เตรียมค่ายเกี่ยวรักถักร้อยสานสายใย จากใจพี่ถึงน้อง

"เหตุบังเอิญไม่มีในโลก ทุกสิ่งล้วนมีเหตุผลและวาระของเรื่องราว ตามกาลเวลา"

หลังจากความสำเร็จของการจดทะเบียนจัดตั้งกลุ่มนิสิตพรรคชาวดิน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

เมื่อมีประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2559 คงไม่ใช่เหตุบังเอิญหรืออย่างไร

แต่คงเป็นเพราะกาลเวลานำพาโชคชะตาบนวิถีกิจกรรมนิสิต

พรรคชาวดินในอดีต ปี 2520 เป็นเหตุต้นส่งผลมายัง ณ ปัจจุบัน ที่เป็นบ่อเกิด

ภูมิปัญญา ปรัชญา และสร้างคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์เพื่อพัฒนาชาติไทย

ด้วยความรัก และความห่วงใย ความหวังดี ความคิดถึง กาลเวลา สถานการณ์

เป็นเรื่องราวต่อกันสายใจสายสัมพันธ์ุ จึงทำให้พี่ๆศิษย์เก่าพรรคชาวดิน

มศว.มหาสารคาม ม.มหาสารคาม มีแนวคิดขึ้นและจัดโครงการ

"ค่ายเกี่ยวรักถักร้อยสานสายใย จากใจพี่สู่น้อง"

โดยมีคุณพี่ไพรัช สุภัคคะ (พ่อตี๋)ประธานโครงการ

ท่านอ.ดร.รณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล (อ.แดง) เจ้าของสถานที่และโครงการ

คุณพี่อรวรรณ เหม่นแหลม (พี่ติ๊ก) ผู้ประสานงาน

คุณพี่พรรณี เสมอภาค (แม่หน่อย) ที่ปรึกษาโครงการ

ท่าน ดร.เจริญ ศรีแสนปาง ที่ปรึกษาโครงการ

คุณพี่สงวน สงทุ่ง เหรัญญิก

โดยมีแนวคิดจัดโครงการค่ายนี้ขึ้นมา โดยการนำข้าวอินทรีย์จาก ท่านอ.แดง

จำนวน 1000 ก้อน มาขายให้พี่ๆศิษย์เก่า และส่วนที่เหลือนำมอบให้แก่ต้นกล้าชาวดิน

รุ่นใหม่ เพื่อใช้ในการเป็นทุนทำกิจกรรม และกิจกรรมนี้ยังเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ

สร้างความคิด ส่งเสริมความรู้ แนวทางการใช้ชีวิต บนวิถีของคนชาวดินในอดีตสู่ปัจจุบัน

ซึ่งทำให้เป็นการสานสัมพันธ์พี่สู่น้องผ่านเรื่องราว เรื่องเล่า ประสบการณ์ โดยประสานงานผ่านทาง

คุณพี่พนัส ปรีวาสนา ให้ติดต่มายังผู้เขียน


เพื่อเตรียมการเข้าร่วมกิจกรรมที่พี่ๆจัดให้ ผู้เขียนเองซึ่งรับผิดชอบ

ในนามของประธานกลุ่มนิสิตพรรคชาวดิน จึงได้เขียนโครงการเพื่อขออนุมัติจากกองกิจการนิสิต

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อเข้าร่วมกิจกรรม และได้รับให้จัดกิจกรรมได้ ภายใต้การบูรณาการ

โครงการ "ค่ายเรียนรู้วิถี ข้าวอินทรีย์เพื่อชุมชน"

ได้ประชุมกัน 2 วาระ วาระเเรกสืบเนื่องจากค่ายต้านลมหนาว สานปัญญา

หลังจากที่กลับจากค่ายนี้ เราไม่มีทุนสำรองของพรรคทำกิจกรรม มีเพียงบางส่วนคงไม่พอ

เป็นแน่แท้ จึงวางแผนระดมทุน ขอความร่วมมือคณะกรรมการและสมาชิกไปค่าย

ร่วมซื้อข้าวอินทรีย์ คนละ 1 ก้อน ราคา 50 บาท เหตุที่ส่งโครงการล่าช้าจึงไม่ได้รถ

ของกองกิจการนิสิต จึงจำเป็นต้องเหมารถจำนวน 3000 บาท

วาระที่ 2 ประชุมเรื่องเตรียมการไปค่าย และวางแผนกิจกรรม

ได้แบ่งหน้าที่ 2 ส่วน คือ ส่วนไปเตรียมสถานที่ กับส่วนลำเลียงคนไปค่าย

มีหน้าที่ย่อย ได้แก่ เช็คยอดจำนวนคน ประสานรถรับเหมา ระดมทุน บริหารจัดการ และฝ่ายพยาบาล

