ปริญญาเอกในยุคบริโภคนิยม (Consumerism) และวัตถุนิยม (Materialism)

กรธัช
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

ในยุคบริโภคนิยม (Consumerism)[1] และวัตถุนิยม (Materialism)[2],[3] อย่างทุกวันนี้ ผู้บริโภคมักต้องการคุณค่าของสินค่ามากกว่าแค่คุณค่าที่แท้จริง (Essential Value) ของสินค้านั้นๆ คุณค่าที่แท้จริงของสินค้าหมายถึงอรรถประโยชน์แท้จริง (Essential Utility) ของสินค้าที่คนเราจำเป็นต้องใช้ (Need) เช่น เราต้องการกินอาหารเพื่อตอบสนองความหิวและเพื่อให้ได้สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย หรือเราต้องการเสื้อผ้าเพื่อช่วยปกคลุมร่างกาย สร้างความอบอุ่น และป้องกันร่างกายจากสภาพแวดล้อม เป็นต้น เนื่องจากในหลายๆครั้งผู้บริโภคให้ความสำคัญแก่คุณค่าแฝง (Mystic Value) ของตัวสินค้ามากกว่าคุณค่าที่แท้จริงด้วยซ้ำไป คุณค่าแฝงของสินค้าหมายถึงอรรถประโยชน์เชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Utility) ของสินค้าที่คนเราต้องการ (Want) เช่น ต้องการกินอาหารที่มีการตกแต่งสวยงาม ร้านอาหารที่ดูดีหรูหรา หรือเราต้องการเสื้อผ้าที่สะท้อนถึงบุคลิกและรสนิยมของเรา ดังนั้นสินค้าที่จะตอบสนองผู้บริโภคในปัจจุบันจึงต้องมีการสร้างภาพลักษณ์ของคุณค่าแฝงในตัวสินค้าหรือตราสินค้าไปพร้อมกับคุณค่าที่แท้จริง ในบางครั้งก็พยายามเอาคุณค่าแฝงมาสร้างให้เป็นจุดเด่นกว่าคุณค่าที่แท้จริงด้วยซ้ำ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคุณค่าแฝงมักเป็นการประกอบสร้างทางมายาคติ (Construction of Myth) ให้ผู้บริโภครับรู้ว่าเป็นเช่นนั้น เช่น คุณค่าที่แท้จริงของนาฬิกาคือใส่เพื่อบ่งบอกเวลา ดังนั้นคุณสมบัติที่ควรสื่อสารการตลาดให้ผู้บริโภครับรู้คือความเที่ยงตรงของนาฬิกา แต่การสื่อสารการตลาดของนาฬิกายี่ห้อ Patek Philippe จะประกอบสร้างมายาคติที่สื่อให้ผู้บริโภครู้สึกถึงความหรูหราอันเป็นคุณค่าแฝง ที่สะท้อนถึงฐานะและรสนิยมของผู้สวมใส่นาฬิกายี้ห้อนี้มากกว่าที่จะสื่อถึงความเที่ยงตรงของนาฬิกา เป็นต้น ดังนั้นทุกวันนี้ดูเหมือนว่าผู้คนนิยมจะบริโภคและเลือกใช้สินค้าตามความจำเป็นแล้วยังใช้สินค้านั้นๆเป็นตัวบ่งบอกถึงรสนิยม ฐานะ และเพื่อเสริมภาพลักษณ์ บารมี หรือกล่าวง่ายๆว่าคนทุกวันนี้นอกจากใช้เงินเพื่อซื้อของกิน ของใช้ ของประดับเพื่อใช้สอยตามประโยชน์ที่แท้จริงของสินค้า (Essential Consumption) เช่น กินเพื่อให้หายหิว เพื่อให้ได้พลังงานและคุณค่าสารอาหาร ซื้อนาฬิกาเพื่อเอาไว้ดูเวลา ซื้อโทรศัพท์เพื่อเอาไว้ใช้โทรหากัน แต่ยังแฝงไว้ซึ่งการบริโภคเพื่ออวดโอ้ (Conspicuous Consumption) เช่น ทานอาหารที่มีราคาแพง วัตถุดิบหายาก การตกแต่งอาหารที่ดูสวยงาม สถานที่หรือร้านอาหารที่หรูหรา เพื่อบ่งบอกถึงตัวตน (Identity) หรืออัตลักษณ์ของตัวเองที่ต้องการแสดงให้คนอื่นเห็น (Presentation) และการให้คนอื่นรับรู้อัตลักษณ์ของตน (Perception) เช่น ฐานะและรสนิยม เป็นต้น การบริโภคเพื่ออวดโอ้จึงเป็นบริโภคประโยชน์เชิงนามธรรม (Consumption of Abstract) ของสินค้าหรือวัตถุ ซึ่งหมายถึง การบริโภคประโยชน์ตามแต่ความชอบของแต่ละคนซึ่งจับต้องไม่ได้ ซึ่งเป็นการใช้คุณค่าแฝงของสินค้ามาเป็นภาพแทนตัวตน (Representation) ตามความชอบของผู้บริโภคอีกทีหนึ่ง การบริโภคประโยชน์เชิงนามธรรมของสินค้าแทบทุกประเภทเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นการบริโภคเชิงสัญญะ (Consumption of Sign) คือการบริโภคสินค้าในฐานะภาพแทนตัวตนและใช้ประโยชน์ในเชิงสัญญะ (Utilization of Sign) คือการใช้สิ่งที่บริโภคทำหน้าที่เป็นภาพแทนตัวตน (Representative Function) ไปพร้อมๆกับหน้าที่ที่แท้จริง (Essential Function) ของมัน เช่น คนเราทุกวันนี้ถึงจะใช้มือถือเพื่อโทรศัพท์หรือติดต่อสื่อสารตามหน้าที่ที่แท้จริงของโทรศัพท์ แต่ยังเลือกใช้มือถือยี่ห้อหรือรุ่นที่แสดงให้เห็นถึงตัวตน ฐานะและรสนิยมของตนไปในตัวซึ่งเป็นการใช้โทรศัพท์ทำหน้าที่เป็นตัวแทนตัวตนของผู้ใช้มือถือไปด้วย คนที่ใช้ I-Phone และคนที่ใช้ I-Mobile ย่อมแสดงตัวตน ฐานะและรสนิยมที่แตกต่างกัน นอกจากนี้แม้แต่ในโทรศัพท์ยี่ห้อเดียวกันแต่คนละรุ่น เช่น I-Phone รุ่นเก่ากับรุ่นล่าสุดก็สะท้อนถึงตัวตน ของผู้ใช้ที่แตกต่างกันได้ ดังนั้นคุณค่าแฝง (Mystic Value) จึงเป็นอรรถประโยชน์เชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Utility) ของสิ่งต่างๆ ซึ่งนับวันจะมีได้รับความสำคัญมากขึ้น และในบางครั้งอาจได้รับความสำคัญมากกว่าคุณค่าที่แท้จริง (Essential Value) ที่เป็นอรรถประโยชน์ที่แท้จริง (Essential Utility) ที่จะได้รับจากการบริโภคสินค้า ไม่ว่าจะเป็นสินค้าตั้งแต่ปัจจัยสี่ คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค ไปจนกระทั่งสินค้าฟุ่มเฟือยอย่างเช่น กระเป๋า โทรศัพท์ เครื่องประดับ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ถูกนำมาบริโภคที่แฝงไปด้วยการแสดงถึงรสนิยม (Taste) ฐานะ (Status) ภาพลักษณ์ (Image) อำนาจบารมี (Power) ความเป็นอภิสิทธิ์ชน (Prestige) และชนชั้นทางสังคม (Social Class) ไม่เว้นแม้แต่ของที่เป็นนามธรรมบางอย่างที่ไม่ควรมองเป็นสินค้า แต่ก็ยังมีหลายต่อหลายคนที่ขวนขวายมาเพื่อเป็นการเสริมภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ หนึ่งในนั้นคือ ใบปริญญา (Degree) และไม่ใช่แค่ปริญญาตรีหรือปริญญาโทด้วย แต่ปริญญาที่คนขวนขวายให้ได้มานั้นคือ ปริญญาเอก ซึ่งเป็นปริญญาขั้นสูงสุดของการศึกษา อันที่จริงสิ่งที่คนในยุคบริโภคนิยมต้องการนั้นไม่ใช่ใบปริญญาเอก แต่สิ่งที่ต้องการอย่างแท้จริงคืออยากมีคำว่า ด็อกเตอร์ (ดร.) อันเป็นคำที่เรียกบุคคลที่จบปริญญาเอกมาประดับชื่อมากกว่า

ทำไมถึงต้องเป็นปริญญาเอก?? เหตุผลง่ายๆคือเพราะในปัจจุบันจำนวนผู้ที่จบปริญญาตรีนั้นมีจำนวนมากกว่าเมื่อก่อนมาก จนการจบปริญญาตรีนั้นเป็นคุณสมบัติปกติของคนทั่วไป ไม่ต่างกับปริญญาโทที่ปัจจุบันก็มีคนจำนวนมากที่ต่างเรียนจบปริญญาโทกัน ทั้งนี้ส่วนใหญ่มักเรียนต่อปริญญาโทเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพการงาน ดังนั้นการจบแค่ปริญญาตรีหรือปริญญาโทจึงดูไม่มีความพิเศษที่ทำให้แตกต่างจากคนอื่นๆเท่าไรนัก คนในสังคมมองว่าการจบปริญญาตรีหรือโทเป็นเรื่องพื้นฐานของคนในปัจจุบัน ยกเว้นเสียแต่ว่าจะจบจากสถาบันดังๆระดับท๊อปจากในประเทศหรือต่างประเทศ เช่น มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ (Cambridge University) มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด (Oxford University) หรือมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University ) เป็นต้น ซึ่งการจบการศึกษาจากสถาบันระดับท๊อปเหล่านี้นั้นสะท้อนถึงภาพแทนของคนที่เรียนเก่ง เนื่องจากเงื่อนไขการรับเข้าศึกษาและการเรียนการสอนของสถาบันเหล่านี้ถูกมองว่าตั้งไว้สูงกว่าสถาบันทั่วไป เข้ายาก จบยาก คนที่จบจากสถาบันระดับท๊อปได้จะต้องขยันและมีฐานะดีเนื่องจากค่าเทอมและค่าใช้จ่ายในการเรียนที่แสนแพง หรือถ้าไม่ใช่จบจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ก็ต้องจบปริญญาตรีที่คนในสังคมให้เกียรติ ยกย่องและนับถือกัน เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ เป็นต้น อย่างคนที่จบแพทย์ มักนำหน้าชื่อด้วยตัวย่อ นพ. (นายแพทย์) หรือ พญ. (แพทย์หญิง) แค่คนทั่วไปเห็นคำนำหน้าเป็น นพ. หรือ พญ. ก็ให้การเชื่อถือ การยอมรับและการยกย่องแล้ว ดังนั้นการจบปริญญาตรีและปริญญาโททั่วๆไปนั้นโอกาสที่จะนำมาอวดแสดงภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือนั้นย่อมด้อยกว่าจบปริญญาเอก เพราะสำคัญคือสิ่งหนึ่งที่เป็นสิทธิพิเศษเฉพาะผู้ที่จบปริญญาเอกที่ผู้ที่จบปริญญาตรีและปริญญาโทไม่มีนั่นคือ ผู้ที่จบปริญญาเอกนั้นสามารถใช้คำว่า “ดร.” ซึ่งเป้นคำย่อของคำว่า ด็อกเตอร์ (Doctor) นำหน้าชื่อเพื่อแสดงถึงวิทยฐานะได้ คำว่า ดร. นั้นนอกจากจะแสดงถึงวิทยฐานะที่แสดงถึงการเป็นผู้ที่ผ่านการศึกษาขั้นสูงสุด มีความรู้เชิงวิชาการและทักษะในการวิจัยอย่างลึกซึ้งในศาสตร์ด้านในด้านหนึ่งตามสาขาที่ได้สำเร็จมาแล้ว ในทางสังคมนั้นยังให้เกียรติ การยกย่องและความเชื่อถือแก่ผู้ได้ขึ้นชื่อว่าจบ ดร. อย่างมากด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ในยุคที่ผู้คนนิยมนำเอาสิ่งต่างๆมาประกอบสร้างเพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ตนเอง อันเป็นการสะท้อนถึงความเป็นบริโภคนิยม (Consumerism) และวัตถุนิยม (Materialism) ต่างพยายามขวนขวายให้ได้มาซึ่งใบปริญญาเอก (ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นวัตถุอย่างหนึ่งที่คนขวนขวายให้ได้ครอบครองมาตามคติวัตถุนิยม) เพื่อให้สามารถใช้คำว่า ดร. นำหน้า (ซึ่งเปรียบเสมือนการใช้สินค้าเพื่อโอ้อวดตามคติบริโภคนิยม)

