ข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณายกร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยซึ่งออกความตามกฎกระทรวงกำหนดฐานะและเงื่อนไขการอยู่ในราชอาณาจักรไทยของผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยซึ่งไม่ได้สัญชาติไทย พ.ศ.2560 โดย บงกช นภาอัมพร

การปรับใช้หลักการห้ามผลักดันกลับ (Non-refoulement Principle) ในประเทศไทย

ข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณายกร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยซึ่งออกความตามกฎกระทรวงกำหนดฐานะและเงื่อนไขการอยู่ในราชอาณาจักรไทยของผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยซึ่งไม่ได้สัญชาติไทย พ.ศ.2560

บงกช นภาอัมพร

เจ้าหน้าที่ฝ่ายความคุ้มครอง ณ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ประจำสำนักงานส่วนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (UNHCR Regional Office for South-East Asia) โดยได้เริ่มต้นค้นคว้าและยกร่าง เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2560 แก้ไขเพิ่มเติมครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2560 (*เนื้อหาที่ปรากฏในบทความฉบับนี้เป็นบทวิเคราะห์ส่วนตัวของผู้เขียน โดยมิได้เกี่ยวข้องกับ UNHCR แต่อย่างใด ข้อผิดพลาดใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นเป็นของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว)


บทนำ

คำว่า “ห้ามผลักดันกลับ หรือ non-refoulement” นั้น มาจากคำภาษาฝรั่งเศส “refouler” แปลว่า ส่งกลับ หรือ ขับไล่ หลักการห้ามผลักดันกลับ (Non-refoulement Principle) เป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ (customary international law) ที่กำหนดพันธกรณีแก่รัฐ ห้ามส่งกลับหรือขับไล่บุคคลออกนอกประเทศ หากมีเหตุอันควรเชื่อ (substantial grounds) ได้ว่า ว่าการผลักดันนั้นจะทำให้บุคคลได้รับอันตรายต่อชีวิตหรือเสรีภาพ

หลัก Non-refoulement มีสถานะเป็นกฎหมายบังคับเด็ดขาด (peremptory norms หรือ jus cogens) ซึ่งกฎหมายระหว่างประเทศใดก็ตามจะขัดกับหลักกฎหมายบังคับเด็ดขาดไม่ได้ และรัฐเองก็ไม่อาจยกเว้นที่จะไม่ปฏิบัติหลัก Non-refoulement ในสถานะที่เป็นกฎหมายบังคับเด็ดขาดได้เช่นกัน[1]

นอกจากในสถานะของกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศแล้ว หลัก Non-refoulement ยังเป็นหลักการที่มีความสำคัญในกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยผู้ลี้ภัย (Refugee law) และกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (International Human rights) อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในบทความนี้ ผู้ศึกษามุ่งเน้นให้ข้อมูลและวิเคราะห์ หลัก Non-refoulement รวมถึงหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติตามหลักการนี้ตามกฎหมายระหว่างประเทศที่ผูกพันรัฐไทยเป็นสำคัญ ทั้งนี้ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณายกร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยซึ่งออกความตามกฎกระทรวงกำหนดฐานะและเงื่อนไขการอยู่ในราชอาณาจักรไทยของผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยซึ่งไม่ได้สัญชาติไทย พ.ศ.2560 โดยเฉพาะในบทบัญญัติกล่าวถึงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการคงสถานะการอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยของผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยซึ่งไม่ได้สัญชาติไทย แต่ “ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศที่บิดาหรือมารดามี หรือเคยมีภูมิลำเนา หรือเคยอาศัยอยู่ได้”


พันธกรณีที่ปรากฏในกฎหมายประเพณีระหว่างประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งผูกพันรัฐไทย

