ดร.ปรเมศวร์ กุมารบุญ  

Cyber Criminologist
 

    

อาชญากรรมไซเบอร์ในรูปแบบ Cyber Bullying ผู้ใหญ่ไทยอาจจะไม่ค่อยให้ความสำคัญหรือใส่ใจ อาจจะมองดูเป็นเรื่องๆ เล็กๆ คล้ายเด็กทะเลาะกัน แต่ความจริงเป็นเรื่องใหญ่มากในสังคม และเกิดขึ้นทุกวัน ความทุกข์ของคนเราคล้ายลูกโป่งที่มีขนาดเท่ากัน ไม่ว่าเอาน้ำอะไรใส่ไปจนเต็ม ลูกโป่งก็แตกได้เหมือนกัน ความทุกข์ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่จึงไม่ต่างกันเมื่อถึงวันที่ทนต่อปัญหาไม่ได้

ผมศึกษาทางด้านอาชญาวิทยามาในหลายรูปแบบ แต่คดีตัวอย่างกรณี Cyber bullying ในหลายคดีเป็นอาชญากรรมแบบเดียวที่ผมศึกษาแล้วมีน้ำตาจนร้องไห้

Cyber bullying เป็นการก่ออาชญากรรมออนไลน์ส่งผลร้ายทางจิตใจต่อเหยื่อ โดยใช้สื่ออินเทอร์เน็ตผ่าน Social network ต่างๆ อาทิเช่น facebook myspace Instagram twitter หรือ Application อย่าง Line หรือแม้แต่ Beetalk เป็นต้น โดยการโพสต์ข้อความในสื่อสาธารณะประจานให้อับอายด้วยเรื่องเสียหายของเหยื่อ เพื่อกลั่นแกล้ง เสียดสี ด้วยถ้อยคำที่รุนแรง หยาบคาย สร้างความเสียหายให้อับอาย หรือถูกส่งภาพและวิดีโอลามกอนาจารมาละเมิดตลอดหรือข่มขู่คุกคามส่งข้อความมาหาส่วนตัว ด้วยท่าทีที่ก้าวร้าวให้หวาดกลัวหรือหลอกลวงให้เสียหายหรือเสียใจหรือการรังควาน (Harassment) ในสหรัฐอเมริกาการส่งข้อความข่มขู่คุกคามเรียกว่า Cyber Stalking โดยมีกฎหมาย Stalking laws คอยควบคุม
 

 

 

เด็กที่กลั่นแกล้งทำร้ายเพื่อนด้วย Cyber Bullying ส่วนใหญ่คิดว่าทำเพื่อความสนุก และส่วนหนึ่งก็ เออ ออ เข้าพวกตามเพื่อนส่วนใหญ่
 

เด็กที่ตกเป็นเหยื่อ Cyber Bullying จะอับอายไม่กล้าไปโรงเรียน หรือหวาดกลัวว่าจะถูกดักทำร้าย ซึมเศร้าและเสียใจอย่างหนัก ซึ่งเด็กๆจำนวนมากในหลายประเทศทั่วโลกไม่เคยได้รับคำแนะนำหรือแนวทางการรับมือเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่หนักหน่วงในชีวิตอย่างนี้ที่เกิดขึ้นในชีวิต เด็กๆเหล่านั้นล้วนไม่มีทางออกและเลือกที่จบชีวิตของตนด้วยการฆ่าตัวตาย! หรือสังหารเพื่อนที่กลั่นแล้งพวกเขาและเธอ!
 

 

Cyber bullying คดีตัวอย่าง

คดีที่ 1 กรณีศึกษา Amanda Todd เด็กสาว แคนาดา วัย 15 ปี

 

 

 

ราวปลายปี 2009 ระหว่างที่เธออยู่มัธยมปลาย (เกรด 7) เธอเล่น Webcam และได้รู้จักคนแปลกหน้าคนหนึ่งซึ่งเขาชื่นชมความสวยของเธอมาก เขาหว่านล้อม โน้มน้าว จนในที่สุดเธอยอมเปลือยหน้าอกให้ชายแปลกหน้าคนนั้นดูผ่านกล้อง และเขาเก็บภาพเธอไว้ (Captured)

 

1 ปีผ่านไป เขาส่งข้อความหา อแมนด้า อีกครั้งทาง facebook แล้วขู่ว่า ถ้าไม่โชว์เปลือยให้ดูเขาจะส่งรูปหน้าอกเธอไปยังเพื่อนๆ ทั่วโรงเรียน และคนทั่วเมือง เขามีรายชื่อเพื่อนของเธอ ญาติเธอ ครอบครัวเธอ

จากนั้นไม่นาน หลังคริสมาสต์ตำรวจเริ่มมาพบ อแมนด้า ที่บ้านตอนตี 4 เพื่อสืบสวนเกี่ยวกับรูปโป๊ของเธอที่แพร่สะพัดส่งต่อกันไปเรื่อยๆ อแมนด้า เสียใจมาก ร้องไห้ ล้มป่วย จนเริ่มหันเข้าหาสุราและยาเสพติด

ชายคนนั้นส่งข้อความมาหา อแมนด้า อีกครั้ง และสร้าง facebook page มีรูปโปรไฟล์เป็นหน้าอกของ อแมนด้า เธอเสียเพื่อน และเสียการยอมรับจากสังคมไป ไม่มีใครชอบเธอ อแมนด้า นอนร้องไห้ทุกคืน

