วงแคน : จิตอาสาผ่านดนตรีนาฏศิลป์ สู่ร่องรอยท้องถิ่นมูนมังอีสาน (ตอน ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคอีสาน)

การที่ชมรมนาฏศิลป์เเละดนตรีพื้นเมือง (วงแคน) มีสถานที่ในการสร้างความบันเทิงเเบบบรูณาการบนฐานจิตอาสา พร้อมกับการสานต่อภูมิปัญญาภาคอีสาน ก็เป็นเครื่องหมายได้ว่า เจตนารมณ์ของการดำเนินวิถีแห่งชมรมยังหายใจอยู่คู่กับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม แม้รูปเเบบกระบวนการจะค่อย ๆ เปลี่ยนไป เเต่รากที่ยังฝังอยู่ก็ยังคงชอนไชสร้างคนรุ่นใหม่ออกมารับใช้สังคมอย่างต่อเนื่อง

             ในช่วงวันที่ 31 กรกฎาคม 2560  มีกลุ่มเยาวชนจิตอาสาออกมาขับเคลื่อนอย่างมากมาย จากเหตุการณ์ในช่วงที่พายุเซินกา  เข้าถล่มพื้นที่ภาคอีสานทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่  ทำให้เราเห็นได้ว่าคนไทยไม่เคยทิ้งกัน  มีกลุ่มเยาวชนเเละกลุ่มผุ้มีจิตอาสาหลายกลุ่มร่วมกันระดมทุนเพื่อช่วยเหลือพ่อเเม่พี่น้องที่ประสบภัยน้ำท่วม

             มหาวิทยาลัยมหาสารคามก็เป็นอีกที่หนึ่งที่มีการรวมพลังคนที่มีจิตอาสาในด้านการช่วยเหลือสังคมเเละผู้ที่ประสบภัยน้ำท่วมผ่าน รูปแบบของกลุ่มนิสิตที่ใช้ชื่อว่าเครือข่ายนิสิตจิตอาสาเพื่อสังคม ทำดีเพื่อพ่อ ทำดีเพื่อแผ่นดิน  ออกหารับบริจาคทั้งปัจจัย  สิ่งของ  ยารักษาโรค  และอาหาร  เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม  

            ผมเป็นหนึ่งในสมาชิกของชมรมหนึ่ง  ที่คนมักเรียกว่า “วงแคน”  ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมการเปิดหมวกกับเพื่อน ๆ ชมรมอื่น ๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยหลายครั้ง  เเละสิ่งที่ผมมักเจอนั่นคือ  รอยยิ้มของสมาชิกในวง  ผมยังไม่ได้บอกว่าชมรมของผมดีที่สุดนะครับ  แต่ผมกำลังจะบอกว่า  “ระบบของเสียงดนตรี  มันสามารถเรียกร้องความสนใจจากผู้คนได้อย่างมาก”  อีกสิ่งหนึ่งที่มักปรากฎในรูปของสมาชิกของชมรมนี้  นั่นคือรอยยยิ้มที่มีให้กันเเละการพูดคุยเฮฮาตามประสาไทบ้าน  การกล้าคิดกล้าทำเหล่านี้มันเป็นเรื่องเล่า  ที่มาเล่ากี่ทีก็ยังสนุกไม่เสื่อมคลาย

        กลไกของการทำงานจิตอาสาเเบบนี้มันสะท้อนเเง่มุมความคิด  ให้เยาวชนหรือวัยรุ่นเราได้ไตร่ตรองอะไรหลายอย่าง     เช่นการทำงานกับผู้อื่น  เเละสิ่งที่มันตามมานั่นคือ  คุณค่าของการทำงานอย่างเป็นระบบ

           ชมรมนาฏศิลป์เเละดนตรีพื้นเมือง (วงแคน)  ของเรา  อาจจะเป็นชมรมที่สามารถสร้างรอยยิ้มเเละเรียกร้องความสนใจจากผู้คนที่ผ่านไปมาได้  เพื่อให้ร่วมบริจาค  แต่ในเรื่องของการบริหารงานหรือบริหารคนในส่วนอื่นๆ  เรายังด้อยในเรื่องนี้อยู่  อาจจะเนื่องด้วยเรามีเลือดของศิลปินค่อนข้างสูง  เลยค่อนข้างทำให้ภาวะความเป็นนักคิด  หรือนักเเบกรับภาวะความเป็นผู้นำยังน้อยอยู่


             ถ้าหากเราวิเคราะห์ถึงปัจจัยต่าง ๆ  ที่สะท้อนกลับมาหรือที่กำลังจะเดินหน้าต่อไป   สิ่งเหล่านี้ทำให้เราทราบว่าเรามีปัจจัยต่าง ๆ ที่มากกว่าชมรมอื่น  หรือน้อยกว่าชมรมอื่นอยู่    