ในปัจจุบันจะสังเกตุเห็นได้ว่า มีคนที่ใช้คำนำหน้าว่า ดร. กันมากขึ้น แตกต่างจากเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ที่ในประเทศไทยมีคนที่จบปริญญาเอกน้อยมาก ดังนั้นเมื่อก่อนจึงมี ดร. ในบ้านเราน้อยมากๆ และส่วนใหญ่มักจบปริญญาเอกจากต่างประเทศ เนื่องจากเมื่อ 20-30 ปีแล้ว ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตบัณฑิตในระดับปริญญาเอกได้น้อยมาก เพราะขาดแคลนทั้งในแง่ผู้สอนที่มีคุณสมบัติในการสอนและเป็นที่ปรึกษาดุษฎีนิพนธ์ อีกทั้งทรัพยากรที่ใช้ในการเรียนการสอนการและการทำวิจัยก็ไม่พร้อม และค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ซึ่ง ดร. ส่วนใหญ่ในสมัยก่อนมักเป็นผู้ที่ได้รับทุนของรัฐบาลหรือหน่วยงานให้ไปศึกษาต่อปริญญาเอกที่ต่างประเทศ ซึ่งผู้ที่ได้รับทุนจะต้องเป็นผู้ที่มีผลการศึกษาโดดเด่น ทำให้คนที่ได้ชื่อว่าเป็น ดร. ในสมัยก่อนนั้นได้รับการชื่นชมและยกย่องจากสังคมเป็นอย่างมาก เพราะมองกันว่าการเรียนจนจบมาได้เป็น ดร. นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย และมีคุณสมบัติที่ค่อนข้างสูง คือเป็นคนที่เรียนดี มีความมานะพยายาม ทักษะภาษาอังกฤษดี เป็นต้น ซึ่งเมื่อก่อน ดร. ส่วนใหญ่จะอยู่ในวงการวิชาการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย เช่น อาจารย์มหาวิทยาลัย หรือสถาบันวิจัยต่างๆ เท่านั้น น้อยมากที่จะเห็น ดร. ในหน่วยงานอื่นๆ แต่ในปัจจุบันเราจะเห็นคนที่มี ดร. นำหน้ากันมากขึ้นและกระจายอยู่ในสังคมแทบจะทุกวงการ จนไม่น่าเชื่อว่าบ้านเราจะมี ดร. กันเกลื่อนมากขนาดนี้ เมื่อพิจารณา ปริญญาเอก ก็ไม่ต่างอะไรกับวัตถุหรือสินค้าประเภทหนึ่งที่มีทั้งคุณค่าที่แท้จริง (Essential Value) และคุณค่าแฝง (Mystic Value) ของการสำเร็จปริญญาเอกเป็นดุษฎีบัณฑิต ซึ่งมักเรียกกันย่อๆสั้นๆโก้ๆว่า ด็อกเตอร์ (ดร.) โดยคุณค่าที่แท้จริงของผู้ที่จบปริญญาเอกนั้น คือ ผู้ที่ผ่านการเรียนการสอนขั้นสูงสุดของการศึกษา การฝึกฝนการทำวิจัยในศาสตร์สาขาเฉพาะด้านมาอย่างลึกซึ้ง พร้อมสู่การเป็นนักวิจัยและนักวิชาการที่สามารถสร้างงานวิจัยที่มีผลกระทบต่อสังคมและความก้าวหน้าทางวิชาการในศาสตร์สาขานั้นๆ ในขณะที่คุณค่าแฝงของการจบปริญญาเอกนั้นกลับมีมากมาย จนกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยอยากได้ปริญญาเอกมาประดับบารมี ทั้งนี้ปัจจัยที่ทำให้มี ดร. เกิดขึ้นในบ้านเรามากมายขนาดนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งมาจากอรรถประโยชน์แฝงของการสำเร็จปริญญาเอก นั่นคือ การได้รับสิทธิ์ใช้คำนำหน้าว่า ดร. ซึ่งนอกจากจะนำไปใช้โอ้อวดชาวบ้านได้แล้ว ยังมีมายาคติที่ประกอบสร้างภาพแทนของผู้ที่มีคำว่า ดร. นำหน้า ให้คนทั่วไปเข้าใจว่า เป็นผู้ที่มีความรู้สูง มีทักษะภาษาอังกฤษดี มีความเป็นนักวิชาการ มีความน่าเชื่อถือ มีฐานะทางสังคม ซึ่งสังคมให้การยอมรับและยกย่อง ฯลฯ จะเห็นได้ว่าอรรถประโยชน์แฝงของการสำเร็จปริญญาเอกเป็น ดร. นั้นสามารถสื่อถึงภาพแทนได้มากมายกว่าอรรถประโยชน์ที่แท้จริง ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดการขวนขวายให้ได้เป็น ดร. กัน รวมทั้งมีการเปิดหลักสูตรเพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านี้ผุดขึ้นมากมายหลายหลักสูตรหลายสถาบันการศึกษา ยิ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้จำนวน ดร. ในบ้านเราเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว

ปัจจัยที่ทำให้ปริญญาเอกมีจำนวนมากขึ้นในปัจจุบัน แบ่งได้เป็น 2 ประเด็น

ประเด็นแรก คือ ความต้องการตัวผู้เรียน ซึ่งมีแรงขับดัน (Motivation) มาจากหลายเหตุผล ได้แก่

1. การตอบสนองต่อความต้องการความรู้ของตนเอง คนจำนวนไม่น้อยที่เรียนต่อในระดับปริญญาเอก เพราะมีความกระหายในความรู้ (Thirst for Knowledge) ดังนั้นจึงมีความต้องการเรียนต่อในระดับสูงสุดของการศึกษาเพื่อตอบสนองต่อความกระหายในความรู้ที่ตนเองต้องการ

2. เกียรติยศความภาคภูมิใจของตนเองและครอบครัว การจบปริญญาเอกเป็นการตอบสนองความต้องการความสำเร็จของตนเองที่สามารถสร้างความภาคภูมิใจให้กับตนเองและครอบครัว ครอบครัวที่มีคนที่จบปริญญาเอกถือว่ามีเกียรติ มีกรรมพันธุ์ของความฉลาด เรียนเก่ง

3. อาชีพการงาน เช่น ต้องการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นนักวิจัย เป็นต้น

4. ข้อกำหนดของหน่วยงาน ในบางหน่วยงานกำหนดคุณสมบัติของตำแน่งไว้ว่าจะต้องเป็นผู้ที่จบปริญญาเอก เช่นอาจารย์มหาวิทยาลัย หัวหน้าโครงการวิจัย เป็นต้น

5. ชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ การยกย่องจากสังคม ซึ่งมีความได้เปรียบมากกว่าปริญญาตรีหรือโท และสามารถนำไปต่อยอดประโยชน์ทางอื่นได้อีกด้วย เช่น นักการเมืองเอาไปใช้ในการสร้างความน่าเชื่อถือเหนือคู่แข่งในการหาเสียง เป็นต้น

6. รายได้ เนื่องจากโดยทั่วไปคนที่จบปริญญาเอกมักได้รับเงินเดือนสูงกว่าปริญญาตรีหรือโท เป็นต้น

ประเด็นที่สอง คือ สถาบันการศึกษา ซึ่งประกอบไปด้วยปัจจัยคือ

1. ความพร้อมของสถาบัน สถาบันการศึกษาที่มีความพร้อมในการเปิดสอนหลักสูตรปริญญาเอก ซึ่งประกอบไปด้วยความพร้อมทั้งในด้านบุคลากรผู้สอน ทรัพยากรในการเรียนการสอน การทำวิจัย ทุนวิจัย เป็นต้น แต่ในขณะเดียวกันก็พบว่าบางหลักสูตรนั้นมีการเปิดการเรียนการสอนทั้งที่ขาดความพร้อม ทำให้การเรียนการสอนไม่ได้คุณภาพ และส่งผลให้สร้าง ดร. ที่ไม่มีคุณภาพตามไปด้วย

2. เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับสถาบัน เนื่องจากการเรียนการสอนในระดับปริญญาเอกมีการวิจัยที่เข้มข้น ใช้ระเบียบวิธีวิจัยขั้นสูง (Advance Research Methodology) ซึ่งสามารถสร้างผลงานวิจัยที่ส่งผลกระทบต่อสังคม และการเผยแพร่ผลงานวิจัยในระดับชาติและนานาชาติ ปัจจุบันในการจัดอันดับสถาบันการศึกษา (University Ranking) ค่อนข้างให้ความสำคัญกับปัจจัยในด้านผลงานวิจัย (Research Impact) ของสถาบันการศึกษาค่อนข้างสูง สถาบันที่มีผลงานวิจัยออกมามากและได้รับการอ้างอิงมาก มักได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับต้นๆ ซึ่งก็ส่งผลต่อชื่อเสียงของสถาบันและสามารถดึงดูดผู้เรียนให้อยากมาเรียนและบุคลากรให้อยากมาร่วมงาน นอกจากนี้ในปัจจุบันผู้วิจัยหรือสถาบันการศึกษามักมีการเผยแพร่ผลงาน หรือจัดแถลงข่าวความสำเร็จของผลงานวิจัย เพื่อประชาสัมพันธ์สถาบัน นอกจากนี้ยังสามารถส่งผลงานวิจัยหรือผลงานดุษฎีนิพนธ์เพื่อประกวดในเวทีต่างๆ หากสามารถคว้ารางวัลได้ ก็จะนำมาซึ่งชื่อเสียง รวมทั้งทุนวิจัยมาแก่สถาบันได้อีกด้วย การที่มีคนที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของสังคมมาเรียนในสถาบัน หรือการที่คนที่จบจากสถาบันกลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง สถาบันก็มักเอาตัวบุคคลมาเป็นภาพแทนสถาบันในการประชาสัมพันธ์ได้อีกทาง

3. เพื่อสร้างรายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักสูตรปริญญาเอกที่เปิดสอนเป็นหลักสูตรพิเศษ ซึ่งมักเปิดสอนนอกเวลาราชการ เช่น มีการเรียนการสอนในช่วงเย็นวันธรรมดา หรือวันเสาร์อาทิตย์ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นแหล่งรายได้สำคัญของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเรียนการสอนในหลักสูตรดังกล่าว เช่น ประธานหลักสูตร อาจารย์ประจำหลักสูตร อาจารย์ผู้สอนในหลักสูตรและอาจารย์พิเศษ เป็นต้น เนื่องจากหลักสูตรพิเศษจะมีการเก็บค่าเล่าเรียนที่แพงกว่าหลักสูตรปกติ และมีการจัดเก็บค่าเล่าเรียนด้วยวิธีพิเศษที่มีช่องทางในการจ่ายรายได้ให้แก่บุคคลต่างๆที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร ดังนั้นจึงมีหลายสถาบันที่มีการเปิดปริญญาเอกหลักสูตรพิเศษเป็นจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบัน หลักสูตรพิเศษจึงกลายเป็นแหล่งผลิต ดร. ออกมาเป็นจำนวนมาก เนื่องจากคนที่มาเรียนหลักสูตรพิเศษส่วนใหญ่มักเป็นคนที่กำลังทำงานซึ่งไม่มีเวลาไปเรียนในช่วงเวลาราชการในวันจันทร์ถึงศุกร์ได้ และมองหาความก้าวหน้า เกียรติยศและการยกย่องจากสังคม ดังนั้นหลักสูตรพิเศษจึงตอบโจทย์กลุ่มคนเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี

4. เพื่อเพิ่มจำนวนผลงานวิจัย เนื่องจากข้อกำหนดของผู้ที่จะจบปริญญาเอกจะต้องมีการเผยแพร่ผลงานวิจัยในวารสารหรือที่ประชุมวิชาการ ดังนั้นจึงเป็นการช่วยให้ผลงานวิจัยของสถาบันการศึกษาเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

หากพิจารณาถึงอรรถประโยชน์ที่แท้จริงของการศึกษาในระดับปริญญาเอกนั้นก็คือเพื่อเพื่อพัฒนานักวิชาการและนักวิชาชีพชั้นสูงโดยเน้นการวิจัย[4] แต่อรรถประโยชน์แฝงนั้นมักเป็นสิ่งที่ถูกนำมาใช้มากที่สุดในปัจจุบัน คือ

1. สร้างความน่าเชื่อถือ อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า คนที่จบ ปริญญาเอก แค่มีคำนำหน้าว่า ดร. ก็มักได้รับการยอมรับและความเชื่อถือจากคนที่เห็นคำนำหน้าได้ในระดับหนึ่งแล้ว โดยยังไม่คำนึงว่า จบปริญญาเอกมาจากสถาบันการศึกษาใด จากการสังเกตุพบว่า อาชีพบางอย่างที่มักอาศัยความน่าเชื่อถือของตัวบุคคลจะมีผู้ที่พยายามให้ได้มาซึ่งปริญญาเอก หรือเพื่อให้มีคำว่า ดร. นำหน้าชื่อ เช่น นักการเมือง เจ้าของธุรกิจเครือข่าย (Network Marketing) จากการสังเกตของผู้เขียนพบว่า เจ้าของธุรกิจขายตรงหลายคนที่ใช้คำว่า ดร. นำหน้า โดยบางคนนั้นสามารถสืบค้นข้อมูลได้ว่าได้รับปริญญาเอกจากที่ใด (ซึ่งได้ระบุไว้ในวงเล็บหลังชื่อ) หลายคนไม่สามารถสืบค้นข้อมูลได้ว่ารับปริญญาเอกจากที่ใด เช่น