หลัก Non-refoulement เป็นหลักการพื้นฐานสำคัญที่ปรากฏในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพของผู้ลี้ภัย มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1951 หรือ พ.ศ.2494[2] และได้รับการยอมรับว่าเป็นกฎหมายประเพณีระหว่างประเทศ[3] เนื่องจากหลักการ Non-refoulement ได้กลายเป็นทางปฏิบัติของรัฐ โดยไม่มีรัฐใดแม้แต่รัฐที่มิได้เป็นภาคีอนุสัญญาคัดค้านหลักการดังกล่าว นอกจากนี้ หลักการ Non-refoulement ยังได้กลายเป็นความเชื่อโดยทั่วไปว่าเป็นทางปฏิบัติที่ห้ามกระทำโดยปริยาย[4] ดังนั้น หลักการ Non-refoulement จึงผูกพันทุกรัฐรวมถึงรัฐไทยให้ต้องปฏิบัติตาม

นอกจากความผูกพันต่อรัฐไทยในสถานะของกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศแล้ว หลักการ Non-refoulement ยังปรากฏอยู่ในบทบัญญัติของกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่รัฐไทยเป็นภาคี อาทิ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights: ICCPR) ค.ศ.1966 (พ.ศ.2509) อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child: CRC) ค.ศ.1989 (พ.ศ.2532) และ อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน การปฏิบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment: CAT) ค.ศ.1984 (พ.ศ.2527)

กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights: ICCPR) ค.ศ.1966 (พ.ศ.2509)[5]

กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองไม่ได้มีบทบัญญัติที่กล่าวถึงหลักการ Non-refoulement โดยตรง อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Committee) ได้มีข้อวินิจฉัยตีความพันธกรณีในการคุ้มครองสิทธิในชีวิต (ข้อ 6(1)[6]) และสิทธิที่จะไม่ถูกทรมาน หรือได้รับการปฏิบัติ หรือการลงโทษที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือต่ำช้า (ข้อ 7[7]) ซึ่งสะท้อนหลักการ Non-refoulement ไว้ว่า รัฐภาคีต้องไม่ให้บุคคลตกอยู่ในอันตรายจากการทรมาน การปฏิบัติ หรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี จากการกลับคืนสู่ประเทศอื่นโดยการส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน การขับไล่ หรือการผลักดันกลับ บุคคลใดออกจากดินแดน ซึ่งมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลดังกล่าวมีความเสี่ยงที่แท้จริงต่ออันตรายที่ไม่สามารถเยียวยาได้ โดยสิทธินี้เป็นสิทธิของทุกคนที่อยู่ในดินแดนและในทุกสถานการณ์โดยไม่อาจเพิกถอนได้”[8]

จะเห็นได้ว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติให้ความสำคัญต่อหลักการ Non-refoulement โดยเล็งเห็นว่าหลักการนี้เป็นหนึ่งในหลักการพื้นฐานสำคัญที่จะป้องกันการละเมิดสิทธิในชีวิตและสิทธิจะไม่ถูกทรมานของบุคคลในสถานการณ์หนึ่งๆ ที่อาจจะถูกผลักดันออกนอกประเทศได้ ซึ่งบุคคลในสถานการณ์ดังกล่าวครอบคลุมบุคคลทุกคนที่อาศัยอยู่ในดินแดนของรัฐหรืออยู่อยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐ รวมถึง คนไร้สัญชาติ (stateless persons) ผู้แสวงหาที่พักพิง (asylum-seeker) ผู้ลี้ภัย (refugee) และ แรงงานข้ามชาติ (migrant workers) ด้วย[9]

อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child: CRC) ค.ศ.1989 พ.ศ.2532[10]

อนุสัญญาฉบับนี้มุ่งให้ความคุ้มครองสิทธิของเด็ก (อายุต่ำกว่า 18 ปี บริบูรณ์) และแม้จะไม่ได้มีบทบัญญัติที่กล่าวถึงหลักการ Non-refoulement แต่การให้ความคุ้มครองเด็กเพื่อไม่ให้ถูกผลักดันกลับ ก็ปรากฏในบทบัญญัติว่าด้วยเรื่องการคุ้มครองสิทธิในชีวิต (ข้อ 6[11]) สิทธิจะไม่ถูกทรมาน หรือได้รับการปฏิบัติ หรือการลงโทษที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือต่ำช้า (ข้อ 37(a)[12]) และการเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศที่ใช้บังคับกับรัฐภาคีในกรณีพิพาทกันด้วยอาวุธซึ่งเกี่ยวข้องกับเด็ก (ข้อ38(1)[13]) ซึ่งสอดคล้องกันกับบทบัญญัติที่ปรากฏในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

