​"ว่าแล้วนคร" ตอนบ่อเกลือ และตอนปัจฉิม


วันแรกของการท่องเที่ยว "ปัว" เราตื่นแต่เช้าเพื่อไปชื่นชมพระอาทิตย์ขึ้นที่วัดภูเก็ต ซึ่งห่างจากที่พักไม่มาก บรรยากาศดี วัดอยู่บนภูสูง หันหน้าไปทางทิศตะวันออก รับกับทุ่งนาและทิวเขา ช่างเหมาะยิ่งนัก แต่ก่อนจะถึงวัด เราขับลัดเลาะผิดเส้นทางไปสักนิด ไปโผล่เอาอีกหมู่บ้าน วกเข้ามาที่วัด เลยเป็นโอกาสได้ผ่านคลองน้ำ มีฝายเป็นระยะๆ เราจอดถ่ายภาพเช้าตรู่บนสะพานข้ามลำน้ำ ก่อนจะมุ่งหน้าไปวัดภูเก็ต ขับขึ้นไปลานจอดบนภูเขาที่ตั้งวัด สวยงามสมคำร่ำลือในเช้าตรู่ อ.พี่อ้อย พาเราถวายผ้าห่มแก่พระ (ผ้าห่มจากงานวิจัยฯ ที่ อ.พี่อ้อย ใช้ทุนส่วนตัวซื้อมาจากชาวบ้าน) แล้วเราก็เริ่มเก็บภาพบรรยากาศ ทุ่งนาดำที่ปัวช่างสวยงาม ชวนหลงใหล นาดำให้ดอกออกผลเต็มเม็ดเต็มหน่วย ถ่ายภาพกันหนำใจ ก็ขับรถต่อไปกะจะหาอะไรใส่ท้องในรุ่งเช้า แต่ก็พากันไปอีกวัด วัดบ้านปรางค์ เก็บภาพ ลูบต้นดิ๊กเดี๋ยม และถวายผ้าห่ม ก็ตัดสินใจไปร้านกาแฟเรือนเรือนไทลื้อ จิบกาแฟ ชมทัศนียภาพที่ถูกตกแต่งจัดวางสวยงาม และเดินทางต่อไปฟาร์มเห็ดบ้านหัวฝาย ไปทานข้าวที่ฟาร์ม ถึงฟาร์มเห็ดทานมื้อเช้าตอนสายๆเสร็จ ก็เดินลงไปวังศิลาแลง เดินชมทัศนียภาพ ประวิทย์เดินขึ้นไปชมความงาม พี่อ้อยรออยู่ด้านล่าง ผมเดอนลงนาไปดูชาวนาเกี่ยวข้าว ชาวนาทักทายไต่ถามว่ามาจากจังหวัดไหน ผมตอบว่าขอนแก่นครับ พี่เขารีบตอบว่า โอ้ย ผมมาจากบ้านแดงใหญ่ ขอนแก่น ^_^ กำลังจะได้ดูการเกี่ยวข้าวโดยใช้เครื่องตัดหญ้าที่ประยุกต์ ปรากฏว่าเขาเกี่ยวไม่ได้ เพราะแปลงนี้ข้าวยังเขียวสดอยู่ ใบหนารก เกี่ยวด้วยเครื่องลำบาก เลยเกี่ยวมือ เป็นอันว่าก็ได้เห็นแค่เครื่องที่ดัดแปลง ชื่นชมคนต้นคิด แล้วเลยเดินลัดกลับมาตรงคลองน้ำใต้ฝาย ลงไปแช่เท้า และเดินข้ามฟากเพื่อจะกลับไปฟาร์มเห็ด น้ำน่าเล่นเย็นสบายดี เมื่อถึงรถก็ตัดสินใจจะไปต่อ...เป้าหมายคือบ่อเกลือ

ขับรถลัดเลาะขึ้นเขาสูงชันไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ และเรื่อยๆ ยิ่งสูง โค้งก็มาก ถึงจุดชมวิว เลยแวะพักรถพักคน จุดชมวิวกำลังได้รับการปรับปรุง ตกแต่งให้สวยงาม มีทุ่งดาวเรืองอยู่หย่อมหนึ่ง ผมเลยบอกว่า ว้าว ทุ่งลาเวนเดอร์ .... เลยเป็นที่มาของ "ลาเวนเดอร์พ่อง"

ขับไปเรื่อย มีจุดชมวิวและพักรถอีกที่ หลังจากทรหดอดทนอย่างยาวนาน ถึงอำเภอบ่อเกลือ แวะทานมื้อกลางวัน ร้านอาหารตามสั่ง (ทั้งอำเภอคงมีไม่ถึงห้าร้าน) เสร็จมื้อกลางวัน ก็ขับรถไปดูบ่อเกลือ(โบราณ) แล้วก็กลับ ขากลับดูจะเป็นอะไรที่ต้องอดทน เพราะใจอยากจะถึงที่พักในทันใด เมื่อถึงตัวปัว เราะจึงทานมื้อเย็น(ค่ำ) ดมดอกตีนเป็นอันหอมหวลรัญจวนใจอย่างหาที่สุดมิได้ แล้วก็กลับที่พัก

