พระราชกรณียกิจในงานสังคมสงเคราะห์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มูลนิธิราชประชานุเคราะห์
ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา พระองค์ได้เสด็จออกเยี่ยมเยียนประชาชนในทุกท้องที่ของประเทศแม้แต่ในท้องถิ่นทุรกันดารห่างไกลทรงพระราชทานความช่วยเหลือแก่ผู้ยากจนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้พระราชกรณียกิจด้านการสังคมสงเคราะห์ เห็นได้จากการที่พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งมูลนิธิ " มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ " ขึ้น ความเป็นมาของมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ คือ ในระหว่างวันที่ ๒๕ - ๒๖ ตุลาคม ๒๕๐๖ ได้เกิดภัยพิบัติอันเกิดจากพายุโซนร้อนได้พัดผ่านทางตอนใต้ของประเทศไทย ยังความเสียหายให้แก่ชีวิตทรัพย์สินเป็นจำนวนมากในจังหวัดภาคใต้ ๑๕ จังหวัด โดยเฉพาะที่บ้านปลายแหลม ตำบลตะลุมพุก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยในความทุกข์อันใหญ่หลวงของพสกนิกรในครั้งนี้เป็นอย่างยิ่งได้โปรดเกล้า ฯ ให้สถานีวิทยุ อ.ส. พระราชวังดุสิตประกาศชักชวนให้ประชาชนผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเงินและสิ่งของโดยเสด็จพระราชกุศลช่วยเหลือผู้ประสบภัยครั้งนั้นประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศตลอดจนรัฐบาลมิตรประเทศได้ช่วยบริจาคเงินและสิ่งของโดยเสด็จพระราชกุศลเป็นจำนวนมากเฉพาะเงินสดได้ ๑๑ ล้านบาทได้ทรงให้จัดตั้งเป็นทุนเพื่อหาดอกผลสำหรับเด็กยากจนอนาถาขาดบิดามารดาที่ประสบภัยในครั้งนั้นตลอดจนราษฏรผู้ประสบสาธารณภัยอื่นอีกด้วย โดยโปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งชื่อว่า " มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ " พระองค์ได้พระราชทานพระราชทรัพย์เป็นทุนประเดิม ๖ ล้านบาทและพระราชทานสมทบอีกในบางโอกาสซึ่งต่อมาภายหลังมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ได้ปฏิบัติงานให้ความช่วยเหลือและสงเคราะห์ผู้ประสบภัยมาโดยตลอดนอกจากการสงเคราะห์ผู้ประสบภัยแล้ว ต่อมาปรากฏว่า ท้องที่ประสบภัยขาดสถานศึกษาและในบางแห่งในจังหวัดภาคใต้ประชาชนยากจนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ใช้รายได้จากดอกผลของมูลนิธิ ไปก่อสร้างโรงเรียนประถมศึกษาขึ้นและแต่ละหลังได้รับพระบรมราชานุญาตให้ตั้งชื่อใหม่ว่า " โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ " เรียงตามลำดับการก่อสร้างก่อนหลัง
โครงการพระดาบสตามกระแสพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่