ส่วนตัวผู้เขียนได้มาสำรวจสถานที่ ณ กฤษณกรณ์ฟาร์ม ต.หนองพอก อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด

เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. เพื่อมาแพ็คข้าวกับติดสติกเกอร์ ได้มาพบกับท่าน อ.ดร.แดง

เมื่อเจอท่านรู้สึกตื่นเต้นมาก จนทำตัวไม่ถูก ผมขับรถมอเตอร์ไซด์มากับเพื่อน 1 คน ชื่อนายอนิรุทธิ์

(นนท์) ท่านได้ออกมาพูดคุยนิดหน่อยและสั่งข้าวกล่องมาให้ทาน หลังจากทานเสร็จก็เดินสำรวจพื้นที่

แต่ไม่ได้พูดคุยกับท่านมากนัก เพราะท่านเดินตรวจงานในฟาร์ม แต่ได้พูดคุยกับพนักงานในฟาร์ม

เรื่องราวต่างๆน่าทึ่งมาก กับดร.ประสบความสำเร็จบนวิถีอินทรีย์ ที่สร้างสรรค์ประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่

เวลาประมาณ บ่าย 2 ท่านได้ให้พนักงานพาผมและนนท์ไปเอาข้าวก้อน มาแกะแพ็คออก และทำการนับให้ครบ

800 ก้อน ทำเอาเหงื่อตกเลยทีเดียว แต่หลังจากนั้นท่านได้บอกว่า "คน 2 คนคงติดสติกเกอร์ไม่ได้

ค่อยมาติดวันงานอีกครั้ง บริหารจัดการให้ดี รุ่นพี่ๆเขาช่วยพวกคุณได้แค่นี้ ให้รีบกลับขับรถไม่ต้องเร็ว

แต่ให้ถึงจุดหมาย" หลังจากนั้นผมจึงลาท่านกลับ และรับรู้ถึงความรู้สึกห่วงใย

ผมได้ประสานงานกับพี่ติ๊กและคุยกับพ่อตี๋เรื่องโครงการ ว่ามีอะไรให้พวกผมช่วยบ้าง ท่านบอกว่า

"รบกวนประสานงาน พาเพื่อนมาร่วมงานก็โอเคแล้ว" ผมจึงอาสามาช่วยเตรียมงานกับเพื่อนชาวดิน

อีก 3 คนได้แก่ ต่อ นนท์ ก็อต โดยเดินทาง 7 นาฬิกา ของวันที่ 16 ธ.ค. ณ บขส.มหาสารคาม

ถีง บขส.ร้อยเอ็ด เวลา 10 โมงเช้า พี่ติ๊กได้โทรถามตลอดและอาสามารับที่บขส.

แต่ความใจร้อนและเกรงใจของพวกผมก็เลยนั่งรถสองแถวสายธวัชโพนทองไปเอง

แต่ก็ลงที่ ปตท.ร้อยเอ็ด นั่งรอพ่อตี๋ และพี่ติ๊ก มารับที่หน้าเซเว่น สักพักพอมาถึง

ก็เลยพาทานข้าว ข้าวเหนียว ไก่ย่าง ส้มตำ และเดินทางต่อไปยังฟาร์ม

ไปถึงก็ไม่รอช้าสำรวจสถานที่เดินเล่นตามคันนาท้องไร่คุยกับเพื่อน อีก 3 คน เดินไปมา

เห็นรูหนู หนองปลา คุยเป็นภาษาอีสานว่าอยากอูดหนู และสาปลา ถ้ามีเวลา 55555

และมายังสถานที่อีกครั้งโดยประชุมวางแผนสักพักถึงเรื่องเวทีทำกิจกรรม และที่นอนค้างคืน

