เมื่อไม่กี่วันมานี้ ได้มีโอกาสอีกครั้ง ในการไปร่วมช่วยเหลือ แบ่งปัน
กับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหนึ่งในกทม. เป็นอีกครั้ง ที่รู้สึก "ปวดใจ"
ทั้ง ๆ ที่ก็เตรียมใจไว้ก่อนแล้ว คนเราอาจเลือกเกิดไม่ได้ในชาตินี้
แต่ตามความเชื่อส่วนตัว เราสามารถเลือกเกิดได้ในชาติต่อไป
กรรมที่เราทำในชาตินี้มีส่วนในการเป็นตัวกำหนดชะตากรรมชาติเกิด
ของเราในชาติต่อไป แต่หากใครปรารถนาไม่อยากจะเกิดอีก ก็คงต้อง
สร้างเหตุปัจจัยให้สอดคล้องกับเป้าหมายในใจของตัวเอง
+++
นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่เกิดความรู้สึก "ปวดใจ" เช่นนี้ กับการไปสถานที่ประมาณนี้
มีหลายคนบอกว่า ไม่อยากไป เพราะไปแล้ว "หดหู่" อันที่จริงในความรู้สึก ปวดใจ
หดหู่ เหล่านี้ก็มีข้อดี หากเรานำมาเปลี่ยนเป็นพลังดี ๆในการนำกลับมาใช้ชีวิตของเรา
+++
นั่งทบทวนตัวเองว่า เราจะสามารถช่วยเหลืออะไรได้ นอกจากการไปบริจาคเงิน
เลี้ยงอาหารกลางวัน หรือบริจาคสิ่งของ ข้อคิดที่กำลังจะแบ่งปันนี้อาจเป็นประโยชน์
ต่อเด็กๆ หรือต่อผู้ที่จะไปเป็นผู้ให้บ้าง ไม่มากก็น้อย
+++
ข้อคิดที่คิดได้ จากการได้ประสบพบมา จากการได้อ่านมา จากการฟังมา และจากการสนทนากับเจ้าหน้าที่
ทั้งนี้เป็นการรวบรวมจากทุก ๆ ที่ที่เคยไป มิใช่ที่ใดที่หนึ่ง
+++
หลักคิดในการไปเป็น "ผู้ให้" กับ เด็ก ๆ สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
1. หากเป็นไปได้ เราควรสืบค้นข้อมูล เกี่ยวกับการบริหารจัดการของสถานที่นั้น ๆ ว่าเป็นอย่างไร
เงินที่เราบริจาคไปนั้น มีสัดส่วนเป็นค่าบริหารจัดการเท่าไหร่ เด็กได้รับจริงๆ เท่าไหร่ (คิดเป็นเปอร์เซ็นต์)
บางที่ประโยชน์ที่เด็กจะได้รับนั้นน้อยมาก ส่วนใหญ่กลายเป็นค่าบริหารจัดการ เช่น พวกเงินเดือนผู้บริหารจัดการ
บางที่นั้นก็ให้เงินเดือนค่าผุ้บริหารจัดการสูงเกินความเป็นจริงที่ควรเป็น ข้อคิดเรื่องนี้ เป็นข้อคิดที่ฟังแล้ว
ก็คิดว่า ถ้ารู้ได้ง่าย ๆ ก็ดี เป็นเรื่องที่เห็นด้วยและควรทำ แต่ส่วนใหญ่แล้ว มันยากที่เราจะสืบรู้ได้
หากเป็นไปได้เราควรช่วยกันเป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกัน ในการแบ่งปันความรู้พวกนี้สู่สังคม ส่วนตัวในมุมนี้
ไม่เคยคิดมาก่อนเหมือนกัน ฟังมาแล้วน่าคิด เลยอยากนำมาชวนกันคิด และชวนกันแบ่งปัน