แนวกระแสพระราชดำริดังกล่าว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานให้ พลตำรวจตรี สุชาติ เผือกสกนธ์ รับไปดำเนินการทดลองเปิดอบรมวิชาช่างไฟฟ้าวิทยุขึ้นก่อน โดยใช้สถานที่ของสำนักพระราชวัง ณ บ้านเลขที่ ๓๘๔/๓๘๖ ถนนสามแสน ตรงข้ามหอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี แล้วเปิดรับบุคคลที่มีความตั้งใจจริงที่จะหาความรู้ใส่ตน โดยไม่จำกัดเพศ อายุ และความรู้ รวมทั้งข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พลเรือน ที่ผ่านศึก และทุพพลภาพได้เข้าเรียน สำหรับครูหรือพระดาบสอาสาสมัครนั้นจะเป็นผู้มีความรู้ ความศรัทธา อาสาสมัครโดยเสด็จพระราชกุศล และมีคุณลักษณะพิเศษคือ มีความยินดีเสียสละให้ความรู้ของตนเป็นวิทยาทานโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น
การทดลองได้เริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ โดยมีผู้เข้าอบรม ๙ คน ในขั้นแรกได้กำหนดระยะเวลาการฝึกอบรมไว้ ๑ ปี ผู้ที่เข้ารับการฝึกอบรม จะสามารถซ่อมเครื่องรับวิทยุได้ แต่เมื่อปฏิบัติจริงแล้ว ปรากฏว่าใช้เวลาเพียง ๙ เดือนเท่านั้น ระหว่างการฝึกอบรม นอกจากวิชาช่างไฟฟ้าวิทยุ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติแล้ว ยังมีการอบรมศีลธรรมจรรยาและให้เคารพรักครูบาอาจารย์ ชาติ ศาสนา มีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ เมื่อผู้เข้ารับการฝึกอบรม มีความรู้ความเข้าใจทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติพอสมควรแล้ว สำนักงานโครงการฯ ได้เปิดบริการรับซ่อมเครื่องไฟฟ้าวิทยุ และรับงานติดตั้งไฟฟ้าภายในอาคาร ภายใต้การควบคุมดูแลของพระดาบส ผู้อบรม เพื่อให้ผู้ที่เข้าอบรมมีความรู้ประสบการณ์มากยิ่งขึ้น ทั้งเป็นการหารายได้ให้แก่ผู้ที่เข้ารับการฝึกอบรมในรูปสหกรณ์
การดำเนินงานตามโครงการนี้ระยะแรกๆ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สนับสนุนประมาณเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท เมื่อเสร็จสิ้นการฝึกอบรมตามหลักสูตรแล้ว ได้ทำการทดสอบวัดผล ปรากฎว่าสอบได้ ๗ คน นับได้ว่าได้ผลดีเกินคาด และเป็นไปตามกระแสพระราชดำริทุกประการ เพราะผู้ที่เข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาวิชาชีพต่างๆ บางคนมีปัญหาชีวิตประจำวัน หากปล่อยทิ้งไว้จะเสียคนเป็นปัญหาสังคม เช่น ยาเสพติด เป็นอาชญากร ฯลฯ อย่างแน่นอน แต่เมื่อเข้ารับการฝึกอบรมในโครงการนี้แล้ว สามารถกลับเนื้อกลับตัวได้ จึงเชื่อว่าผู้ที่เข้ารับการฝึกอบรมทุกคนได้รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ประกอบกับมีศรัทธาที่จะได้รับความรู้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงได้ตั้งอกตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างจริงจัง นับว่ากระแสพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้บังเกิดเป็นความจริงขึ้นแล้ว
หลังจากเปิดการฝึกอบรมแล้ว ๑ รุ่น และได้ผลเป็นที่น่าพอใจ สำนักงานโครงการฯ จึงได้ทดลองการเปิดอบรมหลักสูตรช่างไฟฟ้าวิทยุชั้นกลางขึ้น ซึ่งผู้สำเร็จการฝึกอบรมจากหลักสูตรนี้ สามารถซ่อมเครื่องรับโทรทัศน์สีและขาวดำได้ การทดลองในหลักสูตรช่างไฟฟ้าวิทยุในชั้นกลาง ปรากฎว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจเช่นกัน จึงได้เปิดอบรมรุ่นต่อๆ ไปขึ้น กับได้เปิดการฝึกอบรมหลักสูตรช่างเครื่องยนต์ขึ้นอีกหลักสูตรหนึ่ง