พระเจ้าคือผู้กระทำทุกอย่าง ผู้บรรลุคือผู้ไม่กระทำสิ่งใดเลย

พระเจ้าคือผู้กระทำทุกอย่าง ผู้บรรลุคือผู้ไม่กระทำสิ่งใดเลย

ถาม  ผู้บรรลุธรรม Mahatmas บางท่าน เชื่อมั่นว่าโลกไม่ใช่ทั้งสิ่งบังเอิญหรือการแสดงของพระเจ้า แต่ผลและการแสดงออกของแผนการอันยิ่งใหญ่ของงานที่มีเป้าหมายอยู่ที่การตื่นรู้และการพัฒนาความรู้ตัวตลอดทั่วทั้งจักรวาล

จากความไม่มีชีวิตจนถึงชีวิต จากความไม่รู้ตัวจนถึงความรู้ตัว จากความมัวหม่นจนถึงปัญญาสว่างไสว จากความเข้าใจผิดจนถึงความชัดเจน – นั่นคือทิศทางซึ่งโลกเคลื่อนไปอย่างไม่รู้จบและไม่ลดละ

แน่นอนว่ามันมีช่วงเวลาของการหยุดพักและความมืดที่ชัดเจน เมื่อจักรวาลดูเหมือนว่าจะไม่เคลื่อนที่ แต่การหยุดพักได้จบลงและการดำเนินไปสู่ความรู้ตัวเริ่มต้นใหม่

จากมุมมองของเรา โลกคือหุบเหวแห่งน้ำตา สถานที่ที่ต้องหลีกหนี ในทันทีที่ทำได้และด้วยวิธีใดๆก็ตาม

สำหรับผู้บรรลุธรรม โลกเป็นสถานที่ที่ดีและมีอยู่เพื่อวัตถุประสงค์ที่ดี

พวกเขาไม่ปฏิเสธว่าโลกคือโครงสร้างทางใจ และสุดท้ายแล้ว ทุกสรรพสิ่งเป็นหนึ่งเดียว แต่พวกเขาเห็นและกล่าวว่าโครงสร้างนี้มีความหมายและรับใช้วัตถุประสงค์ที่พึงปรารถนาอันสูงสุด

สิ่งที่เราเรียกว่าความตั้งใจของพระเจ้า ไม่ใช่ความประสงค์ตามอำเภอใจของเทพขี้เล่น แต่เป็นการแสดงออกของความจำเป็นสูงสุดที่ต้องเติบโตในความรัก และปัญญา และพลัง เพื่อทำให้เป็นจริงซึ่งศักยภาพอันไม่สิ้นสุดของชีวิตและความรู้ตัว

เช่นเดียวกับคนสวนปลูกดอกไม้จากเมล็ดพันธุ์เล็กๆ จนกลายเป็นความสมบูรณ์แบบที่รุ่งโรจน์ พระเจ้าก็ได้เพาะปลูกหลากหลายสิ่งในสวนของพระองค์ รวมทั้งมนุษย์และผู้เหนือมนุษย์ เรารู้และรักและทำงานร่วมไปกับพระองค์

เมื่อพระเจ้าหยุดพัก (pralaya) มนุษย์ที่ความเติบโตยังไม่สมบูรณ์ได้เข้าสู่สภาวะไม่รู้ตัวชั่วระยะเวลาหนึ่ง ในขณะที่มนุษย์ที่สมบูรณ์แบบแล้ว ผู้ได้เข้าถึงสิ่งที่อยู่เหนือรูปร่างและเนื้อหาของความรู้ตัว ยังคงตระหนักถึงความเงียบของจักรวาล

เมื่อถึงเวลาที่จักรวาลใหม่จะก่อกำเนิด ผู้หลับจะตื่นขึ้น และเริ่มงานของเขา

ผู้ที่ก้าวหน้ามากกว่าจะตื่นขึ้นก่อน และเตรียมบริเวณสำหรับผู้ที่ก้างหน้าน้อยกว่า – กลุ่มหลังนี้จึงได้พบรูปแบบและรูปร่างของพฤติกรรมที่เหมาะสมสำหรับการเติบโตต่อไปของพวกเขา

แล้วเรื่องราวก็ดำเนินไป

ความแตกต่างของเรื่องนี้กับคำสอนของท่านคือ – ท่านยืนยันว่าโลกไม่มีอะไรดีและควรรังเกียจ

