ฟังเสียงภายในด้วยจิตที่เต็มตื่น

ปรีดา เรืองวิชาธร


 


               ในระหว่างการอบรมเชิงปฏิบัติการ “ผ่อนพักตระหนักรู้” (จัดโดยเสมสิกขาลัย) นอกจากจะให้ทุกท่านฝึกทำสมาธิภาวนาเป็นพื้นแล้ว เราจะเชิญชวนผู้เข้าร่วมทดลองอยู่กับตัวเองอย่างนิ่งเงียบ ๒ ครั้งๆ ละประมาณ ๒ ชั่วโมง โดยขอให้ทุกคนลองหยุดทำกิจกรรมที่คุ้นเคยหรืออยากทำ งดสนทนา ซึ่งบางคนอาจจะเดินทอดน่องช้าๆ นั่งในท่าสบายอย่างผ่อนคลาย หรือยืนมองผู้คนหรือธรรมชาติรอบตัวก็ได้ เพื่อให้ตนเองใช้สติหรือความตื่นรู้มาลูบไล้สัมผัสอากัปกิริยาแต่ละขณะอย่างลึกซึ้ง

หากร่างกายเคลื่อนไหวอย่างไร เกิดความรู้สึกใดขึ้นมาในใจไม่ว่าสุขหรือทุกข์ เกิดการคิดปรุงแต่งใดไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือร้าย จะคิดแบบฟุ้งซ่าน สร้างสรรค์ หรือใคร่ครวญถึงความจริงบางอย่างของชีวิตก็ตาม ก็เพียงสัมผัสรับรู้การเคลื่อนไหวกับความรู้สึกนึกคิดนั้นอย่างเต็มตื่น บทฝึกฝนมีเพียงรับรู้กายกับใจแต่ละขณะอย่างใส่ใจและเต็มตื่นเท่านั้น

หลังจากนั้นเราได้แบ่งปันประสบการณ์ภายในซึ่งทุกคนได้ใช้กายกับใจเป็นห้องเรียนด้านในของชีวิต ประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมต่อไปนี้ มีแง่มุมดีๆ น่าสนใจและจุดประกายให้เราได้ใคร่ครวญอย่างลึกซึ้งต่อไป

คนแรก “ หลังจากระฆังดังขึ้น ฉันเริ่มฝึกความรู้ตัวทั่วพร้อมไปกับการก้าวเดินอย่างช้าๆ ตั้งใจจะเดินอย่างรู้สึกตัวและวางความคิดปรุงแต่งลงชั่วครู่ แต่เพียงไม่ถึง ๑๐ นาที ในใจก็มีภาพเหตุการณ์ทะเลาะกับแม่ ที่ค้างก่อนมาที่นี่โผล่ปรากฏขึ้นมา คิดปรุงแต่งวนเวียนสลับไปมาระหว่างสิ่งที่ (คิดว่า) แม่ทำไม่ถูกกับคำพูดที่อยากจะสบถออกมาอย่างเต็มที่ ซึ่งวันนั้นไม่ได้พูดออกไป ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีพลังความโกรธอัดอั้นอย่างเต็มที่ และมองเห็นแต่เหตุผลอันชอบธรรมที่ดูเข้าข้างตัวเองเต็มที่

ช่วงนี้ฉันมั่นใจว่าสติหลุดลอยไปไกลแล้ว พยายามกลับมาตั้งสติกับการเดินทอดน่อง พร้อมกับเพ่งดูความงามของธรรมชาติ แต่จิตก็ขุ่นมัวสลับกับการผ่อนคลาย อีกไม่ถึง ๑๐ นาทีก่อนจะหมดเวลาภาวนา ในใจมี หนึ่งคำถามกับอีกหนึ่งความลังเลผุดขึ้นว่า ที่แท้แล้วอะไรทำให้ฉันโกรธ ดูเหมือนมันปนๆ กันหลายเรื่อง เพียงฉันมองเหตุปัจจัยที่ซับซ้อนนั้นไม่ชัดเจน ส่วนความลังเลก็คือ ฉันเป็นเหตุอันหนึ่งของความขัดแย้งกันนั้นด้วยไหม ตรงนั้นฉันเริ่มไม่แน่ใจ แต่ขณะที่พูดนี้ฉันกลับมั่นใจขึ้นมา หากใจฉันตื่นรู้ และสงบมากกว่านี้ ฉันคงจะเห็นความจริงของความขัดแย้งตามที่มันเป็นพร้อมกับเห็นเหตุปัจจัยที่ซับซ้อน และคงจะใจกว้างมากกว่านี้ อย่างน้อยก็ไม่โทษแม่ฝ่ายเดียว พร้อมกับหาเหตุผลเข้าข้างตัวเราทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา”