ดร.นพรุจ เวชกุล (ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการตลาด ปี 2554 จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง) และ ดร.รัชนี มหานิยม (ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการบริหารทั่วไป ปี 2555 จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง) ผู้บริหารธุรกิจขายตรงนีโอไลฟ์

ดร.ปิยะวัชร์ บุญยืนยงสกุล ประธานกรรมการ บริษัทซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด (ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขา Business Management จาก Newport University[5] สหรัฐอเมริกา)

ดร.โกสินธ์ ศรีศักดิ์สกุลชัย, ดร.ธัญรดี ศรีศักดิ์สกลุชัย, ร้อยเอก ดร.ธรรมนัส พรหมเผ่า, ดร.ประภาชุดา อึ้งภากรณ์ ผู้บริหารThe Best Gold Investor Group

ดร.นคร วิชัยผิน ผู้บริหารธุรกิจเครือข่ายขายตรง IBI Professional

ดร.ปพน ลิ้มธำรงค์กุล ประธานกรรมการบริษัท คิงส์เฮิร์บ เวิล์ด 1999 จำกัด

ดร.กัมปนาท บุญราศรี ประธานกรรมการบริษัท ไอยรา แพลนเน็ต จำกัด

ร.ต.ต.ดร.สุรเชษฐ์ เชื้อศรี ประธานกรรมการบริษัทลาชูเล่ (ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขามานุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง)

ดร.ประกาสิต เลิศมุกดา และ ดร.วรวุฒิ บริบูรณ์ธนกิจ ผู้บริหารบริษัท แม็กซ์ อินเตอร์ เน็ตเวิร์ค จำกัด

ดร.คมศักดิ์ธนา อำพันธ์ยุทธ์ (เสียชีวิตแล้ว) (ปริญญาปรัชญาดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการสื่อสารพัฒนาการ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง), ดร.อิทธิศักดิ์ อำพันธ์ยุทธ์ และดร.ณัฐพัชร์ อำพันยุทธ์ (ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการเมือง จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี 2558 ผู้บริหารบริษัทคังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

ดร.สมชาย หัชลีฬหา ประธานบริษัท จอยแอนด์คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (ปริญญาเอกบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต Asian of Technology)

พลเรือตรี ดร.รัฐฉัตร์ พุทธวัจน์ศิริ ผู้บริหารบริษัท เซ็นทรีก้า จำกัด

ดร.นฤชล ธนจิตชัย นักธุรกิจเครือข่าย 4life (ปริญญาเอกบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต สาขาบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น ปี 2555)

ดร.ภคพรรณ ลีวุฒินันท์ นายกสมาคมการขายตรงไทยและอดีตประธาน นู สกิน เอ็นรเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) (ปริญญาเอกสาขาวิชาธุรกิจเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

ดร.บุญมา อิ่มวิเศษ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทในเครือสตาร์เวลล์ (ปริญญาเอกบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต สาขาบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น ปี 2555)

ดร. วิรุฬ ชลหาญ นักธุรกิจเครือข่ายซูเหลียน


จากข้อมูลข้างต้นพบว่ามีนักธุรกิจเครือข่ายหลายคนที่ใช้คำนำหน้าว่า ดร. โดยไม่ได้เรียนจบปริญญาเอก แต่ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากสถาบันการศึกษาบางแห่ง ซึ่งโดยทั่วไปผู้ที่ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์มักไม่ใช้คำว่า ดร. นำหน้าและประกาศสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ก็ระบุว่า ดร. ใช้กับผู้ที่ได้รับปริญญาเอกจากการเรียนตามหลักสูตรเท่านั้น มิได้รวมถึงปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์[6] โดยพบว่ามหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นสถาบันที่มีการมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้แก่นักธุรกิจเครือข่ายหลายคน เช่น นายนพรุจ เวชกุล (ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการตลาด ปี 2554 นางสาวรัชนี มหานิยม (ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการบริหารทั่วไป ปี 2555) ทั้งคู่เป็นผู้บริหารธุรกิจขายตรงนีโอไลฟ์ พญ.นลินี ไพบูลย์ (ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการบริหารทั่วไป ปี 2559) ผู้บริหารกิฟฟารีน คมศักดิ์ธนา อำพันธ์ยุทธ์ (ปริญญาปรัชญาดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการสื่อสารพัฒนาการ) อดีตผู้บริหารคังเซน-เคนโก ร.ต.ต.ดร.สุรเชษฐ์ เชื้อศรี ประธานกรรมการบริษัทลาชูเล่ (ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขามานุษยวิทยา) เป็นต้น ยังไม่รวมนักธุรกิจและนักการเมืองอีกจำนวนมากที่ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ทั้งนี้การมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ในหลายสถาบันมีการตั้งประเด็นถึงผลประโยชน์ต่างตอบแทนของบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการพิจารณาการให้ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์กับผู้ที่ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ โดยเฉพาะเรื่องเงินบริจาค และผลประโยชน์ในรูปแบบอื่นๆ ที่ผู้ที่ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์บางคนมอบให้แก่สถาบันบันหรือบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพิจารณาการให้ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

2. ความก้าวหน้าในอาชีพการงานและรายได้ เนื่องจากในบางธุรกิจ ปริญญาเอกมีความจำเป็นต่อความก้าวหน้าในอาชีพการงานอย่างมาก เช่น ในวงการการศึกษา ผู้ที่จบปริญญาเอกสามารถเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรได้ ผู้ที่จบปริญญาเอกจะได้รับเงินเดือนที่สูงกว่าระดับปริญญาโทและตรี รวมทั้งใช้เวลาในการรอเพื่อขอตำแหน่งทางวิชาการ ระดับผู้ช่วยศาสตราจารย์ จะใช้เวลาเพียงแค่ 2 เท่านั้นในขณะที่ปริญญาโทนั้นต้องใช้เวลา 5 ปี ส่วนปริญญาตรีนั้นต้องใช้เวลาถึง 9 ปี นอกจากนี้ผู้ที่มีคุณวุฒิปริญาเอกมีโอกาสที่จะสอนและเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาในระดับปริญญาโทและเอก ทำให้มีรายได้เพิ่มเติมนอกจากการสอนในระดับปริญญาตรีเพียงอย่างเดียว รวมทั้งโอกาสในการรับเชิญไปเป็นวิทยากรหรืออาจารย์พิเศษให้แก่หน่วยงานอื่นซึ่งก็จะมีรายได้จากตรงนี้อีกด้วย (ยกเว้นในบางธุรกิจหรือบางตำแหน่งในบางธุรกิจ การมีวุฒิปริญญาเอกก็อาจเป็นอุปสรรคในความก้าวหน้าในอาชีพได้ เนื่องจากถูกมองว่าวุฒิปริญญาเอกนั้น Overqualified สำหรับงานนั้นๆ ดังนั้นโอกาสที่จะได้งานจึงยากกว่าวุฒิปริญญาตรีหือโท เพราะไม่มีใครที่อยากจ้างคนเงินเดือนวุฒิปริญญาเอกมาทำงานในตำแหน่งที่ต้องการแค่คนวุฒิปริญญาตรีหรือโท ดังนั้นคนที่จบวุฒิปริญญาเอกบางคนอาจใช้แค่วุฒิปริญญาโทในการสมัครงานก็มี)

3. ยกระดับชั้นทางสังคม (Social Mobility) เนื่องจากการศึกษาเป็นตัวชี้วัดอย่างหนึ่งที่คนในสังคมใช้เป็นเกณฑ์ในการจัดระดับชั้นทางสังคม[7] การมีคุณวุฒิปริญญาเอก หรือการมี ดร. นำหน้าชื่อย่อมได้รับการยกย่องจากสังคมโดยอัตโนมัติว่าเป็นคนที่อยู่ในระดับชั้นทางสังคมที่ดีกว่ากลุ่มคนที่มีการศึกษาในระดับที่ต่ำกว่า

การอยากมี ดร. มาคำนำหน้าชื่อไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใดในยุคบริโภคนิยมหรือในยุคสมัยใดก็ตาม แต่การได้มาซึ่งคำว่า ดร. นำหน้าชื่อต่างหากที่ควรนำมาเป็นประเด็นถกเถียงและอภิปรายกัน เนื่องจากในปัจจุบัน ในยุคบริโภคนิยมที่คนต้องการสร้างความเชื่อถือจากการศึกษาจึงมีวิธีการมากมายทั้งวิธีการที่ถูกต้องตามการเป็น ดร. ที่มีคุณภาพไปจนถึงวิธีการที่ไม่ถูกต้อง ทั้งนี้ก็มาจากทั้งฝั่งผู้ที่อยากเป็น ดร. กับฝั่งสถาบันการศึกษาที่มอบปริญญาเอก หรือมอบ ดร. ให้ไปนำหน้า โดยหากพิจารณาเฉพาะการเป็น ดร. ที่ไม่ถูกต้องสามารถแบ่งประเด็นได้ดังต่อไปนี้

1. เอา ดร. มานำหน้าดื้อๆ เลย โดยที่ไม่เคยเรียนปริญญาเอก ไม่ได้ได้จบปริญญาเอก หรือเรียนปริญญาเอกแต่ไม่จบ[8],[9] แต่กลับแนะนำตัวเองกับผู้อื่นหรือเขียนนำหน้าชื่อตัวเองด้วยคำว่า ดร. เรียกว่าอ้างตัวว่าเป็น ดร. บางคนยังเอาวุฒิปริญญาเอกปลอมไปใช้ในการสมัครงานอีกด้วย

2. ซื้อปริญญาเอกจากสถาบันการศึกษาที่ไม่ได้รับการรับรอง (Unaccredited Institution) โดยหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการรับรอง (Accreditation Body) หรือสถาบันการศึกษาที่ไม่มีอยู่จริง (Ghost Institution) ซึ่งไม่มีการเรียนการสอนจริง กลุ่มนี้ต่างจากข้อแรกตรงที่มีหลักฐานว่าได้รับปริญญาเอกจากสถาบันการศึกษาจริง (แต่เป็นสถาบันการศึกษาที่ไม่ได้รับการรับรองหรือไม่มีอยู่จริง) ซึ่งถึงอย่างไรก็ถือว่าเป็น ดร. ปลอมๆอยู่ดี

3. เรียนปริญญาเอกที่มีการเรียนการสอนจริงจากสถาบันที่ไม่ได้รับการรับรอง เช่น กรณีมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก (World Peace University) ซึ่งในหลายประเทศการนำวุฒิการศึกษามาใช้ในการสมัครงานจะต้องเป็นวุฒิการศึกษาจากสถาบันการศึกษาที่ได้รับการรับรองโดยหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการรับรอง (Accreditation Body) ของประเทศนั้นๆ เช่น ในประเทศไทยจะมี สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กระทรวงศึกษาธิการจะเป็นหน่วยงานที่รับรองหลักสูตรที่จะเปิดสอนของสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) จะทำหน้าที่ในการรับรองคุณวุฒิบุคคลเพื่อบรรจุเข้ารับราชการ และกำหนดอัตราเงินเดือนที่ควรได้รับตามวุฒิปริญญาและ กพ.จะประกาศรายชื่อสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศที่ กพ.ให้การรับรองคุณวุฒิ ซึ่งหน่วยงานเอกชนส่วนมากก็อ้างอิงการยอมรับวุฒิปริญญาและสถาบันการศึกษาที่ กพ. รับรองด้วย ดังนั้นผู้ที่เรียนปริญญาเอกจากสถาบันที่ไม่ได้รับการรับรอง ถึงแม้ว่าจะจบปริญญาเอกจริง แต่วุฒิปริญญาเอกนั้นจะไม่ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานในประเทศนั้นๆในการใช้สมัครเข้าทำงาน คนกลุ่มนี้จะใช้คำนำหน้าตัวเองว่า ดร. ได้ แต่ก็ใช้ได้แค่ในนามไม่สามารถใช้วุฒิปริญญาเอกสมัครงานได้เพราะไม่มีหน่วยงานใดยอมรับ

4. เรียนปริญญาเอกในหลักสูตรที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งอาจทำให้มีปัญหาในเรื่องเรื่องคุณภาพของการเรียนการสอน และการได้รับการยอมรับ โดยที่ผ่านมามีหลักสูตรปริญญาเอกจำนวนมากที่พบว่าได้มาตรฐาน[10],[11],[12]

5. บริจาคให้สถาบันเพื่อแลกกับให้สถาบันมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตกิมศักดิ์ให้ โดยหวังว่าเมื่อได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตกิมศักดิ์แล้วจะใช้คำว่า ดร. นำหน้าได้ ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ที่ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตกิมศักดิ์จำนวนไม่น้อยที่ใช้คำว่า ดร. นำหน้าชื่อตัวเอง ซึ่งตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้วผู้ที่ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตกิมศักดิ์ จะไม่ใช้คำว่า ดร. นำหน้าชื่อตัวเอง