รุ่งเช้า ดูจะเป็นการส่วนตัว เพราะทั้งสามคนก็ต่างเดินชมเมืองในที่ต่างๆ ทีใครทีมัน ตามแบบฉบับ ผมไปกราบพระที่วัดและก็ไปทัศนาตลาดเช้า ตลาดสดก็น่าสนใจดี มีสินค้าพื้นเมืองและสินค้าในเมืองปะปนกันไป กลับที่พักก็จัดการมื้อเช้า เรานัดกันว่าเช้านี้จะขับรถเข้าเมืองน่าน เปลี่ยนกัน จากเดิมจะนอนที่ปัว ก็เปลี่ยนใจไปตัวเมืองน่าน

ขับรถเข้าเมืองน่าน ก็แวะดื่มกาแฟที่ร้าน "โรงสีข้าวพระราชทาน" แวะกราบพระวัดหนองบัว อำเภอท่าวังผา วัดเก่า มีจิตรกรรมฝาผนัง แวะชมงานศิลป์ที่หอศิลป์ริมน่าน ชื่นชมเสพงานศิลป์ จากนั้นมุ่งหน้าเข้าเมือง ชมวัด ชมเมือง แดดร้อน คนก็มาก เพราะเป็นวันหยุดยาว อีกทั้งเป็นที่วันที่มีกฐินพระราชทานที่วัดภูมินทร์ ซึ่งคิดว่าวัดภูมินทร์ดูจะเป็นเป้าหมายหลักของนักท่องเที่ยว เราก็แวะกราบพระวัดใกล้ๆ และพิพิธภัณฑ์เมืองน่าน แต่น่าเสียดายที่พิพิธภัณฑ์ ปิดปรับปรุง งดให้เข้าชมภายใน เราก็ได้แต่เดินดูภายนอกและบริเวณโดยรอบ ต้นดอกลั่นทมที่นี่ยืนต้นสวยงาม เป็นซุ้มสวยดีเมื่อต้องกับแสงอาทิตย์ จากนั้นเรานั่งพักกันที่ร้านกาแฟ แล้วก็มุ่งหน้าไปชมวิวที่วัดพระธาตุเขาน้อย ซึ่งห่างจากตัวเมืองน่านไปไม่ไกลนัก เป็นจุดชมวิวเมืองน่าน มีพระพุทธรูปประทับเป็นสง่า พระอาทิตย์ตกที่นี่ ก็ทำให้งดงามอีกแบบ เราเข้าเมืองกะว่าจะไปทานมื้อค่ำที่ถนนคนเดิน ก็ต้องเปลี่ยนใจเมื่อคนพลุกพล่านมากจนแน่นขนัด เปลี่ยนเป้าหมายไปทานมื้อค่ำรินน้ำน่าน แต่กระนั้นก็มิวายที่จะต้องรอนานโข เพราะคนก็มากล้นร้าน เจ้าของร้านตกลงเงื่อนไขกับเราว่า รอนานนะครับ ถ้ารอได้ก็เชิญครับ สถานการณ์ก็เป็นไปตามคำของเจ้าของร้าน กลับที่พัก ไม่ได้ไปดูดาว

เช้ารุ่งขึ้น รีบไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่วัดพระธาตุเขาน้อย ก็ต้องเป็นอันผิดหวัง ขับรถวนรอบเมือง หาที่ทานข้าว จากนั้นก็ไปกราบพระที่พระธาตุแช่แห้ง พบกับหมอเบิร์ด เพื่อนรัก แล้วก็เข้าเมืองกราบพระอีกวัด ก่อนมุ่งหน้ากลับขอนแก่น

ระหว่างทางก็แวะกราบพระที่วัดพระธาตุช่อแฮ ทานกลางวัน แล้วมุ่งหน้าสู่นครขอนแก่น ฝนตกช่วงน้ำหนาว จึงขับได้ช้า ประจวบกับพลบค่ำทำให้ต้องชะลอความไวของรถลง มื้อค่ำก็เลยปลงใจที่อำเภอชุมแพ ก่อนจะบึ่งรถถึงนครขอนแก่นอย่างปลอดภัย ว่าด้วยว่าแล้วนครก็จบตอน แม้จะไม่ได้มีรายละเอียดของแหล่งท่องเที่ยว คงเพราะความเมื่อยล้าจากการทำหน้าที่คุมพวงมาลัยและคันเร่ง ก็ขอจบการรายงานการเดินทสงแต่เพียงเท่านี้

ขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีที่กรุณาเชื้อเชิญและชวนร่วมทริป พร้อมทั้งเป็นคนสวยใจดีชำระค่าใช้จ่ายทั้งหมดตลอดการเดินทางและพักค้างแรม

น่าน...ไง จะที่ไหนละ

ตุลาคม-ธันวาคม 2559

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ท่องไปในโลกกว้าง



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

ยิ่งสูง ยิ่งโค้ง คกเคี้ยวลำบาก
นั่นคือธรรมชาติสร้างตนเองมาทดสอบความเพียรของมนุษย์เรานั่นเองกระมังครับ