แล้ว อแมนด้า เริ่มกรีดแขนตัวเองหลายแผล แต่ก็ได้สัญญากับตัวเองว่าจะไม่ทำอีกแล้ว อย่างไรก็ตาม อแมนด้า ก็ยังต้องกินข้าวเที่ยงคนเดียวไม่มีเพื่อน

ในที่สุด อแมนด้า ก็ต้องย้ายโรงเรียนหนี และทุกๆ อย่างเริ่มดีขึ้น เพียงแต่ อแมนด้า ต้องกินข้าวเที่ยงคนเดียวในห้องสมุดไม่มีเพื่อนเหมือนเดิม

หนึ่งเดือนถัดมา อแมนด้า มีเพื่อนชายเก่าคนหนึ่งทักมา เธอเคยคุยกับเขาแค่สี่ครั้ง และเขาบอกว่าชอบเธอ แม้เขาจะมีแฟนอยู่แล้วก็ตาม วันหนึ่งแฟนเขาไม่อยู่เลยชวน อแมนด้า ให้ไปหา แล้วเธอเชื่อว่าเขาชอบเธอมาก เธอจึงยอมเป็นของเขาในที่สุด

สัปดาห์ต่อมา มีข้อความส่งมาถึง อแมนด้า ว่า “ออกไปจากโรงเรียนนี้ซะ” จากนั้นแฟนสาวของเขา และเพื่อนราว 15 คนรวมทั้งเขาด้วย มาหา อแมนด้า ที่หน้าโรงเรียนใหม่ และพูดต่อหน้าคนอื่นๆมากมายว่า “มองดูรอบๆ ตัวเธอสิ ไม่มีใครชอบเธอหรอกนะ”

ผู้ชายคนหนึ่งตะโกนโห่ร้อง สบถด้วยถ้อยคำหยาบคาย และยุให้แฟนสาวของเขาชกเธอ ในที่สุดเธอก็จับ อแมนด้า ทุ่มลงกับพื้นแล้วชก อแมนด้า ครั้งแล้วครั้งเล่า เด็กๆ ที่อยู่แถวนั้นถ่ายคลิปวิดีโอกันหลายคน

อแมนด้า นอนกองอยู่ที่พื้นตรงนั้น เธอเขียนบรรยายความรู้สึกตอนนั้นว่า เธอรู้สึกเหมือนเป็นตัวตลกบนโลกใบนี้ เธอรู้สึกว่าโลกนี้ไม่มีใครควรได้รับการกระทำแบบนี้ เธออ้างว้างโดดเดี่ยวไม่มีใครจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเธอ เธอพูดโกหกพวกนั้นไปว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของเธอคนเดียวชายคนนั้นไม่เกี่ยว ที่เธอทำแบบนั้นเพราะเธออยากปกป้องเขาไม่ให้เจ็บตัว เพราะเธอเชื่อว่าเขาชอบเธอ แต่จริงๆ แล้วเธอเข้าใจแล้วว่าเขาแค่ต้องการมีเซ็กส์กับเธอแค่นั้น และเสียงผู้ชายที่ตะโกนยั่วยุให้ชกเธออาจจะเป็นเขาก็ได้

มีครูคนหนึ่งเข้ามาห้ามไว้ อแมนด้า จึงวิ่งหนีและไปกระโดดคูน้ำหวังฆ่าตัวตาย แต่พ่อของ อแมนด้า ตามมาช่วยทันและพาเธอกลับบ้าน

เมื่อถึงบ้าน อแมนด้า ฆ่าตัวตายอีกครั้งโดยการดื่มน้ำยาล้างห้องน้ำ แต่เธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและช่วยชีวิตได้ทัน

เมื่อเธอกลับถึงบ้าน เธอพบข้อความด่าทอเต็ม facebook ของเธอว่า

“เธอสมควรตายแล้ว”

“เธอล้างโคลนที่เปื้อนผมหรือยัง?”

“ฉันหวังว่าเธอจะตายแล้วนะ”

 

อแมนด้า ย้ายเมืองเปลี่ยนที่อยู่เปลี่ยนโรงเรียนอีกครั้งไปอยู่กับแม่ เธอไม่ต้องการรับแรงกดดันจากคนแวดล้อมอีกต่อไป เธอตัดสินใจที่จะมีชีวิตต่อ

 

6 เดือนผ่านไป จิตใจเธอดีขึ้นมากแล้ว แต่หลายคนกลับมาเริ่มโพสต์รูป น้ำยาล้างห้องน้ำ คูคลอง แล้ว Tag มาที่ facebook อแมนด้า พวกเขาแนะนำว่าต้องดื่มน้ำยาล้างห้องน้ำยี่ห้อไหนดีถึงตายหรือโดดคูคลองที่ไหนดีถึงจะตาย พวกเขาพูดจาเสียดสีว่าแม้แต่เลือกวิธีตายเธอยังโง่จนทำไม่ได้เลย พวกเขาหวังว่าเธอจะเห็นข้อความเหล่านี้นะ แล้วฆ่าตัวตายๆ ไปซะ

 

 

 

อแมนด้า ร้องไห้อีกครั้ง เธอถามตัวเองว่าทำไมเธอถึงต้องมาอยู่ที่นี่? ทำไมพวกเขายังตามรังควานเธออยู่อีก ความเสียใจ ความเศร้าสร้อย ความหวาดกลัวในใจเธอเพิ่มสูงขึ้นมากเสียจนเธอไม่ได้ออกไปไหนตลอดฤดูร้อน ไม่พบใคร และเธอไปโรงเรียนไม่ได้ ชีวิตไม่ได้ดีขึ้นเลย เธอหดหู่ในชีวิตมาก และเธอกรีดแขนตัวเองอีกจนนับไม่ถ้วน