สถานที่ก็ไม่มีอะไรมาก มีป้ายผ้าที่เขียนมาจากม. และฟางก้อนที่เตรียมไว้สูงท่วมหัวจำนวนนึง

และไม้ยูคาเก่าจำนวนนึงที่ช่วยกันแบกมา

ทำการขนฟางทำเวที และสร้างคอนโดฟาง โดยความคิดของเราชาวดิน ที่มีที่เดียวในโลก

ถึงกำลังคนจะน้อยแต่เราไม่ถอย สู้ทำเต็มที่ ช่วยกันคนและพ่อตี๋กับพี่ติ๊กก็มาร่วมแรงร่วมใจเช่นกัน

โดยมีแนวคิดว่าทำเป็นเวทีฟาง และใช้เชือกล้อมฟางก้อน หมุนตาน็อต (การทำให้เชือกรัดฟางให้แน่น)

ใช้เวลาไม่นานเท่าไร ก็นำไม้ยูยามาขึงป้ายผ้า ประสานรถเกี่ยวข้าว กับรถไถมาจอดข้างเวที

สถานที่เสร็จเรียบร้อยมานั่งถ่ายรูปอย่างภูมิใจ และส่งไปรายงานสถานการณ์ในเฟสบุคและกลุ่มไลน์

คำ่คืนของวันที่ 16 ผมและเพื่อนต้องทดลองนอนคอนโดฟาง ได้จับจองกันคนล่ะเฟส

ค่ำคืนที่เหน็บหนาว รอทานข้าวเย็น ประมาณเวลา 19.00 น. พ่อตี๋และพี่ติ๊กเรียกไปทานข้าว

ที่กระท่อมหน้าสำนักงาน ทานเสร็จ อ.แดงได้นำเบียร์มาให้พ่อตี๋กับพี่ติ๊ก และท่าน

และพวกผม แต่เขิลอายทีแรกเลยไม่กล้ากิน นั่งไปสักพักท่านก็เลยส่งมาให้อีกก็เลย

กล้าที่จะเปิดจิ๊บทีละนิดๆกับเพื่อนนท์ 555555 ฟังเรื่องราวเรื่องเล่า

ชีวิตของท่าน กว่าจะประสบความสำเร็จ ต้องผ่านเรื่องราวมากมาย

และได้เป็นบุคคสำคัญที่ทำกิจกรรมพรรคชาวดิน

ความเจ้าชู้คราวเป็นนิสิต และความโก้หรูกับการปั่นจักรยานจากสารคามมาร้อยเอ็ด

พาผู้สาวมาให้พ่อกับแม่ดู และพอกลับไปก็ต้องเลิกลา ทำเอาคนในวงสนทนาหัวเรอะกันทีเดียว

และพบกับคู่ชีวิตที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา การแต่งงานที่ไม่ได้จัดงาน

การเป็นผู้บริหาร นิสัยในรูปแบบต่างๆ เช่น ผู้บริหารสันดานภารโรง ผู้บริหารสันดานเสมือน

ผู้บริหารสันดารใช้ และวาทะกรรมเด็ดมากมาย ผู้เขียนอาจจำไม่ได้หมด

การสนทนาพาทีคืนนี้รู้สึกว่ามีสาระ ปะปนเรื่องฮาขำขัน แบบเรื่องเล่าผสมผสานความรู้

กระตุกต่อมคิด และสร้างแรงบันดาลใจเป้นอย่างมาก และก็ได้เวลาพอสมควรก็ได้แยกย้ายกันพักผ่อนตามอัธยาศัย

แต่บรรยากาศคืนนั้นหนาวเหน็บอุณหภูมิ 16-18 องศา มีแซวกันว่าจะมีคนไม่อาบน้ำ 5555



เช้าวันรุ่งขึ้น วันที่ 17 อากาศเย็นมาก อุตส่าห์ตั้งใจไว้ว่าจะตื่นมาแต่หกโมงเช้า

เพื่อสาปลาในหนอง แต่ตื่นมาแล้วพอออกจากคอนโดฟางสภาพร่างกายปรับตัวไม่ทันหนาวมาก จนต้องหมุดเข้าไปในคอนโดฟาง

จนเวลาประมาณ 7 โมงเช้า พ่อสิทธิ์ได้มาเยี่ยมแต่เช้า เห็นสายแล้วพวกผมไม่ออกจากเต้นท์กัน ก็เลยมาเรียกให้ออกมาทานปาท่องโก๋

