GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

องค์กรแพทย์(1)

CPGนั้น ต้องถือว่าเป็นแนวทางกว้างๆ ไม่ใช่เขียนละเอียดว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องใช้ยาตัวนี้ ถ้าเขียนล็อคมากเกินไปก็จะทำให้แพทย์อึดอัดเพราะแพทย์ไม่ใช่คอมพิวเตอร์

ในช่วง 13 ปีที่ทำงานในโรงพยาบาลชุมชน ก็ได้เป็นแพทย์ประจำอยู่ 1 ปีที่โรงพยาบาลงาว จ.ลำปาง โดยมีแพทย์ 3 คนรวมทั้งผู้อำนวยการ ผมและเพื่อนซึ่งเป็นแพทย์ประจำก็จะพูดคุยปรึกษากันประจำและตอนเย็นหลังเลิกงานก็พากันไปเล่นบาสเก็ตบอลกับเด็กนักเรียนมัธยมในอำเภอเกือบทุกวันพร้อมกับวิทยุติดตามตัว หากมีผู้ป่วยฉุกเฉินก็จะกลับมาตรวจผู้ป่วยกัน(อยู่เวรแบบoncall) ส่วนกับผู้อำนวยการก็ไม่ค่อยได้คุยกันมากนักเพราะตอนบ่ายพี่เขาจะไม่อยู่ตรวจคนไข้ ตอนแรกก็ไม่เข้าใจเหมือนถูกเอาเปรียบ(คิดเองในใจ)แต่พอมาเป็นผู้อำนวยการเองจึงได้รู้ว่าเวลาที่หายไปก็คือเวลาที่ต้องประชุมทั้งในและนอกโรงพยาบาลเพื่อสร้างความร่วมมือกับชุมชน หากมัวแต่ตรวจคนไข้อยู่ในห้องตรวจไม่ทำงานบริหารเลย เราก็จะไม่ได้รับความร่วมมือจากชุมชนมากเท่าที่ควร เวลาเขามีอะไรเราก็ต้องไปร่วมกับเขาด้วย พอเรามีงานอะไรเขาก็จะมาช่วยเรา ก็คล้ายๆการเอาแรงกันนั่นแหละ พอมาอยู่ที่โรงพยาบาลแม่พริก 2 ปีแรกอยู่คนเดียวก็ไม่มีปัญหาอะไรกับแพทย์เลยก็ดีไปอย่าง พอปีที่ 3 ก็มีแพทย์ 2 คน ทำให้ได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับแพทย์คนอื่นๆมากขึ้น เมื่อมาอยู่บ้านตากก็มีแพทย์ 2 คนในปีแรกและปีที่ 2 ก็มี 3คน พอมาปี 2544 มี 4 คน ปี 2547 ก็มี 5 คน จนปัจจุบันมีแพทย์รวมทั้งสิ้น 5 คน ทำให้ต้องเรียนรู้กันและกันเพื่อที่จะทำงานร่วมกันให้ได้มากที่สุด

                ตั้งแต่เริ่มมีHA เราก็เริ่มรู้จักคำว่าองค์กรแพทย์ เนื่องจากเราเริ่มทำทีหลังเขา ก็ไปลอกธรรมนูญองค์กรแพทย์ของที่อื่นมา พอเอามาใช้ก็ไม่ค่อยเหมือนกัน ตอนนั้นมีแพทย์ประจำ 2 คน (คือผมกับรองผู้อำนวยการ) ส่วนน้องอีก 2 คน เวียนกันมาคนละ 4 เดือน ตั้งแต่เริ่มทำHAมาจนถึงวันนี้มีประธานองค์กรแพทย์มา 4 คนแล้ว โดยองค์กรแพทย์ของเรามีสมาชิกและกรรมการเท่ากันคือ4-5 คนตามจำนวยแพทย์ เดิมเราได้พยายามรวมเอาทันตแพทย์เข้ามาด้วยเพราะเป็นแพทย์เหมือนกัน แต่เวลาประชุมกันไม่ค่อยมี ต่างคนต่างมีงานเยอะ ว่างไม่ตรงกัน เวลาพูดคุยกันงานก็ไม่ค่อยจะเหมือนกัน ทันตแพทย์ก็บอกว่าไม่ค่อยรู้เรื่องของแพทย์ ก็ขอแยกออกไป ซึ่งก็ไม่เป็นปัญหาอะไร เพราะทันตแพทย์ก็มีสภาวิชาชีพของตนเอง เขาก็พูดคุยกันเองสะดวกกว่า อยู่ฝ่ายเดียวกัน งานเหมือนกัน หากจะต้องคุยกับแพทย์ก็มีเวทีที่ให้เจอกันได้อยู่แล้ว

