พระเจ้าเก้าตื้อ

 


 

ประวัติการสร้างพระเจ้าเก้าตื้อ

พระพุทธรูปพระเจ้าเก้าตื้อ ถือเป็นปูชนียวัตถุที่สำคัญยิ่งของชาวเชียงใหม่ หล่อด้วยทองสำริด ปางมารวิชัยหรือปางสะดุ้งมาร ฝีมือช่างเชียงแสนผสมสุโขทัย หน้าตักกว้าง 120 นิ้ว สูงจากฐานถึงยอดพระเมาฬีประมาณ 130 นิ้ว ปีชวด ฉศก หนัก 9 ตื้อ (ตามน้ำหนักชั่งโบราณ) คำว่า “ตื้อ” เป็นคำในภาษาไทยเหนือ แปลว่า หนักพันชั่ง หรือ น้ำหนักประมาณ 1,000 กิโลกรัม โดยมีน้ำหนักที่คำนวณได้จากมาตราชั่งของไทย 126,000 กิโลกรัม (1 ตื้อ= 1,400 กิโลกรัม) มีหน้าตักกว้าง 3 เมตร สูง 4.70 เมตรเท่ากับใช้ทองแดงมีน้ำหนัก 9 ตื้อ องค์พระพุทธรูปที่ต่อ 8 แห่ง จำนวน 9 ท่อน สันนิษฐานว่าอาจเป็นเหตุใช้เรียกชื่อพระพุทธรูปองค์ใหญ่นี้ว่า “พระเจ้าเก้าตื้อ” ก็เป็นได้ กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 52 ตอนที่ 75 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2478

พระเจ้าเมืองแก้วเป็นผู้สร้างเพื่อเป็นพระประธานในวิหารวัดพระสิงห์ โดยเริ่มเตรียมการตั้งแต่ ปี พ.ศ.2047 แล้วหล่อเสร็จสมบูรณ์ในปีพ.ศ.2048 แต่เพราะมีขนาดใหญ่ เมื่อเสร็จสมบูรณ์ไม่สามารถชักลากเข้าเมืองได้ จึงประดิษฐานเป็นองค์พระประธานในพระอุโบสถวัดปุพพาราม(วัดสวนดอก) ซึ่งศาสตราจารย์แสง มนวิทูรให้ทัศนะว่าเดิมบริเวณวัดสวนดอกมี 2 วัดคือวัดพระเจ้าเก้าตื้อและวัดสวนดอก แต่รื้อกำแพงวัดออกรวมกันเป็นวัดเดียวเรียกว่าวัดปุพพาราม

       อ้างอิงข้อความจากพงศาวดารเหนือพอสรุปได้ดังนี้

ลุปี พ.ศ.2047 (จ.ศ.866) พระเมืองแก้วได้ทรงหล่อพระพุทธปฏิมากรองค์ใหญ่ ในวันพฤหัสบดี เดือน 3 (เดือน 5 เหนือ) ขึ้น 8 ค่ำได้ฤกษ์ 7 ตัว ชื่อปุณณะพสุดาวพิดานสำเภาทอง ที่หล่อพระพุทธรูปนั้นมีน้ำหนัก 1 ตื้อ คือ หนึ่งโกศตำลึง (ฝีมือช่างเชียงแสนที่ประณีตงดงามที่สุด หน้าตักกว้าง 3 เมตร สูงแต่ฐานถึงยอดพระโมฬี 4 เมตร 70 เซนต์) มีที่ต่อ 8 แห่ง นับเป็นท่อนได้ 9 ท่อน นับตั้งแต่ลงมือหล่อพระพุทธรูป จนตกแต่งให้เป็นเงางามเรียบร้อยทุกประการ เป็นเวลานานถึง 5 ปี พ.ศ.2052 (จ.ศ.871) พระเมืองแก้วจึงทรงได้เสด็จราชดำเนินเป็นประธาน พร้อมด้วยหมู่เสนาอำมาตย์ มุขมนตรี เศรษฐีกฎุมพี ไพร่ราษฎ์ทั้งปวงและราชทูตแห่งท้าวพญาสามัญประเทศทั้งปวงทรงอาราธนาพระพุทธรูปขึ้นสถิตประดิษฐานเหนือรัตนบัลลังก์ ในพระอุโบสถวัดบุปผาราม อันชนทั้งหลายเรียกว่า “พระเจ้าเก้าตื้อ” นั้นแล พระมหาสังฆเถระราชาชั้นผู้ใหญ่ที่อาราธนานิมนต์มาอบรมสมโภชพระพุทธรูป มีจำนวน 1,000 รูป พระมหากษัตริย์เมืองแก้วทรงจัดการเป็นงานมหกรรมอันมโหฬารยิ่ง ถวายเครื่องไทยทานพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ทั่วทั้ง 1,000 รูป พระมหาเถรสังฆราชาและเสนาอำมาตย์ประชาราษฎ์ทั้งมวลประกาศเฉลิมพระนามพระเจ้าเมืองแก้วว่า “พระเจ้าสิริทรงธรรมจักรพรรดิ์ราช”

