รถไฟพาเพลิน Lonely [email protected]หนองคาย

ไม่ได้นั่งรถไฟซะนาน...ทบทวนความรู้สึกตื่นเต้นๆ อีกสักครั้ง

เดือนมีนาคม-เมษายน ฉันวุ่นวายกับการช่วยคุณน้องต่อเติมบ้าน ลืมตามาชีวิตมีแต่ช่างผู้ชายๆๆๆๆ ยุ่งเป็นเดือนกับงานหิน งานกระเบื้อง งานห้องน้ำ อีกทั้งงานในตำแหน่งหน้าที่ ทำเอาฉันกากบาทปฏิทินวันหยุดช่วงเข้าพรรษาในเดือนพฤษภาคม 2560 ว่าฉันจะต้องออกรอบ ไปไหนก็ได้ที่ไม่ใช้เงินไม่เกิน 3500 ด้วยว่าฉันไม่อยากให้ตัวเองเดือดร้อนจากการใช้เงินเกินตัว

ตี 4 ของวันเดินทาง ฉันลุกขึ้นมาชงกาแฟใส่กระบอกร้อน แล้วให้น้องสาวไปส่งที่สถานีรถไฟท่ามกลางฝนพรำ ในความมืดของย่ำรุ่ง ฉันวิ่งฝ่าสายฝนเข้าไปในตัวอาคารจำหน่ายตั๋วของสถานีรถไฟชั่วคราวจังหวัดขอนแก่น ถามเรื่องราคาตั๋วและชั้นของรถไฟ เหวอเล็กน้อยที่ จนท.บอกว่ารถไฟขบวนนี้เป็นรถไฟฟรีเพื่อประชาชน มีชั้น 3 ชั้นเดียว ภายหลังความเหวอฉันยิ้มกว้างงงงง งานนี้ฉันนั่งรถฟรีนี่หว่า ฮร่า

ตามตารางการเดินรถแจ้งว่ารถไฟที่จะไปหนองคายเข้าและออกจากสถานีจ.ขอนแก่นเวลาประมาณ 05.30 น. แต่รถไฟไทยยังเป็นรถไฟไทย แม้ฉันจะไม่ได้นั่งรถไฟนานมากแล้ว แต่ยังจำความรู้สึกของการเข้าสถานีช้ากว่าเวลาที่กำหนดได้ดี

เกือบ 7 โมงเช้า รถไฟฟรีที่บรรทุกคนมาจากสถานีหัวลำโพงก็เทียบชานชาลา ฉันงงงวยกับการใช้ชานชาลาชั่วคราว ตำรวจท่องเที่ยวนายหนึ่งได้ให้ความอุปการะที่จะพาฉันไปที่โบกี้หลังจากที่ประเมินจากท่าทางงกๆ เงิ่นๆของฉัน พร้อมด้วยคำถามที่ออกจะดูโง่ๆ เช่น ตั๋วชั้น 3 นี่ขึ้นโบกี้ไหนก็ได้ใช่ไหมคะ หรือ ไม่มีการ Fix ที่นั่งใช่ไหมคะ

เม็ดฝนยังคงขยันโปรยปรายมาจากฟ้าตั้งแต่มะคืนยังไม่ขาดสาย ฉันออกชายคาชานชาลาด้วยเมตตาของ จนท.รถไฟที่ช่วยกางร่มให้ฉัน ฉันคลาดกันกับตำรวจท่องเที่ยวตรงนั้น  

จนท.รถไฟส่งฉันที่โบกี้ๆหนึ่ง ฉันรีบเอาตัวขึ้นไปบนโบกี้เพื่อที่จะไม่ให้ตัวเปียก เมื่อสติตั้งมั่น ร่างกายยืดตรง ฉันเงยหน้ามองผู้คน พร้อมกับรอยยิ้มกว้าง ฉันจะหาที่นั่งตรงไหนดี อยากนั่งที่ติดหน้าต่างจัง

รอยยิ้มของฉันค่อยๆแคบลงๆ เฮ้ยที่มันรถไฟระหว่างประเทศหรือเปล่า ฉันมองเห็นคนครึ่งโบกี้เป็นแขก อาจจะเป็นชาวอินเดียหรือบังคลาเทศ กลางโบกี้น่าจะเป็นชาวเวียดนาม มีชาวไทยปะปนอยู่ส่วนน้อย ฉันกระพริบตา 2-3 ที เอ่อนี่คือความจริง ฉันสืบเท้าเดินเข้าไปในโบกี้ โบกี้หลังนี้ไม่มีที่สำหรับฉัน ฉันออกจากประตูโบกี้เดินผ่านห้องน้ำไปยังโบกี้ถัดไป ดีหน่อยที่โบกี้นี้มีคนไทยเยอะ รองลงมาคือคนเวียดนามและคนลาว แต่โบกี้นี้ยังไม่มีที่นั่งสำหรับฉันอยู่ดี