พวกเขากล่าวว่า ความไม่พอใจโลกคือเวทีที่ต้องผ่านไป เป็นสิ่งจำเป็น – ใช่ แต่ก็เป็นสิ่งชั่วคราว และไม่นานนักก็ถูกแทนที่โดยความรักที่แผ่กระจายไปโดยทั่ว และความตั้งใจอันมั่นคงที่จะทำงานร่วมกับพระเจ้า

 

ตอบ  ทั้งหมดที่เธอพูดมานับว่าถูกต้องสำหรับเส้นทางที่ออกไปภายนอก (pravritti)

สำหรับเส้นทางที่กลับเข้ามา (nivritti) การทำตนให้เหมือนเด็กซนเป็นสิ่งจำเป็น

ฉันยืนอยู่ในที่ซึ่งไม่มีอะไรมีอยู่เป็นอยู่ (paramakash) คำพูดหรือความคิดไม่สามารถเข้าถึงที่นั้น 

สำหรับใจ ทุกอย่างคือความมืดและความเงียบ

จากนั้น ความรู้ตัวเริ่มกระเพื่อมไหว และทำให้ใจตื่นขึ้น (chidakash) ซึ่งฉายภาพของโลก (mahadakash) อันสร้างขึ้นจากความทรงจำและจินตนาการ

เมื่อโลกเข้าสู่ความมีอยู่เป็นอยู่ ทุกอย่างที่เธอพูดอาจเป็นเช่นนั้น

มันเป็นธรรมชาติของใจที่จะจินตนาการเป้าหมายขึ้นมา มุ่งมันที่จะไปให้ถึงเป้าหมาย พยายามมองหาวิธีการและหนทาง แสดงวิสัยทัศน์ พลังงาน และความกล้าหาญ

เหล่านี้เป็นคุณลักษณะที่สูงส่ง ฉันไม่ปฏิเสธมัน

แต่ฉันยังคงตั้งมั่นในที่ที่ไม่มีความแตกต่าง เป็นที่ที่ไม่มีสรรพสิ่ง ไม่มีแม้ใจที่สร้างสรรพสิ่ง

ที่นั่นแหละ คือบ้านของฉัน

ไม่ว่าสิ่งใดเกิดขึ้น ไม่สามารถกระทบฉันได้ – สรรพสิ่งกระทำต่อสรรพสิ่ง แค่นั้นเอง

ฉันเป็นอิสระจากความทรงจำและความคาดหวัง ฉันบริสุทธิ์และไร้เดียงสา

ใจเป็นผู้ปฏิบัติงาน (mahakarta) ที่ดีเยี่ยม และมันต้องการการพัก

ฉันไม่ต้องการอะไรเลย ฉันจึงไม่มีความกลัว

ฉันต้องกลัวสิ่งใดเล่า?

มันไม่มีการแบ่งแยก เราไม่ใช่ตัวตนที่แบ่งแยกจากกัน

ตัวตนมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น นั่นคือความจริงแท้สูงสุด ภายในนั้นความเป็นปัจเจกและความไม่เป็นปัจเจกเป็นหนึ่งเดียวกัน

 

ถาม  ทุกคนล้วนต้องการมีความสามารถที่จะช่วยโลก

ตอบ  แล้วใครบอกว่าเธอไม่สามารถจะช่วยได้?

เธอตั้งคำจำกัดความไปเองว่าช่วยหมายถึงอะไร ต้องการอะไร แล้วทำให้ตัวเองตกอยู่ในความขัดแย้งระหว่างสิ่งที่ควรทำและสิ่งที่ทำได้ ระหว่างความจำเป็นและความสามารถ

 

ถาม  ทำไมเราทำอย่างนั้น?

ตอบ  ใจของเธอฉายภาพโครงสร้างและเธอยึดมันเข้ามาเป็นของเธอ

มันเป็นธรรมชาติของความต้องการที่ตอบสนองต่อใจอย่างรวดเร็วและสร้างโลกขึ้นมาเพื่อเติมเต็มให้แก่ใจ

แม้จะเป็นความต้องการเพียงเล็กน้อย ก็สามารถเริ่มให้เกิดการกระทำจำนวนมากมายต่อเนื่องกันเป็นสายยาว แล้วความต้องการที่รุนแรงเล่า จะเกิดผลขนาดไหน?

