ครั้งหนึ่งในชีวิต ณ การอบรมสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ ประจำภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก

ถอดบทเรียนชีวิตจากประสบการณ์อันล้ำค่า “การอบรมสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ ประจำภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก (The United Nations Regional Course in International Law (Asia-Pacific)” ณ กรุงเทพฯ ประเทศไทยของผู้เขียน ตลอดระยะเวลา ๑ เดือน ระหว่างวันที่ ๗ พฤศิกายน – ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๙

โดย นายธนภัทร ชาตินักรบ

เขียนเมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ เวลา ๑๙.๑๕ น.

https://www.facebook.com/notes/thanapat-chatinakrob/ครั้งหนึ่งในชีวิต-ณ-การอบรมสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ-ประจำภาคพื้นเอเ/1634923256533150

http://www.gotoknow.org/posts/619625

----------------------------------------------------------------------

--------------------------------------

๑. เกริ่นนำ (การเข้าร่วมและการอบรมฯ)

--------------------------------------

เมื่อช่วงประมาณปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนได้รับมอบหมายให้เข้าร่วมการอบรมสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ ประจำภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก (The United Nations Regional Course in International Law (Asia-Pacific) เป็นระยะเวลา ๑ เดือน ในฐานะผู้เข้าร่วมจากกระทรวงการต่างประเทศ

โครงการอบรมฯ ดังกล่าว จัดขึ้นครั้งแรกในปีค.ศ. ๑๙๖๗โดยกองจัดทำประมวลกฎหมาย (The Codification Division) ของสำนักงานกฎหมายแห่งสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งแบ่งการจัดออกเป็น ๓ ภูมิภาค ได้แก่ แอฟริกา เอเชีย-แปซิฟิก และละตินอเมริกาและแคริเบียน โดยสถานที่จัดเป็นไปตามความสมัครใจของรัฐบาลชาติต่าง ๆ ในภูมิภาคนั้น ๆ

ลักษณะของการอบรมฯ จะดำเนินการสอนโดยปรมาจารย์ด้านกฎหมายระหว่างประเทศต่าง ๆ ทั้งภาควิชาการ ภาคปฏิบัติ ซึ่งมีประสบการณ์ความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายระหว่างประเทศ อีกทั้ง ในการอบรมฯ จะมีผู้เข้าเรียน ไม่เกิน ๓๐ คน มาจากประเทศในภูมิภาคประเทศละ ๑ คน โดยเน้นให้ผู้เรียนสามารถแสดงความคิดเห็นเป็นสำคัญ


บรรยากาศในห้องอบรมฯ


ประเภทของผู้เข้าเรียน โครงการอบรมฯ ดังกล่าว จะเปิดให้ผู้ที่มีประสบการณ์ทางด้านกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าหน้าที่ภาครัฐ อาจารย์สอนกฎหมายระหว่างประเทศในมหาวิทยาลัยจากประเทศที่กำลังพัฒนาและประเทศเศรษฐกิจใหม่ ๆ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในกฎหมายระหว่างประเทศ และงานขององค์การสหประชาชาติและที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาของการเรียนการสอน ประกอบด้วยการสัมมนาในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายระหว่างประเทศที่สำคัญ ๆ อาทิ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายสนธิสัญญา ความรับผิดชอบของรัฐ ความสงบและความมั่นคงระหว่างประเทศ การระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี กฎหมายการทูตและการกงสุล องค์การระหว่างประเทศ กระบวนการจัดทำกฎหมายและองค์การสหประชาชาติ งานของคณะกรรมาธิการกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ กฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ กฎหมายทะเล กฎหมายการค้าระหว่างประเทศ กฎหมายการลงทุนระหว่างประเทศ การเขียนงานวิจัยกฎหมาย และการร่างกฎหมาย

(ข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดู http://www.un.org/law/rcil/)

--------------------------------------

๒. การสมัครเข้าหลักสูตรและการเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มเรียน

--------------------------------------

ต้องกล่าวให้ทุกท่านทราบในเบื้องต้นว่า ผมได้มีโอกาสเข้าเรียนในหลักสูตรนี้ เนื่องจากความกรุณาของกระทรวงการต่างประเทศซึ่งผมได้มีโอกาสทำงานอยู่ปัจจุบัน แต่พอทราบรายละเอียดเบื้องต้นของการสมัคร ดังนี้

