ความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจ ไทยกับมาเลเซีย

มาเลเซียเป็นประเทศที่มีชายแดนติดกับไทย มาเลเซียตะวันตกมีพรมแดนทางบกและทางทะเลร่วมกับไทย

ในด้านความสัมพันธ์ทั่วไป ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับมาเลเซียเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2500 และมีสถานเอกอัครราชทูต ณ กัวลาลัมเปอร์ เอกอัครราชทูต ณ กัวลาลัมเปอร์ คนปัจจุบันคือ นายกฤต ไกรจิตติ ซึ่งเดินทางไปรับหน้าที่เมื่อวันที่ 2 เดือนตุลาคม 2555 นอกจากนี้ ไทยยังมีสถานกงสุลใหญ่ในมาเลเซีย 2 แห่ง ได้แก่ สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองปีนัง และ สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองโกตาบารู

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เศรษฐกิจไทยกับมาเลเซีย

ความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจ

ด้านการค้า : มาเลเซียเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 4 ของไทยในโลก และเป็นอันดับแรกในอาเซียน ขณะที่ไทยเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 5 ของมาเลเซีย ทั้งในด้านการส่งออกและนำเข้า ในปี 2557 การค้าไทย-มาเลเซีย มีมูลค่า 25.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยมีการส่งออกไปมาเลเซีย 12.76 พันล้านเหรียญสหรัฐและมีการนำเข้า 12.74 พันล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ ยางพารา แผงวงจรไฟฟ้า ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำมันดิบ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ สื่อบันทึกข้อมูล ภาพ เสียง และน้ำมันสำเร็จรูป

ด้านการลงทุน : มาเลเซียส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติในประเทศ โดยให้แรงจูงใจหลายประการทั้งทางด้านภาษีและการอำนวยความสะดวกในการลงทุน ธุรกิจที่มาเลเซียส่งเสริมให้มีการลงทุน ได้แก่ ธุรกิจภาคบริการ ภาคการผลิต รวมทั้งทางด้านเทคโนโลยีใหม่ๆเช่น Biotechnology, ICT และเภสัชภัณฑ์

ในปี 2554 มาเลเซียลงทุนในไทยจำนวน 34 โครงการ มีมูลค่า 6,135 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในสาขาการบริการยานยนต์ การเกษตร และอิเล็กทรอนิกส์ มาเลเซียสนใจมาลงทุนในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ การแปรรูปยางพาราและปาล์มน้ำมัน เนื่องจากมาเลเซียมีศักยภาพในการลงทุน และการลงทุนในไทยจะช่วยลดต้นทุนการผลิตเนื่องจากไทยมีแรงงานและอุตสาหกรรมสนับสนุนที่ดีกว่ามาเลเซีย นักลงทุนไทยที่สนใจไปลงทุนในมาเลเซียได้แก่ บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท เครือซีเมนต์ไทย กลุ่มบริษัทสามารถ และร้านอาหารไทย


ด้านภาวะการแข่งขันของไทยและมาเลเซีย

1. ความต้องการของตลาดค้า
สินค้าออกที่ไทยส่งไปขายมาเลเซียที่สำคัญในปัจจุบัน ได้แก่ ยางพารา อุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องอิเลกทรอนิกส์ เป็นต้น

นอกจากจากมาเลเซียจะเป็นคู่ค้าสำคัญของไทยแล้ว ยังเป็นคู่แข่งขันทางการค้าของไทยด้วย เนื่องจากมีสินค้าหลายประเภทที่คล้ายคลึงกัน และต้องแข่งขันกันในการส่งออก เช่น ดีบุก ยางพารา เสื้อผ้าสำเร็จรูป แผงวงจรไฟฟ้า กาแฟ ฯลฯ

2. ประเทศคู่แข่ง

  • ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เยอรมนี และไทย
  • สินค้าส่งออกที่สำคัญของมาเลเซีย ปาล์มและผลิตภัณฑ์ น้ำมันดิบ ไม้ เสื้อผ้า ยางพารา ฯลฯ
  • สินค้านำเข้าที่สำคัญของมาเลเซีย ได้แก่ เครื่องจักรและอุปกรณ์การขนส่ง สินค้าอุตสาหกรรมและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ อาหาร แร่ธาตุ เชื้อเพลิง ฯลฯ