ความต้องการสามารถทำให้เกิดจักรวาล พลังของมันมหัศจรรย์อย่างยิ่ง

ไม้ขีดไฟก้านเล็กหนึ่งก้านสามารถทำให้เกิดไฟไหม้ป่าได้ทั้งป่า เช่นเดียวกันกับความต้องการที่ทำให้เกิดไฟแห่งการปรากฏของสรรพสิ่ง

เป้าประสงค์หลักของการสร้างคือเพื่อบรรลุเป้าหมายของความต้องการ

ความต้องการอาจสูงส่งหรือเลวทราม ที่ว่าง (akash) เป็นกลางๆ – ใครๆสามารถเอาอะไรบรรจุลงในนั้นก็ได้ตามใจชอบ

เธอต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในสิ่งที่เธอต้องการ

และสำหรับผู้คนที่เธออยากช่วย พวกเขาอยู่ในโลกที่สร้างขึ้นตามความต้องการของเขา ไม่มีทางใดที่จะช่วยพวกเขา ยกเว้นผ่านทางความต้องการของพวกเขา

เธอทำได้แค่สอนพวกเขาให้มีความต้องการที่ถูกต้อง เพื่อที่พวกเขาอาจลอยขึ้นเหนือความต้องการและเป็นอิสระจากแรงกระตุ้นให้สร้างโลกแห่งความต้องการ ซึ่งเป็นที่อยู่ของความทุกข์และความสุข

 

ถาม  สักวันหนึ่ง เรื่องราวทั้งหลายต้องสิ้นสุดลง คนต้องตาย จักรวาลล่มสลายลง

ตอบ  เหมือนกับที่คนนอนหลับลืมทุกอย่างและตื่นขึ้นมาในวันใหม่ หรือเขาตายไปแล้วเกิดในภพชาติใหม่ โลกแห่งความต้องการและความกลัวจะละลายและหายไป

แต่ผู้เฝ้ามองแห่งจักรวาล หรือธรรมชาติสูงสุด ไม่หลับและไม่ตาย

หัวใจอันยิ่งใหญ่เต้นอยู่ชั่วนิรันดร์ และในการเต้นแต่ละครั้ง จักรวาลใหม่ก่อกำเนิดขึ้น

 

ถาม  ธรรมชาติสูงสุดนี่มีความรู้ตัวหรือเปล่า?

ตอบ  เขาอยู่เหนือทุกอย่างที่ใจจะคิดได้

เขาอยู่เหนือความมีความเป็นและความไม่มีไม่เป็น

เขาคือการรับและการปฏิเสธต่อทุกสิ่ง อยู่ภายนอกและภายใน สร้างและทำลาย เป็นจริงอย่างไม่สามารถจินตนาการได้

 

ถาม  พระเจ้ากับ Mahatma เป็นสิ่งเดียวกันหรือเปล่า?

ตอบ  เป็นสิ่งเดียวกัน

 

ถาม  มันน่าจะมีความแตกต่างกันบ้าง

ตอบ  พระเจ้าคือผู้ทำทุกสิ่ง ผู้บรรลุธรรมคือผู้ไม่ทำอะไรเลย

พระเจ้าไม่ได้พูดว่า – ฉันทำทุกอย่าง

สำหรับพระเจ้า สรรพสิ่งเกิดขึ้นด้วยธรรมชาติของมันเอง

สำหรับผู้บรรลุธรรม ทุกอย่างถูกทำขึ้นโดยพระเจ้า

เขาไม่เห็นความแตกต่างระหว่างพระเจ้ากับธรรมชาติ

ทั้งพระเจ้าและผู้บรรลุธรรมรู้ว่าตนเป็นศูนย์กลางที่อยู่นิ่งของสิ่งที่เคลื่อนไหวได้ สิ่งเป็นนิรันดร์เฝ้ามองสิ่งชั่วคราว

จุดศูนย์กลางคือจุดของความว่างเปล่าและผู้เฝ้ามองคือจุดแห่งความตระหนักที่บริสุทธิ์ ทั้งสองท่านรู้ว่าตนเองไม่ได้เป็นอะไรเลย ดังนั้นจึงไม่มีสิ่งใดที่จะต่อต้านทั้งสองได้

 

ถาม  จากประสบการณ์ของท่าน ท่านเห็นและรู้สึกสิ่งนี้อย่างไร?