 

 

 

 

เธอต้องใช้ยาแก้โรคซึมเศร้า และพบจิตแพทย์ อแมนด้า กินยาเกินขนาดจนต้องนอนโรงพยาบาลถึงสองวัน
 

อแมนด้า เธอจดบันทึกช่วงเวลานั้นไว้ว่า ....เธอหมดหนทางที่จะไปต่อแล้ว ไม่มีอะไรหยุดเธอได้อีก เธอไม่มีใครเลย และเธอต้องการใครสักคน ฉันชื่อ อแมนด้า ท้อดด์ จบ

https://youtu.be/vOHXGNx-E7E วิดีโอที่ อแมนด้า โพสต์ก่อนฆ่าตัวตาย 1 เดือน บอกเล่าเรื่องราวของเธอ

 

 

 

ในเรื่องราวของเธอจะเห็นว่า Sexting ซึ่งเป็นศัพท์ใหม่ทาง Cyber crime หมายถึง การส่งต่อ หรือการได้รับ ข้อมูล รูปภาพ วิดีโอ โป๊เปลือยหรือลามก ได้รับหรือส่งต่อให้คนอื่น ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ไปยังโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์สื่อสารอื่นๆ ซึ่งเยาวชนที่ตกเป็นหยื่อเป็นเจ้าของภาพดังกล่าวจะเกิดความอับอายและถูกคุกคามต่างๆ นาๆ

 

 

 

การตายของ อแมนด้า ท้อดด์ ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ทางการแคนาดา และตำรวจ รวมทั้งองค์กรปกป้องเด็ก ต่างรณรงค์หาทางป้องกันและปรับปรุงกฎหมาย Cyberbullying และตามล่าอาชญากรที่เป็นสาเหตุในการเสียชีวิตของเธอ ในที่สุดเจ้าหน้าที่แคนาดาได้ทำการจับกุม นาย Aydin Coban ชาวเนเธอร์แลนด์ วัย 38 ปี ผู้ต้องสงสัย และเขายังถูกตั้งข้อสงสัยว่า ทำการผลิตสื่อ และเผยแพร่ child pornography และแบล็ค เมลล์ ข่มขู่ คุกคาม เหยื่อที่เป็นเด็กหญิงราวเจ็ดสิบคนในหลายประเทศทั่วโลก

 

 

 

 

คดีที่ 2 กรณีศึกษา Megan Taylor Meier เด็กหญิงชาวอเมริกันวัย 13 ปี

 


 

 

เด็กหญิง เมแกน เมเออร์ (Megan Taylor Meier) สาวน้อยวัย 13 ปี อาศัยที่เมือง โอฟัลคอน รัฐมิสซูรี่ สหรัฐอเมริกา เธอเป็นเด็กฉลาด ชอบทำให้คนอื่นหัวเราะ เธอชอบการว่ายน้ำ ชอบแล่นเรือ ชอบกรีดอายไลน์เนอร์สีดำ ชอบหมา ฟังเพลงแร๊พ และสนใจเด็กผู้ชาย เธอมีความกังวลเรื่องน้ำหนักตัวมาก เธอพยายามลดจนเครียด กลายเป็นคนซึมเศร้า บางครั้งเคยบ่นว่าอยากฆ่าตัวตาย แม่จึงพาไปบำบัด

เมแกน ได้เปิดบัญชีผู้ใช้ Myspace ได้ไม่นาน และเธอได้รับการร้องขอเป็นเพื่อนจากหนุ่มน้อยที่ดูมีเสน่ห์ดึงดูดมากคนหนึ่งที่ใช้ว่าชื่อ จอซ อีแวนส์ (Josh Evans) เขาระบุอายุว่า 16 ปี

"Mom! Mom! Mom! Look at him!" ทีน่า เมเออร์ แม่ของ เมแกน เล่าให้ฟังถึงน้ำเสียงที่ตื่นเต้นของลูกสาวที่มีหนุ่มหล่อมาขอเป็นเพื่อนออนไลน์

ทีน่า ตอบลูกสาวว่า “ใช่จ้ะ เขาน่ารักดี ว่าแต่ลูกรู้จักเขารึป่าวจ๊ะ?”

เมแกน ตอบว่าไม่รู้จัก แต่ว่าเขาดูดีเสียเหลือเกิน และขออนุญาตแม่ว่าให้เธอตอบรับเขาเป็นเพื่อนนะ “look at him! He's hot! Please, please, can I add him?"

ทีน่าอนุญาตให้ลูกสาวรับเขาเป็นเพื่อนได้ และตลอด 6 สัปดาห์ การสนทนาของทั้งคู่ใน Myspace ก็อยู่ในสายตาของทีน่าตลอด ทีน่า รับรู้ทุกอย่างว่าคุยอะไรกัน

เมแกน ได้เริ่มต้นส่งข้อความทักทายคุยกับ จอซ เธอและเขาไม่เคยนัดพบเจอตัวจริงกัน และไม่เคยแม้แต่สนทนาโทรศัพท์คุยกัน จอซ บอกว่าเขาไม่มีโทรศัพท์เลยไม่เคยขอเบอร์โทรของเธอ จอซ เล่าว่าเขาเกิดที่ ฟอริดา และเพิ่งย้ายมาอยู่ที่ โอฟัลคอน เมืองเดียวกับเธอ เขาเป็นเด็กที่เรียนหนังสืออยู่บ้าน เขาเล่นกีต้าร์ และตีกลอง ชีวิตเขาน่าสงสารพ่อแม่แยกทางกัน

