เหลียวมองย้อนหลังเพื่อก้าวไปข้างหน้า

Self-Reflection

เมื่อวันที่ 13-14 มิถุนายนได้รับคำชวนแบบกระทันหันจาก อ.หมอสุธีร์ รัตนมงคลกุล( Suthee Rattanamongkolgul )ไปร่วมงานของเขต 4 ก็ตกปากรับคำอาจารย์ หลายปีที่ผ่านมามีความวางใจต่อการร่วมงานกับอาจารย์อย่างมาก อาจารย์จะมีรูปแบบการทำงานที่สามารถเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งไม่แตกต่างจากสไตล์การทำงานของตนเองมากนักไร้กรอบแต่มีทิศทาง


และก็เป็นอีกครั้งที่ได้ไปเจอ อ.หมอชลอ ศานติวรางคณา( Chalor Santiwarangkana )นานมากเหมือนกันที่ไม่เคยได้เจออาจารย์เลยแต่ชื่อเสียงความดีงามของอาจารย์มันซึมซาบอยู่ในความทรงจำเสมอมา "เรียบง่ายและเข้าถึงชาวบ้านที่สุดของความมีเมตตา" ต้องยกให้อาจารย์ชลอเป็นที่สุดเลยใครๆ ก็รักอาจารย์และทุกคนก็สัมผัสถึงความรักความเมตตาที่อาจารย์มีให้ อาจารย์ลาออกจาก ผอ.รพช.เล็กๆ ตั้งอยู่ที่ อ.กุดชุม จ.ยโสธร เมื่อประมาณปี 2546 ในความคำนึงของตนเอง อาจารย์เป็นแพทย์ที่มีอุดมการณ์มากคนหนึ่ง มาทราบภายหลังจากลูกน้องเก่าว่าอาจารย์ลาออกเพราะต้องถูกชวนให้มาช่วยสานแนวคิดหลักประกันสุขภาพฯ ในยุคสมัยเริ่มต้นจากท่าน อ.นพ.วินัย สวัสดิวร การเจอกันอีกครั้งในรอบนี้มีความตั้งใจจะเข้าไปขอโทษอาจารย์ในความเข้าใจผิดที่คิดว่าท่าน "ละทิ้งอุดมการณ์" การสนทนาที่มีขึ้นในวันที่ 14 มิถุนายนในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่ประโยค "สปสช.ทำหน้าที่ดูแลเงินให้ประชาชน" ยังไม่ทันได้ฟังท่านขยายความต่อ ก็ต้องยุติการสนทนาเพื่อเข้าร่วมกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ "ผลงานจากการปฏิบัติทั้งผ่านเครื่องมือ KM และ R2R สู่การทำ Policy Brief"


โดยส่วนตัวชอบแนวคิดนี้มากเพราะเป็นการบ่มเพาะและสนับสนุนให้คนทำงานมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการทำงานและนำผลลัพธ์ของงานฝึกสะท้อนคิดเขียนออกมาเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (Policy Brief) ซึ่งที่ผ่านมาเรื่องเหล่านี้ถูกผูกขาดไว้ที่นักวิชาการและผู้บริหาร แต่ท่าน ผอ.สปสช.เขต4 ท่านให้ความสำคัญและสนับสนุนแนวคิดพร้อมเข้าร่วมกระบวนการ "เราควรล้มเลิกการผูกขาดความมีอำนาจ เช่น ในโรงพยาบาลหมอควรเลิกคิดว่าตนเองมีอำนาจเหนือผู้ป่วย" ซึ่งสิ่งที่ท่านพูดไม่ใช่เป็นเพียงแนวคิด แต่ท่านทำให้เห็นตลอดชีวิตของท่านเอง