นับตั้งแต่พระเจ้าสิริทรงธรรม ได้สร้างพระพุทธปฏิมากรองค์ใหญ่ประดิษฐานไว้เหนือบัลลังก์อุโบสถวัดบุปผารามสวนดอกนั้น กิตติศัพท์อภินิหารก็เลื่องลือไปทั่วทุกสารทิศ มีภิกษุสามเณรและอุบาสกอุบาสิกา นักบุญทั้งหลายเดินทางมานมัสการมิได้ขาด เหตุเพราะพระพุทธรูปเจ้านั้นมีอิทธิปาฏิหาริย์ศักดิ์สิทธิ์ด้วยแรงอธิษฐาน และสวยงามมาก พระปฏิมากรพระเจ้าเก้าตื้อ มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์อย่างอัศจรรย์ใจ สามารถบันดาลให้ผู้ศรัทธาเลื่อมใสประสบสิ่งอันพึงปรารถนา และสรรพมิ่งมงคล ใครมีความกลัดกลุ้มใจเศร้าหมองขุ่นมัว จิตเร่าร้อนกระวนกระวาย เมื่อได้มานั่งบูชาอธิษฐานตรงหน้าพระพักตร์พระเจ้าเก้าตื้อ เพ่งใจเป็นสมาธิ ส่งสายตาไปที่พระวรกายและพระพักตร์พระเจ้าเก้าตื้อ ทันใดนั้นเองด้วยฤทธิ์อันลี้ลับประหลาด เสมือนหนึ่งพระเจ้าเก้าตื้อฉายแสงธรรมรังษีเข้าไปขับไล่แปรสภาพจิตใจของผู้เพ่งพิศดู ขจัดขับไล่สิ่งเศร้าหมองขุ่นมัวความกลัดกลุ้มที่เกาะดวงใจให้หายไปอย่างประหลาด กลายเป็นเย็นระรื่นชุ่มชื่นเบิกบานใจอย่างประหลาดอัศจรรย์ เสมือนองค์พระเจ้าเก้าตื้อจะเผยโอษฐ์ยิ้มแย้ม ราวกับว่าพระองค์จะตรัสพระปราศรัยแก่ผู้เพ่งดู พร้อมกันนั้นเหมือนองค์ท่านลอยเข้าไปประทับอยู่ในเรือนใจของผู้เพ่งดู และจะรู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจสบายอารมณ์ยิ่งนัก

       มีตำนานเล่ากันว่า มักจะมีผู้มาอธิษฐานขอบุตรและปรารถนาสิ่งต่างๆ มักจะประสบสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลทุกประการ พระปฏิมากรเก้าตื้อสำเร็จด้วยวัตถุเจตนา พิธีกรรมอันบริสุทธิ์สะอาด และด้วยพลังแรงอธิษฐานของผู้มีใจสะอาดสูงทรงคุณธรรม จึงเป็นพระพุทธปฏิมากรอันศักดิ์สิทธิ์และประณีตงดงามเป็นพระคู่บ้านคู่เมือง และควรแก่การเคารพสักการะมาแต่โบราณกาล ทำให้มีผู้มานมัสการมิได้ขาดจนสถานที่พักไม่พอ จึงเป็นเหตุให้หมื่นจ่าบ้านพร้อมทั้งนักบุญทั้งหลายสร้างศาลาไว้ที่หน้าพระอุโบสถ ไว้เป็นที่พักแก่ผู้จาริกมาแสวงบุญทั้งหลาย