6. การปลอมวุฒิปริญญาเอก ซึ่งพบได้มากในปัจจุบัน โดยพบว่ามีการโฆษณาการปลอมวุฒิขายในเวบไซต์รวมทั้งโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊คกันอีกด้วย ซึ่งที่ผ่านมาก็มีข่าวการจับกุมผู้ที่ปลอมวุฒิและใช้วุฒิปลอมหลายครั้ง แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงพบว่ามีขบวนการปลอมวุฒิการศึกษาที่ยังคงทำกันอยู่ในปัจจุบัน โดยมีทั้งวุฒิปลอมทั้งสถาบันในประเทศและต่างประเทศ[13],[14],[15]

ด็อกเตอร์และปริญญาเอก

คำว่า ดร. นั้น เป็นคำย่อของคำว่า ด็อกเตอร์ แปลงมาจาก Dr. (D = ด, r = ร ดังนั้น Dr. = ดร.) ซึ่ง Dr. เป็นคำย่อของคำว่า Doctor โดยคำว่า Doctor สามารถแปลได้ 2 ความหมาย ความหมายอย่างแรก หมายถึงคนที่สำเร็จการศึกษาเป็นดุษฎีบัณฑิตหรือผู้ที่ได้รับปริญญาเอก (Doctoral Graduate) ส่วนความหมายที่สองนั้นหมายถึงผู้ที่จบวิชาชีพแพทย์ (Professional Doctor Graduate) ในสาขาต่างๆ เช่น แพทย์ (Doctor of Medicine ตัวย่อ MD) ทันตแพทย์ (Doctor of Dental Surgery ตัวย่อ DDS) และสัตวแพทย์ (Doctor of Veterinary Medicine ตัวย่อ DVM) เป็นต้น ซึ่งคนไทยนิยมเรียกที่จบวิชาชีพแพทย์สั้นๆว่า หมอ [16]ทั้งนี้คำว่า Doctor ก็เป็นคำที่แสดงวิทยฐานะด้านวิชาการของผู้ที่มีความรู้ ความชำนาญในสาขาใดสาขาหนึ่งเช่นกัน โดยในต่างประเทศผู้ที่ศึกษาสำเร็จเป็นดุษฎีบัณฑิต สามารถใช้ Dr. นำหน้าชื่อได้ และมักตามด้วยชื่อคุณวุฒิปริญญาเอก (Doctor of Philosophy หรือย่อว่า Ph.D.) ที่ได้รับหลังชื่อเพื่อแสดงให้เห็นว่า Dr. ที่ใช้นำหน้าชื่อนั้นมาจากการเรียนจบขั้นปริญญาเอก เช่น Dr. Michael Porter, Ph.D. ส่วนผู้ที่จบวิชาชีพแพทย์นั้นสามารถใช้ Dr. นำหน้าชื่อได้เช่นกันแล้วเขียนปริญญาทางวิชาชีพแพทย์ที่ได้รับหลังชื่อเพื่อแสดงให้เห็นว่า Dr. ที่ใช้นำหน้าชื่อนั้นมาจากการเรียนจบวิชาชีพทางด้านแพทย์ เช่น ผู้ที่จบแพทยศาสตร์สามารถเขียนแนะนำตัวตามตัวอย่าง

Dr. John C. Morgan, MD. มาจาก Doctor John C. Morgan, Doctor of Medicine หรือแปลเป็นไทยคือ ดร.จอห์น ซี มอร์แกน, พบ. (แพทยศาสตรบัณฑิต) ทั้งนี้ตัวย่อ MD ที่ตามหลังชื่อ Dr. John C. Morgan นั้น เพื่อแสดงว่าการใช้ Dr. หรือ ดร. นำหน้าชื่อของเขานั้นหมายถึงวิทยฐานะแพทย์ อันมาจากการที่เขาจบปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต (Doctor of Medicine) นั่นเอง[17]

ผู้ที่จบทันตแพทยศาสตร์สามารถเขียนแนะนำตัว Dr. Sarah Frye, DDS. มาจาก Doctor Sarah Frye, Doctor of Dental Surgery หรือแปลเป็นไทยคือ ดร. ซาร่า ฟราย, ทบ. (ทันตแพทยศาสตรบัณฑิต) โดยตัวย่อ DDS ที่ตามหลังชื่อ Dr. Sarah Frye นั้น เพื่อแสดงว่า Dr. ที่นำหน้าชื่อของเขานั้นหมายถึงวิทยฐานะทันตแพทย์ อันมาจากการที่เขาจบปริญญาทันตแพทยศาสตรบัณฑิต (Doctor of Dental Surgery) [18]

ผู้ที่จบสัตวแพทยศาสตร์สามารถเขียนแนะนำตัว Dr. Peter Dobias, DVM มาจาก Doctor Peter Dobias, Doctor of Veterinary Medicine หรือแปลเป็นไทยคือ ดร. ปีเตอร์ โดเบียส, สพ.บ. (สัตวแพทยศาสตรบัณฑิต) ซึ่งตัวย่อ DVM ที่ตามหลังชื่อ Dr. Peter Dobias นั้น เพื่อแสดงว่า Dr. ที่นำหน้าของเขานั้นหมายถึงวิทยฐานะสัตวแพทย์ อันมาจากการที่เขาจบปริญญาสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต (Doctor of Veterinary Medicine)

ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าปริญญาเอกนั้น มี 2 แบบคือ ปริญญาเอกที่ได้มาโดยการเรียนและผ่านการทำดุษฎีนิพนธ์ (Earned Doctorate) ซึ่งเรียกว่าปริญญาดุษฎีบัณฑิต (Doctoral Degree) โดยปริญญาเอกแบบที่ต้องเรียนและผ่านการทำดุษฎีนิพนธ์นี้จะเน้นการวิจัยเพื่อพัฒนานักวิชาการและนักวิชาชีพชั้นสูง[19] ส่วนอีกแบบหนึ่งคือปริญญาเอกกิตติมศักดิ์ (Honorary Doctorate) ซึ่งเรียกว่าปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (Honorary Doctoral Degree) ซึ่งสถาบันการศึกษาที่มีการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาตั้งแต่ปริญญาตรีขึ้นไปพิจารณามอบให้แก่บุคคลเป็นกรณีพิเศษโดยที่บุคคลนั้นไม่ต้องผ่านการเรียนและทำดุษฎีนิพนธ์ตามหลักสูตร เพื่อเป็นการยกย่องบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญในสาขาที่มีการมอบปริญญาเอกกิตติมศักดิ์ให้ เพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณแก่บุคคลผู้ได้รับ และเป็นเกียรติแก่สถาบันผู้มอบ ส่วนการใช้คำว่า ดร. หรือ Dr. นำหน้าได้นั้น ต้องเป็นคนที่ได้รับปริญญาเอกจากการเรียนและผ่านการทำดุษฎีนิพนธ์เท่านั้น (Earned Doctorate) ส่วนผู้ที่ได้ปริญญาเอกกิตติมศักดิ์นั้นตามธรรมเนียมจะไม่ใช้คำว่า ดร. นำหน้า

ปริญญาเอกที่ได้มาโดยการเรียนและผ่านการทำดุษฎีนิพนธ์ (Earned Doctorate) นั้นยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน[20] คือ ปริญญาปรัชญาดุษฎี (Doctor of Philosophy Degree) เช่น Doctor of Philosophy in Business Administration (Ph.D. Business Administration) หรือ Doctor of Philosophy in Education (Ph.D. Education) กับ ปริญญาดุษฎี (Professional Doctorate Degree) เช่น Doctor of Business Administration (DBA)หรือ Doctor of Education (Ed.D.) เป็นต้น ผู้ที่จบปริญญาเอกทั้งสองประเภทนั้นสามารถใช้ ดร. หรือ Dr. นำหน้าชื่อได้เหมือนกัน ทั้งนี้ปริญญาเอกทั้งสองประเภทผู้เรียนต้องอาศัยความมานะพยายาม ขยัน อดทน อย่างมากทั้งในแง่ของการเรียน การค้นคว้า การทบทวนองค์ความรู้ในด้านที่ตนเองศึกษา การสอบ การวิจัย การเขียนดุษฎีนิพนธ์ การเผยแพร่ผลงานวิจัยจากหัวข้อที่ทำดุษฎีนิพนธ์ กว่าจะได้คำว่า ดร. มาประดับไว้หน้าชื่อ ก่อนหน้าที่จะเป็น ดร. ได้ ต้องผ่านสถานะการเป็น “นักศึกษาปริญญาเอก (Ph.D. Student หรือ Doctoral Student)” มาก่อน ปริญญาเอกมีการศึกษา 2 รูปแบบ แบบแรกคือเป็นแผนการศึกษาที่เน้นการวิจัยโดยมีการทําวิทยานิพนธ์ที่ก่อให้เกิดความรู้ใหม่ สถาบันอุดมศึกษาอาจกําหนดให้เรียนรายวิชาเพิ่มเติมหรือทํากิจกรรมทางวิชาการอื่นเพิ่มขึ้นก็ได้โดยไม่นับหน่วยกิต แต่จะต้องมีผลสัมฤทธิ์ตามที่สถาบันอุดมศึกษากําหนด ซึ่งเป็นแบบปริญญาปรัชญาดุษฎี (Doctor of Philosophy Degree) แบบที่สองคือ เป็นการศึกษาที่เน้นการวิจัย โดยมีการทำวิทยานิพนธ์ที่มีคุณภาพสูง และก่อให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการ และวิชาชีพ และศึกษากระบวนวิชาเพิ่มเติม ซี่งเป็นแบบปริญญาดุษฎี (Professional Doctorate Degree) ซึ่งนักศึกษาปริญญาเอกจะต้องศึกษารายวิชาต่างๆ (Coursework) โดยส่วนใหญ่มักใช้เวลาในการศึกษารายวิชา 1-2 ปี เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมในเรื่องของความรู้ที่จำเป็นต้องใช้ในการทำดุษฎีนิพนธ์ ทั้งนี้ดุษฎีนิพนธ์ของการศึกษาปริญญาเอกทั้งสองรูปแบบจะต้องมีมาตรฐานและคุณภาพเดียวกัน[21] เมื่อเรียนรายวิชาครบแล้วจะต้องสอบวัดคุณสมบัติ (Qualifying Examination) ซึ่งเป็นการสอบวัดความรู้รายวิชาที่เรียนมาทั้งหมด ว่านักศึกษาปริญญาเอกมีความรู้ทั้งด้านความรู้ในสาขาที่เรียนและความรู้ด้านวิธีวิจัย (Research Methodology) ที่แน่นพอที่จะใช้ในการทำดุษฎีนิพนธ์ในหัวข้อที่ตนเองสนใจ ผู้ที่สอบวัดคุณสมบัติผ่านแล้วจะมีสถานะเป็น “ว่าที่ดุษฎีบัณฑิต (Ph.D. Candidate)” ซึ่งว่าที่ดุษฎีบัณฑิตจะต้องนำเสนอโครงร่างดุษฎีนิพนธ์ (Dissertation Proposal) ได้แก่ ทบทวนวรรณกรรม การค้นคว้าองค์ความรู้ ปัญหาหรือคำถามวิจัย วิธีวิจัย ก่อนจะลงมือทำดุษฎีนิพนธ์ (Dissertation) ซึ่งจะเป็นการทบทวนวรรณกรรม การค้นคว้าองค์ความรู้เพิ่มเติม ลงมือทำวิจัย และเขียนสรุปผลเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการควบคุมดุษฎีนิพนธ์ (Dissertation Committee) เป็นระยะๆ เพื่อเป็นการรายงานความก้าวหน้าของดุษฎีนิพนธ์ และเป็นโอกาสในการปรึกษาเกี่ยวกับดุษฎีนิพนธ์ เมื่อว่าที่ดุษฎีบัณฑิตได้ทำวิจัยสำหรับดุษฎีนิพนธ์เสร็จสมบูรณ์ เขาจะต้องนำเสนอดุษฎีนิพนธ์แก่คณะกรรมการสอบ เพื่อสอบประเมินดุษฎีนิพนธ์หรือการสอบป้องกันดุษฎีนิพนธ์ (Dissertation Final Examination หรือ Dissertation Defense ) ซึ่งประกอบไปด้วย ประธาน อาจารย์ที่ปรึกษา และกรรมการภายนอกสถาบันรวม 3-5 คนโดยเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกร่วมฟังการสอบทั้งนี้เพื่อสร้างความโปร่งใส และเปิดให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ เมื่อสอบผ่านขั้นตอนนี้แล้วยังมีเงื่อนไขที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการตีพิมพ์ผลงานวิจัย (Dissertation Publication) ที่เป็นส่วนหนึ่งของดุษฎีนิพนธ์ในวารสาร (Academic Journal) หรือการประชุมวิชาการ (Academic Conference) ที่มีรายงานการประชุม (Proceeding) ตามเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษาปริญญาดุษฎีบัณฑิตที่แต่ละสถาบันกำหนดไว้ เช่น ต้องมีการตีพิมพ์ผลงานวิจัยที่เป็นส่วนหนึ่งของดุษฎีนิพนธ์ในวารสารหรือการประชุมวิชาการระดับชาติ (National) หรือนานาชาติ (International) เป็นต้น ซึ่งเมื่อครบเงื่อนไขแล้ว จึงจะสำเร็จเป็น “ดุษฎีบัณฑิต (Doctor)” อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ถ้าว่าที่ดุษฎีบัณฑิต ไม่ผ่านการสอบป้องกันดุษฎีนิพนธ์หรือผลงานวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของดุษฎีนิพนธ์ไม่ได้รับการยอมรับให้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการตามเงื่อนไข ก็จะมีสถานะเพียงแค่ ว่าที่ดุษฎีบัณฑิต (Ph.D. Candidate) เท่านั้น