2. ก่อนไปสถานที่นั้น ๆ ที่เราคิดไว้ ควรโทร.ไปติดต่อประสานงานก่อนล่วงหน้า อาจสอบถาม
เรื่องของใช้ที่จำเป็น หรือสอบถามถึงสิ่งที่เด็กๆ ที่นั่นต้องการและขาดแคลนอยู่ วันเวลาที่จะไปว่าสะดวกไหม
มิใช่เอาแต่ใจ นึกอยากจะให้ อะไรก็ให้ ไม่สนใจผู้รับ อยากให้เอาใจเขา มาใส่ใจเรา ที่รู้ๆ มาพวกตุ๊กตา
ของเล่นบริจาคกันเยอะมาก โดยส่วนตัวเคยคิดเหมือนกัน ว่าจะนำของเล่นที่ลูกไม่ได้เล่นแล้ว แต่สภาพดี ๆ
นำไปแบ่งปันให้ บางคนนำของเล่นที่เล่นแทบไม่ได้ นำไปให้ เหมือนเปลี่ยนจากทิ้งลงถังขยะ เป็นไปให้
แทน ความรู้สึกดีกว่า รู้สึกว่าตัวเองได้บุญด้วย หรือตุ๊กตาฝุ่นหนาเตอะ นำไปให้ เหล่านี้ อยากชวนกัน
พิจารณาตัวเองให้บทบาทของผู้ให้ ว่าเราให้ เพราะเราเห็นใจเขา เราเห็นคุณค่าของเขา อยากช่วยเหลือ
แบ่งปันความรักให้เขา หรือเพราะทำเพื่อตัวเรากันแน่ รู้สึกว่าเป็นผู้ให้ รู้สึกว่าได้ทำบุญสร้างกุศล
จึงอยากชวนกันคิดทบทวนใจตัวเองดีๆ เราทำดี เพื่อความดี เพื่อผู้อื่น หรือ ทำดี เพื่อหวังจะเอาดีใส่ตัว
หวังสะสมผลบุญ พระพุทธองค์สอนให้เราเป็นผู้ให้ มิใช่เพื่อสร้างสม แต่เพื่อสละ ช่วยเหลือ ละทิ้งโลกนี้
3. สอบถามถึงกฎระเบียบของแต่ละที่ หรือข้อควรระวังต่างๆ ของสถานที่นั้น ๆ เช่น บางที่ห้ามอุ้มเด็ก
ห้ามกอดเด็ก ห้ามเข้าไปในห้องเลี้ยงเด็ก เหตุผลของเขาเช่น เด็กๆ เหล่านี้ป่วยง่าย ติดเชื้อง่าย เวลาไป
เราจะได้เป็นผู้ให้ โดยไม่เบียดเบียนใครโดยไม่เจตนา
4. ไม่ควรถ่ายรูปเด็กๆ หากเขาไม่ยินดี และบางสถานที่ก็จะมีกฎข้อนี้ระบุไว้เช่นกัน
ปัจจุบัน เรามักนิยมการถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก เราควรเคารพสิทธิของเด็ก ๆ
ไม่ถ่ายรูปบันทึกไว้ แต่บันทึกความรู้สึกไว้ในใจ ก็คงมีค่ามากพอเนาะ โดยส่วนตัวเคยไปสถานที่หนึ่ง
แล้วรู้สึกประทับใจ เด็กคนหนึ่่งมาก ชื่นชมที่เขาเป็นเด็กที่มีความคิด เป็นคนที่มีคุณค่า รู้สึกว่า
ลูกเราต่างหากที่เป็นเด็กด้อยโอกาส เขาอาจขาดโอกาสบางอย่าง แต่การขาดนั้นก็ทำให้เขาได้พบโอกาส
ในการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอย่างมีชีวีวา มีคุณค่าน่าประทับใจเลยขออนุญาตเขา และเขาก็ยินดีอย่างมาก
ที่จะถ่ายด้วย และยังเรียกให้เราถ่ายเขาอีก พลังความคิดของเรา ก็มีผลอย่างมากนะคะ คิดว่าขึ้นอยู่