คนที่สอง “ ชั่วโมงแรกของการฝึกเฝ้ามองตัวเอง ฉันรู้สึกอึดอัดขัดเคืองมากเพราะฉันไม่ได้ดูแดจังกึม คิดวนเวียนในใจว่า ทำไมต้องให้ฝึกในช่วงเวลานี้ ทำไมต้องขอให้หยุดสนทนา ทำไมต้องห้ามไม่ให้ทำในสิ่งที่คุ้นเคย พอคิดวนเวียนหลายรอบ ฉันคิดว่าไหนๆ ก็มาเข้าอบรมแล้ว ก็ลองตัดใจลองฝึกดู ก็เลยเดินช้าๆ ไปหาบริเวณที่ปลอดคน และนั่งมองความงามของต้นไม้ใหญ่รู้สึกผ่อนคลายขึ้นบ้าง จากนั้นไม่นานก็มีความคิดผุดขึ้นมาว่า คำถามที่มาจากความอึดอัดขัดเคืองมันเป็นคำถามที่ไม่ได้ต้องการคำตอบหรือคำอธิบายที่แท้จริง แต่เป็นเสียงบ่นในใจที่ฉันคุ้นเคยต่างหาก ฉันเห็นชัดขึ้นว่า ความรู้สึกอึดอัดเคืองจากเหตุการณ์ที่ตนเองถูกปฏิเสธ มันทำให้คิดปรุงแต่งอย่างสับสน ไร้ทิศทาง ยิ่งคิดยิ่งตอกย้ำความรู้สึกแย่ๆ และแท้จริงก็ไม่ได้ใส่ใจว่า จะคิดหาทางออกจากความรู้สึกที่ว่านี้สักเท่าไหร่ สักพักความรู้สึกอึดอัดขัดเคืองก็หายไป โดยไม่รู้ชัดเจนว่า หายไปได้เพราะเหตุใด ขณะที่เรากำลังทบทวนบทเรียนอยู่นี้ ฉันพบว่า หากเรารู้สึกตัวอย่างแจ่มชัดน่าจะทำให้เรารับรู้ความรู้สึกภายในที่เกิดขึ้นว่า เป็นความรู้สึกแบบใด เกิดจากแรงผลักจากเหตุปัจจัยใด อะไรที่ทำให้เกิดความรู้สึกนั้นอย่างคุ้นเคย รวดเร็ว และความรู้สึกที่ว่านี้มันปรุงแต่งความคิดไปอย่างไร ที่สำคัญการรับรู้ความรู้สึกภายในอย่างเต็มตื่นน่าจะช่วยทำให้เราเห็นชัดว่า จิตใจเรามักตกเป็นเบี้ยล่างความรู้สึกชนิดใด ซึ่งในชีวิตประจำวัน หากเราระแวดระวัง จับได้ว่าความรู้สึกชนิดใดมีอำนาจเหนือเรามาก ความรู้สึกชนิดนั้น น่าจะเป็นบทฝึกสติอย่างดีเยี่ยมที่จะทำให้เราตระหนักรู้และยอมรับว่าความรู้สึกนั้น มีอิทธิพลในใจเราและหากสัมผัสรับรู้มันอย่างเต็มตื่นมากขึ้น มันจะคลายอำนาจเหนือในใจเราได้บ้าง”