ดังนั้นเงื่อนไขของการเป็น “ดุษฎีบัณฑิต (Doctor)” อย่างสมบูรณ์แบบที่ควรค่าแก่การนำ ดร. หรือ Dr. นำหน้าชื่อได้อย่างเต็มภาคภูมิและสมเกียรตินั้นจึงประกอบไปด้วยองค์ประกอบดังต่อไปนี้

  • คุณภาพของผู้เรียน ได้แก่ คุณสมบัติและเกณฑ์ในการคัดเลือกผู้เรียน (Admission criteria) ความสามารถในการเรียนรู้ (Ability to Learn) การค้นคว้า (Searching) ความมานะอุตสาหะ ( Perseverance) การวิเคราะห์และการสังเคราะห์ความรู้ (Analytical and Synthetic Ability) การสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง (Independent Working)
  • คุณภาพของสถาบัน ได้แก่ การสั่งสมองค์ความรู้ในสาขาที่มีการเรียนการสอน (Academic Concentration) ชื่อเสียงและการได้รับการยอมรับหรือการรับรองจากหน่วยงาน (Reputation and Accreditation) สภาพแวดล้อมเชิงวิชาการ (Academic Environment) ความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ (Collaboration)
  • คุณภาพของผู้สอน ได้แก่ คุณสมบัติและเกณฑ์ในการคัดเลือกผู้สอน (Selection criteria) พื้นหลังการศึกษาที่โดดเด่น (Strong Education Background) ความสามารถในการถ่ายทอดและการให้คำปรึกษา (Ability to Teach and Advise) ผลงานวิจัยและวิชาการของผู้สอน (Research and Academic Achievement)
  • คุณภาพของกระบวนการเรียนการสอน ได้แก่ ขั้นตอน (Procedure) และวิธีการในการเรียนการสอน (Method)
  • คุณภาพของทรัพยากร ได้แก่ สถานที่เรียน (Place) แหล่งค้นคว้าข้อมูล (Information Resource) บุคลากร (People) เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) เครื่องมืออุปกรณ์วิจัย (Research Tools) งบประมาณ (Budget) ทุน (Scholarship and Funding)
  • คุณภาพในการวัดผล ได้แก่ เกณฑ์การวัดผล (Evaluation Criteria) วิธีในการวัดผล (Evaluation Method) และความโปร่งใสในการวัดผล (Evaluation Transparency)
  • คุณภาพของผลงาน ได้แก่ การเขียนดุษฎีนิพนธ์มีแสดงถึงการใช้ภาษาที่เหมาะสม (Proper Language) ถูกต้องตามหลักภาษา (Grammar Accuracy) มีการค้นคว้าข้อมูลมาเป็นอย่างดี (Good Literature Review) มีความสอดคล้องกลมกลืนของเนื้อหา (Harmonious Content Writing) ใช้ระเบียบวิธีวิจัยที่เหมาะสมกับการวิจัยและเหมาะสมกับการศึกษาในระดับปริญญาเอก (Highly Calibrate Research Methodology) มีการสรุปผลที่ถูกต้องปราศจากอคติ (Honest Conclusion) มีการวิเคราะห์และอภิปรายที่ลุ่มลึก (Intelligent Analysis and Discussion) ผลงานวิจัยได้รับการเผยแพรในสื่อวิชาการที่ได้รับการยอมรับ (ฺReliable Peer-Review Publication) และสามารถสร้างผลกระทบต่อสังคม (Social Impact) หรือความก้าวหน้าทางวิชาการ (Academic Advancement) มีการผลิตงานวิจัยหรืองานวิชาการอย่างต่อเนื่อง (Continuous Research and Academic Contribution) เป็น ดร.ที่มีคุณธรรมจริยธรรม (Good Ethics)

เปรียบเทียบเหมือนเมล็ดพันธุ์ที่ดี (คุณภาพของผู้เรียน) ถ้าได้ปลูกในดินที่ดี (คุณภาพของสถาบัน) มีคนที่บ่มเพาะดูแลที่ดี (คุณภาพของผู้สอน) มีการรดน้ำ ใส่ปุ๋ย พรวนดินให้ มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม (คุณภาพของกระบวนการเรียนการสอนและคุณภาพของทรัพยากร) เมล็ดพันธุ์นั้นก็ย่อมเติบโตผลิดอกออกผลได้ดี ซึ่งการจะบอกได้ว่าผลผลิตที่ได้จากเมล็ดพันธุ์นั้นมีคุณภาพหรือไม่ ต้องมีการตั้งเกณฑ์ว่าผลผลิตที่มีคุณภาพต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง (คุณภาพของในการวัดผลและคุณภาพของผลงาน) เช่น ขนาดผลโตเท่ากันสม่ำเสมอ (เปรียบเหมือนบัณฑิตทุกคนจากหลักสูตรมีความรู้เทียบเท่ากัน) ไม่มีแมลงหรือโรคทำลายผล (เปรียบหมือนบัณฑิตที่มีคุณธรรมจริยธรรม ไม่มีความด่างพร้อยในเชิงความเป็นนักวิชาการ) มีรสหวานและมีประโยชน์ (เปรียบเหมือนบัณฑิตและผลงานดุษฎีนิพนธ์สามารถนำความรู้ไปสร้างประโยชน์ได้) เป็นต้น

แต่ถ้าองค์ประกอบอันใดอันหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดพันธุ์ ดิน คนที่บ่มเพาะดูแล น้ำ ปุ๋ยและสภาพแวดล้อม อยู่ในสภาวะที่ไม่ดี ก็ไม่อาจทำให้เมล็ดพันธุ์นั้นเติบโตผลิดอกออกผลได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

เมล็ดพันธุ์ก็เปรียบเหมือนผู้ที่จะเรียนปริญญาเอก คนที่บ่มเพาะดูแลเปรียบเหมือนผู้สอน การรดน้ำ ใส่ปุ๋ย การพรวนดินเปรียบเหมือนกระบวนการเรียนการสอน น้ำ ปุ๋ย อุปกรณ์ที่ใช้พรวนดินและสภาพแวดล้อม เปรียบเหมือนทรัพยากร ทุกองค์ประกอบล้วนมีความสำคัญที่จะทำให้ผู้ที่เรียนปริญญาเอก จบไปเป็น ดร. ที่มีคุณภาพ

การจะได้ผลผลิตที่เติบโตผลิดอกออกผลได้ดีนั้นจึงจำเป็นต้องมีการคัดเลือกองค์ประกอบต่างๆเหล่านี้เป็นอย่างนี้ เริ่มตั้งแต่คุณภาพของผู้เรียน เมล็ดพันธ์ทุกเมล็ดไม่สามารถเพาะให้งอกและดูแลให้เติบโตได้ทุกเมล็ด ดังนั้นจึงไม่สามารถเอาเมล็ดทุกเมล็ดมาเพาะปลูกได้ (เปรียบเหมือนไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถเรียนในระดับปริญญาเอกได้) เพราะถึงเอามาเพาะปลูกแล้วสุดท้ายบางเมล็ดก็เพาะไม่ขึ้น ปลูกไม่โต แคระแกรนหรือตายไประหว่างการเพาะปลูกในที่สุด (เปรียบเหมือนผู้ที่เรียนไม่จบหรือออกจากการเรียนไปกลางคัน) หรือถึงเพาะงอก ปลูกไปจนโตแล้วแต่ไม่ผลิดอกออกผล (เปรียบเหมือนผู้ที่เรียน coursework จนจบแต่ไม่สามารถผ่านขั้นตอนสอบวัดคุณสมบัติหรือไม่สามารถดำเนินการทำดุษฎีนพนธ์ได้) หรือให้ดอกผลที่ไม่ได้คุณภาพตามที่ผู้เพาะปลูกต้องการ (เปรียบเหมือนผู้เรียนไม่มีคุณสมบัติพอที่จะจบไปเป็น ดร.ที่มีคุณภาพ ไม่สามารถผลิตงานวิจัยดุษฎีนิพนธ์ที่มีคุณภาพได้) ซึ่งทำให้สิ้นเปลืองเงินและน่าเสียดายทรัพยากร เสียดายพื้นที่ เสียดายเวลาที่ใช้ในการเพาะปลูกไปเปล่าๆ คนที่จะมาเรียนปริญญาเอกก็เช่นกัน ไม่ใช่ว่าคนทุกคนที่สามารถเรียนปริญญาเอกได้ และไม่ใช้ว่าคนที่เรียนปริญญาเอกทุกคนจะสามารถผลิตผลงานวิชาการที่มีคุณภาพได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการคัดเลือกผู้เรียนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะมาเรียนปริญญาเอก บางคนเรียนได้แต่เนื้อหาความรู้ แต่เวลาจะต้องลงมือทำวิจัยเพื่อเขียนดุษฎีนิพนธ์กลับไม่สามารถทำดุษฎีนิพนธ์ที่มีคุณภาพได้ แบบนี้ก็น่าเสียดาย

ถึงจะมีเมล็ดพันธ์ที่ดีเหมือนกันทุกคน แต่คนเพาะปลูกแต่ละคนไม่สามารถเพาะปลูกเมล็ดพันธ์ให้สามารถเติบโตจนผลิดอกออกผลได้เหมือนกันทุกคน (หมายถึงไม่ใช่ว่าอาจารย์ทุกคนจะสามารถสอนในระดับปริญญาเอกได้ คนที่สอนในระดับปริญญเอกได้จะต้องเป็นคนที่มีคุณภาพและคุณสมบัติที่เหมาะสมเช่นกัน) ดังนั้น ใช่ว่าจะเอาเมล็ดพันธุ์ดีๆไปให้ใครก็ได้ปลูก เพราะเมล็ดพันธุ์ที่ดี ถ้าได้คนที่เพาะปลูกไม่ดี ดูแลไม่เป็น เมล็ดพันธ์ก็ไม่อาจเติบโตและผลิดอกออกผลได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ดังนั้นในการจะเพาะปลูกอะไร ก็ต้องมีการคัดคนเพาะปลูก ที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสมที่จะทำการเพาะปลูกเมล็ดพันธ์ชนิดนั้นๆ คนที่จะสอนในระดับปริญญาเอกก็เช่นกัน ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถถ่ายทอด ฝึกฝนและให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียนได้ดีเหมือนกันทุกคน ขึ้นอยู่กับว่า คนที่สอนมีประสบการณ์มากน้อยเพียงไร และต้องเป็นประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชานั้นๆด้วย ไม่ใช่ว่ามีประสบการณ์จากสาขาวิชาหนึ่ง แล้วจะมาสอนในอีกสาขาวิชาหนึ่งได้ เพราะคนที่มีประสบการณ์ปลูกเมล็ดพันธุ์ชนิดหนึ่งได้ดี ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์ชนิดอื่นให้เติบโตงอกงามได้ดีด้วย ประสบการณ์ของผู้สอนนี้หมายถึงประสบการณ์ในการสอน การเขียนโครงการวิจัยเพื่อขอทุน การทำวิจัย การเผยแพร่งานวิจัย และการให้คำปรึกษามาก่อน ซึ่งจะทำให้ผู้สอนรู้ว่าในการสร้าง ดร. ที่มีคุณภาพขึ้นมาสักคนจะต้องทำอย่างไรบ้าง ผู้สอนที่มีประสบการณ์ดังกล่าว ก็เปรียบเหมือนคนเพาะปลูกที่รู้วิธีการปลูก ดูแล รดน้ำ ใส่ปุ๋ย พรวนดิน ดูแลกำจัดศัตรูพืชทำให้เมล็ดพันธุ์เติบโตผลิดอกออกผลได้ดีนั่นเอง