เมแกน ดูเหมือนว่าจะหลงเสน่ห์หนุ่มน้อย จอซ ในไม่กี่สัปดาห์ที่สนทนากัน ทีน่า แม่ของ เมแกน บอกว่า ลูกสาวมักจะวิ่งตรงไปหาคอมพิวเตอร์ทันทีเมื่อกลับมาถึงบ้านหลังเลิกเรียน

 

เย็นวันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม 2006 เมแกน ได้รับข้อความจาก จอซ ที่ทำให้เธองุนงงมาก จอซ ข้อความมาว่า “เขาไม่อยากเป็นเพื่อนกับเธออีกต่อไปแล้ว เขาไปได้ยินมาว่าเธอทำนิสัยไม่ดีต่อเพื่อนๆ” เมแกน ตกใจมากและตอบกลับไปว่า “คุณพูดเรื่องอะไร?”

ทีน่า เป็นห่วงลูกสาวมาก แม้เธอก็คอยสอดส่องการใช้อินเทอร์เน็ตของ เมแกน อย่างเข้มงวดแล้วก็ตาม เพจ Myspace ของเมแกนเธอตั้งเป็น Private และพาสเวิร์ดที่ใช้ login มีแต่เธอและรอน เมเออร์ สามีเท่านั้นที่รู้ ตัวเมแกนเองก็ไม่ให้รู้พาสเวิร์ดของเพจเธอเอง เวลาจะเข้าต้องให้แม่เป็นคน Sign Login

 

วันเกิดของ เมแกน ใกล้ที่จะมาถึง เธอขออนุญาตแม่ให้ช่วย Login เพื่อเข้า Myspace เธอจะส่งการ์ดเชิญให้เพื่อนๆ มาร่วมงานวันเกิดของเธอ ทีน่าก็ผ่อนปรนอนุญาตให้เธอเข้าได้

เย็นวันต่อมาคือ วันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม 2006 หลังเลิกเรียน เมแกน ร้องขอให้แม่ Login เพื่อเข้า Myspace ให้หน่อย เธออยากรู้ว่าจอซจะตอบรับมางานวันเกิดเธอหรือไม่ เธอสงสัยว่าสิ่งที่จอซคุยค้างไว้หมายความว่าอย่างไรและใครคือคนที่จอซคุยด้วยนะ
 

ทีน่า กรอกพาสเวิร์ด เข้า Myspace ให้ลูกสาว แต่ด้วยความที่ ทีน่า ต้องรีบพาลูกสาวคนเล็กไปพบหมอฟันที่นัดไว้ เธอจึงไม่มีเวลาให้ เมแกน มากนัก แต่รู้สึกได้ว่า เมแกน รู้สึกแย่กับข้อความที่ได้รับจาก จอซ ก่อนที่เธอจะก้าวออกจากประตูบ้าน เธอบอก เมแกน ให้ Sign out จาก Myspace เมแกน รับปากว่าจะออกให้ แต่ให้หนูทำมันให้จบๆ ก่อนนะคะ

เมื่อ ทีน่า มาถึงร้านหมอฟัน ก็ยังได้โทรศัพท์กลับไปถาม เมแกน ว่าได้ Sign out จาก Myspace หรือยัง? เมแกน ตอบว่ายัง เพราะสิ่งเหล่านี้มันมีความหมายกับชีวิตเธอมาก ทีน่า ขึ้นเสียงดุลูกสาวว่าไม่เชื่อฟังเธอเลยนะ Sign out จาก Myspace เดี๋ยวนี้ ทีน่าสั่งทางโทรศัพท์

15 นาทีต่อจากนั้น เมแกน โทรมาหา ทีน่า และร้องไห้ เมแกน บอกแม่ว่า “พวกเขาประจานหนู เขาทำแบบสอบถาม (Bulletin) ส่งให้กันว่าเห็นด้วยหรือไม่ว่า เมแกน เป็นโสเภณี เมแกน เป็นคนอ้วน” ทีน่าเองก็โกรธลูกสาวมากที่เธอไม่ยอมออกจาก Myspace ตามที่เธอสั่งไว้

พอกลับมาถึงบ้าน ทีน่า เดินเข้าไปหาคอมพิวเตอร์และ เมแกน ทีน่า ยืนอ่านข้อความแล้วรู้สึกช็อคที่ลูกสาวของตนใช้คำหยาบคายอย่างนั้นตอบกลับทุกคนในอินเทอร์เน็ต ทีน่าพูดกับ เมแกน ว่า “การที่เธอทำแบบนี้ยิ่งทำให้ฉันโกรธมากเลยนะ” เมแกน ลุกขึ้นวิ่งหนีไป และร้องว่า “เธอควรจะเป็นแม่ของฉัน เธอควรจะเป็นคนที่อยู่ข้างฉัน”

เมแกน วิ่งขึ้นบนชั้นสองของบ้าน เธอวิ่งไปกอด รอน พ่อของเธอ รอนปลอบใจ เมแกน แล้วบอกว่าไม่เป็นไรนะ เมแกน ตัดพ้อว่า ไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงว่าเธอในอินเทอร์เน็ตอย่างนั้น พวกเขาไม่เข้าใจ พวกเขาไม่รู้จักเธอด้วยซ้ำ

จากนั้น เมแกน เข้าห้องนอนของเธอไป รอน และทีน่า ลงมาคุยกันในครัวว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับ Myspace และทำอาหารเย็นไปด้วย

20 นาทีต่อมา ทีน่า รู้สึกด้วยสัญชาตญาณความเป็นแม่ว่ามีสิ่งผิดปกติบางอย่าง (God-awful feeling) เธอวางทุกสิ่งแล้วรีบวิ่งขึ้นมาห้องเมแกน และเธอได้พบว่า เมแกน แขวนคอตายอยู่ในตู้เสื้อผ้า!!!!