 

วิเคราะห์พุทธลักษณะของพระเจ้าเก้าตื้อ

พระเจ้าเก้าตื้อเป็นพระพุทธลักษณะแบบผสมระหว่างกลุ่มพระพุทธรูปปางมารวิชัยแบบล้านนาและพระพุทธสิหิงค์คือแสดงปางมารวิชัย  พระเศียรกลม พระพักตร์รูปไข่  พระหนุเป็นปม  เม็ดพระศกเล็ก รัศมีเปลว มีพระกรรณ(หู)ยาวกว่าปกติมีแฝงปริศนาธรรมว่าจิต้องมีใจหนักแน่น รอบคอบ(164) สายพระเนตรหลุบต่ำมีธรรมในความหมายคือต้องเตือนตัวเองทำอะไรมีสติ สำรวมกาย วาจา ใจปฏิบัติตนเองให้อยู่ในศีลธรรมมากกว่าติเตียนผู้อื่น

       ครองจีวรเฉียง สังฆทฎิยาวลงมาถึงพระนาภี  เป็นศิลปะที่ได้รับอิทธิพลศิลปะอู่ทอง พระหัตถ์ใหญ่ นิ้วพระหัตถ์เสมอกันพระอิริยาบถนั่งขัดสมาธิราบ พระหัตถ์ซ้ายวางหงายบนพระเพลา พระหัตถ์ขวาวางคว่ำที่พระชานุประดิษฐานบนฐานกระดานหน้าเกลี้ยง ฐานบัวคว่ำ-บัวหงายในผังแปดเหลี่ยมเป็นพระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัยได้รับอิทธิพลมาจากสมัยสุโขทัย ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19-20 และน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ช่างสมัยเดียวกันที่เป็นผู้หล่อพระพุทธรูปพุทธลักษณะที่คล้ายคลึงกันได้แก่ พระพุทธรูปวัดพระบาทตากผ้า จังหวัดลำพูน และพระพุทธรูปในวิหารวัดอุโมงค์เถรจันทร์ เชียงใหม่

 

ความเชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าเก้าตื้อ

พระเมืองแก้วประสงค์สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ได้รับสั่งช่างเชียงแสนมาหล่อองค์พระปั้นหุ่นพระพุทธรูป ให้เสร็จภายในเวลา 1 ปีเพื่อประชาชนได้กราบไหว้บูชา ด้วยแรงอธิษฐานของพระเมืองแก้วมีเรื่องเล่าขานกันว่ามีเทวดานามว่าพระวิษณุกรรมได้แปลงกายเป็นชีปะขาวบอกให้ช่างทั้งหมดหยุดพักรับประทานอาหารกลางวัน แล้วชีปะขาวนั้นได้ตบแต่งพระพักตร์ของพระพุทธรูปจากจิตเมื่อช่างทั้งหลายกลับมาล้วน ไม่เห็นชีปะขาวแต่เห็นพระพุทธรูปที่พวกตนกำลังตกแต่งเสร็จสมบูรณ์สวยงาม ( ความเชื่อความศรัทธากิตติศัพท์เรื่องอภินิหารในองค์พระเจ้าเก้าตื้อทำให้ประชาชนหลั่งไหลมากราบไหว้จากทั่วทุกสารทิศเพื่อขอพร ดลบันดาลให้ประสบผลสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาและเชื่อกันว่าถ้าผู้ใดมานั่งบูชาอธิษฐานจิตเป็นสำรวมสมาธิตรงหน้าพระพักตร์พระเจ้าเก้าตื้อจิตที่เศร้าหมอง ขุ่นมัว กระวนกระวายใจจะหายไปด้วยแสงแห่งพระธรรม มีแต่ความสงบ สบายกายสบายใจเพราะสายพระเนตรที่มองเปี่ยมด้วยความเมตตา พระโอษฐ์แย้มราวประทานพรให้แก่ผู้ที่มากราบไหว้บูชาและนั่งสมาธิและยังมีความเชื่อในเรื่องผู้มาอธิษฐานขอบุตรและขอพรปรารถนาสิงต่างๆจะประสบผลสำเร็จซึ่งถ้าพลังแรงอธิษฐานผู้ขอพรสะอาดเปี่ยมด้วยคุณธรรมเมื่อมาขอพรแล้วจะประสบความสำเร็จทุกประการ