เมื่อมีเมล็ดพันธุ์ที่ดี คนเพาะปลูกที่ดีแล้ว ดินที่จะใช้ปลูก น้ำ ปุ๋ย ที่จะช่วยให้เมล็ดพันธุ์เติบโต สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์ก็ต้องดีด้วย (หมายถึงสถาบันต้องมีความพร้อมทั้งทรัพยากร สภาพแวดล้อมสำหรับการเรียนการสอนในระดับปริญญาเอก) จะขาดปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งไม่ได้ เพราะจะทำให้เมล็ดพันธุ์ไม่อาจเติบโตผลิดอกออกผลได้ดีนั่นเอง ดินและสภาพแวดล้อมก็เปรียบเสมือนสถาบันการศึกษานั่นเอง ส่วนน้ำ ปุ๋ย ก็เปรียบเสมือนทรัพยากรที่สถาบันการศึกษามีให้แก่นักศึกษาและผู้สอน จะเห็นว่าดินและสภาพแวดล้อมบางอย่างก็เหมาะกับการเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์บางประเภทได้ดี และเมล็ดพันธุ์บางประเภทก็เหมาะที่จะปลูกในดินและสภาพแวดล้อมบางอย่างเท่านั้น หมายความว่า สถาบันการศึกษาบางแห่งมีจุดแข็งในการเรียนการสอนแต่ละสาขาวิชาที่แตกต่างกันไป เพราะแต่ละสถาบันมีการบ่มเพาะองค์ความรู้ที่สั่งสมในสถาบันผ่านการเรียนการสอน การค้นคว้าวิจัย การเผยแพร่ผลงานวิชาการที่ส่งผ่านโดยคณะจารย์และบุคคลากรจากรุ่นสู่รุ่นในสาขาวิชาที่แตกต่างกันไป เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็จะมีคณะที่โดดเด่นในสาขาวิชาทางด้านการเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติ เนื่องจากมีการสั่งสมองค์ความรู้ทางด้านนี้ของคณาจารย์มานานหลายรุ่น ที่สามารถนำมาบ่มเพาะผู้ที่ต้องจะเป็นปราชญ์ด้านการเกษตรได้เป็นอย่างดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็จะมีคณะที่โดดเด่นทางด้านสังคมศาสตร์ เช่น นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ พาณิชยศาสตร์และการบัญชี สังคมสงเคราะห์ เป็นต้น มหาวิทยาลัยมหิดลก็จะมีคณะที่โดดเด่นทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นต้น ดังนั้นจะต้องรู้ว่าเมล็ดพันธุ์นั้นเหมาะกับดินและสภาพแวดล้อมอย่างไร หมายความว่าผู้เรียนต้องรู้ว่าตนต้องการเรียนปริญญาเอกในสาขาอะไร เพื่อจะได้คิดต่อว่าแล้วสถาบันใดที่เหมาะที่จะไปเรียนปริญญาเอก แม้ดินดีแล้วต้องพิจารณาด้วยด้วยว่า น้ำ ปุ๋ย ดี มีเพียงพอเหมาะสมหรือไม่ หมายความว่า นอกจากพิจารณาสถาบันแล้วต้องดูด้วยว่า สถาบันนั้นๆมีทรัพยากรที่ดี เพียงพอเหมาะสมต่อการเรียนปริญญาเอก ทรัพยากรในที่นี้ หมายถึง หนังสือ ตำรา เอกสารวิชาการที่จะให้ผู้เรียนได้ใช้ค้นคว้า ทบทวนองค์ความรู้ สถานที่เรียน เครื่องมือและอุปกรณ์ในการวิจัย ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมไปถึงทุนในการเรียนและการทำวิจัยอีกด้วย เพราะทรัพยากรเหล่านี้ มีความสำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จของการเรียนปริญญาเอก หากขาดปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งก็จะทำให้การเรียนปริญญาเอกนั้นมีอุปสรรคและคุณภาพลดทอนลงได้

ทั้งนี้ในการเรียนการสอนปริญญาเอกในประเทศไทยนั้นพบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมากตั้งแต่ ปรัชญาในการเรียนการสอนและการผลิตนักศึกษาปริญญาเอก เกณฑ์และกระบวนการคัดเลือกผู้เข้าเรียน คุณภาพและคุณสมบัติผู้สอน กระบวนการในการเรียนการสอน ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของแต่ละสถาบัน รวมไปจนถึงเกณฑ์ในการวัดคุณสมบัติการจบการศึกษาของดุษฎีบัณฑิต ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้จึงทำให้คุณภาพของปริญญาเอกของแต่ละสถาบันไม่เหมือนกัน ที่ผ่านมามีการตรวจเยี่ยมเพื่อประเมินหลักสูตรปริญญาเอกของบางสถาบันก็พบว่าหลักสูตรปริญญาเอกของบางสถาบันไม่ผ่านการประเมิน[22] ทั้งนี้สิ่งที่ทำให้คุณภาพของ ดร. ที่จบปริญญาเอกจากแต่ละสถาบันมีความแตกต่างกันมีสาเหตุดังต่อไปนี้

  • ปรัชญาในการเรียนการสอนและการผลิตนักศึกษาปริญญาเอกในแต่ละสถาบันแตกต่างกัน ทำให้ส่งผลต่อคุณภาพที่ตามมา กล่าวคือ สถาบันบางแห่งมีวัตถุประสงค์ในการจัดหลักสูตรปริญญาเอกเพื่อหารายได้ให้แก่สถาบัน หรือคนบางกลุ่มเท่านั้น ซึ่งสถาบันหรือหลักสูตรที่เปิดสอนในลักษณะนี้มักลดความเข้มงวดในการคัดเลือกนักศึกษาที่จะมาเรียนในระดับปริญญาเอก เช่น กำหนดเงื่อนไขแค่จบปริญญาโทสาขาใดก็ได้ และมีเพียงการสอบสัมภาษณ์เท่านั้น โดยเฉพาะหลักสูตรพิเศษทั้งหลาย ที่มักถูกคนในสังคมมองว่าเป็นหลักสูตรประเภท “จ่ายครบ จบแน่” จึงทำให้คุณภาพของผู้ที่เรียนในหลักสูตรเดียวกันมีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก ส่วนปริญญาเอกหลักสูตรปกติซึ่งเป็นการเรียนการสอนในเวลาราชการ มักมีการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะสามารถเข้าเรียนไว้สูงกว่า เช่น เกรดเฉลี่ย คะแนนภาษาอังกฤษ GMAT เป็นต้น และมีกระบวนการการคัดเลือกผู้เรียนที่เข้มงวดกว่าทั้งการสอบเข้าและการสัมภาษณ์ รวมทั้งเกณฑ์ในการเรียนการสอนที่เข้มข้นอีกด้วย หลักสูตรปกติจึงมีผู้สมัครเรียนน้อยส่วนหนึ่งนอกจากเรื่องเวลาเรียนแล้ว ก็เนื่องจากเกณฑ์ต่างๆของหลักสูตรปกตินั่นเอง
  • เกณฑ์การวัดคุณภาพของปริญญาเอกของแต่ละสถาบันที่กำหนดเงื่อนไขไม่เหมือนกัน เริ่มตั้งแต่ เกณฑ์การคัดเลือกนักศึกษา บางสถาบันกำหนดเกณฑ์คัดเลือกโดยใช้ เกรดเฉลี่ย คะแนนภาษาอังกฤษ แต่บางสถาบันไม่กำหนดเกรดเฉลี่ยและไม่กำหนดคะแนนภาษาอังกฤษ แน่นอนว่าการเรียนปริญญาเอกในบางๆสาขานั้นอาจไม่มีความจำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษมากนัก และเราไม่ควรใช้ภาษาอังกฤษเป็นมาตรฐานในการวัดว่าบุคคลที่เรียนปริญญาเอกนั้น มีคุณสมบัติเหมาะสมพอที่จะมีคำว่า ดร. นำหน้าแล้วหรือไม่ เพราะนี่ไม่ใช่การเรียนปริญญาเอก ในสาขาภาษาอังกฤษ แต่ต้องไม่ลืมว่า การเรียนปริญญาเอกในหลายๆสาขานั้น ผู้เรียนต้องศึกษาและค้นคว้า จากเอกสารและตำราที่หลากหลายไม่ควรจำกัดอยู่แค่เอกสารและตำราที่เป็นภาษาหลักของผู้เรียนเท่านั้น จำเป็นต้องค้นคว้าจากเอกสารและตำราภาษาอื่นๆอีกด้วย เพื่อความกว้างขวางและลึกซึ้งของเนื้อหาองค์ความรู้ นอกจากนี้ยังปฏิเสธไม่ได้ว่าการเผยแพร่องค์ความรู้ที่ต้องการให้เข้าถึงผู้อ่านที่เป็นนักวิชาการและบุคคลทั่วไปได้อย่างกว้างขวางนั้น มักใช้ภาษาอังกฤษกันเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งวารสารวิชาการหรือการประชุมวิชาการระดับนานาชาติส่วนใหญ่ก็ใช้ภาษาอังกฤษในการเผยแพร่เป็นหลัก ดังนั้นผู้ที่เรียนปริญญาเอกจึงควรมีความรู้ภาษาอังกฤษที่เพียงพอต่อการศึกษา ทบทวนวรรณกรรม จากแหล่งเอกสารและตำราที่เป็นภาษาอังกฤษบ้าง เมื่อเรียนจนจบแล้วจะต้องมีการเผยแพร่ดุษฎีนิพนธ์ (Dissertation) ซึ่งนอกจากเป็นเล่มดุษฎีนิพนธ์แล้ว ยังต้องมีการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ (Academic journal) หรือการประชุมวิชาการ ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ ซึ่งการเขียนเพื่อนำเสนอในวารสารวิชาการและการประชุมวิชาการในระดับนานาชาตินั้นจำเป็นต้องเขียนด้วยภาษาอังกฤษ หรือนำเสนอด้วยวาจา (Oral presentation) ด้วยภาษาอังกฤษ ยังไม่เพียงเท่านั้น หากคนที่จบปริญญาเอกมาแล้ว ยังทำงานอยู่ในแวดวงวิชาการ เช่น เป็นอาจารย์ เป็นนักวิจัย ซึ่งตลอดการทำงานจะต้องมีการติดต่อกับนักวิชาการด้วยกันทั้งนักวิชาการทั้งในและและต่างประเทศ รวมทั้งต้องค้นคว้าองค์ความรู้ใหม่ที่มีการเผยแพร่โดยนักวิชาการคนอื่นๆ และในขณะเดียวกันก็ต้องมีการเผยแพร่ผลงานวิจัยของตนเองด้วย ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ผู้ที่เรียนปริญญาเอกจะต้องมีทักษะภาษาอังกฤษทั้งการฟัง พูด อ่าน และเขียนที่ดีพอ จึงจะสามารถดำรงสภาวะแห่งนักปราชญ์ได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้สาเหตุอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้คุณภาพของปริญญาเอกของแต่ละสถาบันไม่เหมือนกัน คือ ผู้สอน ทั้งนี้เงื่อนไขการคัดเลือกผู้สอนของแต่ละสถาบันนั้นก็ไม่เหมือนกัน ทำให้ได้ผู้สอนที่มีคุณภาพแตกต่างกัน เช่น บางสถาบันกำหนดความรู้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษเป็นส่วนหนึ่งของการคัดเลือก ในขณะที่บางแห่งไม่ได้กำหนดเงื่อนไขด้านนี้ไว้ หรืออาจมีการกำหนดไว้ แต่กำหนดไว้ในระดับที่ไม่สูงมาก
  • ตัวผู้เรียนบางคน ที่ต้องการได้ปริญญาเอก แต่เป็นประเภทมี่ชอบอะไรที่ได้มาง่ายๆ ไม่ต้องการเรียนในหลักสูตรที่มีเกณฑ์เข้มงวดทั้ง เกณฑ์การคัดเลือก และการเรียนการสอน จึงเลือกเรียนในหลักสูตรที่เข้าได้ง่าย จบได้ไม่ยาก หรือประเภท จ่ายครบ จบแน่ โดยคิดว่า ไม่ว่าแมวสีอะไร ก็จับหนูได้เหมือนกัน ซึ่งผู้เรียนบางคนใช้มายาคติดังกล่าวมาเบี่ยงเบนให้เกิดความคิดที่ว่า จบปริญญาเอกจากที่ไหนก็เหมือนกัน มีสิทธิ์และศักดิ์ศรี ที่จะใช้คำว่า ดร. นำหน้าได้เหมือนกัน
  • อาจารย์ที่ปรึกษาไม่มีเวลาให้คำแนะนำแก่นักศึกษา ในบางหลักสูตรอาจารย์หนึ่งคนมีนักศึกษาหลายคน หรือมีภารกิจอย่างอื่นมาก เช่น เป็นอาจารย์พิเศษให้แก่สถาบันอื่น จนไม่สามารถให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาได้อย่างเพียงพอ ไม่มีเวลาในการดูแลการทำวิจัยและการเขียนดุษฎีนิพนธ์ของนักศึกษา ทำให้การทำวิจัยและการเขียนดุษฎีนิพนธ์ด้อยคุณภาพ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยที่ไม่ถูกต้องตามหลักการวิจัย หัวข้อวิจัยและความเข้มข้นของงานวิจัยไม่เหมาะสมกับการเรียนการสอนในระดับปริญญาเอก งานวิจัยในระดับปริญญาเอกหลายชิ้นที่ในความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนอ่านแล้วรู้สึกว่าไม่ได้แตกต่างไปจากงานวิจัยในระดับปริญญาโทด้วยซ้ำ