นอกจากนี้ คณะกรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติได้ให้ความเห็นในข้อวินิจฉัยที่ 6 ว่าด้วยการปฏิบัติต่อเด็กซึ่งอพยพออกจากประเทศต้นทางและต้องพลัดพรากจากบิดามารดาหรือถูกทอดทิ้ง (Unaccompanied and Separated Children) ซึ่งกล่าวถึงพันธกรณีของรัฐภาคีที่ต้องเคารพหลักการ Non-refoulement ไว้ว่า “รัฐภาคีต้องไม่ส่งเด็กกลับไปยังประเทศซึ่งมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า ยังมีสถานการณ์ซึ่งจะทำให้เด็กได้รับอันตรายต่อชีวิตหรือเสรีภาพ ดังเช่นที่ระบุไว้อย่างชัดแจ้งในบทบัญญัติมาตรา 6 และ มาตรา 37 ภายใต้อนุสัญญานี้”[14] นอกจากนี้คณะกรรมการฯ ยังได้แนะนำให้รัฐภาคีคำนึงถึงหลักการ Non-refoulement ในกรณีเด็กอาจจะถูกส่งกลับไปยังประเทศที่ยังอยู่ในภาวะสงครามว่า “รัฐภาคีควรพิจารณาที่จะไม่ส่งเด็กกลับไปยังประเทศที่ยังอยู่ในภาวะสงคราม และมีความเสี่ยงที่เด็กจะถูกเกณฑ์ไปเข้าร่วมในกองทัพของรัฐหรือกองกำลังติดอาวุธที่ไม่ใช่กองทัพของรัฐ หรือถูกบังคับให้บริการทางเพศในสภาวะดังกล่าว”[15]

อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน การปฏิบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment: CAT) ค.ศ.1984 (พ.ศ.2527)[16]

อนุสัญญาต่อต้านการทรมานเป็นอนุสัญญาที่มีบทบัญญัติที่กล่าวถึงหลักการ Non-refoulement ไว้อย่างชัดแจ้งในข้อ 3[17] ซึ่งมุ่งเน้นคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของบุคคลทุกคน และห้ามขับไล่ ส่งกลับ (ผลักดันกลับ) หรือส่งบุคคลในฐานะของผู้ร้ายข้ามแดนไปยังอีกรัฐหนึ่ง เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นจะตกอยู่ภายใต้อันตรายที่จะถูกทรมาน

รัฐภาคีไม่สามารถยกเลิกเพิกถอนและกำหนดข้อยกเว้นไม่ปฏิบัติตามข้อ 3 ได้ บทบัญญัตินี้จึงให้ความคุ้มครองแก่บุคคล รวมถึงผู้ลี้ภัย ดีกว่าหลักการเดียวกันที่ปรากฏในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ซึ่งมีการกำหนดข้อยกเว้นในกรณีที่มีเหตุอันสมควรเชื่อได้ว่าผู้ลี้ภัยเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำผิดอาญาร้ายแรงอันเป็นภัยต่อประชาชนภายในประเทศนั้น ในกรณีนี้ผู้ลี้ภัยจะไม่สามารถอ้างประโยชน์จากหลักการห้ามผลักดันกลับได้


หลักเกณฑ์ในการพิจารณาการห้ามผลักดันกลับและการปรับใช้ในประเทศไทย

จากการพิจารณาบทบัญญัติและข้อวินิจฉัยของกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งผูกพันรัฐไทยข้างต้น ผู้ศึกษาพบว่าคณะกรรมการต่อต้านการทรมานและคณะกรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติได้ให้ข้อเสนอแนะถึงหลักเกณฑ์ที่รัฐภาคีควรพิจารณาการใช้หลักการ Non-refoulement ไว้ ซึ่งพอจะวิเคราะห์และนำมาเป็นข้อมูลเพื่อพิจารณาปรับใช้ในประเทศไทยได้ ดังต่อไปนี้