ผู้ที่มีสิทธิสมัคร จะรับสมัครตามสัญชาติของประเทศที่ผู้สมัครอยู่ในภูมิภาคนั้น ๆ เท่านั้น เช่น หากมาจากประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จะมีสิทธิสมัครในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเท่านั้น เป็นต้น

อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า หลักสูตรนี้ มีผู้เข้าอบรมจำนวนไม่เกิน ๓๐ คน ซึ่งปีผมเข้าร่วม มีจำนวนประมาณ ๒๕ คน โดยประกอบด้วยผู้สมัครจากประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เพียงประเทศละ ๑ คน (หรือเต็มที่ไม่เกิน ๒ คนเท่านั้น) ทำให้โอกาสในการสมัครหลักสูตรนี้เป็นไปได้ยากพอสมควร และส่วนใหญ่รับสมัครข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา อาจารย์มหาวิทยาลัยของประเทศต่าง ๆ เป็นหลัก

เมื่อจบหลักสูตร ผู้ที่สมัครจะได้รับประกาศนียบัตรเข้าอบรมจากทางสหประชาชาติเป็นหลักฐานว่าได้เข้าร่วมอบรมหลักสูตรดังกล่าว

(สำหรับรายละเอียดการสมัครโปรดดู http://legal.un.org/poa/rcil/asia/application.html)

ในส่วนของค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตร ไม่ว่าจะเป็นเอกสารประกอบการเรียน หนังสือ (ซึ่งมีจำนวนมาก) อาหาร ที่พัก และตั๋วโดยสารเครื่องบิน ทางสหประชาชาติร่วมกับประเทศผู้เป็นเจ้าภาพจะรับผิดชอบทั้งหมดตลอดหลักสูตร


หนังสือซึ่งแจกผู้เข้าร่วมอบรมฯ

ในส่วนของการเตรียมเนื้อหาของการเรียนการสอน เนื่องด้วยเนื้อหาในปีนี้ ค่อนข้างกว้างมาก ครอบคลุมทุกแง่มุมของกฎหมายระหว่างประเทศและการทำงานของสหประชาชาติ ผู้เขียนมีคำแนะนำอย่างยิ่งว่า ผู้ที่เข้าเรียนควรมีความรู้เนื้อหากฎหมายระหว่างประเทศที่แน่นมาพอสมควร เนื่องจากเนื้อหาไม่ได้เริ่มจากพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เน้นหนักในเรื่องเฉพาะ ๆ ซึ่งค่อนข้างเป็นเทคนิคพอสมควร หากไม่มีความรู้พื้นฐานมาก่อน อาจไม่เป็นประโยชน์เท่าใดนัก และเป็นที่โชคดีของผู้เขียนซึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสเรียนในหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายระหว่างประเทศ ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งผู้เขียนรู้สึกว่าเนื้อหาค่อนข้างตรงประมาณร้อยละ ๘๐ เลยทีเดียว เช่น เนื้อหาของวิชากฎหมายการค้าระหว่างประเทศ มีการกล่าวถึง ความตกลง GATT, ความตกลง Marrakesh, คดีต่าง ๆ อาทิ คดี Japan alcoholic Beverages, คดี US-Shrimp หรือ EC-Hormones เป็นต้น ซึ่งบรรยากาศในห้องเรียน จะเป็นลักษณะของการพูดคดีเหล่านี้ซึ่งมาโดยไม่ได้ลงรายละเอียด เป็นหน้าที่ของผู้เรียนที่จะต้องเข้าใจเนื้อหาส่วนเหล่านี้มาล่วงหน้า ทั้งนี้ ผู้เขียนต้องกราบขอบพระคุณอาจารย์ทุกท่านที่ให้ความรู้ผู้เขียนอย่างที่สุด