 

 

 

หัวใจน้อยๆ ของเด็กสาวทำเอาผู้เขียนน้ำตาคลอเลยหากจะพยายามเข้าใจเธอ มันเจ็บปวดรุนแรงจนทำให้เธอไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้

วันต่อมา รอน Login เข้า Myspace ของ เมแกน เขาพบข้อความที่ จอซ ส่งมาบอกว่า “ทุกคนในโอฟัลคอน เขารู้กันหมดว่าเธอเป็นคนยังไง เธอมันสารเลว ทุกคนเขาเกลียดเธอ ขอให้ชีวิตของเธอมีแต่สิ่งแย่ๆ และโลกนี้คงจะดีขึ้นถ้าไม่มีเธอ”

 

หลังจากรอนและทีน่าปรึกษาทนายความแล้ว พวกเขาพยายามส่งข้อความหา จอซ เพื่อจะบอกว่า เมแกน ตายแล้วเพราะคำพูดของ จอซ แต่ปรากฏว่า บัญชีผู้ใช้ Josh Evans ถูกลบไปแล้ว

6 สัปดาห์หลังการตายของ เมแกน ครอบครัว เมเออร์ ได้ทราบข้อมูลจากเพื่อนบ้านในละแวกนั้นว่า Josh Evans ไม่มีตัวตนจริง บัญชี Myspace นี้ถูกสร้างปลอมขึ้นมา (Fake Account) จากผู้หญิงคนหนึ่ง เธอชื่อ Lori Drew ซึ่งมีเธอและลูกสาวเท่านั้นที่มี พาสเวิร์ด เข้าบัญชีผู้ใช้อันนี้
 

 

Fake Account บางครั้งศัพท์ใน Cybercrime เรียกว่า Hoax Account หรือ Internet hoax

 

Lori Drew เป็นแม่ของ Sarah Drew ซึ่งเป็นอดีตเพื่อนของ เมแกน และเธออ้างว่า เมแกน ทำไม่ดีกับลูกสาวของเธอก่อนจึงเจ็บช้ำใจอยากแก้แค้น จึงได้สร้างบัญชี Josh Evans ขึ้นมาเพราะรู้ว่า เมแกน ชอบผู้ชายแบบไหน และจะแกล้งเรื่องอะไรเธอถึงจะเจ็บปวดที่สุด เรื่องอ้วนคือเรื่องที่เธอจะอายผู้คนมากที่สุด Lori Drew เป็นคนที่สนทนากับ เมแกน เกือบจะทั้งหมด และเธอรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องตลกมาก

 

เมื่อเรื่องราวของ เมแกน เป็นที่สนใจของสื่อมวลชน และเผยแพร่ออกสู่สาธารณะก็ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง และเมื่อการดำเนินคดีทางกฎหมายเกิดมีข้อจำกัดว่า จะดำเนินคดีกับแม่ลูกตระกูล Drew ด้วยข้อหาอะไร สังคมและสื่อมวลชนยิ่งต้องการหาคำตอบมากยิ่งขึ้น

กระบวนการพิจารณาคดีในขณะนั้น ดูเหมือนจะเอาผิด Lori Drew ได้เพียงว่าเธอถูกฟ้องร้องและตัดสินคดีว่า กระทำความผิดตามกฎหมายการใช้คอมพิวเตอร์ ที่คล้าย พรบ. คอมพิวเตอร์ฯ ของไทยเรา นั่นคือ the Computer Fraud and Abuse Act in 2008 ซึ่งเป็นโทษสถานเบามากนั่นคือ การเข้าใช้บัญชีผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งผู้เขียนเข้าใจว่าการพิจารณาคดีคงนำสืบไปทางการเอาผิดว่าเข้าไปใช้ชื่อบัญชี Josh Evans เพราะไม่รู้จะเอาข้อหาอะไรมาลงโทษแล้ว

การตายของ เมแกน เมเออร์ ก็ให้เกิดการตื่นตัวมากมายทั้งการปรับปรุงกฎหมาย และการรณรงค์หยุดการรังแกกันบนโลกออนไลน์ ทีน่า เมเออร์ แม่ของ เมแกน ได้ก่อตั้งมูลนิธิ เมแกน เมเออร์ เพื่อรณรงค์การหยุด Cyber Bullying โดยมีเว็บไซต์ทางการ http://www.meganmeierfoundation.org

 

 

 

"To Support and Inspire Actions to End Bullying, Cyber bullying, and Suicide."