ต่อมาสำนักงานโครงการฯ ได้พิจารณาเห็นว่า การรับการฝึกอบรมในหลักสูตรช่างไฟฟ้าวิทยุก็ดี ช่างเครื่องยนต์ก็ดี ก่อนที่จะเข้ารับการฝึกอบรม ควรให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมความรู้พื้นฐานทางช่างทั่วไปก่อน จึงได้เปิดการฝึกอบรมหลักสูตรเตรียมช่างขึ้นใช้ระยะเวลา 3 เดือน หลักสูตรนี้นอกจากจะให้ความรู้พื้นฐานทางช่างแล้ว ยังเป็นโอกาสที่จะทดสอบความตั้งใจ ความศรัทธา อดทนของผู้เข้ารับการอบรม และพระดาบสอาสาสมัครที่ทำหน้าที่ฝึกอบรมในแต่ละสาขาวิชา จะได้มีโอกาสพิจารณาคัดเลือกลูกศิษย์เข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตรที่ตนมีใจรัก และสติปัญญาของตนจะเอื้ออำนวยให้ศิษย์คนใดสติปัญญาไม่อำนวย เฉลียวฉลาดไม่เพียงพอที่จะศึกษาอย่างลึกซึ้งในหลักสูตรที่ค่อนข้างยุ่งยาก และซับซ้อนมีการคิดคำนวณมาก เช่น ช่างวิทยุ พระดาบสก็พิจารณาคัดเลือกให้ไปศึกษาในหลักสูตรที่ไม่ต้องใช้สมองมาก เช่น ช่างเดินสายไฟฟ้าภายในอาคาร ช่างเชื่อม ช่างเคาะ พ่นสี เป็นต้น โดยที่ลักษณะงานของโครงการนี้ คล้ายคลึงกับงานมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษในพระบรมราชินูปถัมภ์ จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผนวกโครงการพระดาบสไว้เป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิดังกล่าว ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๒๑ เป็นการชั่วคราว
เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๒๓ ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้มีคณะกรรมการจัดการทุนโครงการพระดาบสขึ้น โดยมีคุณหญิง วัลลีย์ พงษ์พาณิช เป็นประธานกรรมการ คณะกรรมการดังกล่าวได้ติดต่อประสานงานเชิญชวน และจัดกิจกรรมพิเศษเพื่อจัดหาเงินและสิ่งของ โดยเฉพาะข้าวสาร โดยเสด็จพระราชกุศล เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือกำกับดูแลโครงการพระดาบสอีกหนทางหนึ่ง
โดยที่การฝึกอบรมตามโครงการนี้ จะได้ผลต่อเมื่อ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมต้องเข้าพักอาศัยในสำนักงานโครงการตลอดการฝึกอบรม ซึ่งเกิดปัญหาสถานที่พักอาศัยไม่เพียงพอ เมื่อปี ๒๕๒๗ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สำนักงานโครงการฯ ดำเนินการก่อสร้างอาคารเรียนและหอพักเพิ่มเติมอีก ๑ หลัง โดยใช้เงินของโครงการฯ ในวงเงิน ๑.๘ ล้านบาท เป็นการแก้ไขปัญหา อาคารหลังนี้ได้รับความร่วมมือจากกรมโยธาธิการออกแบบ รายการก่อสร้าง สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ให้ความอนุเคราะห์ดำเนินการตามขั้นตอน
นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการตามโครงการพระดาบสมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๙ เป็นต้นมาจนถึง พ.ศ. ๒๕๓๗ ได้มีผู้เข้ารับการฝึกอบรมในสาขาวิชาการต่างๆ รวม ๓๒๙ คน และปัจจุบันได้เปิดอบรมหลักสูตรต่างๆ รุ่นละประมาณ ๔๐ คน หลักสูตรต่างๆ ที่ได้เปิดดำเนินการไปแล้ว มีดังนี้.
