ที่มา : http://www.doolakorntv.com/play/28181
ก่อนหน้านี้ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB ได้พยายามใช้นโยบายต่างๆมากมาย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของยุโรป ทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงให้อยู่ในระดับที่ต่ำที่สุดในรอบประวัติศาสตร์ที่ 0.05% มีการประกาศใช้นโยบายในการเข้าซื้อสินทรัพย์คุณภาพดี และการปล่อยกู้ให้กับธนาคารพาณิชย์หลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความซบเซาทางเศรษฐกิจของยุโรปได้ จนในที่สุด ECB จึงตัดสินใจใช้มาตรการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล (QE) ซึ่งเป็นเครื่องมือสุดท้ายแล้วของ ECB
เหตุผลที่ ECB ต้องใช้มาตรการ QE เพราะอัตราเงินเฟ้อของยุโรปอยู่ในระดับที่ต่ำมากๆ ทำให้มีความเสี่ยงที่อาจจะต้องเผชิญกับปัญหาเงินฝืด ในขณะที่คนยุโรปว่างงานในระดับที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน ซึ่งเหตุผลทั้งสองอย่างนี้ ส่งผลให้การบริโภคและการขยายตัวทางเศรษฐกิจของยุโรปเริ่มมีการชะลอตัว จนอาจทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้อีกครั้ง ECB จึงได้มีการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล และตราสารหนี้ ด้วยวงเงินประมาณ 6 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2558 จนถึงสิ้นเดือนกันยายน 2559 หรืออาจจะนานกว่านี้ถ้ามีความจำเป็น คิดเป็นเม็ดเงินรวมกว่า 1.1 ล้านล้านยูโร
ผลกระทบต่อประเทศไทย
เงินทุนจากต่างชาติจะไหลเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น เพราะนักลงทุนต่างชาติได้มีการตอบสนองต่อมาตรการ QE โดยการขายเงินยูโรทิ้ง แล้วนำเงินไปลงทุนในตลาดอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่มากกว่า ซึ่งอาจส่งผลให้ค่าเงินบาทไทยมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น อาจมีผลผูกพันไปถึงราคาหลักทรัพย์และตราสารหนี้ที่อาจจะมีการปรับตัวขึ้นตาม แต่ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจะทำให้ความสามารถในการส่งออกของไทยลดลง จนในสุดก็จะเป็นการกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจจะต้องมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง
ที่มา : http://www.kasikornasset.com/TH/MarketUpdate/Pages/20150130.aspx