นอกจากนี้การตั้งเกณฑ์ของการจบหลักสูตรปริญญาเอกของแต่ละสถาบันยังแตกต่างกัน เช่น บางสถาบันกำหนดให้นักศึกษาปริญญาเอกต้องมีการเผยแพร่ผลงานที่เป็นส่วนหนึ่งของดุษฎีนิพนธ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ แต่บางสถาบันกำหนดไว้เพียงแค่การเผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับชาติ หรือลดเหลือเพียงแค่เผยแพร่ในการประชุมวิชาการที่มีรายงานสืบเนื่องการประชุมวิชาการ (Proceeding) เท่านั้น ปัจจุบันมีวารสารวิชาการมากมาย ทั้งที่ได้รับการยอมรับในฐานข้อมูลวารสารวิชาการไทย (Thai Citation Index) และไม่ได้รับการยอมรับ ดังนั้นวารสารเหล่านี้จึงเป็นที่รองรับการเผยแพร่ผลงานวิจัยจากดุษฎีนิพนธ์ของนักศึกษาบางสถาบันที่ขอแค่ให้ได้เผยแพร่ในวารสารอะไรก็ได้ นอกจากเกณฑ์การวัดคุณภาพผู้เรียนแล้ว เกณฑ์คุณสมบัติผู้สอนยังแตกต่างกันด้วย บางสถาบันให้ความสำคัญกับเกณฑ์การคัดเลือกอาจารย์ผู้สอนในหลักสูตรน้อยมาก เช่น สถาบันที่จบการศึกษาในระดับปริญญาเอก [23] หรือทักษะภาษาอังกฤษ (English Proficiency) ซึ่งหลายสถาบันในประเทศไทยกำหนดคุณบัติด้านภาษาอังกฤษของอาจารย์ไว้ค่อนข้างต่ำ หรือบางแห่งเมื่อก่อนไม่กำหนดไว้ด้วยซ้ำ เช่น คะแนน TOEFL ขั้นต่ำคือ 450 คะแนนหรือ คะแนน IELTS ขั้นต่ำคือ 5.0 เท่านั้นในขณะที่เมื่อเทียบกับเงื่อนไขคุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์สมัครปริญญาเอกในประเทศไทยบางสถาบันกำหนดไว้ว่า ต้องมีคะแนน TOEFL ขั้นต่ำคือ 500 คะแนนขึ้นไปหรือ คะแนน IELTS ขั้นต่ำคือ 5.5 ขึ้นไป และคุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์สมัครในระดับปริญญาเอกในมหาวิทยาลัยในต่างประเทศกำหนดคะแนน TOEFL ขั้นต่ำคือ 550 คะแนนขึ้นไปหรือ คะแนน IELTS ขั้นต่ำคือ 6.5 ขึ้นไป ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการกำหนดเกณฑ์ทักษะด้านภาษาอังกฤษของอาจารย์มหาวิทยาลัยในไทยบางสถาบันค่อนข้างต่ำ และต่ำกว่าเกณฑ์ภาษาอังกฤษของผู้เรียนปริญญาเอกบางสถาบันด้วยซ้ำ[24] จึงไม่แปลกที่อาจารย์มหาวิทยาลัยที่จบปริญญาเอกจำนวนไม่น้อย มีทักษะภาษาอังกฤษที่ต่ำ ซึ่งผลที่ตามมาคือไม่สามารถเผยแพร่ผลงานวิจัยในระดับนานาชาติได้ เพราะเขียนงานวิจัยตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษไม่ได้ เป็นการฉุดรั้งไม่ให้สถาบันก้าวหน้าไปสู่ระดับนานาชาติได้ นอกจากนี้บางคนก็อ่านงานวิชาการที่เป็นภาษาอังกฤษได้ไม่ดีพอ จึงขาดการขวนขวายความรู้ใหม่ๆจากนานาชาติ อ่านแต่งานวิชาการภาษาไทย วนเวียนอยู่แต่ความรู้ซ้ำๆเดิมๆ สิ่งที่นำมาถ่ายทอดให้แก่นักศึกษาจึงมีแต่เรื่องเก่าๆล้าหลัง ที่แย่ไปกว่านั้น บางคนไม่ได้อ่านงานวิชาการต้นฉบับจากภาษาอังกฤษ หรืออ่านเพียงแค่ไม่กี่บรรทัด แต่นำมาเขียนอ้างอิงในตำราหรือในบทความวิจัยตนเองให้ดูดีว่ามีการอ้างอิงผลงานนักวิชาการจากต่างประเทศ อาจารย์มหาวิทยาลัยที่จบปริญญาเอกหลายคน ที่แม้แต่เขียนหัวข้อวิจัยเป็นภาษาอังกฤษยังผิด เขียนบทคัดย่อภาษาอังกฤษก็ผิดหลักไวยากรณ์ (ที่น่าเศร้าใจคือ ผู้ที่เป็น peer reviewer ของวารสารบางฉบับ ก็ปล่อยให้หลุดรอดมา ทั้งนี้เพราะไม่ได้มีการอ่าน review จริงหรือไม่ คนที่เป็น peer reviewer ก็มีทักษะภาษาอังกฤษอ่อนด้อยพอๆกัน) บางคนมีความสามารถทางภาษาอังกฤษเพียงแค่พอจะเขียนบทคัดย่อได้ครึ่งหน้ากระดาษเท่านั้น ซึ่งอาจารย์เหล่านี้จึงเผยแพร่งานวิจัยส่วนใหญ่ในวารสารภาษาไทยเพราะไม่สามารถเขียนงานวิจัยเผยแพร่เป็นภาษาอังกฤษได้

การเรียนปริญาเอกกว่าจะจบได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้เรียนต้องมีความมานะพยายาม และมีความมุ่งมั่นในการทำวิจัยอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดทำวิจัยแม้จะจบปริญญาเอกจนได้คำว่า ดร.มาประดับชื่อแล้ว แต่ปริญญาเอกในลัทธิบริโภคนิยมและวัตถุนิยมกลับขาดความมานะพยายามและนิยมของง่าย มีหลายประเด็นที่ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตุเกี่ยวกับการเรียนปริญญาเอกในยุคปัจจุบัน เช่น

  • จบปริญญาเอกมาแล้ว ไม่ทำวิจัยต่อเนื่อง จบที่แค่ได้ดุษฎีนิพนธ์มาเล่มหนึ่ง แต่ไม่มีผลงานวิจัยหลังสำเร็จการศึกษาซึ่งเป็นผลงานที่ตนเองเป็นเจ้าของโดยตรงออกมาอีกเลย สุดท้ายหลังจบมาก็มีแต่ความรู้เดิมที่ตนเองได้ค้นคว้าทำวิจัยตอนเรียน ไม่ได้สร้างองค์ความรู้ใหม่ๆเพิ่มขึ้นมาอีก สุดท้ายความรู้ในระดับปริญญาเอกที่ร่ำเรียนมาก็ค่อยๆเสื่อมด้อยลง เพราะ ดร. คนนั้นตามไม่ทันความก้าวหน้าของศาสตร์ด้านที่ตนเองร่ำเรียนมาว่าก้าวไกลไปถึงไหนแล้ว ยังอยู่แค่ความรู้เดิมๆ นอกจากนี้ความเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องไม่เครื่องมือเพื่อการวิจัย เช่น วิทยาการวิจัย (Research methodology) สถิติที่เหมาะสมกับการวิจัย (Research statistics) ก็ลืมๆไปหมด
  • การทบทวนวรรณกรรมเพื่อนำมาใช้ในการอ้างอิงในดุษฎีนิพนธ์ หรือในผลงานที่เป็นบทความวิชาการ หรือในผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ ใช้แค่ copy and paste ทำให้การเขียนขาดความสอดคล้องของเนื้อหา เพราะขาดการวิเคราะห์หรือสังเคราะห์เนื้อหาและปรับแต่งให้มาความกลมกลืนด้วยสำนวนของผู้เขียน หรือบางครั้งแปลมาจากงานวิชาการภาษาต่างประเทศแค่ไม่กี่บรรทัด เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเองได้มีการค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลภาษาต่างประเทศ ทำให้คนอื่นที่มาอ่านบทความเข้าใจว่า เจ้าของผลงานมีความสามารถในการอ่านและเข้าใจภาษาต่างประเทศได้ ช่วยยกระดับผลงานของตนดูมีคุณค่า มีความน่าเชื่อถือ ทั้งๆที่บางครั้งนำประโยคภาษาไทยจากบทความอื่นที่มีการอ้างอิงบทความต้นฉบับที่เป็นภาษาต่างประเทศไว้มาอีกที (บางทีอ้างอิงงานวิชาการภาษาไทยที่แปลมาแล้วอีกที แต่ใส่อ้างอิงเป็นงานวิชาการภาษาต่างประเทศ) นอกจากนี้ในการอภิปรายผล ยังไม่สามารถหยิบยกเหตุผลมาประกอบให้เห็นชัด บางครั้งเขียนได้แค่ว่า ผลวิจัยที่พบสอดคล้องหรือแตกต่างกับผลวิจัยของคนนั้น คนนี้ แต่ไม่ได้อธิบายให้เห็นว่าทำไมหรือเพราะอะไร อันแสดงให้เห็นถึงการขาดทักษะในการคิด วิเคราะห์
  • ลอกเลียนแบบรูปแบบการทำวิจัยต่อๆกันมาจนขาดนวัตกรรมใหม่ๆ ในการทำวิจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รูปแบบการวิจัยโดยการใช้แบบสอบถาม คำถามยังคงวนเวียนอยู่กับที่โดยขาดการคิดวิเคราะห์และตั้งคำถามว่า รูปแบบคำถามเหมาะสมกับสังคมในปัจจุบันซึ่งมีการเปลี่ยนไปจากอดีตหรือไม่ เช่น ยังคงใช้ตัวแปรอิสระด้านเพศโดยมีให้เลือกแค่เพศชายและเพศหญิง ซึ่งเป็นสรีรเพศ (Physiological sex) ในการหาความสัมพันธ์กับตัวแปรตามอื่นๆ ทั้งๆที่ในยุคปัจจุบัน การศึกษาทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาแสดงให้เห็นว่า เพศวิถี (Sexual orientation) คือ ความชอบและการแสดงพฤติกรรมทางด้านเพศนั้นมีมากกว่าชายจริงและหญิงแท้ ยังมีเพศวิถีอื่นๆที่เป็นตัวแปรสำคัญในการวิเคราะห์ตัวแบบสอบถาม ได้แก่ ไบ เกย์รุก เกย์รับ เกย์โบท หญิงข้ามเพศ ทอม ดี้ เป็นต้น ซึ่งพฤติกรรมของคนที่มีเพศวิถีแบบนี้อาจไม่เหมือนกับชายจริงหญิงแท้ แต่ถูกละเลยที่จะนำมาถามเพื่อเป็นตัวแปรในการหาความสัมพันธ์ ดังนั้นงานวิจัยที่ใช้แบบสอบถามเดิมๆแบบนี้จึงขาดมิติการวิเคราะห์จากมุมมองของเพศวิถีที่รอบด้าน บทสรุปผลวิจัยจึงวนเวียนซ้ำอยู่แต่เดิมๆ เช่น

- กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย หรือ หญิง

- ความคิดเห็นของเพศชายและเพศหญิงไม่แตกต่างกัน

- รายได้ที่แตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อ....ไม่แตกต่างกัน

โดยขาดการอภิปรายด้วยเหตุผลเพื่อนำมาสนับสนุนว่าเพราะเหตุใดถึงเป็นเช่นนั้น

นอกจากนี้การใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือวิจัย ยังได้รับความนิยมมากที่สุดในบรรดาเครื่องมือวิจัยต่างๆ แม้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือวิจัยที่ดำเนินการได้ง่าย แต่ข้อด้อยของแบบสอบถามคือ ผู้ตอบแบบสอบถามอาจไม่ได้ตอบตรงตามความจริง และคำตอบถูกจำกัดด้วยตัวเลือกหรือตัวแปรที่มีอยู่ในแบบสอบถาม ซึ่งบางครั้งไม่ตรงกับที่ผู้ตอบแบบสอบถามต้องการตอบ จึงทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนของผลวิจัยไปจากความจริงได้

ข้อจำกัดของการเรียนการสอนปริญญาเอก

  • ระดับการเรียนการสอนของปริญญาแต่ละระดับชั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ เป็นสิ่งสมมติ (Hypothetical Matter) ที่กำหนดขึ้นมาและถูกทำให้มีการยอมรับกันมาว่า ระดับปริญญาตรีต้องมีกระบวนการในเรียนแบบนี้ ปริญญาโทต้องกระบวนการในเรียนแบบนี้ และปริญญาเอกต้องกระบวนการในเรียนแบบนี้ ซึ่งเป็นเหมือนมายาคติและจับต้องได้ยาก เพราะการกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวขึ้นกับมนุษย์ซึ่งเป็นเรื่องนามธรรม เพราะมนุษย์มีความคิดที่แตกต่างกันไป นอกจากกำหนดกระบวนการแล้ว ยังมีการสร้างวาทกรรมหรือคำนิยามให้แตกต่างกันในการเรียนในแต่ละระดับชั้น เช่น ความแตกต่างของการทำวิทยานิพนธ์ในการเรียนแต่ละระดับ โดยให้คำนิยามไว้ต่างกันคือ

วิทยานิพนธ์ระดับดุษฎีบัณฑิต (Dissertation) หรือดุษฎีนิพนธ์ เป็นผลงานที่ผู้วิจัยได้ทำการทดลองค้นคว้าอย่างเป็นระบบ มีวิธีการกระทำที่ ถูกต้องและลึกซึ้งตามหลักวิชาการ และมีข้อมูลซึ่งบ่งชัดเจนถึงสิ่งที่ได้ ค้นพบใหม่ ซึ่งอาจจะนำไปใช้ในการสร้างทฤษฎีใหม่ หรือนำไป ประยุกต์ใช้ต่อไปได้