-หลักสูตรเตรียมช่าง จำนวน ๑๗ รุ่น
-หลักสูตรช่างไฟฟ้าวิทยุขั้นต้นและขั้นกลาง จำนวน ๑๗ รุ่น
-หลักสูตรช่างเครื่องยนต์ จำนวน ๑๖ รุ่น
-หลักสูตรพนักงานขับรถยนต์ จำนวน ๑ รุ่น
-หลักสูตรช่างประปาและเครื่องสุขภัณฑ์ จำนวน ๑ รุ่น
นอกจากหลักสูตรดังกล่าวข้างต้น พระองค์ท่านยังดำริที่จะจัดหลักสูตรทางด้านคอมพิวเตอร์ในอนาคตอีกด้วย
การบริการตรวจซ่อม ได้เปิดให้บริการรับตรวจซ่อมเครื่องไฟฟ้าได้แก่ ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ พัดลม เตารีดไฟฟ้า เครื่องรับวิทยุ เครื่องรับโทรทัศน์สีและขาวดำ เครื่องขยายเสียง เครื่องเล่นวีดีโอเทป งานติดตั้งไฟฟ้าภายในอาคาร งานซ่อมเครื่องยนต์ งานซ่อมรถยนต์ งานช่างโลหะ งานเชื่อม งานเคาะและพ่นสี ฯลฯ และเพื่อเพิ่มพูนความรู้ ความชำนาญ และประสบการณ์ในการทำงานกับเพิ่มรายได้ ให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมภายใต้การดูแลของพระดาบส อาจารย์โดยใกล้ชิดเป็นรูปสหกรณ์ ปรากฎว่าได้ผลสมความมุ่งหมาย ในปี พ.ศ. ๒๕๓๔ ได้มีบุคคลภายนอกสนใจเรียกใช้บริการดังกล่าวมากถึง ๑,๐๔๑ ราย เงินรายได้เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว ได้จัดสรรให้แก่ผู้ได้รับการฝึกอบรมเฉลี่ยตามแรงงาน เงินจำนวนนี้ทางมูลนิธิฯ ได้เก็บรวบรวมไว้ และค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ได้รับประโยชน์เมื่อเสร็จสิ้นการศึกษาแล้ว เพื่อใช้เป็นทุนรวมประกอบอาชีพตั้งตัวต่อไป

http://www.manager.co.th/OnlineSection/ViewNews.aspx?NewsID=9490000066882
พระราชกรณียกิจในงานสังคมสงเคราะห์ของสมเด็จย่า
แพทย์อาสาสมเด็จพระราชชนนี
เมื่อสมเด็จย่าเสด็จประพาสหัวเมืองเยี่ยมพสกนิกร และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารในท้องถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ นับแต่ พ.ศ. 2507 เป็นต้นมา ทำให้พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นความทุกขเวทนาของราษฎรตามสถานที่เหล่านั้นยามเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยพระองค์เอง ทรงพบว่าราษฎรส่วนใหญ่มักเจ็บป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร โรคพยาธิ โรคผิวหนัง ไข้ป่า ซึ่งเป็นโรคพื้นฐานทั่วไป แต่มักเสียชีวิตเพราะไม่มีบริการทางการแพทย์ในถิ่นทุรกันดาร
ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2512 สมเด็จย่าจึงโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งหน่วยแพทย์อาสาเคลื่อนที่ในพระองค์ขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นแห่งแรก พระราชทานนามว่า “แพทย์อาสาสมเด็จพระราชชนนี” มีอักษรย่อว่า พอ.สว. หน่วยแพทย์อาสาเคลื่อนที่ พอ.สว. นี้ประกอบด้วยแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและสมาชิกสมทบอีกคณะหนึ่ง ซึ่งล้วนเป็นอาสาสมัครที่ไม่ได้รับสิ่งตอบแทนเป็นเบี้ยเลี้ยงหรือเงินเดือน เดินทางไปปฏิบัติงานในถิ่นทุรกันดารในวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ โดยรถยนต์ เรือหรือเฮลิคอปเตอร์ เป็นการประจำ เพื่อตรวจรักษาราษฎรที่เจ็บไข้ได้ป่วยและแนะนำให้ความรู้เรื่องการอยู่อย่างถูกสุขลักษณะแก่ประชาชนทั่วไป
สมเด็จย่าทรงรับพระราชทานภาระในด้านหยูกยา เครื่องใช้ ตลอดจนพาหนะสำหรับใช้ในการเดินทาง และยังพระราชทานเงินเป็นค่าอาหารกลางวันสำหรับคณะที่เดินทางไปปฏิบัติงานทุกคน รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลทุกอย่าง
สมเด็จย่าทรงเอาพระทัยใส่ติดตามการปฏิบัติงานของพอ.สว. อย่างใกล้ชิด พระราชทานคำแนะนำ พระราชวินิจฉัยในการปฏิบัติงานแก่แพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายทำให้สามารถแก้ปัญหาและสร้างเสริมขวัญและกำลังใจแก่บรรดาผู้ปฏิบัติหน้าที่อยู่เป็นนิจ คราวใดที่เสด็จเยี่ยมราษฎรทอดพระเนตรการปฏิบัติงานของหน่วยแพทย์อาสา พอ.สว. ก็จะช่วยนับยาจ่ายยาและพระราชทานคำแนะนำแก่ผู้ป่วยด้วยพระองค์เอง หากทรงพบผู้เจ็บไข้เกินกำลังแพทย์อาสาบำบัด ก็จะโปรดเกล้าฯ ให้ส่งไปรับการรักษาในโรงพยาบาล และทรงรับไว้เป็นพระราชานุเคราะห์จำนวนมาก
ต่อมา ใน พ.ศ. 2516 สมเด็จย่าได้ทรงเริ่มทดลองให้วิทยุรับ – ส่ง ให้แพทย์ใช้ติดต่อกับคนไข้โดยตรงตามสถานีอนามัยที่อยู่ห่างไกล เพื่อปรึกษาโรคและนำการรักษาตามแนวปฏิบัติของ The Royal Flying Doctor of Australia ซึ่งรัฐบาลออสเตรเลียได้สนับสนุนให้ทุนแก่นายแพทย์มณเฑียร บุนนาค เดินทางไปดูงานเมื่อ พ.ศ. 2515 เมื่อทรงเห็นว่าจะเป็นงานที่สามารถอำนวยประโยชน์แก่ผู้ที่อยู่ห่างไกลในชนบทได้ และเป็นการติดต่อกันได้ทุกวันทุกเวลาเมื่อมีการเจ็บป่วยเกิดขึ้น การตรวจรักษาทางวิทยุ ประกอบด้วยสถานีแพทย์ทางอากาศ 2 ระดับ คือ สถานีโรงพยาบาล และ สถานีรักษา ส่วนใหญ่ใช้สถานีอนามัยชั้น 2 ที่อยู่ห่างไกลจากโรงพยาบาล อยู่ในเขตกันดารที่การคมนาคมไม่สะดวก สถานีโรงพยาบาลและสถานีรักษาจะติดต่อสื่อสารกันทางวิทยุให้แพทย์ติดต่อกับคนไข้ที่อยู่ห่างไกลได้โดยตรง เพื่อปรึกษาโรคและแนะนำการรักษา เรียกว่า “แพทย์อาสาฯ ทางอากาศ”