กับว่าเขาถ่ายด้วยความรู้สึกอย่างไร เห็นคุณค่าของเขา หรือ เห็นว่าภาพเขากับเราจะสร้างคุณค่าให้ตัวเรา
ดูดีในวงสังคม
5. หากเราไม่ได้ไปทำกิจกรรมใด ๆ ไปแค่บริจาคของ เป็นไปได้ก็อยากให้ไปจุดบริจาคของส่งมอบแล้วกลับ
ไม่ต้องมีพิธีส่งมอบให้เด็ก ๆ มาเข้าแถว ยืนเรียงขอบคุณรับทีละคน ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าใครให้เขา แต่
ก็รับรู้ว่ามีใครสักคนบนโลกใบนี้เห็นคุณค่าในการมีชีวิตอยู่ของเขา นำสิ่งของเหล่านี้มามอบให้ เจ้าหน้าที่ก็จะ
จัดการแจกจ่ายเด็กๆ เองตามเวลาที่เด็กสะดวก มิใช่ตามเวลาที่เราสะดวก
6. ในการไปของเราหากต้องไปทำกิจกรรมด้วย เป็นไปได้ อยากให้แต่งตัวธรรมดา ๆ ไม่ต้องเยอะ
เหล่านี้อาจส่งผลต่อใจของเขา โดยเฉพาะกับเด็กที่เข้าสู่วัยรุ่น หรือเป็นวัยรุ่น เขาอาจเห็นว่าเราแต่งตัวดูดี
มีโทรศัพท์แพง ๆ ก็จะทำให้เขาเกิดความทุกข์ใจ โดยที่บางทีเราก็ไม่ได้เจตนา เคยมีครั้งแรกที่ไป สมัยนั้น
ก็ยังเป็นคนเยอะ แต่งตัวเยอะ ทั้งตัวเองและแต่งตัวให้ลูก พาลูกไปด้วย แววตาของพวกเขา ทำเอาใจเรา
ร้าวเลยทีเดียว ยิ่งมีเด็กคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้และถามว่า "น้องเป็นลูกของน้าเหรอคะ น้องน่ารักมากค่ะ
ชุดของน้องสวยจัง" แววตาที่รู้สึกโหยหาความรัก และเสียงทีเ่ปล่งออกมารู้สึกสึกความร้าวลึกๆ ในใจ
ตั้งแต่นั้นมา ตั้งใจเลยว่า จะไม่แต่งแต่งเยอะไปสถานที่แบบนี้อีก และหากเป็นไปได้จะไม่พาลูกไปด้วย
เพราะเหมือนเป็นการสะกิดปมในใจของเขา
7. เตรียมใจไว้ให้พร้อม และโปรดระวังคำพูดเชิงสงสารของเรา หากมีโอกาสได้พูดคุยกับเขา
ก็ควรคุยเรื่องทั่ว ๆ ไป เหมือนคุยกันธรรมดา ๆ ไม่ดราม่า พูดคำพูดที่คิดว่าจะสร้างพลังใจ ทำให้เขา
เห็นคุณค่าในตัวเอง
8. ในการไปเลี้ยงอาหารกลางวัน ควรให้เขาทานอาหารเอง หากเขาสามารถทานได้ ไม่ควรป้อน
หรือเอาใจใส่จนเกินเหตุ เพราะอาจทำให้เขาอ้อนพี่เลี้ยงมากขึ้นเมื่อเรากลับไป
ธรรมดาเด็ก ๆ ต้องการความรัก การดูแล และเอาใจใส่ แต่ความเป็นจริงจำนวนพี่เลี้ยงเท่าที่เคยไป
ก็ไม่เพียงพอกับความต้องการ จำนวนเด็ก
9. เท่าที่ทราบมา พวกขนมถุงๆ กรุบกรอบทั่วไปเยอะมาก ไอติม เด็ก ๆ เบื่อ เพราะใคร ๆ ก็มักนำขนม
พวกนี้มาแจก เคยไปครั้งหนึ่งกับลูกพี่ลูกน้อง เขาสามารถทำปาท่องโก๋ได้ เขานำอุปกรณ์ต่างๆ ไป