ฉันตัดสินใจเดินย้อนมาโบกี้แรกที่ฉันขึ้นมา เพราะสังเกตเห็นว่ามีเก้าอี้ตัวนึงที่ไม่มีคนนั่ง แต่มีคนนั่งฝั่งตรงกันข้ามสองคน พาดเท้ามาไว้ที่เก้าอี้ตัวนี้ นึกออกนะคะรถไฟชั้นสาม จะมีเก้าอี้รถไฟหันหน้าเข้าหากัน นึกได้ฉันก็มายืนอยู่หน้าเก้าอี้ตัวนี้พร้อมเอ่ยว่า ขอนั่งเก้าอี้ตัวนี้ได้ไหมคะ ผู้ชายสูงอายุคนอีสานบ้านฉันก็ตอบมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า ก็นั่งสิในสำเนียงท้องถิ่น

ฉึกกะฉักๆๆๆ ตามจังหวะที่เราได้ยินในวัยเด็ก รถไฟเริ่มเคลื่อนขบวน วิ่งผ่านเมือง ทุ่งหญ้า นาข้าวและชนบท ผู้คนที่ผ่านมาเข้าห้องน้ำ กลิ่นบุหรี่ที่คนไปแอบสูบตรงรอยต่อขบวน ผู้คนบนรถไฟ แฟนสาวชายหนุ่ม ครอบครัว เพื่อนฝูงและคนขายของบนรถไฟ ล้วนทำให้ฉันได้เรียนรู้ในวิถีที่แตกต่าง 

การตรวจตั๋วก็เป็นที่น่าตื่นเต้น ยังจำสมัยเป็นตั๋วกระดาษแผ่นแข็งๆ แต่ปี 2560 นี้เป็นการตรวจตั๋วพร้อมบัตรประชาชน  มีตำรวจท่องเที่ยวเดินตรวจบัตรประชาชนด้วย โดยใช้มือถือถ่ายรูปบัตรเข้าศูนย์อะไรสักอย่าง เพื่อตรวจสอบผู้มีประวัติการกระทำผิด ก่อนจะออกนอกประเทศไป อย่าลืมนะ รถไฟสายนี้ไปถึงชายแดนแห่งประเทศเลยทีเดียว

ณ 8.30 น. หากเป็นเวลาปกติของฉัน คงกำลังเริ่มทำงานออฟฟิศ แต่ ณ โบกี้นี้ ฉันเห็นหลายคนเริ่มหยิบโทรศัพท์ประสานงานให้คนปลายสายมารอรับ หลายคนซื้อไก่ย่างบนรถไฟเพื่อไปฝากคนที่บ้าน ฉันเขยิบไปใกล้หน้าต่างมากขึ้น ละอองฝนยังมีบ้าง แต่ก็ไม่เป็นปัญหา ฉันหยิบกระบอกร้อนออกมาจากกระเป๋า ตั้งใจจะซดกาแฟให้หายง่วงเนื่องจากวันนี้ตื่นเช้าผิดปกติ

ฉันหลงใหลกลิ่นกาแฟ แต่วันนี้ฉันรู้สึกว่ากลิ่นกาแฟของฉันมาเป็นทรราชย์ เพราะพอฝากระบอกร้อนเปิดออก หลายคนพูดขึ้นมาว่า หอมกาแฟจัง โอ้ยเมื่อไหร่จะถึงจะได้กินกาแฟสักแก้ว ฉันจิบกาแฟที่เปิดออกไปสองอึก ไหนๆ ก็เปิดแล้ว แล้วค่อยๆ ปิดฝา บรรจงเก็บคืนในกระเป๋าด้วยความเคารพต่อความ(อาจ)อยาก(กินบ้าง)ของผู้ร่วมทางคนอื่นๆ  ปล่อยสายตาไปกับสิ่งที่น่าสนใจ ...เช่น วิว วิถีของคนใช้รถไฟ การแสดงออกทางด้านร่างกายของผู้คน เป็นต้น