ในสหรัฐอเมริกาจึงได้เกิดความพยายามผลักดันให้มีกฎหมายการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ เพื่อปกป้องเด็กที่มีแนวโน้มการฆ่าตัวตายด้วยเหตุดังกล่าวมากขึ้นทุกวัน โดยในปี 2009 Linda Sanchez ผู้แทนจาก California ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติMegan Meier Cyberbullying Prevention Act ต่อ U.S. House of Representatives ซึ่งมุ่งหมายกำหนดพฤติกรรมการกระทำที่มีเจตนา บีบบังคับ (Coerce) ข่มขู่ (Intimidate) คุกคาม (Harass) หรือทำให้ผู้อื่นรู้สึกเสียใจหรือการกระทำให้รู้สึกเป็นปรปักษ์ โดยใช้อุปกรณ์สื่อสารหรือส่งต่อเนื้อหาดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตามร่างกฎหมายดังกล่าวก็ยังไม่ได้ผ่านความเห็นชอบอยู่ดี

 

คดีที่ 3 กรณีศึกษา เด็กหญิงวัย 12 ปี ชาวญี่ปุ่น จากเหยื่อ Cyberbullying กลายมาเป็น ฆาตกร

 

 

 

นัตสึมิ ซึจิ
 


 

ในราว พฤษภาคม 2014 ที่โรงเรียน Okubo โรงเรียนประถมประจำเมือง Sasebo จังหวัด Nagasaki มีเด็กนักเรียนหญิงสองคนเป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน ชื่อซาโตมิ (Satomi Mitarai) และนัตสึมิ ซึจิ (นามสมมุติ) ต่างก็มีเว็บเพจเป็นของตนเอง และมีเว็บบอร์ด ซึ่งต่างก็เขียน คอมเม้นต์ ลงในเว็บบอร์ดของกันและกัน เริ่มเสียดสี ล้อเลียนกัน ตอบโต้กันไปมา

 

ซาโตมิ เขียน คอมเม้นต์ ลงในเว็บบอร์ดของ นัตสึมิ ทำนองล้อเลียนว่า “ตัวหนัก” ทำให้นัตสึมิไม่พอใจมาก นัตสึมิ ได้เขียนบันทึก ไดอารี่ ในเว็บเพจของตนว่า ได้เลือกคิดวิธีฆ่า 3 วิธีคือ ใช้คัตเตอร์ ใช้ที่เจาะน้ำแข็ง และบีบคอ และเธอยังเขียนว่า “ตั้งใจว่าจะฆ่ามันวันนี้ แต่ทำไม่ได้”

 

ไม่กี่วันต่อมา ซาโตมิ เขียนคอมเม้นต์ลงในเพจของ นัตสึมิ ทำนองว่า “อวดเก่ง” นัตสึมิ ลบข้อความไป แต่ ซาโตมิ ก็ยังเข้ามาเขียนซ้ำ และ นัตสึมิ ลบอีก ซาโตมิ ก็ยังมาเขียนซ้ำเรื่อยๆ และตามด้วยข้อความว่า “ฉันจะฆ่าแก”

 

เพียงไม่ถึง 1 สัปดาห์ ที่ความโกรธจากการกระทำอันธพาลออนไลน์ที่ นัตสึมิ ถูก ซาโตมิ กระทำอย่างต่อเนื่องผ่านเว็บบอร์ด ทำให้ นัตสึมิ คิดจะฆ่า ซาโตมิ จริงจัง นัตสึมิ เขียนใน ไดอารี่ของตนว่า “พรุ่งนี้ฉันจะฆ่ามันด้วยมีดคัตเตอร์”

 

เช้าวันที่ 1 มิถุนายน 2004 นัตสึมิ มาเรียนตามปกติ และ นัตสึมิ ได้ถ่ายรูปหมู่ร่วมกับเพื่อนๆ และครูในโรงเรียน นัตสึมิ สวมเสื้อยืดสีน้ำเงินเข้มที่มีคำว่า "NEVADA" และเธอยังยืนถ่ายรูปใกล้กับซาโตมิ (เด็กใส่แว่นตา) ยิ้มแย้มกันทั้งคู่

 

 

 

พอถึงช่วงเวลาพักกลสงวัน นัตสึมิ เรียก ซาโตมิ เข้ามาในห้องเรียนที่ว่างเปล่าในชั้นสามและเธอบอก ซาโตมิว่า “ฉันจะฆ่าเธอ” ซึ่ง ซาโตมิ ก็ไม่ได้หนี เธออาจจะไม่คิดว่าแค่แกล้งล้อเลียนกันในอินเทอร์เน็ตจะจริงจังกันขนาดนี้ และนัตสึมิเองก็เป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่ดูไม่ก้าวร้าว

 

นัตสึมิ ใช้มือข้างหนึ่งปิดตา ซาโตมิ ไว้ แล้วใช้คัตเตอร์กรีดเข้าลำคอ ซาโตมิ ลึกจนถึงกระดูก ลากคมมีดเฉือนหลอดลมขาดยาวถึง 10 เซนติเมตร ซาโตมิ ทรุดลงกองกับพื้นเลือดพุ่งไหลรินไม่หยุด นัตสึมิ ยืนดูเพื่อนหายใจรวยรินถึง 15 นาที จนมั่นใจว่าเธอตายแล้ว และเดินออกจากห้องด้วยเสื้อผ้าที่ชุ่มเลือด และในมือถือมีดคัตเตอร์ เธอกลับเข้าห้องเรียนอย่างไม่สะทกสะท้าน พร้อมทั้งยิ้มให้กล้องที่เพื่อนๆ และครูถ่ายรูปเธอไว้ที่ต่างตกใจที่เห็นเธอเปื้อนเลือดเดินเข้ามา แต่ภายหลังตำรวจได้ยึดรูปเหล่านั้น และปิดบังชื่อจริงของผู้ต้องหาตามกฎหมายป้องกันเด็ก