ด้วยพระราชดำริในข้อนี้ ทำให้สามารถสื่อสารติดต่อรับส่งข่าวสารติดต่อรับส่งข่าวสารด้านการบริการสาธารณสุขได้ดียิ่ง งานธุรการและการส่งกำลังบำรุงเป็นไปอย่างรวดเร็ว เพิ่มพูนประสิทธิภาพของงานสาธารณสุขอย่างเห็นได้ชันเจน ปัจจุบันหน่วยแพทย์อาสาฯ ทางอากาศมีสถานีวิทยุรวม 446 สถานี เป็นสถานีโรงพยาบาล 130 สถานี สถานีรถพยาบาล 56 สถานี สถานีรักษา 235 สถานี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด 25 สถานี สถานีสนับสนุน 5 – 11 สถานี ระบบการสื่อสารทางวิทยุ พอ.สว. ใช้วิทยุความถี่ VHF/FM และมีระบบเชื่อมโยงโดยใช้เครื่องถ่ายทอดสัญญาณและตัวเชื่อมเข้ากับโทรคมนาคม มีพื้นที่ปฏิบัติการส่วนภูมิภาค 25 จังหวัด สถานีทำการส่วนกลางคือ สำนักงานกลาง พอ.สว. วังสระปทุม ได้ปฏิบัติการปรึกษาโรคและแนะนำการรักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วยไปแล้วกว่าล้านคน
ใน พ.ศ. 2517 สมเด็จย่าโปรดเกล้าฯ พระราชทานทุนเริ่มแรก 1 ล้านบาท จดทะเบียนหน่วยแพทย์อาสาเป็น “มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี” เพื่อให้การดำเนินงานของ พอ.สว. มีรากฐานมั่นคง และสามารถดำเนินการไปได้อย่างต่อเนื่อง ทรงเป็นนายิกากิตติมศักดิ์ด้วยพระองค์เอง มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานกรรมการบริหาร นายแพทย์มณเฑียร บุนนาค เป็นเลขาธิการ ต่อมา พ.ศ. 2528 ได้มีการแก้ไขตราสารมูลนิธิขึ้นใหม่ กำหนดวัตถุประสงค์หลักของตราสาร จัดหาและส่งเสริมให้มีแพทย์และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครทั้งส่วนกลางและภูมิภาค ปฏิบัติงานช่วยเหลือให้การรักษา ป้องกัน ส่งเสริม และฟื้นฟูสุขภาพอนามัยของประชาชนและเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นทุรกันดารห่างไกลทางคมนาคม ตลอดจนจัดให้มีการรักษาพยาบาลผู้ป่วยในท้องถิ่นทุรกันดาร โดยการสั่งการรักษาทางเครื่องมือสื่อสาร ทั้งนี้ ได้มีการปรับปรุงการบริหารภายในสำนักงานมูลนิธิ พอ.สว. โดยมีศาสตราจารย์ นายแพทย์อุดม โปษะกฤษณะ เป็นเลขาธิการมูลนิธิ
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงนิพนธ์ถึงหน่วยแพทย์อาสาสมเด็จย่า หรือ พอ.สว. ที่เติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ จนได้ตั้งเป็นมูลนิธิ มีหน่วยรักษาทางวิทยุและได้ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ไว้ใน คำปรารภ หนังสือ สมเด็จย่าของปวงชน ลงวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2533 ว่า “มูลนิธิ พอ.สว. นี้ เป็นเสมือนเด็กที่ทรงเลี้ยงมาตั้งแต่แบเบาะ ทรงวางแผนด้วยพระองค์เองตลอด บางครั้งก็ทรงดีพระทัยเมื่อผลงานออกมาดี บางครั้งก็ทรงเป็นห่วง เมื่ออนาคตยังมองไม่เห็นชัด บัดนี้ พอ.สว. ก็บรรลุนิติภาวะแล้ว แต่แม่ทุกคน ถึงแม้ว่าลูกจะเติบโตเพียงใดก็ตาม จะมีความผูกพันห่วงใยอยู่ตลอดไป เช่นเดียวกับสมเด็จย่าก็ทรงมีความผูกพันห่วงใยมูลนิธิ พอ.สว. อยู่เสมอไป”