และไปทำสด ๆ หน้างาน และชงโอวัลตินแจกเด็กๆ เด็กๆ ดูตื่นเต้น มาคุยมาถาม ทำอะไร ทำอย่างไร
ให้เขาทำบ้างได้ไหม และพอทำเสร็จก็ต่อคิวกันยาวอย่างกะตือรือร้น มีวนมาขอซ้ำ เห็นแล้วรู้สึกว่า
เขามีความสุขมากจริงๆ อาจยุ่งยากสำหรับเรา แต่ก็คุ้มค่านะคะ กับการที่ทำให้พวกเขามีความสุข
อิ่มและอร่อย ไม่แน่บางคนก็อาจจดจำและเก็บไว้ทำเป็นอาชีพก็ได้
10. ไม่ควรแอบให้เบอร์โทร.เด็ก ที่อยู่ติดต่อ เคยอ่านเจอว่า มีเด็กแอบหนีออกไป เพื่อจะไปพบ
กับผู้ให้เบอร์ หากเขาเจอเราก็รอดไป แต่ถ้าไม่เจอ หายไปกลางทางอันนี้น่าเป็นห่วง
11. เรามักว่างไปเลี้ยงอาหารกลางวันเสาร์ - อาทิตย์ แต่ที่ทราบมา วันจันทร์ - ศุกร์จะเป็นวันที่
เด็ก ๆ เขาเรียน เสาร์-อาทิตย์ เป็นวันที่เด็กๆ จะได้พักผ่อน หรือทำกิจวัตรอื่น ๆ ของตัวเอง
หากเป็นไปได้ ไปวันธรรมดาน่าจะดีต่อเด็ก ๆ มากกว่า แต่หากเป็นกรณีบริจาคของแล้วกลับ
แบบไม่ต้องเกณฑ์เด็ก ๆ มายืนขอบคุณเข้าแถวรับอันนี้ไปเสาร์-อาทิตย์ ก็ไม่เป็นปัญหาเนาะ
แต่ก็ควรประสานงานไปก่อน
12. อย่ารับปาก สัญญา ว่าจะมาอีก ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าจะได้มาไหม มาเมื่อไหร่ วันไหน เพราะ
อาจทำให้เขารอ และอาจผิดหวัง ใจพัง นึกถึงเรา หากเราเป็นเด็กกำพร้าแบบนี้ มีใครสักคน
เข้ามา แล้วเราก็รู้สึกว่า คนๆ นี้เป็นคนที่่รักเขา สัญญาว่าจะมาหาอีก แต่แล้วก็ไม่มา
เราจะรู้สึกอย่างไร
13. มีบางที่ ๆ เขาให้เราสมัครเป็น พี่เลี้ยง แม่เลี้ยง พ่อเลี้ยงจิตอาสาได้ แต่มีข้อตกลงว่า
เราจะได้ดูแลเด็กเพียง 1 คน และต้องมาดูแลทุกอาทิตย์ต่่อเนื่องกัน จนกว่าเด็กจะได้ที่อยู่
หรือมีคนมารับเลี้ยง ในเรื่องนี้ส่วนตัวคิดว่า ต้องคิดดีๆ ว่าเรามีเวลาจริงๆ ไหม เราพร้อมที่จะ
ดูแลชีวิตอีก 1 ชีวิตจริง ๆ หรือเปล่า อย่าทำแค่อารมณ์สงสารชั่ววูบ เรื่องของใจส่วนตัว
คิดว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ควรใส่ใจระวัง
+++
แบ่งปันไว้เป็นเพียงข้อคิด มิใช่ข้อบังคับค่ะ และขอให้วางใจให้เป็น
เราไม่สามารถช่วยเด็กทั้งโลกได้ แต่เราก็สามารถทำได้เท่าที่เราทำไหว
กำลังของเราอาจน้อยนิด เมื่อเทียบกับความต้องการของเด็กทั้งโลก หรือเอาแค่ใน
ประเทศไทย แต่ 1 กำลังของเราหากร่วมด้วยช่วยกัน รวม ๆ กัน ก็เป็นพลัง
ที่ยิ่งใหญ่ได้เหมือนกันนะคะว่าไหม