อีกหนึ่งชุมชนที่มีการนำเสนอการจัดการความรู้ของชุมชนที่น่าสนใจ..อยากให้เราเป็นส่วนหนึ่งของการแชร์ความรู้ให้กับคนอื่นๆ
ชมรมนักพัฒนาเพื่อนตะวันออก (The east of civil society club)

ภายหลังจากการปิดตัวลงของสำนักงานกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม (Socail Invesment Fund) เมื่อประมาณต้นปี 2545 แต่ทว่ากลไกของอาสาสมัครรักษ์ถิ่นและกิจกรรมที่เกิดจากการรวมกลุ่มเพื่อพลิกฟื้นทุนทางสังคมในชุมชน ยังคงทิ้งร่องรอยไว้กับแผ่นดินภาคตะวันออกแห่งนี้
จากเวทีเรียนรู้ในระดับภูมิภาคของคณะทำงานภาคพลเมือง ที่มาจากภาคีความร่วมมือที่หลากหลาย เพื่อร่วมกันพิจารณาและสนับสนุนกิจกรรมขององค์กรชุมชนทั้ง 8 จังหวัดภาคตะวันออก ในการสนับสนุนด้านงบประมาณและเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของชุมชน และในช่วงเวลานั้นถือว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับอาสาสมัครเพื่อสังคมทั่วทั้งประเทศทีเดียว
ในประมาณกลางปี 2544 (ก่อนที่กงทุนเพื่อสังคมจะปิดตัวลงในปีต่อมา) แกนนำอาสาสมัครเพื่อสังคมภาคตะวันออกจำนวนหนึ่ง ได้นัดหมายพบปะกันอย่างไม่เป็นทางการที่อ่างเก็บน้ำเขาอีโต้ จังหวัดปราจีนบุรี สิ่งที่น่าสนใจในการพูดคุยกันในวันนั้น คือจะทำอย่างไรที่จะก่อให้เกิดเวทีสาธารณะในระดับภูมิภาคให้ได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้การผนึกกำลังของภาคประชาชนไม่ต้องจบลง พร้อมกับสำนักงานกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคมในเวลาต่อมา
จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของแกนนำภาคพลเมืองในรูปแบบนี้ จึงก่อให้เกิดการรวมตัวของแกนนำภาคประชาสังคมในรูปแบบของเวทีการเรียนรู้ ต่อมาได้เรียกขานกันว่า “ เวทีเครือข่ายเพื่อนตะวันออก” โดยมีความหมายว่าจะเป็นการทำงานร่วมกันในฐานะของความเป็นเพื่อนหรือสหายร่วมอุดมการณ์ ที่จะร่วมกันพลิกฟื้นทุนทางสังคม นำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในท้องถิ่น
เมื่อประมาณกลางปี 2545 แกนนำอาสารักษ์ถิ่น ซึ่งมาจากเครือข่ายภาคีจังหวัดต่างๆ ของภาคตะวันออกประมาณ 16 คน จึงได้มาพบกันอีกครั้ง เพื่อร่วมกันจัดตั้งเป็นองค์กรแบบไม่เป็นทางการ ในนาม “ชมรมนักพัฒนาเพื่อนตะวันออก” (The east of civil society club) โดยกำหนดความร่วมมือไว้หลายประการ ดังต่อไปนี้
1.จัดตั้งเชื่อมโยง ให้เกิดเป็นพลังของเครือข่ายนักพัฒนาสังคมรุ่นใหม่ของภาคตะวันออก
2.ผนึกพลังปัจเจกภูมิปัญญา ปราชญ์ชาวบ้านและศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน
3.สนับสนุนให้เกิดเวทีสาธารณะ นำไปสู่การสร้างการเมืองภาคพลเมือง
4.กำหนดประเด็นร่วมของประชาชน ให้เกิดเป็นนโยบายสาธารณะ
ต่อมา ประมาณปลายปี 2545 คณะทำงานชุดนี้ ได้จัดตั้งกลุ่มร่วมกันในนาม ชมรมนักพัฒนาเพื่อนตะวันออกได้ประสานงานกับสำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ร่วมกับเครือข่ายองค์กรภาคพลเมืองทั้ง 4 ภาค ให้นำโจทย์ใหญ่ของพวกเราคือ จะพัฒนาสังคมไทยอย่างไรให้เกิดความสุขอย่างยั่งยืนและร่วมกันค้นหา Model การพัฒนาหมู่บ้านในมิติที่อาจจะมีความเหมือนกันในหลักการ แต่อาจจะแตกต่างกันในรายละเอียด ประการสำคัญ คือเป็นรูปแบบการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วมของชุมชนเจ้าของพื้นที่ และชุมชนสามารถกำหนดตัวชี้วัดความสุขในการอยู่ร่วมกันได้อย่างชัดเจนในระยะเวลา ถือเป็นจุดคานงัดที่สำคัญ ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันของขบวนการชาวบ้าน