 

คดีนี้ถูกตั้งชื่อว่า "คดีเชือดซาเซโบ (Sasebo Slashing)" คดีฆาตกรรมดังกล่าวเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก ซึ่งเป็นข่าวที่สนใจเด็กนักเรียนประถม 6 ที่มีอายุเพียง 12 ปี ฆ่าเพื่อนร่วมชั้นเรียนอย่างโหดเหี้ยมเลือดเย็นเช่นนี้

 

 

นัตสึมิ ถูกจับกุมดำเนินคดี ซึ่งผู้เขียนไม่ทราบรายละเอียดทางคดีมากนัก เนื่องจากเธอเป็นเด็กซึ่งได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายทราบเพียงว่าเธอให้การสารภาพทั้งหมด และศาล (Japanese Family Court) เห็นว่าเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมรุนแรง จึงได้ส่งตัวเธอเข้าสถานพินิจและคุ้มครองเด็ก (Reformatory) เพื่อบำบัดฟื้นฟู

 

 

Cyberbullying ในไทย

Cyber Bullying นั้นถือเป็นเรื่องที่ใหญ่หลวงรุนแรงต่อเด็กและเยาวชนมาก นับวันสถิติการเสียชีวิตของเด็กและเยาวชนจากการถูกกระทำ Cyber Bullying ในทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน

สำหรับในประเทศไทย บริษัท ดีแทค ร่วมกับ เทเลนอร์กรุ๊ป เป็นกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคมแรกๆ ที่ออกมารณรงค์เรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา ดีแทค ได้เผยผลสำรวจ เรื่องผลกระทบที่เกิดจากการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ (Cyberbully) โดยเป็นผลการทดสอบจากเด็กจำนวนทั้งสิ้น 1,336 คน อายุระหว่าง 12-18 ปี ซึ่งอยู่ในหัวเมืองหลัก พบว่า

 

 

 

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก http://www.brandbuffet.in.th/2016/02/cyberbullying-dtac-internet-behavior/

 

33% ของเด็กไทยมีประสบการณ์ของการเป็นทั้งผู้ที่ถูกกลั่นแกล้งหรือก่อกวนบนโลกออนไลน์ จากคนที่ไม่รู้จัก และหรือจากคนที่รู้จักซึ่งเป็นคนเดียวกับที่แกล้งอยู่ในโลกของความเป็นจริง และในขณะเดียวกันเด็กเหล่านี้ก็กลับเป็นผู้กลั่นแกล้งคนอื่นบนโลกออนไลน์โดยปิดบัง ไม่เปิดเผยชื่อจริงในการใช้อินเทอร์เน็ต

35% ของเด็กไทย จะถูกสิ่งเร้าต่างๆ ได้ง่าย โดยเฉพาะกับเว็บไซด์ที่ไม่เหมาะสมต่างๆ อาทิ เกมอันตราย หรือเว็บอนาจาร ที่เต็มไปด้วยคำก้าวร้าวและหยาบคาย ซึ่งจะเข้าไปดูและเกิดพฤติกรรมเลียบแบบ

59% ของเด็กไทย จะรู้สึกว่าตนเองสามารถแก้ปัญหาหรือเผชิญหน้ากับความเลวร้ายบนโลกออนไลน์นี้ได้ด้วยตัวเอง หรือจะปรึกษาเพื่อนเป็นอันดับแรก

 

ในส่วนกฎหมายไทย Cyber Bullying เป็นการก่ออาชญากรรมมีโทษอาญาตามกฎหมายไทยตามบทบัญญัติใน พรบ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 หรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 ซึ่งท่านบัญญัติไว้ดังนี้

 

มาตรา 14

ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษ “จำคุกไม่เกิน 5 ปี” หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

(1) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน

อีกทั้งในวงเล็บ (4) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามก และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้

และวงเล็บ (5) เผยแพร่ หรือส่งต่อ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (1) (2) (3) หรือ (4)

 

นั่นหมายความว่า หากมีการกลั่นแกล้งสร้างบัญชีปลอมอย่างคดี เมแกน เมเออร์ (“ข้อมูล”คอมพิวเตอร์ มีความหมายกว้างมากหากนำสืบได้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ข้อมูล”) อันก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นย่อมต้องโทษอาญาและรวมถึงคนที่ส่งต่อด้วย

 

ส่วนกรณีอย่างคดีของ อแมนด้า ท้อดด์ นั้น การกระทำ Cyberbullying อย่างนั้นเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามอาญา มาตรา 326 และ ด้วยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 ของบ้านเราเต็มๆ เข้าองค์ประกอบครบ คือ โฆษณาหรือโพสต์ข้อความให้ผู้อื่น ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง เสียชื่อเสียง ด้วยตัวอักษร กระจายเสียงหรือกระจายภาพหรือป่าวประกาศ ท่านว่าโทษจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 300,000 บาท

 