                  สิ่งหนึ่งที่จะเห็นได้ชัดของวงแคนนั่นคือการร่วมมือกันเต็มที่ในการทำงานหรือการเเสดง   เเละมีความกล้าเเสดงออกอยุ่เต็มเหนี่ยว  ทั้งการเต้น  การพูดจา การฟ้อนรำ   และการสร้างความสนุกสนานให้กับผุ้ที่ผ่านไปมา  สิ่งเหล่านี้อาจเป็นอีกสิ่งที่ทำให้ยอดการบริจาคมีมากขึ้นกว่าเดิม   เมื่อเปรียบเทียบกับการที่ไม่มีวงแคนมาช่วยเสริม

               ทั้งนี้หากเราจะมาพูดถึงในอีกประเด็นหนึ่งที่วงแคนขาดไป   เเละควรเสริมเพิ่มเติมให้มากขึ้นนั่นคือ  “การมีภาวะแห่งความเป็นนักกิจกรรม”  ภาวะเหล่านี้เป็นอย่างไร  ผมอาจจะต้องอธิบายคร่าว ๆ ก็คือการเป็นผู้มีภาวะในความรับผิดชอบในการกระทำของตนเอง  ทั้งหน้างาน  หลังงานและการดำเนินงานต่อไป  สิ่งนี้วงแคนเรายังขาดหายไปมาก   อาจจะมีปัจจัยมาจากการที่เราไม่เคยได้พุดคุยหรือทบทวนตัวเอง  ว่าตอนนี้เรากำลังทำงานเเล้ว  ไม่ใช่ว่าเราเเสดงเสร็จก็คือเสร็จ  “ถ้าเเสดงเสร็จเเล้ว   คือเสร็จ ”  นั่นยังเป็นวิถีเเห่งนักเเสดง  แต่วิถีเเห่งนักกิจกรรมที่เป็นเลิศในการเเสดงต้องมีพร้อมที่การติดตามงานทั้งหน้างานและหลังงานเพื่อเรียนรู้เป็นบทเรียนในการปรับตัวเเละปฏิบัติงานต่อไป   สิ่งเหล่านี้วงเเคนของเราอาจจะต้องเพิ่มเข้ามาเพื่อที่จะได้พูดคุยเเละเเลกเปลี่ยนกันมากขึ้น


            จากกิจกรรมในครั้งนี้  ทำให้เราได้ร่วมงานกับเพื่อน ๆ พี่ ๆ หลายชมรมและสิ่งเหล่านี้  ทำให้เราได้มองเห็นโอกาสในการเปลี่ยนเเปลงจากการเรียนรู้เเละเเลกเปลี่ยนเเนวคิดจากกลุ่มนิสิตหรืชมรมอื่น ๆ  กิจกรรมต่อไปที่จะเกิดขึ้นเราจะได้ทบทวนกันมากขึ้น   วิถีแห่งหารปฏิบัติก็จะมีมากขึ้น   จึงเป็นโอกาสดี    ที่เราจะได้เรียนรู้เเละปรับเปลี่ยนลักษณะของตนเอง   จากนักเเสดง  มาเป็นนักกิจกรรมที่เป็นเลิศทางการเเสดง

             ความสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เราได้เห็น  คือการได้รับโอกาสจากกลุ่มสมาชิก  ในการร่วมเเสดงเเละเปิดหมวก  เวทีนี้ถือเป็นเวทีที่เปิดโอกาสเเห่งการเรียนรู้  เปิดประตูออกสู่โลกภายนอกมากขึ้น  มีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์เเละการเเลกเปลี่ยน    วิธีของการดำเนินงานอย่างจริงจัง  สามารถนำมาเป็นเเบบอย่าง    ในการพัฒนาองค์กรต่อไปได้  

             อุปสรรคปัญหาที่เห็นได้ชัดมากจากการได้ทำงานนั่นก็คือปัญหาเดิมที่เป็นปัญหาเรื้อรัง   ที่มีมาตลอดเวลาในเรื่องของการเก็บของ   เเละร่วมพูดคุยหลังเสร็จงาน   สิ่งเหล่านี้เเหละยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังที่เราจะต้องหาทางเเก้ไขกันต่อไป


                สุดท้ายการที่ชมรมนาฏศิลป์เเละดนตรีพื้นเมือง (วงแคน)  มีสถานที่ในการสร้างความบันเทิงเเบบบูรณาการบนฐานจิตอาสา  พร้อมกับการสานต่อภูมิปัญญาภาคอีสาน  ก็เป็นเครื่องหมายได้ว่า  เจตนารมณ์ของการดำเนินวิถีแห่งชมรมยังหายใจอยู่คู่กับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม  แม้รูปเเบบกระบวนการจะค่อย ๆ เปลี่ยนไป  เเต่รากที่ยังฝังอยู่ก็ยังคงชอนไชสร้างคนรุ่นใหม่ออกมารับใช้สังคมอย่างต่อเนื่อง และตลอดไป


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน มองวันวาน ผ่านกิจกรรม



ความเห็น (0)