  • รัฐไทยควรพิจารณาเหตุอันควรเชื่อว่าการผลักดันนั้นจะทำให้บุคคลได้รับอันตรายต่อชีวิตหรือเสรีภาพ โดยนำ (1) เงื่อนไขของประเทศต้นทางหรือประเทศที่จะส่งบุคคลกลับออกไป และ (2) เงื่อนไขเฉพาะตัวของบุคคล มาประกอบการวินิจฉัย
  • การพิจารณา “เงื่อนไขของประเทศต้นทางหรือประเทศที่จะส่งบุคคลกลับออกไป” โดยรวมอาจจะดูได้หากในประเทศนั้นๆ ปรากฏสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงและขยายตัวเป็นวงกว้าง อาทิ มีเหตุการณ์ซ้อมทรมานและการละเว้นการลงโทษเจ้าหน้าที่ผู้กระทำผิด มีการใช้ความรุนแรงต่อชนกลุ่มน้อย ปรากฏความรุนแรงที่อาจจะนำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ มีการใช้ความรุนแรงด้วยเหตุของเพศภาวะ หรือกระทั่งอยู่ในภาวะสงคราม
  • ในเรื่อง “เงื่อนไขเฉพาะตัวของบุคคล” นั้น รัฐอาจจะพิจารณาข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้ของบุคคลเพื่อประกอบการวินิจฉัย
    • ความเป็นมาทางด้านชาติพันธุ์/เชื้อชาติ โดยเฉพาะในกรณีที่ประเทศต้นทางหรือประเทศจะส่งบุคคลนั้นกลับออกไปมีความรุนแรงหรือความขัดแย้งเกิดขึ้นต่อกลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าว
    • เพศภาวะของบุคคล ที่อาจจะเป็นประเด็นให้เกิดความเสี่ยงของการถูกเลือกปฏิบัติ หรือใช้ความรุนแรง เช่น บางประเทศในแถบตะวันออกกลาง ถือว่าพฤติกรรมรักร่วมเพศนั้นเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และมีโทษโดยการโบย จำคุก หรืออาจจะถึงขึ้นประหารชีวิต เป็นต้น
    • การนับถือศาสนา ซึ่งในบางประเทศเรื่องของศาสนาได้กลายเป็นความขัดแย้งอย่างรุนแรง จนถึงขั้นมีการวิสามัญฆาตกรรมบุคคลที่นับถือศาสนาต่างจากคนในชุมชน หรือบุคคลที่เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น และในบางประเทศมีการกำหนดบทลงโทษตามกฎหมายของการเปลี่ยนศาสนาอีกด้วย
    • ข้อมูลสถานะสุขภาพของบุคคล ซึ่งอาจจะพิจารณาได้ใน 2 กรณี คือ (1) กรณีที่บุคคลอยู่ระหว่างการรักษาพยาบาลและ/หรือมีความเสี่ยงภัยต่อชีวิตหากมีการเคลื่อนย้ายหรือถูกผลักดันออกนอกประเทศ และ (2) กรณีที่ประเทศต้นทางหรือประเทศที่จะส่งบุคคลกลับออกไปไม่มีความพร้อมที่จะทำการรักษาบุคคลดังกล่าวซึ่งกำลังอยู่ในการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลของไทย กรณีนี้อาจจะเป็นการคงสถานะการอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยแบบชั่วคราวหรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับความเห็นของแพทย์ซึ่งสามารถนำมาใช้ประกอบการพิจารณาได้
  • ตัวอย่างข้อควรพิจารณาเพื่อชี้วัดความเสี่ยงภัยต่อชีวิตและเสรีภาพของบุคคลที่จะถูกส่งกลับหรือผลักดันออกนอกประเทศ ได้แก่
    • บุคคลดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะถูกจำคุกและอาจถูกซ้อมทรมานหรือได้รับการปฏิบัติอย่างโหดร้ายด้วยเหตุดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น หรือไม่?
    • บุคคลดังกล่าวจะถูกผลักดันออกไปยังประเทศที่มีสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงและขยายตัวเป็นวงกว้าง หรือมีหลักฐานที่ชี้ได้ว่ามีการใช้ความรุนแรงที่อาจจะนำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หรือไม่?
    • บุคคลดังกล่าวจะถูกผลักดันออกไปยังประเทศที่เขามีความเสี่ยงที่จะถูกบังคับเป็นทาส หรือบังคับใช้แรงงาน หรือตกเป็นเหยื่อยของการค้ามนุษย์ หรือไม่?
    • บุคคลดังกล่าวเป็นเด็ก (อายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูณ์) จะถูกผลักดันออกไปยังประเทศที่มีความเสี่ยงที่จะถูกเกณฑ์ไปเข้าร่วมในกองทัพของรัฐหรือกองกำลังติดอาวุธที่ไม่ใช่กองทัพของรัฐ หรือถูกบังคับให้บริการทางเพศในสภาวะดังกล่าว หรือไม่?
  • ทั้งนี้ รัฐไทยอาจจะขอข้อมูลจากองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องและมีความเชี่ยวชาญในประเด็นดังกล่าวเพื่อใช้ประกอบการวินิจฉัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวินิจฉัยในประเด็นสถานการณ์ของประเทศต้นทางหรือประเทศที่จะส่งบุคคลกลับออกไป หรือรัฐไทยอาจร้องขอให้องค์การระหว่างประเทศดังกล่าวร่วมพิจารณาในบางกรณีที่มีความซับซ้อน อันแสดงถึงความโปร่งใสในการปฏิบัติตามหลักการ Non-refoulement ของประเทศไทย