ส่วนคดีของ เมแกน มีประเด็นทางกฎหมายที่น่าวินิจฉัยมาก ตรงที่หากมีเพียงการสนทนาระหว่าง จอซ และ เมแกน เท่านั้น และหากนำสืบได้ว่า เมแกน ต้องมาตายเพราะเสียใจจากคำพูดของ จอซ จะเห็นได้ว่าไม่มีบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยว ไม่ใช่การหมิ่นประมาทตามหลักกฎหมายไทยไม่ครบองค์ประกอบ เพราะการหมิ่นประมาทคือการนำเรื่องคนหนึ่งไปให้บุคคลที่สามรับรู้ในทางเสียชื่อเสียง แทบจะเรียกได้ว่าหากไม่มี พรบ. คอมฯ จะมาเอาผิดอะไรกับ จอซ หรือตัวจริงคือ ลอรี่ ดริว ไม่ได้เลย จะว่าหมิ่นประมาทซึ่งหน้าได้หรือไม่เพราะไม่ได้อยู่ต่อหน้าอีก ทั้งที่คนทั่วไปอย่างเราจะคิดว่า เมแกน ตายเพราะการกระทำของ ลอรี่ แน่นอน แต่ดูเหมือนกฎหมายทั่วโลกยังหาทางอ้อมๆมาเอาผิดเหล่าอาชญากร Cyberbullying อยู่

 

ส่วนคดีของ นัตสึมิ นั้น แม้เริ่มแรก จะเป็น ซาโตมิ ที่กระทำผิดกฎหมายก่อน แต่ก็ยังไม่มีการร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับเธอก่อน แต่กลับกลายมาเป็นเหยื่ออย่าง นัตสึมิ เองกลายมาเป็นฆาตกร และซาโตมิก็กลับกลายเป็นเหยื่อาชญากรรมเสียเอง
 

 

ที่น่าสนใจอีกประการคือการที่เด็กและเยาวชนก่อคดี Cyberbullying อาจจะนำมาลงโทษทางอาญาไม่ได้เหมือนผู้ใหญ่ เพราะกฎหมายท่านให้ปฏิบัติกับเด็กอีกอย่าง แทบจะไม่ได้รับโทษหรือกฎหมายทำอะไรได้เลย แล้วเราจะกำกับดูแลกันอย่างไร

 

เด็กๆ ไม่รู้เท่าทันว่าการกลั่นแกล้งเสียดสีล้อเลียนเพื่อนทางออนไลน์เป็นเรื่องผิดกฎหมาย และส่งผลร้ายอย่างไร อีกทั้งหากเราต้องเป็นเหยื่อควรจะรับมืออย่างไร ซึ่งนับวันเรื่องนี้จะเข้าถึงเด็กที่อายุน้อยลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะเด็กยุค Digital Native

 

การหมิ่นประมาทยังน่าสนใจตรงที่ว่า "แล้วถ้าเอาความจริงมาพูดล่ะ?" คือคนนั้นเป็นอย่างนั้นจริงๆ เช่น เป็นเกย์ เป็นชู้ เป็นพระมีเมีย แล้วมาบอกต่อคนอื่นหรือส่งข้อความทางมือถือหรือทางอินเทอร์เน็ต จะต้องโทษอาญามั๊ย? ถ้าเขาเป็นอย่างนั้นจริงๆ ผู้เขียนตอบเลยครับว่า “ผิด” คนเอามาพูด เอามาบอกคนอื่น ต้องโทษอาญาแน่นอน เพราะมีบุคคลที่สามรับรู้ในทางที่ผู้นั้นเสื่อมเสียชื่อเสียง กฎหมายอาญาเราวางหลักไว้เช่นนั้น กฎหมายท่านไม่ได้บอกว่าต้องเป็นแค่ความเท็จเท่านั้นนะครับ หากเป็นเรื่องจริงแค่มีบุคคลที่สามรับรู้ แล้วคนนั้นเชื่อได้ว่าจะเสื่อมเสียท่านก็ต้องโทษอาญาแล้วครับ

 

Cyber bullying เป็น Hate Crime ตามทฤษฏีทางอาชญาวิทยา คือ อาชญากรรมที่เกิดจากการสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในสังคม เช่น รุ่นพี่ปลูกฝังรุ่นน้องสืบทอดให้เกลียดสถาบันครู่อริ หรือ การเหยียดเชื้อชาติ หรือการลบหลู่สิ่งที่ผู้อื่นเคารพบูชา เป็นต้น

 

Cyber bullying เป็นการทำร้ายผู้อื่นแบบ Psychological trauma หรือ Psychological Harm ที่ฝรั่งเขานิยามว่า Psychological trauma is a type of damage to the "mind" that occurs as a result of a severely distressing event. คือการละเมิดผู้อื่นให้ได้รับความเสียหายหรือบาดเจ็บทางหัวใจ เข้าใจว่ายังไม่มีกฎหมายการลงโทษผู้ที่ทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บทางหัวใจ ซึ่งคนละความหมายกับคำว่า "ร่างกายและจิตใจ" ตามกฎหมายไทยและสากล
 

 

หากเปรียบเทียบเอาว่าบทลงโทษควรจะหนักขึ้นตามวิธีการทำร้ายผู้อื่นตามความรุนแรง ผมเชื่อว่าการทำให้ใครสักต้องเสียใจจนฆ่าตัวตายนั้นมันช่างเจ็บปวดรุนแรงกว่าการถูกคนอื่นฆ่าตายมากนัก เพราะฉะนั้นควรจะมีโทษอาญาที่รุนแรงกว่าคดีอาชญากรรมทั่วไปด้วยซ้ำ

 

เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งใดที่เห็นว่าเป็นเรื่องไม่ดีของผู้อื่นอันจะทำให้เขาได้รับความเสียหายเมื่อเราได้พูดไปแล้วให้คนอื่นรับฟัง หรือเผยแพร่ไปแล้วมีใครได้รับความเสียหายหรือใครส่งมาให้เราแล้วเราส่งต่อ ไม่ควรทำนะครับ

 

 

อ้างอิง