                องค์กรแพทย์ของเรา ไม่ได้มีการประชุมกันอย่างเป็นทางการ แต่จะใช้เวลารับประทานอาหารกลางวันด้วยกันประมาณสัปดาห์ละครั้ง หากมีอะไรก็จะคุยกัน ปรึกษากัน หรือหากมีกรณีที่ต้องตกลงกันก็จะแจ้งให้ทราบได้ง่ายเพราะมีสมาชิกไม่มาก ประธานองค์กรแพทย์จะเป็นตัวแทนไปเป็นคณะกรรมการร่วมต่างๆแล้วนำข้อเสนอ แนวทางมาแจ้งต่อในห้องพักแพทย์ก็จะมีแฟ้มเรื่องต่างๆที่แจ้งให้สมาชิกทราบ มีการกำหนดแนวทางการดูแลร่วมกันในโรคที่พบบ่อยๆ มีการจัดทำGrand roundผู้ป่วยที่น่าสนใจ เน้นการเขียนแฟ้มผู้ป่วยที่สามารถสื่อสารให้แพทย์คนอื่นๆ รู้เรื่องด้วย ร่วมกันทำให้แฟ้มประวัติผู้ป่วยสมบูรณ์ขึ้น มีการบันทึกการเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยที่ดูแลเกือบทุกวัน ในส่วนของการกำหนดแนวทางหรือCPGนั้น ต้องถือว่าเป็นแนวทางกว้างๆ ไม่ใช่เขียนละเอียดว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องใช้ยาตัวนี้ ถ้าเขียนล็อคมากเกินไปก็จะทำให้แพทย์อึดอัดเพราะแพทย์ไม่ใช่คอมพิวเตอร์ที่จะโปรแกรมอะไรเข้าไปโดยไม่ต้องคิดและผู้ป่วยเองก็มีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แม้จะเป็นโรคเดียวกันก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยาตัวเดียวกัน แพทย์สามารถใช้ดุลยพินิจภายใต้หลักวิชาและจรรยาวิชาชีพได้ด้วย หากใครเขียนCPGแบบละเอียดจะทำให้แพทย์ไม่ยอมรับและไม่ปฏิบัติตามได้ แล้วก็จะมองว่าแพทย์ไม่ให้ความร่วมมือ มีอีโก้สูง ไม่ยอมรับคนอื่น แต่หากมองด้วยใจเป็นธรรมแล้วจะเห็นว่าหากผู้ป่วยมีปัญหาทั้งที่เขาคิดว่าควรจะรักษาแบบนี้แต่แนวทางบังคับให้ใช้อย่างนี้ก็จะเกิดเป็นปัญหาได้ ดังนั้นหากเราจะหาความร่วมมือจากแพทย์ควรเริ่มจากสิ่งที่เป็นไปได้ง่ายก่อนเป็นข้อตกลงเบื้องต้น ไม่ให้แพทย์อึดอัดเกินไป แล้วปรึกษากันบ่อยๆ คุยกันบ่อยๆ มิตรภาพจะค่อยๆหล่อหลอมให้เข้าหากันได้เอง แต่หากว่าในแผนกเกิดมีแพทย์ 2 คนเกิดมีความเห็นแตกต่างกันมากจะทำอย่างไร ผมคิดว่าก็ยิ่งต้องเขียนไกด์ไลน์ให้กว้างมากขึ้นไปก่อนแล้วค่อยๆปรับเข้าหากันตามลำดับ การบีบบังคับให้เกิดขึ้นทันทีนอกจากจะไม่สำเร็จแล้วยังเกิดการต่อต้านได้ง่ายอีกด้วย แต่หากแพทย์บางคนมีพฤติกรรมที่ผิดไปจากปกติมากเกินไป ประธานองค์กรแพทย์คงต้องตักเตือนพูดคุยกันด้วยเหตุด้วยผลหรือถ้าไม่ไหวจริงๆก็ต้องเป็นหน้าที่ของผู้อำนวยการที่ต้องลงมาช่วยในการแก้ปัญหาด้วย ในการป้องกันปัญหาตั้งแต่แรกเลยคือการปฐมนิเทศก่อน ซึ่งบางทีส่วนใหญ่เราคิดว่าแพทย์น่าจะรู้แล้ว ไม่ต้องปฐมนิเทศกันหรอก อันนี้ผมเจอกับตัวเองว่าคิดผิด พอเรามีการปฐมนิเทศจะทำให้แพทย์ที่มาอยู่ใหม่ได้รับทราบกฎกติกามารยาทก่อนเริ่มทำงาน จะทำให้ปรับตัวหรือทำใจไว้ก่อนแล้วกับวัฒนธรรมของที่นั้นๆ ซึ่งปีนี้เรามีการปฐมนิเทศน้องหมอร่วมกับเจ้าหน้าที่อื่นปรากฏว่าน้องๆหมอให้ความร่วมมือกับกิจกรรมต่างๆดีมาก