ส่วนหนึ่งของเนื้อหาที่อบรมฯ

--------------------------------------

๓. ระบบการเรียนการสอน

--------------------------------------

การเรียนการสอนแบ่งออกเป็นทั้งหมด ๔ สัปดาห์ โดยเริ่มเรียน เวลา ๙.๐๐ - ๑๗.๐๐ น. เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด โดยผลัดเปลี่ยนรายวิชาทุก ๆ ๒ ถึง ๓ วันโดยประมาณ โดยในปีนี้ (ค.ศ. ๒๐๑๖) มีวิชาเรียนทั้งหมด ๑๖ วิชา (รายละเอียดตารางวิชาของปีที่ผ่านมา โปรดดู http://legal.un.org/poa/rcil/asia/curriculum_2016.pdf) ในส่วนของอาจารย์ผู้สอน ประกอบด้วยปรมาจารย์กฎหมายระหว่างประเทศที่หลากหลาย จำนวนมาก เช่น ศาสตราจารย์ Alain Pellet (หลายท่านน่าจะทราบกันดี เนื่องจากเคยเป็นหนึ่งในทีมทนายฝ่ายไทยในการต่อสู้คดีตีความคดีปราสาทพระวิหาร), Sir Michael Wood (ซึ่งท่านดำรงตำแหน่งสมาชิกของคณะกรรมาธิการกฎหมายระหว่างประเทศ และตำแหน่งอื่น ๆ ที่สำคัญอีกมากมาย), ผู้พิพากษา Hisashi Owada (อดีตประธานศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ), อาจารย์ Santiago Villalpando (ผู้อำนวยการกองประมวลกฎหมาย สำนักงานกฎหมายแห่งสหประชาชาติ สำนักงานใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก) รวมถึงปรมาจารย์ด้านกฎหมายระหว่างประเทศอีกจำนวนมาก รวมถึงศาสตราจารย์กิตติคุณ วิทิต มันตาภรณ์ (ซึ่งปัจจุบัน ท่านดำรงตำแหน่งเป็นผู้เชี่ยวชาญอิสระว่าด้วยการป้องกันความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุทางเพศของสหประชาชาติ) (ทั้งนี้ รายชื่ออาจารย์ท่านอื่น ๆ ในปีที่ผ่านมา โปรดดู http://legal.un.org/poa/rcil/asia/lecturers_2016.pdf)


ศาสตราจารย์ Alain Pellet

สำหรับวิธีการเรียนการสอน อย่างที่เกริ่นไว้แล้ว เป็นระบบการสัมมนาเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซนต์ ผู้เข้าร่วมจะมีการโต้ตอบกับอาจารย์ผู้บรรยายอยู่ตลอดเวลา บางรายวิชา มีการสมมติสถานการณ์และจำลองคดีในศาลหรืออนุญาโตตุลาการต่าง ๆ เป็นกลุ่ม ๆ ด้วยซึ่งขึ้นอยู่กับวิธีการของผู้สอนแล้วแต่บุคคล


การจำลองสถานการณ์ในอนุญาโตตุลาการฯ


การแบ่งกลุ่มเพิ่มจำลองสถานการณ์คดีในศาลระหว่างประเทศต่าง ๆ

สิ่งที่ผู้เขียนรู้สึกประทับใจมาก คือ การสอนของอาจารย์หลาย ๆ ท่านซึ่งอาศัยกระสบการณ์ส่วนตัว และข้อมูลบางอย่างซึ่งไม่สามารถหาได้ในตำรา เช่น อาจารย์ Santiago Villalpando จากสหประชาชาติ ได้อธิบายให้เห็นถึงการลงทะเบียนสนธิสัญญาที่สหประชาชาติ (ตามข้อ ๑๐๒ ของกฎบัตรสหประชาชาติ) ให้เห็น โดยมีการนำเสนอข้อมูลด้วยภาพประกอบ หรือ ศาสตราจารย์ Alain Pellet ที่ตัดตอนนำการแถลงการณ์ในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศของจริง ทีมทนายในคดีต่าง ๆ มาเผยแพร่ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งผู้เขียนได้เห็นสไตล์ของทนายแต่ละท่านซึ่งมีวิธีการเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน เป็นต้น

--------------------------------------

๔. การใช้ชีวิตนอกห้องเรียน

--------------------------------------

ในส่วนนี้ ไม่ค่อยมีอะไรมากนัก เนื่องจากการอบรมฯ ครั้งนี้ จัดที่กรุงเทพมหานคร กิจกรรมซึ่งเกิดขึ้นเป็นกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม พาเที่ยวสถานที่ในกรุงเทพ และจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งคนไทยอย่างเราอาจไม่ได้ตื่นตาเท่าไหร่นัก