เมื่อสมเด็จย่าโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง มูลนิธิขาเทียม ขึ้นเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2535 โดยพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุน 500,000 บาท และสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์พระราชทานสมทบอีก 750,000 บาท โดยทรงรับเป็นองค์ประธาน มูลนิธิได้จัดทำขาเทียมให้แก่ผู้พิการขาขาดไปแล้ว 2,560 คน ใน 26 จังหวัด ทำให้ผู้พิการสามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตัวและครอบครัวได้
ด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
สมเด็จย่าโปรดต้นไม้ ดอกไม้ โปรดธรรมชาติและโปรดการปีนเขา ดังจะเห็นว่าเวลาประทับอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์มักจะเสด็จไปทรงสกีในฤดูหนาว พอถึงฤดูร้อนก็เสด็จไปเก็บดอกไม้ตามภูเขามาใส่แจกันในที่ประทับ หรือทับเป็นดอกไม้แห้งทำเป็นการ์ด
การเสด็จไปประทับที่ตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์พร้อมพระบาทสมเด็จพระเจ้าหัวใน พ.ศ. 2507 สมเด็จพระบรมราชชนนีได้เสด็จพิชิตยอดดอยอินทนนท์ ภูเขาสูงที่สุดในประเทศไทยขณะมีพระชนมายุ 64 พรรษา สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงนิพนธ์ไว้ในคำปรารภหนังสือ “สมเด็จย่าของปวงชน” ว่า
“ในปีนั้นได้ทรงพระดำเนินตามเขาตามป่ารอบๆ พระตำหนักภูพิงคฯ ทรงพระดำเนินคล่องแคล่วจึงเสด็จไปได้ไกล จะเสด็จออกทางประตูหลังซึ่งตำรวจตระเวนชายแดนเป็นผู้รักษาและตามเสด็จไป ทำให้ทรงคุ้นเคยกับ ต.ช.ด. อย่างดี มีแพทย์ตามเสด็จไปด้วย 2 คน เมื่อได้เสด็จไปเสียทุกหนทุกแห่งแล้วก็เกิดความอยากที่จะพิชิตจุดสูงสุดของประเทศไทย คือ ดอนอินทนนท์ซึ่งทอดพระเนตรจากภูพิงคฯทุกวัน ในเวลานั้นยังไม่มีถนนขึ้น จึงต้องใช้เวลานานมากในการที่จะไต่ขึ้นไปถึงยอดได้ ทรงค้าง 2 คืน ในตอนขึ้นไปทรงค้างคืนที่สถานที่ซึ่งเรียกกันต่อมาว่า “ปวงสมเด็จ” แล้วจึงเสด็จขึ้นไปที่ยอดเขา ขาลงทรงค้างคืนที่บ้านผาหมอน ที่บ้านนี้มีชาวเขามาเฝ้าจำนวนมาก เมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นว่ามีประชาชนชาวเขาที่อยู่ห่างไกลจากแพทย์และการรักษาอย่างแผนปัจจุบัน จึงได้ทรงพระดำรินำแพทย์ไปถึงพวกเขา ในปี 2508 ได้เสด็จไปประทับแรมที่ตีนดอยอินทนนท์และทรงนำแพทย์ไป 2 คน ปีต่อๆมา สมเด็จย่าเสด็จไปเยี่ยมหมวดทหาร ตำรวจตระเวนชายแดนและหมู่บ้านในถิ่นทุรกันดารหลายแห่งโดยเฮลิคอปเตอร์ บรรดาชาวไทยภูเขาตามดอยต่างๆ จึงขานพระนามว่า “แม่ฟ้าหลวง” ซึ่งมีความหมายว่า “แม่ที่สวรรค์เบื้องบนประทานมาให้” เป็นการอธิบายถึงการเสด็จฯ มาเยือนด้วยเครื่องเฮลิคอปเตอร์ที่ลงมาจากท้องฟ้า ทรงมีหมอ พยาบาล เครื่องมือแพทย์ อาหารและเสื้อผ้ามาอีกด้วย เมื่อทรงหมดภารกิจในการช่วยเหลือพวกเขา ก็ทรงขึ้นเฮลิคอปเตอร์ที่มีเสียงดังปานฟ้าลั่นบินหายไปจากท้องฟ้านั้น