วิทยานิพนธ์ระดับมหาบัณฑิต (Thesis) สำหรับผู้ที่ศึกษาในหลักสูตรระดับมหาบัณฑิต แผน ก เป็นผลงานที่ผู้วิจัยผู้วิจัยได้ทำการทดลอง ค้นคว้าและทำการวิจัยมาอย่างดีพอสมควร ได้ข้อมูลที่อาจจะเป็นข้อมูลเพิ่มเติมหรือที่ได้ค้นพบใหม่ แต่ข้อมูลนั้น อาจจะยังต้องมีการทำวิจัย เพิ่มขึ้นอีกเพื่อยืนยันความถูกต้องแน่นอน

สารนิพนธ์ (Thematic Paper) หรือ การศึกษาอิสระ (Independent Study) ซึ่งเป็นการศึกษาค้นคว้าอิสระที่กำหนด สำหรับผู้ที่ศึกษาใน หลักสูตรระดับมหาบัณฑิต แผน ข คือ รายงานขนาดยาวเกี่ยวกับ ข้อมูลต่างๆ ซึ่งได้มาจากการอ่าน รวบรวม และการวิเคราะห์ของผู้เขียน ข้อมูลเหล่านั้นได้มาจากผลงานของผู้อื่น ผู้เขียนไม่ได้ลงมือทำการวิจัยเอง แต่ได้สรุปผลของ ความคิดเห็นไว้เป็นเรื่องเดียวกัน

ซึ่งจากการศึกษาวิทยานิพนธ์ระดับดุษฎีบัณฑิต (Dissertation) กับวิทยานิพนธ์ระดับมหาบัณฑิต (Thesis) หลายเรื่องที่ผู้เขียนเห็นว่าแทบไม่ ได้มีความแตกต่างกัน ทั้งในแง่รูปแบบการเขียน วิธีการวิจัย และการนำไปเผยแพร่ในวารสารวิชาการ หรือ วิทยานิพนธ์ระดับมหาบัณฑิต (Thesis) กับ การศึกษาอิสระ (Independent Study) หลายเรื่องเช่นกันที่ผู้เขียนเห็นว่าแทบไม่ได้มีความแตกต่างกันเลย จนบางครั้งก็บอก ไม่ได้ว่าสรุปแล้วอะไรคือสิ่งที่มำให้ปริญญาเหล่านี้แตกต่างกัน หากกระบวนการและคุณภาพของผลงานที่กล่าวมาข้างต้นนั้นไม่ได้ดูแตกต่าง กัน

นอกจากนี้ยังมีพิธีกรรม (Ritual) ที่กำหนดขึ้นเพื่อเป็นกระบวนการของการเรียนการสอนที่ทำให้แตกต่างกันระหว่างการเรียนปริญญาตรี โท และเอก เช่น การสอบ Comprehensive Examination ในการเรียนปริญญาโท หรือการสอบ Qualifying Examination ในการเรียนปริญญา เอก ซึ่งในปริญญาตรีจะไม่มีการสอบในลักษณะนี้ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการกำหนดขึ้นโดยมนุษย์ ดังนั้นการกำหนดการเรียนปริญญาเอกของ คนๆ หนึ่ง อาจเทียบเท่าการกำหนดการเรียนปริญญาโทของคนอีกคนก็ได้

  • ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวในการวัดคุณสมบัติปริญญาเอก เกณฑ์ต่างๆจึงถูกกำหนดโดยผู้สอนแต่ละสถาบัน ดังนั้นคุณภาพย่อมแตกต่างกัน
  • ปริญญาเอกมีไม่ครบทุกสาขา ทำให้ไม่มีการเรียนการสอนครอบคลุมทุกสาขาได้ จึงมีการมอบปริญญาเอกกันเพียงแค่บางสาขาเท่านั้น สาขาอื่นๆ ก็อาจไม่มีปริญญาเอก เช่น งานทางด้านฝีมือ อย่างการแกะสลัก (ไม่มีปริญญาเอกสาขาการแกะสลัก) ด้านการทำอาหาร (ไม่มีปริญญาเอกสาขาการทำอาหาร) เป็นต้น
  • การเรียนการสอนปริญญาเอกบางสาขา มีข้อจำกัดที่ทำให้บุคคลบางประเภทที่มีคุณสมบัติเข้าศึกษาแต่ไม่สามารถศึกษาได้จนจบ เช่น ผู้พิการบางประเภท ที่สามารถเรียน coursework ได้ แต่ไม่สามารถทำวิจัยในสาขาบางสาขาได้ เช่นงานวิจัยที่อาจต้องมีการลงมือปฏิบัติ (Practice) หรือทดลอง (Experiment) เนื่องจากข้อจำกัดทางร่างกาย
  • ปริญญาเอก ช่วยให้ผู้เรียนได้เตรียมพร้อมทักษะเฉพาะด้านบางอย่าง แต่ไม่ใช่ทักษะทุกอย่าง เช่น ผู้เรียนปริญญาเอกทางด้านโลหะ จะมีทักษะการทำจัยเกี่ยวกับโลหะอย่างดีเช่น การสังเคราะห์โลหะผสมแบบใหม่ แต่ไม่ใช่ว่าคนๆนั้นจะทักษะในการเจียโลหะ เป็นต้น
  • จำนวนงานที่รองรับผู้จบปริญญาเอกมีไม่เพียงพอ การมีคุณวุฒิปริญญาเอกจึงเปรียบเสมือนเป็น Overqualified

บทสรุปของลักษณะปริญญาเอกด้อยคุณภาพ

  • Poor English language skill
  • Poor systematic literature review, information search and knowledge synthesis
  • Poor academic writing skill
  • Poor research methodological skill
  • Poor academic journal publication
  • Poor self-driven motivation in generating original research after graduate

[1] บริโภคนิยม (Consumerism) หมายถึงคตินิยมที่กระตุ้นให้เกิดการทำให้ได้สินค้า (Goods) และบริการ (Services) มาใช้สอย (Consume) อย่างสิ้นเปลืองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

[2] วัตถุนิยม (Materialism) หมายถึงคตินิยมที่ยึดติดกับการสะสม (Accumulate) วัตถุ (Material) หรือสิ่งของทางกายภาพ (Physical Comfort) ไว้ในความครอบครองมากกว่าการให้ความสำคัญคุณค่าที่แท้จริงของวัตถุ

[3] คำว่าบริโภคนิยมและวัตถุนิยมแตกต่างกันคือบริโภคนิยมเป็นการใช้สอยสินค้า (สิ่งของทางกายภาพที่สามารถจับต้องได้) รวมถึงบริการ (สิ่งที่เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้) ซึ่งไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะสะสมให้สินค้าหรือบริการนั้นคงอยู่แต่เป็นการใช้แล้วหมดไปหรือจบสิ้นในแต่ละครั้ง ส่วนวัตถุนิยมเป็นการสมสมวัตถุสินค้า (ซึ่งเป็นสิ่งของทางกายภาพเท่านั้น) ให้คงอยู่ในความครอบครองของตน ทั้งบริโภคนิยมและวัตถุนิยมมีความเหมือนกันคือเป็นการใช้สอยสินค้าหรือสะสมสินค้าต่างๆโดยให้ความสำคัญแก่คุณค่าแฝงมากกว่าคุณค่าที่แท้จริงของสินค้า โดยเป็นการใช้สอยหรือสะสมสินค้าเพื่อเป็นการโอ้อวดและเป็นภาพแทนของตนเอง

[4] ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 132 ตอนพิเศษ 295 ง.

[5] Newport University ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Janus University ซึ่งใน Wikipedia ระบุว่าเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนแต่ไม่ได้รับการรับรอง (Unaccredited) จากหน่วยงานการศึกษาของสหรัฐอเมริกา (United States Department of Education).

[6] หนังสือ ที่ ศธ.0506(/) ว1505 ลงวันที่ 17 ธ.ค. 2552 เรื่อง การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับปริญญากิตติมศักดิ์ . สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา.

[7] การจัดลำดับช่วงชั้นทางสังคม (Social Stratification). www.baanjomyut.com/library/social. เข้าถึงเมื่อ 7 มิถุนายน 2560

[8] อาจารย์ ม.อุบลฯ ถูกตรวจสอบพบใช้ปริญญาเอกปลอม นานถึง 14 ปี. https://pantip.com/topic/33169756. เข้าถึงเมื่อ 6 มิถุนายน 2560

[9] ปลอมวุฒิ ดร.ม.อุบลฯ ยังไม่กระจ่าง เพิ่มเซ็นเบิก 13 ล้านไม่เคลียร์. https://www.thairath.co.th/content/477934 . เข้าถึงเมื่อ 6 มิถุนายน 2560

[10] เปิดรายชื่อ 8 หลักสูตร "ป.เอก" 7 สถาบัน ไม่ได้มาตรฐานต้องปรับปรุง. http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/750727. เข้าถึงเมื่อ 6 มิถุนายน 2560

[11] สรุปการประชุมคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ครั้งที่ 12/2559 วันที่ 14 ธันวาคม 2559

[12] งดรับโท-เอก!! ‘ม.บูรพา-มทร.ตะวันออก’ ประกาศงดรับนักศึกษา ป.โท-เอก ปี’60 แล้ว. https://www.matichon.co.th/news/479865. เข้าถึงเมื่อ 6 มิถุนายน 2560

[13] แฉมี "ดร.ปลอมวุฒิ" 10ราย. http://www.thaipost.net/?q=แฉมีดร.ปลอมวุฒิ10ราย . เข้าถึงเมื่อ 6 มิถุนายน 2560

[14] มทร.ล้านนา สั่งสอบด็อกเตอร์ใช้วุฒิปลอมจากต่างประเทศ. https://www.pptvhd36.com/news/ประเด็นร้อน/44948 . เข้าถึงเมื่อ 6 มิถุนายน 2560

[15] รวบแก๊งปลอมวุฒิการศึกษาขายผ่านโซเชียล. http://www.posttoday.com/crime/489308 . เข้าถึงเมื่อ 6 มิถุนายน 2560

[16]คำว่าหมอในบริบทของสังคมไทยนั้นนอกจากจะหมายถึง ผู้ตรวจรักษาโรคแล้ว ยังมีความหมายว่า ผู้รู้ ผู้ชำนาญ อีกด้วย เช่น หมอลำ หมองู เป็นต้น

[17] ในบางประเทศปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิตใช้คำว่า Bachelor of Medicine and Bachelor of Surgery ตัวย่อ MBBS หรือ MBBS บางแห่งใช้ตัวย่อว่า MBChB ซึ่งย่อมาจากภาษาละตินคือ Medicinae Baccalaureus, Baccalaureus Chirurgiae

[18] ในบางประเทศปริญญาทันตแพทยศาสตรบัณฑิตใช้คำว่า Doctor of Dental Medicine (ตัวย่อ DMD) บางแห่งใช้ Bachelor of Dental Surgery (ตัวย่อ BDS)

[19] ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 132 ตอนพิเศษ 295 ง.

[20] ปริญญาปรัชญาดุษฎีและปริญญาดุษฎีบัณฑิตมีความแตกต่างกันคือปริญญาปรัชญาดุษฎีเป็นการทำวิจัยเพื่อสร้างดุษฎีนิพนธ์ที่สร้างองค์ความรู้ใหม่เพื่อสร้างความก้าวหน้าเชิงวิชาการ (Academic Advancement) ส่วนปริญญาดุษฎีบัณฑิตเป็นการนำเอาความรู้เดิมเพื่อประยุกต์ใช้ในการวิจัยเพื่อสร้างความก้าวหน้าแก่องค์ความรู้ในเชิงวิชาชีพ (Professional Advancement)

[21] ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 132 ตอนพิเศษ 295 ง

[22] สกอ. ตรวจเลือดปริญญาเอก. www.thaipost.net/?q=สกอตรวจเลือดปริญญาเอก. เข้าถึงเมื่อ 6 มิถุนายน 2560

[23] ส่วนตัวผู้เขียนเห็นว่าผู้ที่จะมาเป็นอาจารย์สอนมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นอาจารย์สอนในระดับปริญญาเอก ควรจบจากสถาบันที่น่าเชื่อถือและมีคุณภาพ ทั้งนี้แม้หลายสถาบันที่ผ่านการรับรองหลักสูตรในในความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเห็นว่าสถาบันที่ได้รับการรับรองหลักสูตรบางแห่งก็ไม่น่าเชื่อถือและยังตั้งคำถามในเรื่องคุณภาพ อย่างไรก็ตามประเด็นเรื่องสถาบันเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน ซึ่งผู้เขียนจะไม่อ้างถึงตัวอย่างสถาบันใดๆในบทความนี้

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การศึกษา การจัดการความรู้



ความเห็น (0)

หมายเลขบันทึก

629538

เขียน

09 Jun 2017 @ 14:00
()

แก้ไข

30 Jun 2017 @ 19:19
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 1, อ่าน: คลิก