การจัดการเรียนรู้ภาษาไทยที่เสริมสร้างการคิดอย่างมีวิจารณญาณ




การจัดการเรียนรู้ภาษาไทยที่เสริมสร้างการคิดอย่างมีวิจารณญาณ

เฉลิมลาภ ทองอาจ, ค.ด.






ภาษากับการคิดเป็นสิ่งเดียวกัน เพราะภาษาเป็นสัญลักษณ์แทนความคิด เป็นเครื่องมือของการคิด
และเป็นสิ่งที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ผู้ที่มีกระบวนการคิดที่เป็นระบบ ย่อมแสดงผ่านการใช้ภาษาที่ชัดเจน การลำดับความคิดได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน และการสื่อสารได้ตรงกับความคิด ในทางตรงกันข้าม การใช้ภาษาที่ขาดความชัดเจน ก็ย่อมแสดงให้เห็นถึงความคิดที่ยังคลุมเครือและขาดประสิทธิภาพ การจัดการเรียนรู้ภาษาจึงต้องให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการคิดและการใช้ความคิดกลับมาพัฒนาความสามารถทางภาษา

กระบวนการทางปัญญาของบุคคลเกิดขึ้นได้หลายลักษณะ หลายวัตถุประสงค์ ทำให้เกิดเป็นการคิดในลักษณะต่าง ๆ เช่น คิดเพื่อสร้างมโนทัศน์หรือความเข้าใจ คิดเพื่อแก้ปัญหา คิดเพื่อหาเหตุและผล คิดเพื่อสังเคราะห์หรือสร้างสรรค์ คิดเพื่อวิเคราะห์จำแนกองค์ประกอบ เป็นต้น ในที่นี้จะได้กล่าวถึงการคิดลักษณะหนึ่งที่มีความสำคัญ และเป็นพื้นฐานที่ทำให้คนมีระบบการคิดที่มีเหตุมีผล นั่นก็คือ “การคิดอย่างมีวิจารญาณ” (critical thinking) การคิดประเภทนี้ มีความสำคัญและจำเป็นต่อการดำเนินชีวิต เพราะจะช่วยให้สามารถตัดสินใจ ประเมินและลงมือและปฏิบัติสิ่งต่าง ๆ ได้โดยไม่เพียงแต่อาศัยอารมณ์และความรู้สึกส่วนตัว ทำให้เป็นผู้รู้จักสังเกตและมองสิ่งต่าง ๆ อย่างพินิจพิจารณา มีมุมมองที่ละเอียดและไม่ละเลยองค์ประกอบต่าง ๆ ระหว่างการตัดสินใจ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่ดีของการดำเนินชีวิตและการปฏิบัติงานในทุกสาขา

การคิดอย่างมีวิจารญาณ คือ กระบวนการทางปัญญาที่มุ่งพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ในเชิงของเหตุและผล ว่าสิ่งที่พิจารณานั้น สร้างขึ้นหรือนำเสนอขึ้นมาบนพื้นฐานของเหตุผล อันได้แก่ หลักฐาน ข้อมูล หรือข้อสนับสนุนที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ หรือสมบูรณ์เพียงพอหรือไม่เพียงใด ผู้ที่มีวิจารณญาณในการอ่านจะต้องมีทักษะที่สำคัญ ได้แก่ บอกได้ว่ามุมมองหรือข้อเสนอของผู้เขียนคืออะไร บอกได้ว่ามุมมองหรือข้อเสนอของผู้เขียนนั้น มีเหตุผลประกอบหรือไม่ บอกได้ว่าเหตุผลหรือมุมมองนั้น สมเหตุสมผลหรือไม่ เพียงพอหรือไม่ ถูกต้องหรือไม่ หรือเป็นไปตามการรู้โดยสามัญหรือไม่ รวมทั้งสามารถสร้างประเด็นหรือข้อเสนอใหม่ ที่มีเหตุมีผล และมีโครงสร้างที่ชัดเจน (Cottrell, 2011) ซึ่งทักษะเหล่านี้ สามารถใช้เนื้อหาและกระบวนการทางการสอนภาษาไทยเป็นสื่อในการพัฒนาได้ทั้งสิ้น

ตัวอย่างของจัดการเรียนการสอนภาษาไทยเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณ จำแนกตามสาระ
การเรียนรู้ทั้ง 5 สาระการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย มีดังต่อไปนี้