คนที่สาม “ขอแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับชีวิตที่ตื่นรู้ของผม แม้ว่าจะไม่ได้เกิดขึ้นในการอบรมครั้งนี้ก่อนมานี้ผมตัดสินใจเรื่องสำคัญของชีวิตได้ชัดเจน คือ ผมลาออกจากการเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์ซึ่งตำแหน่งตอนนี้มั่นคงมาก ตัดสินใจมาทำงานอิสระ ว่างบ้างทำบ้าง คือมาทำเรื่องกระบวนการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงภายใน และเวลาส่วนใหญ่ได้อยู่กับแม่ ซึ่งเป็นการอยู่กับแกจริงๆ ได้พูดคุยสนทนากับแม่จริงๆ โดยไม่ต้องกังวลว่า ต้องรีบคุยรีบทำ เพื่อจะได้รีบกลับไปสะสางงานเขียนที่ค้างไว้

ผมรู้สึกเป็นสุขอิ่มเอิบกับชีวิตช่วงนี้มากขึ้นการตัดสินใจอย่างชัดเจนลงตัว ครั้งนี้ผมใช้เวลานานทีเดียว ไม่ใช่ง่ายเลยครับ แต่ความต้องการที่แจ่มชัดไม่ได้เกิดจากการวิเคราะห์ถึงผลได้ผลเสียของทางเลือกต่างๆ หลายครั้งคิดวิเคราะห์ประเมินแบบนี้ กลับตัดสินใจไม่ได้ ผมชัดมากตอนที่ร่างกายจิตใจผ่อนคลายลงตัว ไม่ได้คิดเรื่องชีวิตและงาน คือปกติผมทำสมาธิภาวนาอยู่บ้าง จึงทำให้ความต้องการที่แท้จริงของตัวเองปรากฏชัดเจนขึ้น เห็นสิ่งที่เก็บงำไว้ในใจมานาน คล้ายๆ กับมันถูกกักขัง ซึ่งความต้องการภายในที่อยู่ลึกๆถูกอำนาจจากสิ่งอื่นคนอื่นครอบงำถูกความต้องการปลอมๆเทียมๆ อันผิวเผินห่อหุ้มบดบังความต้องการที่แท้จริง ผมไม่ปฏิเสธว่า ผมมีความต้องการหลายอย่างที่ทับซ้อนกันหลายชั้น ยิ่งตอนนี้เมื่อมองย้อนกลับ ผมเห็นความต้องการที่ซับซ้อนแจ่มชัดขึ้น”

ใช่ไหมครับว่า ชีวิตของพวกเราส่วนใหญ่ก็คล้ายคลึงกับประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมอบรม ชีวิตของเรายุ่งเหยิงเกินกว่าจะทำให้มองเห็นความต้องอันแท้จริงที่อยู่ลึกที่สุด และเรามักจะใช้ชีวิตเพื่อสนองตอบความต้องการเทียมเสียมากกว่า ซึ่งสังคมที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมบริโภคนิยม กำหนดให้เรารู้สึกต้องการอย่างนั้น เราจึงไม่เคยสัมผัสรับรู้ภายในลึกๆ เลยว่า ชีวิตของเราต้องการอะไรที่ลึกซึ้งแท้จริง ดังเช่น ความเงียบสงัดและความมั่นคงภายใน ซึ่งเป็นรากฐานของชีวิตที่สุขเย็นเรียบง่าย เป็นอิสระจากการติดยึดงมงายทั้งหลายทั้งปวง ดังนั้นชีวิตที่ดำเนินไปอย่างเต็มตื่น ย่อมทำให้เรามองเห็นรายละเอียดที่สำคัญของชีวิตได้ดีขึ้น ทั้งอารมณ์ความรู้สึก ความคิดปรุงแต่ง ความต้องการจริงและเทียมรวมถึงความจริงของสรรพสิ่ง ซึ่งจะทำให้ชีวิตมีคุณค่า ความหมายมากกว่าที่ผ่านมา
 