ตอบ  เมื่อไม่เป็นอะไรเลย ฉันคือทุกสิ่ง

ทุกสิ่งคือฉัน ทุกสิ่งเป็นของฉัน

กายของฉันเคลื่อนไหวเพียงแค่เพราะฉันคิดถึงการเคลื่อนไหว เช่นเดียวกัน สิ่งต่างๆเกิดขึ้นเพราะฉันแค่คิดถึงมัน

แต่กระนั้น ฉันไม่ได้ทำอะไรเลย

ฉันแค่เห็นมันเกิดขึ้น

 

ถาม  สิ่งต่างๆเกิดขึ้นตามที่ท่านต้องการให้มันเกิดขึ้น หรือตามที่มันเป็น?

ตอบ  ทั้งสองอย่าง

ฉันยอมรับและฉันถูกยอมรับ

ฉันคือทุกสิ่งและทุกสิ่งคือฉัน

ฉันคือโลก ฉันจึงไม่กลัวโลก

ฉันคือทุกสิ่ง แล้วฉันต้องกลัวสิ่งใดเล่า?

น้ำไม่กลัวน้ำ ไฟไม่กลัวไฟ

และฉันไม่กลัวเพราะฉันไม่ได้เป็นสิ่งใดที่จะสามารถกลัว หรืออยู่ในอันตราย

ฉันไม่มีรูปร่าง ไม่มีชื่อเรียก

ความยึดมั่นในรูปร่างและในชื่อทำให้เกิดความกลัว

ฉันไม่มีความยึดมั่น

ฉันไม่ได้เป็นอะไรเลย และความไม่เป็นอะไรจะไม่กลัวสิ่งใด

ในทางตรงกันข้าม ทุกสิ่งกลัวความไม่มีอะไร เพราะเมื่อสรรพสิ่งสัมผัสความไม่มีอะไร มันจะกลายเป็นความไม่มีอะไรไปด้วย

มันเหมือนบ่อที่ไม่มีก้น อะไรที่ตกลงไปในนั้น จะหายไป

 

ถาม  พระเจ้าไม่ใช่บุคคลหรือ?

ตอบ  ถ้าเธอคิดว่าตัวเองคือบุคคล พระองค์ก็เป็นบุคคล

ถ้าเธอคือทุกสิ่ง เธอก็จะเห็นว่าพระองค์คือทุกสิ่ง

 

ถาม  ผมจะสามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงโดยการเปลี่ยนทัศนคติได้ไหม?

ตอบ  ทัศนคติคือข้อเท็จจริง

ตัวอย่างเช่น ความโกรธ

ฉันอาจรู้สึกโกรธ เดินงุ่นง่านกลับไปกลับมา ในขณะเดียวกัน ฉันรู้ว่าฉันคืออะไร ฉันคือศูนย์กลางของปัญญาและความรัก เป็นอะตอมของการมีอยู่ที่บริสุทธิ์

ทุกอย่างจะสงบลง และใจหลอมรวมลงในความเงียบ

 

ถาม  แต่ท่านก็โกรธเป็นบางครั้ง

ตอบ  ฉันจะต้องโกรธใครเล่า และโกรธเพื่ออะไร?

ความโกรธเกิดขึ้นและละลายไปเมื่อฉันนึกได้ว่าฉันคืออะไร

มันเป็นแค่การเล่นของ gunas (ลักษณะของสสารแห่งจักรวาล)

เมื่อฉันคิดว่าตัวเองเป็นสสารแห่งจักรวาล ฉันเป็นทาสของมัน

เมื่อฉันถอยห่างออกมา ฉันเป็นนายของมัน

 

ถาม  ท่านสามารถมีอิทธิพลต่อโลกโดยทัศนคติของท่านได้หรือไม่?

โดยการแยกตัวเองออกมาจากโลก ท่านสูญเสียความหวังทั้งหมดในการช่วยมัน

ตอบ  มันจะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร?

ทุกสิ่งคือฉัน – ฉันไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้หรือ?

ฉันไม่คิดว่าตนเองคืออะไร เพราะฉันคือทุกสิ่ง – ทั้งปัจเจกและองค์รวม

 

ถาม  ท่านจะช่วยปัจเจกบุคคลอย่างผมได้ไหม?

