​๔๘. จากคลองเขาแดง..สู่ด่านสิงขร..แวะพักหลบลมร้อนที่..อ่าวมะนาว..ทานข้าวที่สราญวิถี

ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องเก็บภาพและเรื่องราวที่สกปรก เอาสายตา หัวใจ สมองและสองมือ เก็บภาพแห่งความดีและสวยงามไว้จะดีกว่ากันเยอะเลย..และก็คิดได้ต่อไปว่า..๒ วันนี้ได้เติมพลังใจได้เต็มถังแล้ว จะกลับไปทำความดีต่อ..ทำดีเพื่อความดี ไม่ต้องให้ใครรู้..เพราะเราทำเรารู้ก็พอ...

ตื่นตีห้า..ออกมาเดินชายหาดด้านหลังรีสอร์ท ชมพระอาทิตย์ขึ้น สัมผัสไออุ่นของผืนทรายกับลมเย็นโชยมาอย่างแผ่วเบาจากท้องทะเล.. ภาพแสงสีทองค่อยๆสาดส่องจับปลายโค้งที่สุดขอบฟ้า สะท้อนคลื่นทะเลเล็กๆสีทองระยิบระยับกับเรือตังเกสีดำ ทำให้รู้สึกอยากคว้าภาพที่เห็น มาพับเก็บใส่กระเป๋า..เอาไว้ดูนานๆ.

ฝันไปตามที่หัวใจเรียกร้องสักพัก..ก็ได้เวลาเดินทาง..นัดกับพี่มะเดื่อไว้ว่าเช้านี้..จะไปเดินชมตลาดเทศบาลกุยบุรี..ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์..

ได้ชื่อว่าเป็นตลาดเช้าที่ใหญ่ที่สุด สะอาดที่สุดและราคาย่อมเยา ที่สำคัญว่ากันว่ารสชาติอาหารอร่อยทุกร้าน..ผมก็เลยลองลิ้มชิมรสข้าวแกงกับกาแฟโบราณ..ก็เชื่อเลย..ว่าสุดยอดตลาดยามเช้าจริงๆ..อิ่มอร่อยแล้ว ก็เดินทางไปด่านสิงขร..

ถึงด่าน..ตอนสายๆ มีเวลามากมายในการเดินชม ก็เพิ่งรู้ว่าดินแดนที่เดินอยู่เป็นส่วนที่แคบที่สุดของประเทศไทย..สินค้ามากมีกับคนขายที่เป็นชาวพม่ามากมายพอๆกับคนไทย..พอเข้าไปทักทายเพื่อสอบถามชื่อสินค้า..คนขายตอบเหมือนกันหมดว่า..”ยี่สิ..บ” ก็เลย เดินชมอย่างเดียว จึงได้ของกินมาอย่างเดียว คือ กาแฟรสชาติเข้มข้นของมาเลเซีย..ที่ซื้อได้ในชายแดนไทยพม่า..หาซื้อไม่ง่ายที่กรุงเทพฯ

ก่อนทานมื้อเที่ยง..แวะกราบพระที่วัดทางสาย..ในเขตอ.บางสะพาน..เดินขึ้นเขาก้าวไปตามขั้นบันไดหลายสิบขั้น..เหนื่อยมาก..แต่พอไปถึงชั้นสูงสุดก็พบพระมหาธาตุเจดีย์ที่สวยงามจับตาจับใจหายเหนื่อยเลย เหมือนเมืองฟ้าอำไพที่เห็นในภาพวาด มองลงมาเห็นท้องทะเลกว้างใหญ่และชายหาดทอดยาวสุดลูกหูลูกตา..งามนัก

มื้อเที่ยงวันนี้..ที่ร้านอาหารชายทะเลบ้านกรูด จำได้ว่าเคยมาตำบลนี้เมื่อตอนเด็กๆ สมัยนั้นสงบเงียบ มีบ้านเรือนไม่มากนัก ตอนนี้โรงแรมรีสอร์ทเต็มพื้นที่

คงขยับขยายย้ายหนีมาจากเมืองหัวหินกระมัง..นั่งทานอาหารชายทะเลมื้อนี้ อาหารที่ต้องสั่งคือ ปลาทรายทอดกรอบ..เมื่อคืนได้ลิ้มรสปลาทรายแกงป่ามาแล้ว ก็ว่ารสเด็ดมากๆ พอทานแบบทอดบ้าง..ก็รู้สึกว่าปลาทราย.หวานมันจริงๆ.น่าจะเป็นปลาเอกลักษณ์ของกุยบุรี..ได้เหมือนกันนะ..

อิ่มแล้วมีแรงก็เลยเดินทางต่อ พี่มะเดื่อแนะนำให้ไปไหว้พระและชมโบสถ์ไม้ตาลที่วัดอ่างสุวรรณ..ต้องชื่นชมในแนวคิดของพระครูเจ้าอาวาสและช่างศิลป์ที่ทุ่มทุนคิดและสร้าง โบสถ์จากไม้ตาลเนื้อแข็งที่มีหลังเดียวในโลก..เนื้อไม้ลายสวยให้สีที่เคร่งขรึมเพื่อรักษาเนื้อไม้ จึงดูมีสไตล์ที่น่าศรัทธายิ่งนัก...