ฟังเสียงภายในด้วยจิตที่เต็มตื่น(๒)


           บทเรียนที่สำคัญคือ การฝึกฝนให้แต่ละขณะของชีวิตเต็มไปด้วยความตื่นรู้นั้น ทำให้คุณภาพของชีวิตเปลี่ยนแปลงอย่างทรงพลังยิ่ง เพราะการทำอะไรอย่างรู้ตัวทั่วพร้อมย่อมทำให้เรารู้ชัดถึงความมุ่งหมายที่แท้จริงของการกระทำ รวมถึงเห็นชัดว่ามีปัจจัยทั้งภายใน ภายนอกใดบ้างที่ผลักดันให้เราทำออกมาอย่างนั้น รู้ชัดว่าขณะที่พูดและทำนั้นจิตใจฝักใฝ่ในความถูกต้องดีงาม หรือจิตกำลังถูกอกุศลธรรมครอบงำ

นอกจากนี้จิตที่ได้รับการฝึกฝนให้ตื่นรู้อยู่เสมอ ย่อมทำให้เราพร้อมเผชิญกับสถานการณ์ใด ๆ ไม่ว่าดีหรือร้าย สับสนยุ่งเหยิงหรือปลอดโปร่งลงตัว จำเจน่าเบื่อหรือท้าทายมีชีวิตชีวา เพราะจิตที่เต็มตื่นนั้นย่อมมีคุณสมบัตินิ่งสงบ ไม่หวั่นไหวง่าย ๆ ไปกับความสับสนยุ่งเหยิงของสถานการณ์รายรอบตัวเรา ทั้งยังมีความอยากรู้อยากเห็นความจริงที่แท้ของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงเป็นจิตที่พร้อมจะมองอะไรอย่างไม่หยุดนิ่งหรือตัดสินตายตัว และมองอะไรด้วยความสดใหม่มีชีวิตชีวา โดยสรุปเป็นจิตใจที่พร้อมจะมองเห็นสรรพสิ่งตามที่มันเป็น ประสบการณ์จากการแบ่งปันอีกสองท่านที่เหลือ ยังคงเป็นเครื่องช่วยยืนยันถึงบทสรุปนี้ได้ดีทีเดียว

คนที่ ๔ เป็นแม่บ้านและทำกิจการค้าขายเสื้อผ้า "ฉันสารภาพได้เลยว่า การฝึกตื่นรู้ภายในโดยให้อยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้ทำอะไรตามที่ใจอยากทำ มันอึดอัดและทรมานมาก ฉันสังเกตเห็นใจที่ขัดขืน และประท้วงตลอดสองชั่วโมงที่ให้ฝึก ถ้าให้คะแนนตัวเองคิดว่า บทฝึกนี้ตัวเองสอบไม่ผ่าน แต่ก็มีอยู่แว๊บสองแว๊บที่ฉันพอจะเห็นอะไรจากภายในได้ชัดเจนก็คือ ฉันเห็นบันไดขณะที่เดินขึ้นมาที่ห้องฝึกอบรม คือเห็นมันเป็นขั้น ๆ ซึ่งถ้าอยู่ที่บ้านฉันไม่เห็นชัดขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่เดินขึ้นลงทุกวัน

อีกแว๊บหนึ่งก็เห็นสีหน้าท่าทางของเด็กเสริฟอาหารที่กำลังเหนื่อยหนักอย่างมากกับการบริการแขก คือเห็นชัดเจนจนบอกได้ว่า เด็กคนนี้กำลังมีอารมณ์ความรู้สึกอย่างไร เป็นการมองเห็นที่ต่างไปจากการรู้เห็นในชีวิตประจำวัน เพราะเห็นอย่างเข้าใจและยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น ซึ่งจิตใจในขณะนั้นไม่ได้รู้สึกหวั่นไหว หรือกระโดดโลดเต้นไปตามที่เขาแสดงออก แต่ถ้าเป็นในชีวิตประจำวัน เพียงได้เห็นได้ฟังคนพูดโวยวาย หรือมีสีหน้าไม่เป็นมิตรเดินเฉียดเข้ามาเท่านั้น ใจก็ขุ่นเคืองขึ้นมาทันทีเลย