โอกาสประการสำคัญสำหรับห้องเรียนขนาดเล็กที่ผู้เขียนได้รับ คือ การสร้างเครือข่าย ความสัมพันธ์ทั้งกับอาจารย์ผู้สอน และเพื่อน ๆ ร่วมชั้นเรียน เช่น ผู้เขียนสนใจเรื่องกฎหมายสนธิสัญญามากเป็นพิเศษ เนื่องจากในระดับปริญญาโท ผู้เขียนได้ทำวิทยานิพนธ์เรื่องการตีความสนธิสัญญา จึงได้มีโอกาสปรึกษาอาจารย์ Santiago Villalpando ซึ่งมาทราบทีหลังว่าท่านเคยเป็นที่ปรึกษารายงานหลายฉบับซึ่งผมใช้อ้างอิงในวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท จึงได้ขอรายละเอียดการติดต่อไว้ เผื่ออนาคตจะได้เป็นประโยชน์ในการเรียนหรือการทำงานในระดับต่อ ๆ ไป เป็นต้น

--------------------------------------

๕. บทส่งท้าย

--------------------------------------

โครงการอบรมกฎหมายระหว่างประเทศของสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เป็นโครงการที่ดีมากในแง่ของการต่อยอดความรู้สำหรับผู้ที่มีพื้นฐานด้านกฎหมายระหว่างประเทศมาพอสมควรแล้ว ซึ่งช่วยเปิดโลกทัศน์ให้กับผู้เขียนค่อนข้างมาก ทำให้เห็นถึงมิติต่าง ๆ อีกมากมายทางด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ผู้เขียนไม่เคยทราบมาก่อน และยิ่งทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่า มีเรื่องอีกมากมายในแง่มุมต่าง ๆ ของกฎหมายระหว่างประเทศที่ผู้เขียนยังไม่ทราบ และดึงดูดให้ผู้เขียนศึกษาและต่อยอดต่อไป

ท้ายที่สุดนี้ ต้องขอบคุณกระทรวงการต่างประเทศที่ให้โอกาสผู้เขียนเข้าร่วมการอบรมฯ ดังกล่าว ซึ่งไม่แน่ใจว่าในชีวิตนี้ ผู้เขียนจะมีโอกาสในลักษณะนี้อีกหรือไม่ ตลอดทั้งหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งถ้าไม่มีหลักสูตรนี้ ตลอดจนคณาจารย์ที่มีคุณภาพ ผมคงไม่สามารถเรียนหลักสูตรนี้ได้อย่างเข้าใจและมีประสิทธิภาพได้ถึงเพียงนี้ (จริง ๆ รู้สึกว่าตัวเองยังความรู้ไม่ถึงด้วยซ้ำ เพราะมีเนื้อหาอีกจำนวนมากที่ต้องมาเรียนรู้ใหม่หมด แม้ผู้เขียนจะเตรียมตัวโดยการอ่านตำรา เลกเชอร์ ป.โท จำนวนมากมายก่อนเข้าเรียนในแต่ละวันก็ตาม) ซึ่งผู้เขียนขอสัญญาว่าจะพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อย ๆ เนื่องจากความรู้ไม่มีที่สิ้นสุดจริง ๆ (ยิ่งเรียน ยิ่งรู้สึกว่ามีเรื่องอะไรที่ไม่รู้อีกเยอะมาก ยิ่งอยากหาคำตอบในเรื่องราวเหล่านั้น)

ทั้งนี้ หากใครยังมีข้อสงสัยประการใด สามารถสอบถามได้นะครับ ยินดีที่จะแบ่งปันประสบการณ์เพราะไม่สามารถเขียนทุกอย่าง ทุกแง่มุมลงในบันทึกฉบับนี้ได้ (อีกหลักสูตรหนึ่งที่น่าสนใจ หลักสูตรประกาศนียบัตรกฎหมายระหว่างประเทศ ณ The Hague Academy of International Law กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ โปรดดู http://www.gotoknow.org/posts/574740)

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน มุมมองด้านกฎหมายระหว่างประเทศของนักวิจัยกระทรวงการต่างประเทศ



ความเห็น (0)