Discipline-Based Education Research
The Natioal Acdemies Press ของสหรัฐอเมริกา พิมพ์หนังสือด้านการศึกษาออกจำหน่ายมากมาย ทุกเล่ม ดาวน์โหลด pdf file ได้ฟรี เมื่อปี 2012 ได้ออกหนังสือชื่อ Discipline-Based Education Research : Understanding and Improving Learning in Undergraduate Science and Engineering บอกสาระที่น่าสนใจ และนำมาใช้ประโยชน์
แต่ที่บอกโดยนัยสำคัญยิ่งกว่าคือ วงการศึกษาไทยขาดการวิจัยอย่างที่เสนอในหนังสือเล่มนี้ เราผลีผลามเชื่อ หลักการหรือทฤษฎีที่ “เขาบอก” อย่างเชื่องๆ เราไม่ตรวจสอบจากการลงมือทำ แล้วเก็บข้อมูลนำมาวิเคราะห์เพื่อความ เข้าใจจากการปฏิบัติ เราขาดการวิจัยตรวจสอบผลการปฏิบัติตามหลักการ
ด้วยเหตุนี้ วงการศึกษาไทยจึงขาดการปรับปรุงคุณภาพจากห้องเรียน เรามีคำสวยหรูว่า “วิจัยห้องเรียน” แต่ไม่มีผลของการวิจัยห้องเรียนมาสร้างคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียน และมาพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนของครู รวมทั้งมาปรับปรุงวิธีการบริหารระบบการศึกษาในภาพใหญ่
แต่หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องการศึกษา หรือการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย ระดับปริญญาตรี ในสาขาวิทยาศาสตร์และสาขาเทคโนโลยี เขาสื่อว่าอาจารย์ในสาขาดังกล่าวต้องวิจัยวิธีการเรียนการสอน และวิจัยกลไกการเรียนรู้ในสาขาของตน ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร สะท้อนความเชื่อว่า สามารถปรับปรุงวิธีการเรียนรู้ ของคนเราในสาขาวิชาต่างๆ ได้เสมอ และคนที่ปรับปรุงได้ดีที่สุดคืออาจารย์ในสาขานั้นๆ เอง แนวคิดนี้ตรงกับคณะปฏิรูปการเรียนรู้ของวิชาชีพต่างๆ ในกลุ่มบุคลากรสุขภาพ ที่ร่วมกันขับเคลื่อนขบวนการ HPER (Health Professional Education Reform)
นอกจากนั้น เขายังเสนอให้ DBER (Discipline-Based Eduation Research) เป็น “a field of inquiry” คือเป็นวิชาการ มีการสร้างความรู้ใหม่ ซึ่งก็ตรงกับที่วงการการศึกษาของวิชาชีพสุขภาพในประเทศไทย กำลังขับเคลื่อนกันอยู่
ความจริงที่คนในวงการศึกษามักละเลยคือ วิธีจัดการเรียนการสอนที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ให้ผลการเรียนรู้ ที่ผู้เรียนส่วนหนึ่งเข้าใจบางเรื่องอย่างผิดๆ หรือเข้าใจอย่างผิวเผิน คือรู้พอให้สอบได้ ไม่รู้จริง เอาความรู้ไปใช้ไม่เป็น หากผู้เรียนส่วนใหญ่เรียนได้เพียงระดับนี้ ก็ถือว่าการศึกษานั้นมีปัญหา เราต้องช่วยกันลดสภาพนั้นให้เหลือน้อยที่สุด และนี่คือที่มาของหนังสือเล่มนี้
ผลจาก DBER บอกว่า RBE (Research-Based Education) ให้ผลการเรียนรู้ดีกว่า LBE (Lecture-Based Education) ซึ่งเป็นความจริงที่รู้กันมานานมากแล้ว ว่าการเรียนโดยผู้เรียนตั้งคำถาม แล้วช่วยกันหาคำตอบ เกิดการเรียนรู้ลึกกว่า เรียนโดยเชื่อตามที่ครูบอกหรือหนังสือบอก
คณะกรรมการที่ร่วมกันประชุมและเสนอสาระในหนังสือเล่มนี้ เสนอโจทย์วิจัย DBER ๔ กลุ่มคือ
- การวิจัยที่ตรวจสอบความเหมือนและความต่าง ในนักศึกษาที่มีพื้นเพต่างกัน
- การศึกษาผลระยะยาว ที่รวมทั้งการศึกษาช่วงเปลี่ยนผ่านจากเป็นนักเรียน (ป. ๑ - ม. ๖) สู่การเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย เพื่อทำความเข้าใจปัจจัยที่ช่วยให้เข้าใจหลักการสำคัญ ที่มีผลต่อการจารึกไว้ในเนื้อในตัว
- การวิจัยพัฒนาเครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ของการเรียนรู้ที่มากกว่าคะแนนสอบ และผลการเรียนเป็นรายวิชา
- การวิจัยสหวิทยาการที่ทำความเข้าใจหลักการและวิธีการเรียนรู้
สาระใน Executive Summary บอกโดยนัยว่า ต้องใช้หลักการ adult learning กับนักศึกษาระดับปริญญาตรี ซึ่งผมขอขยายความว่า หมายถึงการเรียนโดยการปฏิบัติ (เน้นปฏิบัติเป็นทีม) ... (action) ตามด้วยการใคร่ครวญสะท้อนคิด (reflection) โดยอาจารย์เน้นทำหน้าที่ตั้งคำถามเพื่อยั่วยุต่อการเรียนรู้ และเพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าในการเรียน
เราสามารถยกระดับคุณภาพของบัณฑิตสาขา ว&ท ได้อย่างมากมาย หากเราเอาใจใส่พัฒนาวิธีการจัด การเรียนการสอน ตามที่เสนอในหนังสือเล่มนี้
การวิจัย DBER โดยอาจารย์ที่ทำหน้าที่สอนในสาขา ว&ท นี้เอง คือเครื่องมือสำคัญของการพัฒนาอาจารย์ ในสาขาเหล่านี้
อาจารย์ที่สอนในสาขา ว&ท ควรอ่านหนังสือเล่มนี้ ๓ จบ
วิจารณ์ พานิช
๕ ส.ค. ๖๐
"...อาจารย์ที่สอนในสาขา ว&ท ควรอ่านหนังสือเล่มนี้ ๓ จบ ..."???
สิบตาเห็น ไม่เท่ามือทำ ;-)
ขอเพิ่มครับ
...อาจารย์ที่สอนในสาขา ว&ท ควรอ่านหนังสือเล่มนี้ ๓ จบ ... เลือกบางส่วนไปลงมือปฏิบัติ ปฏิบัติโดยมีการเก็บข้อมูลอย่างถูกต้องเป็นระบบ ได้ทั้งการสอนที่มีคุณภาพสูงขึ้น การเรียนรู้ของตนเอง และได้ผลงาน DBER
ขอบคุณคุณ sr ที่ช่วยกระตุก
วิจารณ์