เพื่อให้เกิดการผนึกพลังความร่วมมือระหว่างเครือข่ายภาคีภาคพลเมืองร่วมกับสำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)ครั้งนี้ ชมรมพัฒนาเพื่อนตะวันออก จึงได้จัดทำ โครงการชุมชนเป็นสุขภาคตะวันออก เพื่อการพัฒนาสุขภาพร่างกายและจิตใจอย่างยั่งยืน โดยการสนับสนุนจากเครือข่ายองค์กรประชาสังคม 8 จังหวัดและศูนย์การเรียนรู้พึ่งตนเองของภาคตะวันออก ได้แก่
1. เครือข่ายพัฒนาทุนทางสังคม จังหวัดตราด
2. เครือข่ายการเรียนรู้ตำบลบางสระเก้า
3. เครือข่ายชุมชนรักษ์ลุ่มน้ำนครนายก
4. เครือข่ายเกษตรอินทรีย์หน่อไม้ฝรั่งจังหวัดสระแก้ว
5. เครือข่ายรัฐชุมชนคนแปดริ้ว
6. เครือข่ายบ้านเรา ภูเขาทะเล สัตหีบ
7. เครือข่ายชุมชนตำบลเกาะจันทร์
8. เครือข่ายรักษ์เขาชะเมา
9. เครือข่ายชุมชนตำบลนนทรี
10. ชมรมนักพัฒนาเพื่อนตะวันออก
จุดของการผนึกพลังความร่วมมือของชุมชนเป็นสุขภาคตะวันออกครั้งนี้ จึงอยู่ที่การค้นหาชุมชมเข้าร่วมโครงการโดยการนำเสนอจากเครือข่ายพันธมิตรและจากศูนย์การเรียนรู้ของภูมิปัญญาภาคตะวันออก ได้มีส่วนสำคัญในการคัดเลือกชุมชนของแต่ละจังหวัดร่วมกัน
ก้าวแรก..ขบวนการสร้างสุขภาคตะวันออก “พลิกฟื้นวิถีไท สู่การค้นหาทุนทางสังคม”
หลังจากที่ชมรมนักพัฒนาเพื่อนตะวันออก ได้รับมอบโจทย์จากเวทีรวมพลังเพื่อสร้างสุข จึงกลับมาประชุมปรึกษาหารือร่วมกันในคณะทำงานชมรมฯ โดยเริ่มครั้งแรกที่ศูนย์ประสานงานเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ จังหวัดจันทบุรี เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2545
จากนั้น ได้มีการเดินทางสัญจรเปิดเวทีร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรในแต่ละจังหวัด เพื่อเตรียมความคิด กำหนดวิสัยทัศน์ ทิศทาง และกลไกการทำงานร่วมกันของการทำงานเชิงรุกในประเด็นรวมพลังสร้างสุขของชุมชน เช่น เวทีสัญจรที่เขาชะเมาชาเลย์ อำเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี เวทีสัญจรที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง อำเภอบ้านบึง เวทีสัญจรศูนย์การเรียนรู้เกษตรธรรมชาติ อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดสระแก้ว เวทีสัญจรศูนย์การเรียนรู้วนเกษตร จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นต้น
ข้อเสนอแนะจากแกนนำพันธมิตรและปราชญ์ชุมชนภาคตะวันออก ได้ถูกนำมาสนทนาร่วมกันอย่างลุ่มลึกและนำไปสู่การสนทนาเชิงสร้างสรรค์ปัญญาใหม่ ให้กับคณะทำงานชมรมนักพัฒนาเพื่อนตะวันออกอย่างยิ่ง ประเด็นที่เป็นหัวใจของการเดินทางประชุมสัญจรเพื่อการค้นหาคำตอบร่วมกันในการพัฒนาโครงการชุมชนเป็นสุขภาคตะวันออก ได้แก่
ทบทวนและกรอบแนวคิดการทำงานพัฒนาสังคมที่ผ่านมาของตนเอง
เรียนรู้คุณค่าความหมายของการสร้างสุขอย่างยั่งยืน
กำหนดวิสัยทัศน์ร่วมในการดำเนินการร่วมกันของโครงการ
ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมกับเครือข่ายจากการสนทนาแลกเปลี่ยนกัน ในเวทีเตรียมความพร้อมโครงการชุมชนเป็นสุขภาคตะวันออก
มีข้อเสนอแนะหลายประการจากนักพัฒนาชุมชนอาวุโส ทำให้เราต้องนำแผนงานชุมชนเป็นสุขกลับมาทบทวนแก้ไขหลายต่อหลายครั้ง เช่น_“ให้กำหนดพื้นที่นำร่องขนาดเล็กเป็นชุมชนหมู่บ้านและเริ่มจากการพัฒนาแนวคิดในระดับปัจเจก ก่อนจะขยายไปสู่เครือข่ายขนาดใหญ่ ” (ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ศูนย์การเรียนรู้วนเกษตร)
“มีผู้สนับสนุนงานชุมชนที่ ทุ่มเทและทำงานร่วมกับชุมชนอย่างใกล้ชิด เพื่อกระจายโอกาสให้กับชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ” (ผู้ใหญ่โชคชัย ลิ้มประเสริฐ ผู้นำชุมชนบ้านศิลาลอย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์)
