ๓๘ การบริหารการเงินและงบประมาณเชิงกลยุทธ์ฯ

ไม่มีความรู้ ไม่มีความคิดเห็น

วิชาที่ ๓๙  เส้นทางสู่มหาอำนาจเศรษฐกิจของจีนฯ

สิ่งที่ได้คิดคือ ก่อนที่จะสามารถชื่นชมกับผลผลิตที่หอมหวานได้นั้น เป็นธรรมดาที่จะต้องผ่านความลำบาก อุปสรรคนานัปการ ถ้ายอมอดทน มานะอย่างไม่ย่อท้อ ความสำเร็จก็จะสามารถบังเกิดได้แน่นอน

วิชาที่ ๔๐ สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการดูงาน

สิ่งที่ได้คิดคือ หลายอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ไม่ว่าประสบการณ์ แนวคิด หรือระบบต่าง ๆ  อาจไม่สามารถนำไปใช้ได้เลยทันที หากแต่ต้องผ่านการตีความ ใคร่ครวญเสียก่อน และสิ่งที่สำคัญเพื่อประโยชน์สูงสุด การตีความ ใคร่ครวญนั้น ควรเป็นการทำงานเป็นทีม

 วิชาที่ ๔๑ ศิลปะสร้างสมาธิและปัญญาสำหรับผู้บริหาร

สิ่งที่ได้คิดคือ บางอย่างที่ไม่เป็นพรสวรรค์ หากมีความพยายาม เปิดใจที่จะเรียนรู้ มีการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสม สิ่งที่ว่ายากนั้น อาจะเป็นเพียงความรู้สึกที่เป็นกับดักจากภาพในอดีตเท่านั้น

วิชาที่ ๔๔ Innovation Projects

สิ่งที่ได้คิดคือ หลากคนหลากความคิด หากนำมาประกอบกันให้ลงตัว ย่อมเกิดความหลากหลายและงดงาม และภายใต้ความจำกัด หากเราเป็น   teamwork สิ่งที่เป็นไปได้ยากก็จะง่ายขึ้น จากความยากลำบากที่จะทำงานร่วมกัน เนื่องจากแต่ละคนมีงานที่ต้องรับผิดชอบเดิมมากมาย อยู่กันคนละทิศละทาง แต่เมื่อต้องทำงานร่วมกัน ก็จะมีการเสียสละ ทั้งวันหยุด ทั้งเงินทอง ที่จะระดมสมองให้งานของรุ่นเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

วิชาที่ ๔๕ ทฤษฎีกระเด้ง

สิ่งที่ได้คิดคือ หากเราเสียเวลาไปสามเดือนแบบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ย่อมเป็นสิ่งที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง อย่างแรกคือเริ่มเปลี่ยนเล็ก ๆ ภายในตนเอง แล้วค่อย ๆ สร้างพันธมิตรแห่งการเปลี่ยนแปลง กระเพื่อมจากใกล้ ๆ ตัวก่อน ให้วงใหญ่ขึ้น ๆ จนไปแตะกับผู้ร่วมรุ่นท่าน ๆ ที่สร้างวงกระเพื่อมแบบนี้เช่นกัน....มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีคุณภาพจนเป็น Sustainable PSU ได้อย่างแท้จริง

 

                                                            ด้วยความเคารพ

                                                            นวมน จันทร์กลิ่น วิทยาเขตปัตตานี

                                                            ๑๕ กันยายน ๒๕๖๐ เวลา ๒๔.๓๕ น.