จากสองเหตุการณ์ที่เล่ามานี้คงเป็นเพราะว่า ฉันใช้ชีวิตแต่ละวันแต่ละขณะไปตามอัตโนมัติ เหมือนกึ่งรู้กึ่งไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังทำอะไร กำลังเผชิญกับอะไรและรู้สึกอย่างไรในขณะที่เผชิญ ชีวิตในแต่ละวันต้องวิ่งทำโน้นทำนี้ด้วยความเร่งรัด ต้องตอบสนองทุกอย่างรวดเร็วเป็นอัตโนมัติ เร่งรีบจนแทบไม่เห็นรายละเอียดที่เกิดขึ้นรอบตัว เวลาพูดคุยกับสามีและลูก ๆ มันเหมือนโต้ตอบไปมาเร็วเสียจนต่างฝ่ายต่างไม่ได้รับรู้ความรู้สึกนึกคิดที่แท้จริงและที่อยู่ลึก ๆ พอพูดขัดหูขัดใจหน่อยก็โวยวายกันได้ง่าย ๆ บางทีลูกค้าขอดูของนานหรือต่อรองราคามากก็หงุดหงิดใจง่าย และหายหงุดหงิดไปตอนไหนก็ไม่รู้ เกิดขึ้นตอนไหนก็ไม่รู้ เวลาขับรถไปส่งของรถติดหน่อยก็อารมณ์เสีย หรือบางทีไปถึงต้องรอลูกค้าขนถ่ายสินค้าเข้าร้านนาน ก็รู้สึกใจมันดิ้นรนรอนานไม่ได้ เลยรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนใจร้อนรออะไรไม่เป็น ขาดความอดทนอดกลั้น อยากจะได้อะไรไว ๆ จะทำอะไรก็จะรีบให้มันเสร็จไว ๆ ไปถึงไว ๆ

มาถึงตรงนี้ก็ได้ข้อคิดว่า ชีวิตมันเหมือนขาดหายไปเยอะ ขณะที่ทำกิจสิ่งใดด้วยใจที่ไม่ตื่นรู้ ชีวิตจิตใจก็จะพุ่งทะยานเพื่อไปให้ถึงที่หมายไว ๆ ระหว่างทางที่กำลังทำจะมีอะไรเกิดขึ้น เพื่อจะได้ซึมซับรับรู้หรือเรียนรู้ก็พลอยว่างเปล่าไป พอถึงที่หมายยังไม่ทันไรก็พุ่งไปอีกจุดหมายหนึ่ง บางทีก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ที่กำลังทำเนี่ย ทำไปเพื่ออะไร และทำไมต้องเร่งรีบขนาดนั้น ที่สำคัญมาก ๆ ก็คือ ตั้งแต่สิ่งจุกจิกกวนใจ เล็ก ๆ ไปจนถึงเรื่องใหญ่ ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตฉันไม่เคยรู้สึกว่าต้องตั้งคำถามอย่างที่หลายคนในที่นี้ชอบตั้งว่า มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เป็นเช่นนั้น คงเพราะว่าฉันไม่เคยสนใจที่อยากจะรู้ถึงเหตุปัจจัยของแต่ละเหตุการณ์ หรือมีอะไรเป็นเบื้องหลังของความจริงนี้กระมังจึงทำให้ฉันยอมรับอะไรตามที่มันเป็นไม่ได้ ฉันว่าชีวิตจิตใจที่กระโดดโลดเต้นแบบนี้จึงเปราะบางมาก เวลาเผชิญอะไรจึงทำให้ยินดียินร้ายได้ง่าย อยากขอบคุณสำหรับประสบการณ์และข้อคิดดี ๆ ของเพื่อนทุกคน ที่ทำให้ฉันมองเห็นอะไรต่างไปจากเดิมบ้าง "