ตอบ  แต่ฉันก็ช่วยเธอเสมอ – จากภายใน

ฉันและเธอเป็นหนึ่งเดียว

ฉันรู้ แต่เธอไม่รู้

นั่นคือความแตกต่าง – และมันไม่สามารถจะคงอยู่ตลอดไป

 

ถาม  และท่านจะช่วยโลกทั้งโลกได้อย่างไร?

ตอบ  มหาตมคานธีตายไปแล้ว แต่ใจของท่านยังคงขจรขจายไปในโลก

ความคิดของ jnani ขจรขจายไปในมนุษยชาติและทำงานอย่างไม่หยุดยั้งเสมอ

ความไร้ตัวตน ที่ออกมาจากภายใน นี่เป็นสิ่งที่มีกำลังมากกว่าและไม่สามารถต้านทานได้

นั่นคือวิธีการที่โลกดีขึ้น – ความช่วยเหลือจากภายในและการอำนวยพรสิ่งภายนอก

เมื่อ jnani ตาย เขาไม่มีอยู่อีกต่อไป เฉกเช่นแม่น้ำไม่มีอยู่อีกต่อไปเมื่อมันหลอมรวมกับมหาสมุทร

เมื่อ jnani รวมเข้ากับจิตจักรวาล ความดีงามและปัญญาทั้งหมดของเขาจะกลายเป็นมรดกของมนุษยชาติ และช่วยยกระดับมนุษย์ทุกคน

 

ถาม  เรายึดติดอยู่กับบุคลิกภาพของเรา

ความเป็นปัจเจกของเรา ความเป็นเราที่แตกต่างจากผู้อื่น นี่คือสิ่งที่เราให้ค่าอย่างมาก

ท่านประกาศว่าทั้งสองอย่างนั้นไม่มีประโยชน์อะไรเลย

ความไม่เป็นอะไรเลยของท่านมีประโยชน์อะไรต่อเรา?

ตอบ  ความไร้ตัวตน ความมีตัวตน ความเป็นปัจเจก บุคลิกภาพ (nirguna, saguna, vyakta, vyakti) ทั้งหมดนี้เป็นแค่คำพูด ความคิดเห็น ทัศนคติทางใจ

มันไม่มีความจริงในคำพูดเหล่านั้น

ความจริงจะมีอยู่จากประสบการณ์ในความเงียบ

เธอยึดติดกับบุคลิกภาพ – แต่เธอจะรู้ตัวว่าตนเป็นปัจเจกบุคคลก็ต่อเมื่อเธอมีปัญหา – เมื่อเธอไม่มีปัญหา เธอจะไม่คิดถึงตัวเอง

 

ถาม  ท่านไม่ได้บอกผมถึงประโยชน์ของการไม่รู้แจ้ง

ตอบ  แน่นอนว่าเธอต้องหลับก่อนจึงจะตื่นขึ้นได้ เธอต้องตายก่อนจึงจะมีชีวิตอยู่ เธอต้องหลอมละลายก่อนจึงจะขึ้นรูปได้ใหม่

เธอต้องทำลายสิ่งที่มีอยู่ก่อนจึงจะสร้างสิ่งใหม่ เธอต้องสูญสลายก่อนจึงจะได้รับการรังสรรค์

ธรรมชาติสูงสุดคือตัวทำละลายของจักรวาล มันกัดกร่อนทุกภาชนะ มันเผาผลาญทุกอุปสรรค

ถ้าปราศจากการปฏิเสธสรรพสิ่งโดยสิ้นเชิง การปกครองแบบเผด็จการของสรรพสิ่งจะเป็นสิ่งจริงแท้

ธรรมชาติสูงสุดคือผู้ประสานที่ยิ่งใหญ่ เป็นสิ่งรับประกันเป้าหมายสูงสุดลัความสมดุลที่สมบูรณ์ – ของชีวิตภายในอิสรภาพ

มันจะหลอมละลายเธอ แล้วจึงยืนยันถึงธรรมชาติเดิมแท้ของเธอ

 

ถาม  ในระดับความจริงสูงสุด ทุกอย่างเข้าใจได้ แต่มันมีบทบาทอย่างไรในชีวิตประจำวัน?