พระเจ้าเก้าตื้อจึงพระพุทธรูปศิลปะเชียงแสนที่ผสมผสานศิลปะสุโขทัยที่งดงามที่สุดในล้านนาที่มีคุณค่าด้านจิตใจและใช้เวลาสร้างถึง5ปี

สมัยพระเมืองแก้วมีการสร้างพระพุทธรูปที่มีการจารึกมากที่สุด โดยเฉพาะความนิยมในการสร้างพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิราบทำชายสังฆาฎิเป็นแผ่นใหญ่แล้วเปลี่ยนไปตามความถนัดของช่างจนเกิดเป็นรูปแบบเฉพาะท้องถิ่นหรือสกุลช่างท้องถิ่นขึ้นมาการสร้างพระพุทธรูปสมัยพระเมืองแก้วมีจำนวนมากในลักษณะที่มีจารึกในช่วงแรกมีเฉพาะชื่อผู้สร้างปีที่สร้างต่อมาจึงมีการใส่คำอธิษฐานในจารึกยาวเพิ่มขึ้นภายหลัง พระเจ้าเก้าตื้อสร้างในรัชสมัยพระเมืองแก้วซึ่งใช้วัตถุที่ค่ามีราคาอย่างสัมฤทธิ์และจารึกน้ำหนักไว้หมายถึงจำนวนเงินมหาศาลในการสร้างพระเจ้าเก้าตื้อจึงบ่งบอกได้ว่าในสมัยนั้นล้านนามั่งคั่งเศรษฐกิจเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก

เมื่อสิ้นรัชสมัยพระเมืองแก้ว สมัยเจ้าแก้วนวรัฐผู้ครองนครองค์สุดท้ายกับพระชายาเจ้าดารารัศมี ได้นิมนต์ครูบาศรีวิชัย จากลำพูน มาเป็นประธานปฏิสังขรณ์พระวิหาร พระเจดีย์  ซุ้มประตูกำแพงมีประชาชนหลั่งไหลกันมาช่วยทั้งสละทรัพย์และแรงงานจำนวนมากได้มีการหล่อพระพุทธรูปองค์เท่าครูบาศรีวิชัยด้วยทองเหลืองสององค์ยืนสถิตบนแท่นแก้ว(บนฐานชกชี)ปัจจุบันอยู่ในวิหารด้านหน้าวัดปุพพารามพระเจ้าเก้าตื้อจึงเป็นศูนย์รวมจิตใจและได้รับความนิยมศรัทธามาโดยตลอดเป็นระยะยาวนกว่า500ปี

ในประวัติศาสตร์ล้านนาสมัยพญาติโลกราชถึงพญาเมืองแก้ว(พ.ศ.1985-2068/ค.ศ.1441-1525)ปกครองอาณาจักรล้านนาเป็นยุคที่สร้างพระพุทธรูปมากและมีความหลากหลายมากกว่าสมัยอื่นๆในอดีตของไทยยุคหนึ่งทีเดียวจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ในสมัยพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้สร้างพุทธรูปปางต่างๆ 37 ปางเพื่อเป็นพระพุทธรูปประจำรัชกาลพระองค์โปรดสร้างพระพุทธรูปปางขัดสมาธิราบปางมารวิชัยที่มีชายจีวรพับทบกันจรดพระนาภีได้รับอิทธิพลจากศิลปะอู่ทองและน่าจะจำลองมาจากพระพุทธรูปที่สุโขทัย(อุทธยานประวัติศาสตร์ ศรีสัชนาลัยเป็นพระพุทธรูปประจำรัชกาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งมีพุทธลักษณะคล้ายคลึงกับพระเจ้าเก้าตื้อซึ่งเซเดส์พระพุทธปฎิมาสมัยอู่ทองได้จำแนกไว้ดังนี้คือ มีรัศมีเป็นเปลว มีไรศก พระอุระแบน ชายจีวรยาว ขัดสมาธิราบ