 

[1] ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช. หลักการห้ามผลักดันไปเผชิญอันตราย (Non-Refoulement) กับประเทศไทย: กรณีโรฮิงญา. 2558. ที่มา: https://prachatai.com/journal/2015/05/59440

[2] ข้อ 33(1) อนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพของผู้ลี้ภัย ค.ศ.1951 ระบุว่า “รัฐภาคีผู้ทำสัญญาจะไม่ขับไล่หรือส่งกลับ (ผลักดัน) ผู้ลี้ภัยไม่ว่าโดยลักษณะใดๆ ไปยังชายเขตแห่งดินแดน ซึ่ง ณ ที่นั้น ชีวิตหรืออิสรภาพของผู้ลี้ภัยอาจได้รับการคุกคามด้วยสาเหตุทางเชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติ สมาชิกภาพในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าทางสังคมหรือความคิดด้านการเมือง”. ที่มา: https://www.unhcr.or.th/sites/...

[3] โปรดดู UN High Commissioner for Refugees (UNHCR), The Principle of Non-Refoulement as a Norm of Customary International Law. Response to the Questions Posed to UNHCR by the Federal Constitutional Court of the Federal Republic of Germany in Cases 2 BvR 1938/93, 2 BvR 1953/93, 2 BvR 1954/93, 31 January 1994, available at: http://www.refworld.org/docid/437b6db64.html

[4] ธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice: ICJ) ได้อธิบายถึงกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศว่าเป็นทางปฏิบัติทั่วไปอันเป็นที่ยอมรับว่าเป็นกฎหมาย หลักอันเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายเห็นพ้องกันว่ากฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศประกอบด้วยองค์ประกอบ 2 ประการ คือ ทางปฏิบัติของรัฐ (usus) และความเชื่อว่าทางปฏิบัติดังกล่าวเป็นสิ่งต้องกระทํา ต้องห้าม หรืออนุญาตให้กระทําได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะของกฎเกณฑ์นั้นๆ ในเชิงกฎหมาย (opinio juris sive necessitatis). ที่มา: International Review of the Red Cross, Volume 87, Number 857, March 2005, available at: https://www.icrc.org/eng/assets/files/other/thai-irrc_857_henckaerts.pd

