“ ครู ” ยังคงเป็นบุคคลสำคัญอันดับแรกที่จะช่วยสร้างคน สร้างชาติ ยิ่งสังคมยุคใหม่พ่อแม่ต้องดิ้นรนทำมาหากิน ส่งผลให้มีเวลาดูแลลูกๆ น้อยลง ครูจึงต้องทำงานหนักขึ้นอีกหลายเท่า นอกจากจะสอนหนังสือแล้ว ครูยังต้องเป็นพ่อแม่คนที่ 2 คอยอบรมสั่งสอนประคับประคองให้เด็กเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศในวันข้างหน้า ต้องยอมรับว่าครูในอดีต มีความรู้ทางจิตวิทยาการเรียนการสอนน้อย ผู้เรียนได้รับการเรียนรู้จากครูที่มีความรู้มีคุณธรรมและจริยธรรมที่ดีงาม มีเทคนิควิธีการสอนที่ถูกต้องและเหมาะสม ก็เป็นโชคดีของผู้เรียน หากพบกับข้าราชการครูที่มีคุณสมบัติต่างไปจากนี้ จะสร้างความลำบากใจให้กับผู้เรียน มีอุปสรรคปัญหาในการรับการเรียนรู้ เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้ทำให้ผู้เขียนได้มองเห็นถึงความแตกต่างในเรื่องภาพพจน์ของครูในอดีตและปัจจุบันซึ่งเกิดจากความเปลี่ยนแปลงของสังคม เห็นได้จากข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ซึ่งมีให้เห็นกันบ่อยครั้งถึงความเปลี่ยนแปลงในการวางตัวและการปฏิบัติตนของครูที่มีต่อศิษย์ จากข่าวที่เกิดขึ้นซึ่งมักจะออกมาในแง่ลบ ทำให้ภาพพจน์ของครูที่เคยเป็นผู้ให้โดยมิหวังผลกลายมาเป็นผู้ที่คอยหาแสวงประโยชน์จากศิษย์โดยมิชอบ ถึงแม้ว่าครูที่มีพฤติกรรมดังกล่าวจะเป็นเพียงส่วนน้อยแต่สิ่งนี้ก็สามารถสร้างความเสื่อมเสียต่อสถาบันครูได้ไม่น้อยและทำให้ผู้คนเสื่อมความนับถือในตัวครูไปด้วย แต่ที่ได้กล่าวมาก็มิได้หมายความว่าครูที่ดีจะหมดไปหรือถูกกลืนไปตามกระแสสังคมในปัจจุบันแต่ในทางกลับกันครูก็พยายามที่สร้างคุณงามความดีและประโยชน์ต่อสังคม
ใครจะรู้บ้างว่าในเช้าวันจันทร์ที่แสนจะวุ่นวายในเมือง ที่เผชิญกับปัญหารถติด ก็ยังมีกลุ่มคนอยู่กลุ่มหนึ่งที่ประสบปัญหารถติดเหมือนกัน แต่บังเอิญติดหล่ม กลุ่มคนที่ว่านี้ก็คือบรรดาพ่อพิมพ์แม่พิมพ์ที่ต้องเดินทางเพื่อทำหน้าที่กองหน้าของรัฐบาล ที่บุกตะลุยทำลายล้างการอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ของเด็กนักเรียนที่อยู่ในถิ่นห่างไกล ซึ่งพวกเขาเองก็ถูกขนานนามว่า "ครูดอย" ชีวิตการเดินทางที่ยากลำบากทำให้ครูดอยมีความรักใคร่กลมเกลียวกัน มีความสมัครสมานสามัคคีกัน มีความเห็นอกเห็นใจกัน และก็มีความรักกัน ส่วนมากครูดอยคือครูที่จบใหม่ไฟ สำหรับดิฉันดิฉันคิดว่า "ไม่ว่าจะได้บรรจุที่ใดไม่เคยกลัวความลำบาก" ถึงแม้จะมาเจอสภาพความเป็นจริงอย่างไรก็ตาม ความทรมานในการเดินทาง บางโรงเรียน 3 ชั่วโมงจากตัวจังหวัดถึงอำเภอที่บรรจุ และอีกเกือบ 12 ชั่วโมง ในการขี่มอเตอร์ไซค์ซ้อนสองลัดเลาะตามป่าเขา ขึ้นเขา ลงเขา ผ่านธารน้ำ ลุยโคลน ทานข้าวร่วมกันกลางธรรมชาติที่สองข้างทางมีแต่โคลนและต้นไม้ บางครั้งต้องช่วยกันเข็นรถ(มอร์เตอร์ไซค์)เพราะรถติดหล่มท่ามกลางดินโคลนและสายฝนที่โปรยปราย บางครั้งรถเสียหลักไถลตกดอยต้องช่วยกันดึงกันฉุด ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ครูดอยคู่ซ้อนท้ายหลายคู่(คู่ชาย-หญิง)ที่ลงเอยด้วยเห็นใจกันและรักกัน ดังคำพูดที่ว่า "รักแท้แพ้ใกล้ชิด" ถึงแม้จะมีอุปสรรคมากมายขวางกั้นแต่ก็ไม่ได้ทำให้ศรัทธาและความตั้งใจที่มีอยู่ของครูดอยลดลงไปตามสภาวะ กลับจะมีแต่ความฮึกเหิมและกำลังใจเต็มเปี่ยม เพราะครูดอยเขาไม่ทิ้งกันอีกทั้งกำลังใจยังอยู่ข้างๆนั่นเอง