ตอบ  ชีวิตประจำวันคือชีวิตของการกระทำ

ไม่ว่าเธอจะชอบมันหรือไม่ เธอต้องทำหน้าที่

ไม่ว่าเธอจะทำอะไรเพื่อตัวเอง มันจะสะสมและกลายเป็นระเบิดเวลา วันหนึ่ง มันจะระเบิดและก่อความเสียหายให้ตัวเธอและโลกของเธอ

เมื่อเธอหลอกตัวเองว่าเธอทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม มันยิ่งทำให้เรื่องราวเลวร้ายลงไปอีก เพราะเธอไม่ควรถูกนำทางโดยความคิดของเธอว่าอะไรดีสำหรับผู้อื่น

คนที่อวดอ้างว่าอะไรดีสำหรับผู้อื่น เป็นคนอันตราย

 

ถาม  ถ้าอย่างนั้นเราต้องทำงานแบบไหน?

ตอบ  เธอต้องทำงานแบบไม่ใช่เพื่อตัวเองหรือเพื่อผู้อื่น แต่ทำงานเพื่องาน

สิ่งที่มีค่าควรแก่การกระทำเป็นทั้งวัตถุประสงค์และความหมายอยู่แล้วในตัวของมันเอง

แต่ละอย่างถูกทำขึ้นเพื่อตัวของมัน

เพราะมันถูกสร้างขึ้นเพื่อตัวมัน มันไม่ขัดแย้งกัน

เธอกำลังใช้สิ่งของและผู้คนเพื่อวัตถุประสงค์ที่ขัดกับสิ่งเหล่านั้นหรือผู้คนเหล่านั้น และเธอทำให้เกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นกับโลกและตัวเธอเอง

 

ถาม  ท่านบอกว่า ธรรมชาติเดิมแท้ของเราอยู่กับเราตลอดเวลา

แล้วทำไมเราจึงไม่สังเกตเห็นมัน?

ตอบ  ถูกต้อง เธอคือธรรมชาติสูงสุดอยู่แล้วตลอดเวลา

แต่ความสนใจของเธอถูกตรึงอยู่กับสิ่งถูกรู้ ไม่ว่าทางกายภาพหรือทางใจ

เมื่อความสนใจของเธอถอยห่างออกจากสิ่งต่างๆ และยังไม่ไปตรึงกับสิ่งอื่น ในช่องว่างระหว่างนั้นแหละ เธอคือธรรมชาติเดิมอันบริสุทธิ์

เมื่อเธอผ่านการฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับการแยกแยะและการปล่อยวาง (viveka-vairagya) เธอจะไม่รับรู้ถึงสัมผัสและสภาวะของใจ ธรรมชาติเดิมที่บริสุทธิ์จะเผยตัวออกมาในฐานะของสภาวะธรรมชาติ

 

ถาม  เราจะเข้าถึงจุดจบของความรู้สึกแบ่งแยกได้อย่างไร?

ตอบ  โดยการโฟกัสใจไปที่สภาวะ “ฉันเป็น” ซึ่งเป็นการรับรู้ถึงความมีอยู่เป็นอยู่ ความรู้สึกว่า “ฉันเป็นนั่น ฉันเป็นนี่” ละลายหายไป เหลือแต่สภาวะ “ฉันแค่เฝ้ารู้เฝ้าดู” และสภาวะที่ว่านั้นก็จมลงในสภาวะ “ฉันคือทุกสิ่ง”

จากนั้น ทุกสิ่ง จะกลายเป็น “สิ่งหนึ่ง” และ “สิ่งหนึ่ง” - ตัวเธอเอง จะไม่แยกต่างหากจากฉัน

จงละทิ้งความคิดว่ามี “ฉัน” ที่แบ่งแยก แล้วคำถามว่า “ประสบการณ์ของใคร?” จะไม่เกิดขึ้น

 

ถาม  ท่านพูดจากประสบการณ์ของท่าน

ผมจะทำให้มันเป็นประสบการณ์ของผมได้อย่างไร?

ตอบ  เธอพูดว่าประสบการณ์ของฉันแตกต่างจากประสบการณ์ของเธอ เพราะเธอเชื่อว่าเราทั้งสองแบ่งแยกจากกัน

แต่เราไม่ได้แยกจากกัน

ในระดับลึกลงไป ประสบการณ์ของฉันคือประสบการณ์ของเธอ

ดำดิ่งลึกลงไปภายในตัวเธอเอง และเธอจะพบมันอย่างง่ายดาย

จงไปในทิศทางของ “ฉันเป็น”

 

ศรี นิสาร์กะทัตตะ มหาราช

“I AM THAT”

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน i am that 24



ความเห็น (0)