อืมมห์ นะ.....ป้ายการผลิตโบกี้แจ้งว่า โบกี้ที่ฉันนั่งอยู่นี้ผลิตเมื่อปี 2516 ที่โรงงานผลิตมักกะสัน...โอววว ว๊าววว โบกี้นี้มีอายุน้อยกว่าฉัน 2 ปี แต่ดูสมรรถนะแล้ว ยังสามารถเป็นรถไฟชั้น 3 ที่ใช้งานได้นานทีเดียว

กว่าชั่วโมงผ่านไป รถไฟจอดที่สถานีอุดรธานี คนส่วนใหญ่ลงกันที่สถานีนี้กันมาก อารมณ์ฉันเริ่มมากับความสุนทรี ฉันเอากาแฟมากินอีกครั้ง พร้อมทั้งยกมือถือมาบันทึกภาพ ขยับตัวไปมันหามุมสวยแห่งตน ทันใดนั้นเบาะรถไฟเจ้ากรรมที่ฉันนั่งดันร่วง...ร่วงจากแผ่นรอง ทรุดไปทั้งแผ่นพร้อมกับฉัน ไปกองอยู่ที่พื้น 555 คนที่นั่งตรงข้ามบอกว่า ก็เก้าอี้ตัวนี้มันพังเลยไม่มีใครนั่ง หุหุ รอให้ฉันมานั่งนี่เอง มีเสียงคุณลุงถามว่า เจ็บไหม ฉันตอบด้วยความจริงใจว่า ไม่เจ็บค่ะ แต่อาย แล้วฉันก็ยื่นมือถือ และกระบอกกาแฟร้อนให้คุณลุงช่วยถือ ในขณะที่พยุงร่างกายตัวขึ้น น้ำใจของคนโดยสารรถไฟนั้นมีมากทีเดียว ดูจากคนที่มาช่วยจัดเบาะ ฉันเองก็เข็ดแล้วกับเก้าอี้ตัวนี้ ขอเปลี่ยนเบาะได้มุมใหม่...เป็นอันมีความสุขมากมาย

เสียงโทรศัพท์ของฉันดังขึ้นเมื่อใกล้ถึงหนองคาย เป็นการนัดหมายการมารับจากทางรีสอร์ทเมื่อทราบว่าฉันมาคนเดียวก็เต็มใจบริการ ฉันตอบกลับไปว่าคงไม่เกิน 15 นาที ประมาณ 9 นาฬิการถไฟขบวนนี้คงเทียบชานชาลา ใกล้ถึงจุดหมายผู้คนเริ่มเก็บข้าวของ และขยับตัวเตรียมลง เมื่อรถไฟจอดสนิท ฉันลุกขึ้นเตรียมลงพร้อมรอยยิ้มจากเพื่อนร่วมโบกี้...เป็นการสตาร์ททริป Lonely Planet ที่เร้าใจ ณ หนองคายของฉันทีเดียว

---พอฉันโพสต์รูปใน FB เป็นการทิ้งร่องรอยและฆ่าเวลาระหว่างการนั่งรถไฟ---

เรตติ้งดีมากจากการกดไลค์และคอมเม้นต์ของเพื่อนๆ ใน FB ส่วนมากบอกอิจฉา อยากมานั่งรถไฟเที่ยวบ้างจัง

ฉันก็ได้แต่คิด...ชีวิตฉันเปลี่ยนไปมาตามช่วงวัย

การเดินทางด้วยรถไฟวันนั้ ไม่ได้สนุกเหมือนวัย 20 ต้นๆ เลย

แต่ถามว่า นานๆ ครั้ง ดีไหม...ฉันว่าดีนะ

เอาตัวออกมาจากสิ่งเดิมๆบ้าง อาจไม่สะดวก ไม่สบาย แต่มีสีสัน

เวลาสั้นๆ ที่อยู่กับตัวเอง มองภาพที่แตกต่าง มันอาจเรียกความรู้สึกในวัยช่วงวัยรุ่นขึ้นมาได้บ้าง

ทำเอาความคิดถึงวิ่งพล่านไปหาคนหลายคน

หากมีคราวหน้า ฉันจะไม่ให้ความสูงวัยทำลายความรู้สึกสนุกสนานไป

หากรถไฟยังพาฉันไปยังสถานที่ท่องเที่ยวได้...ฉันจะลากเพื่อนไปด้วยสักคน ใครเป็นเพื่อฉัน ระวังถูกลากหล่ะ--

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน โลกละไม-ใจมีสุข



ความเห็น (0)