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ดิฉันคิดและฝันมาตลอดที่อยากจะเป็นครูบนดอย ครั้งหนึ่งดิฉันเคยได้ยินมาว่ามีคุณครูท่านหนึ่งจะขึ้นไปสอนที่บนดอยแต่พอได้ไปอยู่ที่นั้น 4-5เดือนแรกคุณครูท่านอยากกลับบ้านมากเพราะที่นั้นเป็นพื้นที่ล่อแหลม จากกองกำลังติดอาวุธ ปัญหายาเสพติด และผู้อพยพ จนเกือบละทิ้งอุดมการณ์การเป็นครู แต่เมื่อมองเห็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในห้องเรียนของโรงเรียนบ้านขอบด้ง ที่ไร้เด็กนักเรียนก็เหมือนกับได้สบกับสายพระเนตรของพระองค์ จึงตัดสินใจสู้ต่อ บุกไปหาเด็กนักเรียนถึงกลางไร่ข้าว ไร่ฝิ่น เพื่อจะสอนให้พวกเขารู้ภาษาไทย รู้กฎหมายไทย และสอนอาชีพ โดยนำโครงการหลวงมาส่งเสริมด้วยการเปิดสอนกลางแปลงนา แปลงผัก เพื่อเป็นห้องเรียนธรรมชาติ และปลูกดอกคาร์เนชั่นขาย เพื่อเป็นรายได้ให้เด็ก
ในที่ๆกันดารขนาดนี้ก็ไม่มีใครที่อยากจะเข้ามาแต่เมื่อ“วันที่ 11 มีนาคม 2535 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเสด็จฯมาที่บ้านขอบด้ง และเข้ามาที่อาคารศิลปาชีพ มาดูเด็กปั้นดินน้ำมันและเขียนภาษาไทย พระองค์ท่านดูแล้วก็เสด็จฯออกไปดูแปลงดอกคาร์เนชั่น และพระราชทานเงิน 3 พันบาท เป็นค่าโรงเรือน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชดำรัสฝากถึงครูและเด็ก ๆ ว่า ฉันฝากเด็กชาวเขาเหล่านี้ด้วย ตัวฉันอยู่ไกล ครูดูแลด้วยนะ จากพระราชดำรัสของพระองค์ จึงตั้งปณิธานไว้กับตัวเองว่า จะอยู่บนดอยจนเกษียณ ทำงานบนพื้นที่นี้ไปตลอดชีวิต อยู่เพื่อบอกกล่าวกับคนทั่วไปให้รู้ ว่า พระองค์ท่านได้ทำอะไรให้ที่นี่บ้าง และขณะนี้กำลังทำพิพิธภัณฑ์เรื่องราวชุมชนบ้านขอบด้ง กับพระเจ้าอยู่หัวของไทย ผู้ทรงอยู่ในหัวใจคนบ้านขอบด้งเสมอมา”
คำพูดของพ่อคำนี้มันอธิบายออกมาไม่ถูกมันทำให้ดิฉันรู้จักและคิดตลอดเวลาว่าดิฉันอยากจะไปอยู่บนดอยอยากไปสอนเด็กๆที่เขาไม่มีโอกาสเหมือนเด็กคนอื่นๆเขา อยากจะไปสอนให้เขามีความรู้ สอนให้เขาเติบโตเป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติความสุขของคนเป็นครูสำหรับดิฉันคือ เห็นเด็กๆมีความสุข มีความรู้และดิฉันก็มีความสุขด้วย ดิฉันคิดว่าการเป็นครูบนดอยจะสอนอะไรให้ดิฉันหลายๆอย่าง ดิฉันจะเป็นครูที่ดี เป็นครูที่ซื่อสัตย์ และจะตั้งใจอบรมสั่งสอนเด็กผ้าขาวบริสุทธิ์ทุกคนบนดอยให้เติบโตมาเป็นคนดีและจะเป็นแบบอย่างที่ดีของเด็กๆอย่างที่พ่อตรัสไว้ค่ะ
กลอน ครูดอย
จากชีวิตในเมืองที่รุ่งเรือง
ฝืนเดินมุ่งสู่เขาลำเนาป่า
หอบวิชาความรู้คู่ตัวมา
หวังเพียงว่าได้มาแล้วย้ายไป
คงมีเพียง คุณครู ผู้มักน้อย
เป็นครูดอย อยู่ห่างไกล ไร้ศักดิ์ศรี
แต่สูงค่า อุดมการณ์ ที่ครูมี
รับหน้าที่ ขันอาสามาดูแล
แสนหนาวเหน็บ เจ็บลึก ร่างกายสั่น
ไม่เคยหวั่น ลำบากกาย ไม่ยอมแพ้
เพียงให้เด็ก มีวิชา อย่าอ่อนแอ
จนเกินแก้ เพราะติดยา ค่าหมดไป
แม้เงินเดือน น้อยนิด ไม่เคยบ่น
ยังคงทน เพราะเด็กน้อย ชวนหลงใหล
จึงหนีเมือง สดสี ศิวิไล
เอาหัวใจ มาให้เด็ก เล็กบนดอย
ที่มา : http://coolbondoy.blogspot.com/2011/01/blog-post.h...