[5] รัฐไทยได้เข้าเป็นภาคีโดยการภาคยานุวัติเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ.2539 และมีผลบังคับใช้กับรัฐไทยตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม พ.ศ.2540 เป็นต้นมา

[6] ข้อ 6(1) ระบุว่า “มนุษย์ทุกคนมีสิทธิที่จะมีชีวิตมาแต่กำเนิด สิทธินี้ต้องได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายบุคคลจะต้องไม่ถูกทำให้เสียชีวิตโดยอำเภอใจ”

[7] ข้อ 7 ระบุว่า “บุคคลจะถูกทรมาน หรือได้รับการปฏิบัติ หรือการลงโทษที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือต่ำช้ามิได้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุคคลจะถูกใช้ในการทดลองทางการแพทย์ หรือทางวิทยาศาสตร์โดยปราศจากความยินยอมอย่างเสรีของบุคคลนั้นมิได้”

[8] คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน General Comment No.20: Article 7 (Prohibition of torture, or other cruel, inhuman or degrading treatment or punishment), U.N. Doc. HRI/GEN/1/Rev.7 (1992), ย่อหน้า 9

[9] คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน, General comment no. 31: The Nature of the General Legal Obligation Imposed on States Parties to the Covenant, U.N. Doc. CCPR/C/21/Rev.1/Add.13 (2004), ย่อหน้า 10

[10] รัฐไทยได้เข้าเป็นภาคีโดยการภาคยานุวัติเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2535 และมีผลบังคับใช้กับรัฐไทยตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน พ.ศ.2535 เป็นต้นมา

[11] ข้อ 6 ระบุว่า “1. รัฐภาคียอมรับว่า เด็กทุกคนมีสิทธิติดตัวที่จะมีชีวิต 2. รัฐภาคีจะประกันอย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้ ให้มีการอยู่รอด และการพัฒนาของเด็ก”

[12] ข้อ 37(a) ระบุว่า “รัฐภาคีประกันว่าจะไม่มีเด็กคนใดได้รับการทรมาน หรือถูกปฏิบัติ หรือลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือต่ำช้า จะไม่มีการลงโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิตที่ไม่มีโอกาสจะได้รับการปล่อยตัวสำหรับความผิดที่กระทำโดยบุคคลที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี”

[13] ข้อ 38(1) ระบุว่า “รัฐภาคีรับที่จะเคารพ และประกันให้มีความเคารพต่อกฎเกณฑ์แห่งกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศที่ใช้บังคับกับรัฐภาคี ในกรณีพิพาทกันด้วยอาวุธซึ่งเกี่ยวข้องกับเด็ก”

[14] คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน, General comment no. 6: Treatment of Unaccompanied and Separated Children Outside Their Country of Origin, U.N. Doc. CRC/GC/2005/6 (2005), ย่อหน้า 27

[15] คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน, General comment no. 6: Treatment of Unaccompanied and Separated Children Outside Their Country of Origin, U.N. Doc. CRC/GC/2005/6 (2005), ย่อหน้า 28

[16] รัฐไทยได้เข้าเป็นภาคีโดยการภาคยานุวัติเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ.2550 และมีผลบังคับใช้กับรัฐไทยตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ.2550 เป็นต้นมา

[17] ข้อ 3 ระบุว่า “1. รัฐภาคีต้องไม่ขับไล่ ส่งกลับ (ผลักดันกลับ) หรือส่งบุคคลในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนไปยังอีกรัฐหนึ่ง เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นจะตกอยู่ภายใต้อันตรายที่จะถูกทรมาน 2. เพื่อความมุ่งประสงค์ที่จะวินิจฉัยว่ามีเหตุอันควรเชื่อเช่นว่าหรือไม่ เจ้าพนักงานผู้มีอ่านาจต้องค่านึงถึงข้อพิจารณาทั้งปวงที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการที่มีรูปแบบที่ต่อเนื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชนในรัฐนั้นอย่างร้ายแรง โดยซึ่งหน้า หรืออย่างกว้างขวางด้วย หากมี”