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): kmกับงานประจำ
หมายเลขบันทึก: 6265
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 2
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (2)

วันนี้แต่เช้ามืด  แม่ผมโทรศัพท์มาแจ้งข่าวทางบ้านให้ทราบว่า   ญาติผมคนหนึ่งที่  นอนเป็นเจ้าหญิงนิทราอยู่ที่โรงพยาบาล อ. ท่าศาลา  จ. นครศรีธรรมราช   เสียชีวิตแล้ว

ผมทราบเพียงข้อมูล  ญาติผมคนนี้เขาไปทำคลอดที่โรงพยาบาลโดยวิธีการผ่าตัด    ระหว่างการผ่าตัดเขาฟื้นขึ้นมา  แล้วหมอให้ยาสลบอีกครั้ง (ฟังจากที่ญาติที่ไปเฝ้าเขาเล่ามาอีกที)   หลังจากนั้นก็นอนไม่ได้สติมาตั้งแต่  วันสิ้นเดือนรอมดอน (เดือนถือศีลอดของอิสลาม) เมื่อปีที่แล้ว   และวันนี้คาดว่าเป็นวันสิ้นเดือนรอมดอนของปีนี้  

ฟังแล้วมันหดหู่นะครับ

ธวัช หมัดเต๊ะ

ผมขอแสดงความเสียใจกับญาติผู้สูญเสียและคุณธวัชด้วยครับ ในความเห็นของผมไม่ว่าใครจะผิดจะถูกอย่างไรสิ่งสำคัญคือผู้ป่วยหรือญาติควรได้รับการช่วยเหลือชดเชยจากรัฐบาลก่อนโดยที่ไม่ต้องไปรอการฟ้องร้องเอาชนะกัน ไม่ว่าจะเกิดจากสุดวิสัยหรือสะเพร่าผลร้ายก็ได้ตกอยู่กับคนไข้ไปแล้วแต่ไม่ควรไปกล่าวโทษหรือฟ้องหมอโดยฉพาะหมอที่ต้องอยู่ในโรงพยาบาลชุมชนที่มีจำนวนน้อยๆและงานหนัก พักผ่อนน้อย รายได้ต่ำ(เมื่อเทียบกับเอกชน) ถ้าฟ้องต้องฟ้องรัฐบาลที่จัดสรรทรัพยากรให้แก่คนไทยไม่เหมาะสม ทำให้ทั้งผู้ป่วยและแพทย์เป็นทุกข์  สำหรับความจริงจะเป็นอย่างไรในกรณีนี้ผมเองก็ให้ความเห็นไม่ได้เพราะไม่ทราบข้อเท็จจริง แต่มั่นใจว่าการพัฒนาคุณภาพบริการอย่างถูกต้องน่าจะลดความเสี่ยงเหล่านี้ลง แต่ก็คงทำให้เป็นศูนย์ไม่ได้เพราะไม่มีอะไรแน่นอนในทางการแพทย์ครับ ในชีวิตการเป็นแพทย์ของผมเองก็เจอกับสิ่งที่ไม่คาดฝันที่ไม่มีใครอยากให้เกิดเช่นกันแม้เราจะพยายามระวังอย่างดีที่สุดก็ตาม ผมคิดในใจตัวเองทำงานมา 10 กว่าปีมีเงินเก็บน้อยมากถ้าเกิดผิดพลาดจนถูกฟ้องร้องก็คงต้องเป็นคนล้มละลายไปเหมือนกัน