จากการเสด็จฯ ไปเยี่ยมตำรวจตระเวนชายแดน ทหาร และชาวไทยภูเขาแทบทุกเผาทุกดอยในภาคเหนือทุกปีเป็นเวลายาวนาน สมเด็จย่าได้ทรงพบว่า ชาวไทยภูเขาตามชายแดนต้องดิ้นรนหาเลี้ยงชีพในทางที่ไม่สมควรโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น ตัดไม้ทำลายป่าต้นน้ำลำธาร เผาป่าเพื่อทำไร่เพื่อทำไร่เลื่อนลอย หรือปลูกพืชเสพติด เมื่อดินจืดก็ย้ายถิ่นไปเรื่อยๆ จนดอยต่างๆ มีสภาพเป็นภูเขาหัวโล้นอยู่ทั่วไป สมเด็จย่าจึงทรงมีพระราชปณิธานอันแรงกล้าที่จะทรงปลูกป่าฟื้นฟูสภาพธรรมชาติที่สูญเสียไปให้กลับฟื้นคืนดีเหมือนดังเดิม
แล้ววันหนึ่ง สมเด็จย่ามีพระราชปรารภว่า “จะปลูกป่าบนดอยตุง” เพื่อฟื้นฟูสภาพธรรมชาติ โครงการพัฒนาดอยตุง ก็เริ่มต้น และดำเนินการด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ พ.ศ. 2531 เป็นต้นมา เพื่อพัฒนาพื้นที่ดอยตุง 93,515 ไร่ (ประมาณ 150 ตารางกิโลเมตร) ในเขตอำเภอเมืองแม่จัน กิ่งอำเภอแม่ฟ้าหลวง และอำเภอแม่สายจังหวัดเชียงราย ให้เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตประชากรตามแผนพัฒนาที่ต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ
สมเด็จย่าทรงสร้าง พระตำหนักดอยตุงขึ้นด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในพื้นที่ขอเช่าจากกรมป่าไม้เป็นเวลา 30 ปี บริเวณบ้านอีก้อป่ากล้วย เนื้อที่ 29 ไร่ 3 งาน มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,000 เมตร ทัศนียภาพที่แลเห็นจากด้านหน้างดงามด้วยเทือกเขานางนอนและทุ่งราบระหว่างอำเภอแม่สายกับแม่จันดูเวิ้งว้างสุดสายตาละม้ายกับภูมิทัศน์ที่มองเห็นจากพระตำหนักที่ประทับเมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงเรียกพระตำหนักนี้ว่า “บ้านที่ดอยตุง” และรับสั่งว่า “ถ้าไม่มีโครงการพัฒนาดอยตุง ก็ไม่มาสร้างที่นี่ ไม่มาอยู่ที่นี่” ได้เสด็จแปรพระราชฐานมาประทับที่พระตำหนักดอยตุงเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2531 การทรงงานเพื่อพลิกฟื้นคืนสภาพป่าของดอยตุงก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
ดอยตุง เป็นขุนเขาลูกหนึ่งของเทือกดอยนางนอนที่ทอดตัวไปตามแนวพรมแดนไทย – พม่า หากมองรูปสัณฐานจากที่ราบบนเส้นทางระหว่างอำเภอแม่จันกับอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย จะแลดูคล้ายหญิงสาวนอนทอดตัวเหยียดยาวทางเหนือสู่ทางใต้ ดอยตุงอยู่ตรงส่วนใบหน้าของเทือกดอยนางนอน บนยอดของดอยตุงเป็นที่ประดิษฐาน พระธาตุดอยตุง ปูชนียสถานสำคัญแห่งหนึ่งของภาคเหนือ ชื่อ ดอยตุง ตรงกับภาษาภาคกลางว่า ดอยธง มีที่มาจากตำนานการสร้างพระธาตุดอยตุงนั่นเอง