คนสุดท้ายเป็นนักธุรกิจ "ทุกคนคงทราบดีว่า ชีวิตนักธุรกิจนั้นต้องต่อสู้แข่งขันสูง แต่ละขณะจะมีความยุ่งเหยิงและมีสิ่งไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ ผมสังเกตว่าโลกธุรกิจนั้นต้องสับสปีดให้เร็วและต้องพร้อมเกือบตลอดเวลา ซึ่งมันทำให้ชีวิตจิตใจพลอยสับสนยุ่งเหยิงได้ง่าย ยิ่งไม่ได้ฝึกฝนความสงบนิ่งภายในด้วยแล้ว ดูเหมือนสถานการณ์และทุก ๆ อย่างภายนอกจะกำหนดและครอบงำเราหมด จิตของเราจะหวั่นไหว วิตกกังวลจนสะสมความเครียดได้ง่าย

ผมรู้ตัวดีครับว่า ถ้าอยู่ในภาวะแบบนี้นาน ๆ คำตอบดีๆ ในชีวิต หรือความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ จะเกิดขึ้นได้ยากมาก และทำให้ต้องสิ้นเปลืองเวลาไปกับการแก้ไขเรื่องเฉพาะหน้า ผมจึงชอบหาเวลาหลีกเร้นเพื่อปรับสมดุลของจิตใจให้เกิดความสงบนิ่ง และที่น่าแปลกใจก็คือ ช่วงเวลาที่จิตสัมผัสความเงียบสงัด ความคิดสร้างสรรค์ดี ๆ มักจะผุดบังเกิดขึ้น คำตอบที่ค้นหามานานก็มักจะโผล่ปรากฏขึ้นมาเหมือนกัน การฝึกฝนเพื่อตื่นรู้อย่างสม่ำเสมอมักจะส่งผลให้แต่ละวันของผม พร้อมเผชิญกับความสับสนวุ่นวายของงานโดยเฉพาะความไม่ลงตัวของคน และสามารถปรับตัวยืดหยุ่นได้ดีกับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดฝัน

แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ภาวะตื่นรู้มันช่วยทำให้ผมตระหนักถึง การทำธุรกิจอย่างถูกต้องตามครรลองคลองธรรม เพราะจิตที่ตื่นรู้อย่างแท้จริงจะสะกิดเตือนเราเสมอว่า สิ่งที่เรากำลังทำนั้นแท้จริงแล้วเรามุ่งหมายอะไร มีกุศลธรรมหรืออกุศลธรรมเป็นตัวกำหนด และในโลกธุรกิจที่เราทำอย่างละโมบนั้น ก็เพราะว่าเราไม่รู้เท่าทันจิต ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ของชีวิตแต่คนส่วนใหญ่ไม่สนใจ "

จากประสบการณ์ที่เป็นเสียงสะท้อนจากภายในของพวกเขา ล้วนสะกิดเตือนและชี้ชวนให้เรากลับมาให้ความสำคัญกับการฝึกเป็นอยู่อย่างรู้สึกตัวทั่วพร้อม เพราะโลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและสลับซับซ้อน และยังเต็มไปด้วยปัจจัยที่รุมเร้าให้เราลุ่มหลงมัวเมา ง่ายต่อการหันหลังให้จริยธรรมอันดีงาม ดังนั้นในช่วงนี้เป็นสัปดาห์วิสาขบูชาแห่งโลก และในวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๙ ก็จะเป็นวันครบ ๑๐๐ ปีชาตกาลของท่านพุทธทาสภิกขุ จึงขอเชิญชวนให้ชาวพุทธทุกท่านฝึกฝนสติหรือการตื่นรู้ให้เกิดเป็นความคุ้นเคยใหม่ของชีวิต ผลจากการฝึกฝนก็จะเป็นบทพิสูจน์ความจริงที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนว่า เหมาะแก่ชีวิตในทุกกาลสมัยหรือไม่ ทั้งยังเป็นการปฏิบัติบูชาคุณแด่พระพุทธองค์ และท่านอาจารย์พุทธทาสด้วยอีกสถานหนึ่ง