กิจกรรมบำบัดจะขับเคลื่อนสุขภาวะคนไทยทั้งในและนอกโรงพยาบาลอย่างไร?

สวัสดีค่ะ ผู้อ่านทุกท่าน กลับมาเจอกันอีกแล้ว ครั้งนี้ก็มีเรื่องที่น่าสนใจมาเล่าสู่กันฟังนะคะ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (1 กุมภาพันธ์ 60) นักศึกษากิจกรรมบำบัดชั้นปีที่ 4 ได้มีโอกาสในการโต้วาทีใน 2 หัวข้อด้วยกัน ได้แก่ ระหว่างการบำบัดในโรงพยาบาลกับการบำบัดในชุมชน (Hospital based rehabilitation vs Community based rehabilitation) และ ระหว่างการเรียนรู้ในห้องเรียนกับการเรียนรู้แบบออนไลน์ (Traditional classroom vs Blended learning) ซึ่งทั้งสองหัวข้อมีความน่าสนใจมาก ดิฉันจะแสดงให้เห็นดังต่อไปนี้ค่ะ

"Hospital based rehabilitation vs Community based rehabilitation"

การให้บริการทางกิจกรรมบำบัดนั้น มีทั้งในโรงพยาบาลและในชุมชน ซึ่งไม่สามารถกล่าวได้ว่าอันไหนดีกว่ากัน เพราะทั้งสองนั้นก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันออกไป รวมถึงบริบททางวัฒนธรรมของผู้รับบริการอีกด้วย แต่ละฝ่ายก็จะมีการนำประเด็นและเหตุผลต่างๆมาโต้แย้งกัน ซึ่งในแต่ละประเด็นก็จะมีงานวิจัยที่มารองรับ เพื่อสนับสนุนให้เหตุผลนั้นมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

ข้อดีของ Hospital based rehabilitation

  • มีเครื่องมือทางการแพทย์ที่พร้อมและครบครัน
  • มีสหวิชาชีพในการร่วมกันให้บริการ
  • ผู้รับบริการบางประเภทต้องได้รับการบริการในโรงพยาบาลเท่านั้น เช่น ผู้รับบริการที่เกี่ยวข้องกับทางศาล
  • สถานที่มีความปลอดภัย
  • สามารถควบคุมโปรแกรมการรักษาได้
  • มีนักโภชนาการในการดูแลควบคุมอาหาร

ข้อดีของ Community based rehabilitation

  • ค่าใช้จ่ายน้อย
  • สามารถปรับสิ่งของรอบตัวมาใช้เป็นอุปกรณ์ในการรักษาได้
  • ฝึกในบริบทจริง
  • สามารถปรับสภาพบ้านให้เหมาะสมกับผู้รับบริการได้
  • สามารถฝึกการทำงานได้
  • มีกิจกรรมทางสังคมร่วมกับผู้อื่น ทำให้มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีขึ้น

จากข้างต้นก็จะเห็นว่า ทั้งการให้บริการทางโรงพยาบาลและชุมชนก็จะมีข้อดีแตกต่างกันออกไป ซึ่งทั้งคู่ก็จะให้ความสำคัญถึงผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับการบริการสูงสุดและมีประสิทธิภาพมากที่สุด และจะต้องมีทั้งสองควบคู่กันไป เพราะผู้ป่วยในระยะแรกก็จะต้องได้รับการบริการจากโรงพยาบาลก่อน เนื่องจากมีอุปกรณ์เครื่องมือการแพทย์ที่พร้อมและมีทีมสหวิชาชีพในการช่วยกันดูแล จากนั้นในระยะการฟื้นฟูก็ค่อยกลับมารักษาตัวในชุมชน ซึ่งอยู่ในบริบทจริง แสดงออกถึงความสามารถที่แท้จริง สามารถต่อยอดถึงบทบาท ณ ขณะนั้นได้ และช่วยส่งเสริมทางด้านสุขภาพจิตอีกด้วย

"Traditional classroom vs Blended learning"

Traditional classroom คือการเรียนการสอนในห้องเรียนแบบดั้งเดิม มีการเผชิญหน้ากันแบบ Face to face ของผู้เรียนและผู้สอน ส่วน Blended learning คือ การเรียนแบบผสมผสาน เป็นการเรียนแบบออนไลน์ในคาบที่เป็นทฤษฎี ส่วนคาบปฏิบัติก็จะลงปฏิบัติจริเช่นเดียวกับการเรียนการสอนแบบเดิม แต่การเรียนแบบผสมผสานนี้จะพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองมากยิ่งขึ้น

ข้อดีของ Traditional classroom

  • ผู้เรียนสามารถสอบถามได้ทันที เมื่อมีข้อสงสัย
  • ผู้สอนสามารถสังเกตสีหน้าของผู้เรียนได้ขณะสอน
  • มีปฏิสัมพันธ์กับผู้สอนและเพื่อน

ข้อดีของ Blended learning

  • สามารถย้อนกลับมาทบทวนบทเรียนได้
  • ไม่มีสิ่งเร้ารบกวน
  • มีความยืดหยุ่นในการรจัดตารางเวลาเรียน

การเรียนทั้งสองแบบนั้นมีข้อดีแตกต่างกันออกไป ซึ่งการเรียนแต่ละแบบนั้นขึ้นอยู่กับผู้เรียน ความชอบ ความพร้อมของเทคโนโลยี และบริบทวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ จากงานวิจัย ในบางประเทศการเรียนแบบ Traditional classroom ดีกว่า Blended learning แต่บางประเทศก็สลับกัน ส่วนในของประเทศไทยนั้น การเรียนแบบ Traditional classroom ยังคงเห็นผลมากกว่า เพราะการเรียนการสอนในห้องเรียนนั้นมีมานานแล้ว ถ้าปรับเปลี่ยนกะทันหัน ผู้เรียนและผู้สอนอาจปรับตัวยาก แต่สำหรับอนาคต การเรียนแบบผสมผสานก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกได้เช่นกัน

ยังไม่จบเพียงเท่านี้ อย่าลืมมาปูเสื่อรอดูนะคะ

http://content.iospress.com/articles/work/wor01956

http://content.iospress.com/articles/work/wor00569

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน OT



ความเห็น (0)