ยังอยู่เขตทับสะแก..ยังเหลือวัดที่สำคัญ..ที่ต้องไปให้ได้..รู้จักกันในนามวัดโบสถ์เหรียญบาท..ชื่อจริงคือวัดทุ่งเคล็ด..ตอนนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวไปแล้ว..ผมทำบุญและขอแลกเหรียญบาท เพื่อติดภายในโบสถ์ เจ้าหน้าที่ในวัดบอกว่า..ติดไปเถอะตามสบาย ยังไงก็ต้องแกะออกมาล้างและเคลือบให้เงางาม นำไปให้ช่างติดใหม่ให้ดูดี ที่เห็นติดเสร็จแล้วที่หน้าโบสถ์ ต้องยอมรับว่าสะอาดตาสวยงามน่ามอง..ยอมเลย..ใครนะที่ช่างคิด ทำไมนะ ไม่มีโบสถ์เหรียญสิบบาทบ้าง..คิดเองตอบเอง..ก็เหรียญสิบบาทกำลังจะหายาก และแพงเกินไป..แต่ถึงอย่างไรทำได้ก็ฟังไม่ไพเราะเหมือน..”โบสถ์เหรียญบาท”..

ไหว้พระทำบุญแล้ว ก็ถึงเวลาศึกษาหาความรู้กันบ้าง พี่มะเดื่อพาผมเข้าชมอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ..ตื่นตาตื่นใจกับตู้ปลาน้ำเค็มที่ใหญ่โตมโหฬาร มองเห็น ๓๖๐ องศา ใกล้ชิดติดตัวปลาเหมือนว่าถูกเนื้อถูกตัวกันได้เลย..อิจฉาครูและเด็กเมืองสามอ่าวจัง..ที่มีของดีอยู่ใกล้บ้าน ไม่ต้องเดินทางไปดูที่ไหน..นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๔ ที่ทรงวงรากฐานการศึกษาไว้ที่นี่ จนมั่นคงและยั่งยืน...

แดดยังไม่ร่มลมยังไม่ตก..ที่ว่าจะไปตลาดนัดคนเดินริมอ่าวประจวบ ก็ต้องใจเย็นไว้ก่อน ขอไปเดินอาบแดดที่อ่าวมะนาว กองบิน ๕..ให้ชื่นใจสักหน่อย..พอไปถึงผมก็รู้สึกรักอ่าวมะนาวยิ่งนัก เป็นชายทะเลที่ไม่ต้องคึกคักเหมือนชะอำหรือหัวหิน แต่มีความสะอาดปลอดภัยไร้กังวล ที่สำคัญก็คือ..น้ำทะเลใสมากๆ ธรรมดาคลื่นทะเลซัดเข้าฝั่งน้ำชายหาดจะขุ่น แต่ชายหาดมะนาวไม่ขุ่น เด็กๆนั่งล่นน้ำอย่างสบายๆ เดินไปได้ไกลๆไม่ลึกมากและลูกคลื่นไม่แรง..นี่คือมนต์เสน่ห์ของอ่าวมะนาว..๑ ใน ๓ อ่าว ของเมืองประจวบฯ

เย็นย่ำใกล้ค่ำแล้ว..ไปเดินเล่นตลาดนัดเมือง ๓ อ่าว..มีผู้คนเดินจับจ่ายซื้อของเต็มไปหมด..เดินเพลินเพลินจนเพียงพอ ก็เลยซื้ออาหารไปนั่งทานบนสะพานสราญวิถี ชมแสงสีของท้องทะเลและตลาด..สะพานสราญวิถี..กว้างใหญ่มาก เดิมเคยเป็นสะพานปลา..ทางจังหวัดได้ปรับปรุงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและจัดงานประจำปี ออกร้านงานกาชาด ..ตรงนี้ก็ถือว่า..เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองประจวบคีรีขันธ์..ที่ใครมาเยือนจะตราตรึงใจ..ไม่ว่าจะมากลางวันหรือกลางคืน..

ผมนั่งชมสีสันของท้องทะเลอยู่พักใหญ่ ดื่มด่ำสีสันของแสงไฟ..หลับตาเก็บภาพความทรงจำไว้ จนได้แง่คิดว่า..ชีวิตเรา..ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องเก็บภาพและเรื่องราวที่สกปรก เอาสายตา หัวใจ สมองและสองมือ เก็บภาพแห่งความดีและสวยงามไว้จะดีกว่ากันเยอะเลย..และก็คิดได้ต่อไปว่า..๒ วันนี้ได้เติมพลังใจได้เต็มถังแล้ว จะกลับไปทำความดีต่อ..ทำดีเพื่อความดี ไม่ต้องให้ใครรู้..เพราะเราทำเรารู้ก็พอ...

ชยันต์ เพชรศรีจันทร์

๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ด้วยรักและศรัทธา พัฒนางาน..ชีวิต เส้นทางผลสัมฤทธิ์ บันทึกไว้..ให้รื่นรมย์



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

เมืองสามอ่าวยินดีต้อนรับเสมอจ้ะ