“ สิ่งที่สูญหายไปจากชุมชน จนก่อให้เกิดเป็นความวิกฤตของสังคมไทย คือการขาดความเชื่อมั่นในองค์ความรู้และความสามารถในการดำเนินชีวิตอย่างพึ่งพากันในระหว่างชุมชน ( ผศ.ไพโรจน์ แสงจันทร์ สถาบันราชภัฏรำไพพรรณีจันทบุรี )
ทุนทางสังคม ทุนของชีวิต
คำว่า “ทุน” ตามพจนานุกรม ฉบับบัณฑิตยสถาน ปี 2525 ให้ความหมายไว้ว่า ทุน หมายถึง ของเดิมหรือเงินเดิมที่มีไว้ ลงไว้จัดตั้งไว้ เป็นความหมายที่มิได้หมายถึงเงินหรือทรัพย์สินเพียงประการเดียว แต่อาจจะรวมถึง ความรู้ งานศิลปวัฒนธรรม ศาสนา ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ทุนทางสังคมของสังคมไทย เริ่มนำมากล่าวถึงกันมากขึ้นหลังปี พ.ศ. 2541 หลังจากการเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงิน ระบบเงินทุนของประเทศชาติล้มละลายลงท่ามกลางความงุนงงของผู้คนในประเทศ สุดท้ายชนชั้นปัญญาชนและผู้นำของประเทศเรา ต้องนำพาเศรษฐกิจของชาติไปผูกพันกับสถาบันกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เช่น กองทุนเอดีบี กองทุนไอเอ็มเอฟ ธนาคารโลก (World Bank) รวมทั้งต้องแลกด้วยสิทธิทางการค้าการลงทุนบางประการ รวมถึงการประมูลสินทรัพย์ของ 52 สถาบันการเงินอย่างมีเงื่อนงำก่อให้เกิดความเสียหายกับระบบเศรษฐกิจนับแสนล้านบาท
จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ทำให้เราได้สมมติฐานสาเหตุที่ทำให้สังคมเราอ่อนแอประการหนึ่งคือ ทุนทางสังคมของชุมชนถูกทำลายจากกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และจากบทเรียนการทำงานพัฒนาสังคม เรายังมีความเชื่อว่าทุนทางสังคมของประเทศไทยเรา ยังคงมีอยู่อีกมากหลากหลาย ซึ่งพอจะแบ่งหมวดหมู่ ประเภทของทุนทางสังคมได้ดังนี้
-ผู้คนในสังคมมีจิตใจที่ดีงาม เอื้ออาทรและเรียนรู้เท่าทันจิตใจของตนเอง (ทุนปัญญา – จิตใจ)
-มีความรู้ที่สอดคล้องกับวิถีของตนเอง และรู้เท่าทันความรู้ใหม่ๆที่จะเลือกใช้อย่างเป็นประโยชน์ และไม่ให้ตนเองตกอยู่ในวังวนของการบริโภคนิยม (ทุนความรู้ – รู้เท่าทัน)
-มีความรู้และปฏิบัติตนเพียงพอกับการเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงและมีสมรรถนะเหมาะสมตามวัย(ทุนสุขภาพร่างกาย)
-มีทัศนคติ ค่านิยม และวัฒนธรรมที่ดีงามเพื่อเป็นวิถีปฏิบัติให้เกิดการพัฒนาในทุกด้าน (ทุนศิลปวัฒนธรรม)
-มีทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ (ทุนทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม)
-มีเศรษฐกิจดี (รายได้เพิ่ม – รายจ่ายลด) ไม่เป็นหนี้ มีกองทุนสวัสดิการกลางเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลในยามทุกข์ยาก (ทุนเศรษฐกิจและกองทุนสวัสดิการกลาง)
-มีประชาชนออกมาเสียสละ ทำงานสาธารณะจัดการปัญหาชุมชนมากขึ้นควบคู่ไปกับคนทำงาน สาธารณะในระบบ (คนที่ออกมาทำงานการเมืองของพลเมืองมากขึ้น) (ทุนแกนนำ)
-มีเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนปัญหาสาธารณะและการสื่อสารสาธารณะมากขึ้นในทุกพื้นที่ (ทุนการสื่อสาร)
-มีทิศทางและยุทธศาสตร์ของท้องถิ่น เพื่อการกำหนดอนาคตตนเอง และสนใจการมีสาวนร่วมสร้างความเป็นธรรมในสังคม (ทุนการเมือง)
และในสถานการณ์ขณะนี้รัฐบาลได้สนับสนุนกิจกรรมพัฒนาของชุมชนเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค, กองทุนหมู่บ้าน 1 ล้านบาท, หนึ่งผลิตภัณฑ์ หนึ่งตำบล และโครงการพักชำระหนี้ โครงการต่างๆ เหล่านี้และโครงการอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้น แผนงานชุมชนเป็นสุขของภาคตะวันออก น่าจะได้มีส่วนหนุนเสริมงานของรัฐบาลให้สัมฤทธิ์ผลในเชิงคุณภาพมากยิ่งขึ้น
รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ขบวนการสร้างสุขเพื่อนตะวันออก