3. ข้อได้เปรียบเสียเปรียบ
เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องบริเวณชายแดนทั้งสองฝ่าย ได้แก่ เจ้าหน้าที่ศุลกากร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ฯลฯ จักต้องร่วมมือกันหาลู่ทาง แก้ไขและปราบปรามอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

- การขนส่งสินค้าเน่าเสียง่ายผ่านแดนมาเลเซียทางถนนไปยังสิงคโปร์ การขนส่งสินค้าจากไทยเข้าในประเทศมาเลเซียนั้น ผู้ส่งออกไทย จำเป็นต้องเลือกวิธีขนถ่ายสินค้าลงรถบรรทุกของมาเลเซียที่บริเวณชายแดนมากกว่าที่จะนำรถบรรทุกสินค้าไทยเข้าไปในมาเลเซีย ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยง ความล่าช้าและความไม่สะดวกที่อาจจะเกิดขึ้น เนื่องจากปัญหาที่ทางการมาเลเซียวางมาตรการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การค้าอาวุธเถื่อน และการลักลอบนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้รับอนุญาตในมาเลเซีย และรถบรรทุกสินค้าต้องถูกเปิดตรวจสอบบ่อยครั้งอันอาจเป็นผลให้สินค้าต้องเน่าเสีย หรืออาจเสื่อมคุณภาพ

- ปัจจุบันมีแนวโน้มว่า มาเลเซียมีแผนใช้เวียดนามเป็นฐานผลิตข้าวให้มาเลเซีย และมาเลเซียจะเป็นผู้ช่วยเหลือเวียดนามด้านวิธีการ เพื่อปรับปรุงคุณภาพข้าวให้ตรงตามความต้องการของตลาดมาเลเซีย โดยจะใช้นโยบายทางการค้าแลกเปลี่ยนข้าวเวียดนามกับปุ๋ยมาเลเซียและอื่นๆ

- การค้าโดยทั่วไป ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นระหว่างเอกชนกับเอกชน สาเหตุส่วนใหญ่เนื่องจากการทำสัญญาซื้อขายกันโดยไม่ใช้ระบบ ธนาคาร และการส่งมอบสินค้าไม่ตรงตามเวลาที่กำหนด หรือไม่ตรงตามลักษณะและคุณภาพที่สั่งซื้อ เป็นต้น

4. ลู่ทางขยายการลงทุน

  • การขยายการส่งออก ไทยควรขยายการส่งออกสินค้าประเภทอาหาร ทั้งนี้เนื่องจากตามแผนพัฒนาประเทศของมาเลเซีย ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2534-68) มาเลเซียคาดว่าจะเพิ่มประชากรในประเทศจากปัจจุบัน 18 ล้านคน เป็น 70 ล้านคน ในปี 2568 ซึ่งในช่วงเวลานั้นคงมีความ จำเป็นต้องนำเข้าสินค้าประเภทอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และสินค้าอื่นๆที่มึความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตมากยิ่งขึ้น ส่วนผักและผลไม้ ซึ่ง มาเลเซียผลิตไม่ได้หรือผลิตได้น้อย เช่น ทุเรียน มะม่วง ลิ้นจี่ และลำไย ฯลฯ นั้น ไทยควรส่งเข้ามาเพราะได้เปรียบด้านราคาเนื่องจากการขนส่งซึ่ง ใกล้และสะดวกรวดเร็วกว่า
  • มาเลเซียมีโครงการระยะยาวปรับปรุงและพัฒนาชายฝั่งทะเลด้านตะวันตก ภายในรัศมี 5 กิโลเมตร (ตั้งแต่รัฐเปอร์ลิสตลอดแนว ลงไปจนถึงรัฐยะโฮร์) ซึ่งโครงการดังกล่าวจะทำให้มาเลเซียต้องการวัสดุก่อสร้าง เครื่องมือ เครื่องจักรและอุปกรณ์ ตลอดจนแรงงานเพิ่มมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ไทยจึงควรฉวยโอกาสนี้ส่งออกสินค้ามายังมาเลเซียเช่นกัน



แหล่งที่มา

http://www.aseanthai.net/ewt_news.php?nid=4748&fil...

https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E...

https://sites.google.com/site/prachakhm/prathes/ka...

http://www.apecthai.org/index.php/%E0%B9%80%E0%B8%...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สัมนาทางการเงิน



ความเห็น (0)