พระเจ้าเก้าตื้อมีการบันทึกเป็นหลักฐานชัดเจนว่าเป็นพระพุทธรูปสำคัญ ดังปรากฏในคัมภีร์ ชินกาลมาลีปกรณ์ซึ่งรจนาเป็นภาษาบาลีโดยพระรัตนปัญญาเถระ(ระหว่างพ.ศ.2060-2071) ซึ่งชินกาลมาลีปกรณ์ กล่าวถึงพระเจ้าเก้าตื้อไว้ว่า

“เมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 8 ปีชวด  จุลศักราช 866 (พ.ศ. 2048) พระจันทร์เสวยบุพพผัดคุณฤกษ์เป็นวันแล้ง  จากนั้นย่างเข้าปีที่ 2 เป็นปีฉลู จึงทรงหล่อพระพุทธองค์ใหญ่ เมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 5  พระจันทร์เสวยปุนัพพสุฤกษ์เป็นฤดูแล้ง  ได้ยินว่าพระองค์โปรดให้หล่อพระพุทธรูปใหญ่องค์นั้นใช้ทองแดงหนักเรือนโกฏิ มีที่ต่อถึง 8 แห่ง ใส่พระเมาลีลงบนพระเศียร เมื่อวันอาทิตย์ต้นเดือน 7 เป็นวันแล้ง กิจการเกี่ยวกับพระพุทธรูปองค์ใหญ่นี้ 5 เดือนจึงเสร็จ

 

 

                      พระเจ้าเก้าตื้อ

ตำนานเมืองเหนือเขียนพระเจ้าเก้าตื้อเอาไว้ว่า

เป็นพระพุทธรูปศิลปะเมืองเชียงแสน

ที่ปรากฏงามหมดจดทั่วดินแดน

พระพุทธรูปเชียงแสนงามที่สุดในล้านนา

 

ประดิษฐานวัดสวนดอกเมืองเชียงใหม่

สร้างขึ้นรัชสมัยพระเมืองแก้วรู้ไว้ว่า

องค์พระหนัก1ตื้อชื่อนี้มีที่มา

มี8แห่งประชาชนศรัทธาด้วยหัวใจ

 

สร้างด้วยทองแดงหนักเรือนโกฎ

เป็นพระประธานในโบสถ์รู้เอาไว้

ประชาชนเชื่อหนัก๙ตื้อมากกว่าใคร

ด้วยเหตุองค์ใหญ่ลากองค์พระไปปุพพาราม

 

ชินกาลมาลีปกรณ์ กล่าวถึงพระเจ้าเก้าตื้อไว้ว่า

สมัยพระเจ้าเมืองแก้วล้านนาสยาม

หล่อพุทธรูปองค์ใหญ่ที่วัดปุพพาราม

ด้วยเหตุต้องลากจูงนำองค์พระปฎิมา

 

พระเจ้าเมืองแก้วจึงสร้างวัดขึ้นมาใหม่

เพื่อเป็นที่ประดิษฐานองค์พระไว้...ให้ชื่อว่า

วัดพระเจ้าเก้าตื้อเป็นที่มา

ปัจจุบันรู้ไว้ว่า...รวมกับวัดบุพฟาราม

 

สรุปจากรายงานวิจัยเรื่อง การวิเคราะห์เนื้อหาเกี่ยวกับสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏในคัมภีร์

ชินกาลมาลีปกรณ์ โดย พระครูสุธีสุตสุนทร ดร.ฤทธิชัย  แกมนาคและนางสุภัชชา  พันเลิศพาณิชย์

 


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บทความวิชาการ



ความเห็น (0)