หมูแดดเดียว ข้าวต้มมัด ก็ได้ถามข่าวข่าวกันอย่างสนิทสนมเหมือนพี่น้องครอบครัวเดียวกัน จะว่าเป็นบ้านชาวดินเลยก็ว่าได้

เช้ามานี่มีความสุขและแสนสุดประทับใจตามแบบฉบับของชาวดิน และเตรียมนุ่นนี่นั่นต่างๆ

เพื่อรอเพื่อนสมาชิกจาก ม.มหาสารคาม เดินทางมาร่วมกิจกรรม



พ่อตี๋กับพี่ติ๊กได้ไปติดป้ายหน้าปากซอยเลียบคลองชลประทาน

พวกผมได้ทำหุ่นไล่กามาประดับเวทีคนละตัว จัดสถานที่ลงทะเบียน จัดกระเช้าข้าว

คนจัดกระเช้าก็เป็นฝีมือของก็อต กับต่อหน้าตาไม่ให้แต่ใจรัก เพิ่งค้นพบตัวเอง555(มีแซว)

หลังจากนั้น ก็ทานข้าวเที่ยงพร้อมรอต้นรับพี่ๆศิษย์เก่าและสมาชิกต้นกล้าชาวดิน

"คำที่ว่าไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาติขาดกันไม่ได้นี้

ผมเชื่อแล้วว่า เป็นความจริง เกิดจากเชื่อมั่นและศรัทธา

สานสัมพันธ์พี่น้อง การใช้ชีวิต และการดำเนินการวิธีการ

บนฐานกิจกรรมในอดีตสู่ปัจจุบัน รุ่นสู่รุ่น

เหมือนถนนต้นสาย สร้างไปถึงจุดหมายเพื่อมวลชน

ความรัก ความคิดถึง ความห่วงใย ด้วยเหตุและปัจจัย

ทำให้ผู้เขียนสัมผัสได้ ถึงปรัชญาของพี่น้องชาวดิน

จะผ่านคืนวัน นานแรมขวบปี แต่ก็ยังศรัทธา เชื่อมั่นต่อกันอย่างเหนียวแน่น

ผมขอขอบคุณทุกโอกาสที่มีส่วนให้ช่วยจัดเตรียมกิจกรรมนี้

จนเป็นโมเดลระดับงานช้างเลยทีเดียว"

ภาคเตรียมค่ายได้สำเร็จลุล่วง และเป็นที่น่าภาคภูมิใจ

หากมีรายละเอียดหรือกล่าวพลาดพิง หรือกล่าวตกประการใดผู้เขียนก็ขออภัย มา ณ ที่นี้

โปรดติดตามตอนต่อไป เรื่องเล่า ค่ายเกี่ยวรักถักร้อยสายใจ จากใจพี่สู่น้อง

วันงานจริง 17-18 ธ.ค. เตรียมพบกับการสัมผัสด้วยใจจากใจสู่ใจ ไม่มีอะไรขวางกั้น

งานนี้ขาดบุคคลสำคัญ 3 ท่านไปคงดำเนิไม่สำเร็จ ขอบคุณพ่อตี๋ อ.ดร.แดง พี่ติ๊กผู้ประสานงานทุกภาคส่วน

เพื่อนร่วมเดินทางและจัดเตรียม นายคุณากร แก้วหานาม นายอนิรุทธิ์ อุปชิต นายวสันต์ ทันพรม

และความหวังดีที่พี่ๆได้พร้อมใจกันมอบทุนให้ต้นกล้าชาวดินรุ่นใหม่ ขอขอบคุณด้วยใจคารวะ

#ศรัทธาเชื่อมั่น

#กิจกรรมเพื่อส่วนรวมและสังคมที่ดีกว่า

#กลุ่มนิสิตพรรคชาวดิน

ผู้เขียน...มหาชาวดิน(ณัฐพล)

20 ธ.ค. 59

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน แผนที่ชีวิต



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

เปรียบเสมือนการเริ่มยุคใหม่ของชาวดิน เห็นน้องๆ ทำกิจกรรมด้วยความรัก รักในความเป็นนักกิจกรรม สืบสานตำนานชาวดิน

ชาวดิน'40