ในช่วงสองวันนี้ด้วยความที่รักษาศีลแปด และคุณพี่แจ็ค(จักรรินทร์ ฆ้องวงศ์) (Kongwong Chackkarin )อยู่ในช่วงเทศกาลถือศีลอด ระหว่างที่ผู้คนไปทานข้าวทำให้เรามีเวลาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันมากขึ้น คุณแจ็คแนะนำให้รู้จักกับพี่ธวัช( ธวัช เหลี่ยมสมบัติ) นี่เป็นอีกจุดเริ่มต้นด้วยเช่นกันที่ทำให้ตัวเองรู้สึกว่าไม่เข้าใจคำว่า "หลักประกันสุขภาพ" เมื่อกลับมาทบทวนตนเอง ทำให้นึกย้อนกลับไปเมื่อปี 2548 ที่เข้าเรียนหลักสูตรดุษฎีนิพนธ์(ครั้งที่สอง) ในตอนนั้นสนใจในเรื่องการออกแบบสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ต่อการสร้างความรู้ของมนุษย์ ทำให้เป็นจุดเริ่มที่ได้เจอท่าน ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช (Vicharn Panich) ครั้งแรกในเวที KM ที่จังหวัดพัทลุงและรู้จักเรื่องระบบหลักประกันสุขภาพครั้งแรก ในตอนนั้นไม่มีความเข้าใจมากและเวลาล่วงเลยผ่านมา


จนมาถึงวันนี้สิบสองปี เรื่องนี้วนกลับมาอีกครั้ง จากกระแสของความคิดที่แตกต่างกันของคนในสังคม(ไม่คิดว่าเป็นความขัดแย้งเพราะทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเห็นแตกต่างกันได้) ช่วงเวลาสองสัปดาห์กว่าที่จิตจดจ่อมุ่งมั่นทำความรู้ความเข้าใจในตนเองและเขียนสะท้อนความคิดความเข้าใจของตนเองออกมา (self-reflection) เป็นช่วงเวลาสองสัปดาห์ที่รู้สึกเหมือนยาวนานมากเพื่อทำการค้นหาคุณค่าและช่องว่างของการพัฒนาเรื่องนี้ ในระหว่างที่ไปจังหวัดสระบุรีได้รับการเปิดโอกาสจากคุณแจ็คและเพื่อนร่วมงาน (Sunant Puthon , Wanee Jatawong, Local Healthfund) ที่จะพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการทำงานหลักประกันสุขภาพ การพบปะจึงเกิดขึ้นที่ห้องสมุด สปสช.เขต4 สระบุรีและที่ยิ่งเหนือความคาดหมายอีกครั้งคือ ท่าน อ.หมอชลอเข้าร่วมวงสนทนาครั้งนี้ด้วยทำให้ทราบถึงวิวัฒนาการของแนวคิดและการทำงานของ สปสช.ภายใต้ พรบ.ระบบหลักประกันสุขภาพ


แม้ว่ากระแสความเห็นแตกต่างกันจะเกิดขึ้นท่ามกลางหมู่มิตร

แต่ทัศนะส่วนตัวกลับมองเห็นว่านี่คือ โอกาสของการเรียนรู้ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง เป็นช่วงเวลาสองสัปดาห์ท่ามกลางพายุอารมณ์ของผู้คน แต่ก็ยังมีความมุ่งมั่นแน่วแน่ในเจตนารมณ์ของตนเอง มาถึงวันนี้ทำให้ได้สะท้อนคิดกับตนเองว่า "คุ้มค่ากับสิ่งที่ลงมือทำและศึกษา เพราะทำให้มองเห็นถึงแนวคิดของความเกื้อกูลและเมตตาธรรมที่จับต้องได้ ยิ่งกว่าการคำนึงถึงเรื่องกำไรและขาดทุนเมื่อเราต้องทำบางสิ่งบางอย่างกับชีวิตของมนุษย์"


ปิติและอิ่มใจ แม้ไม่มีอำนาจใดไปควบคุมสั่งการหรือโน้มน้าวผู้คนให้ใจสงบเย็นเพื่อน้อมกลับมาสู่ความนอบน้อมและอ่อนโยนได้ ความรู้สึกที่ปรากฏในจิตของตนเองดังก้องขึ้นมาว่า "แม้สิ่งที่ทำเป็นเพียงอณูเล็กๆ แต่นั่นคือคุณค่าและความหมายที่มีต่อคนกว่า 48 ล้านคน" 


#KMUC

#หลักประกันสุขภาพ


02-07-60