1. การอ่าน : ครูสามารถให้นักเรียนอ่านข้อความ บทความ หรือข้อเขียนจากเอกสารต่าง ๆ ที่มีประเด็นในการเขียน เช่น วารสาร หรือนิตยสาร หรืองานเขียนที่สามารถนำไปสู่การวิเคราะห์วิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย เช่น เรื่องสั้น นวนิยาย กวีนิพนธ์ ฯลฯ มาให้นักเรียนพิจารณา ค้นหา หรือเลือกประเด็นที่ผู้เขียนนำเสนอมาพิจารณาว่า สมเหตุสมผลหรือไม่ โดยนำไปสู่การตีความจุดประสงค์ เจตนาหรือแนวคิดในเรื่อง ที่อาจจะไม่กล่าวถึงโดยตรงในเรื่อง ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่นักเรียนมีความคุ้นเคยอยู่แล้ว เช่น ให้นักเรียนอ่านนิทานอีสป แล้วถามความสมเหตุสมผลของการเสนอข้อคิดต่าง ๆ ในเรื่อง ว่าข้อคิดต่าง ๆ เหล่านั้นยังคงใช้ได้ในชีวิตประจำวันหรือไม่ หรือหากจะต้องปรับเปลี่ยนจะปรับเปลี่ยนอย่างไร

2. การเขียน : กิจกรรมการเขียน ครูควรมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมให้นักเรียนเขียน ในลักษณะของการตั้งประเด็น (argument) อันได้แก่ การนำเสนอจุดยืนทางความคิดต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งไปในทางหนึ่ง แล้วหาเหตุผลมาประกอบ อันจะทำให้นักเรียนรู้จักที่จะตั้งประเด็น หรือแสดงมุมมองความคิด ตัวอย่างหัวข้อการเขียนที่จะช่วยให้นักเรียนเป็นผู้ใช้เหตุผลในการสนับสนุนความคิดของตนเอง เช่น นักเรียนเห็นด้วยหรือไม่กับการออกกฎหมายอนุญาตให้ยาเสพติดบางประเภทเป็นยารักษาโรค หรือ นักเรียนเห็นด้วยหรือไม่ว่า ควรจะมีการสร้างทางเลียบริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นต้น

3. การฟัง การดู และการพูด : ครูภาษาไทยสามารถนำสื่อในลักษณะต่าง โดยเฉพาะสื่อที่มีเนื้อหาโน้มน้าวใจมาให้นักเรียนพิจารณาประเด็นที่นำเสนอ ตลอดจนความสมสมผลของการกล่าวอ้าง แล้วให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นต่อสิ่งที่ได้ฟังและดู โดยการแสดงความคิดเห็นนั้น มุ่งเน้นไปที่การแสดงเหตุผล ข้อโต้แย้ง หรือข้อหักล้างเป็นสำคัญ ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนวิเคราะห์และประเมินสื่อที่ฟังและดูในแง่มุมต่าง ๆ ที่ลึกซึ้งขึ้น เพราะการพิจารณาสารหรือแนวคิดของผู้ส่งสารนั้นในบางครั้ง จำเป็นจะต้องอาศัยการตีความในระดับที่ลึกมากกว่าทั่วไป

4. หลักการใช้ภาษา : โครงสร้างภาษาและกฎเกณฑ์ด้านไวยากรณ์ แม้จะเป็นสิ่งดูเหมือนจะตายตัวและเปลี่ยนแปลงได้ยาก แต่การศึกษาในเชิงเหตุและผล ก็จะช่วยให้เข้าใจโครงสร้างภาษามากขึ้น ครูภาษาไทยสามารถสอนด้วยการฝึกให้นักเรียนเปรียบเทียบ และวิเคราะห์โครงสร้างภาษา เช่น วิเคราะห์คำ วิเคราะห์ประโยค โดยเฉพาะในส่วนของการแสดงเหตุผลและการใช้ภาษา การใช้คำเชื่อมเพื่อแสดงเหตุผล เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนได้คิดตลอดเวลาที่เรียบเรียงข้อความ ทำให้การใช้ภาษาในการร้อยเรียงประโยคสามารถลำดับความคิดได้ชัดเจน

5. วรรณคดีและวรรณกรรม : วรรณคดีไทยหรือวรรณกรรมปัจจุบัน เป็นสื่อที่ดีสำหรับนำมาพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณ โดยอาจส่งเสริมให้นักเรียนพิจารณาความเป็นเหตุเป็นผลของรูปแบบการเขียน เช่น การเขียนเป็นโคลง ร่าย สัมพันธ์กับเนื้อหาแล้วช่วยส่งเสริมกันหรือไม่อย่างไร ส่วนในด้านเนื้อหา ก็อาจจะพิจารณาว่า ตัวละคร ฉาก เหตุการณ์ ประเด็น หรือปมขัดแย้งต่าง ๆ ในเรื่อง มีความสมเหตุสมผลหรือไม่ มีอะไรที่เป็นน้ำเสียงหรือทัศนคติที่แฝงอยู่ในความคิดของผู้เขียนแล้วสะท้อนผ่านองค์ประกอบต่าง ๆ ของวรรณคดีหรือไม่ เป็นต้น

คุณค่าของมนุษย์อยู่ที่ความสามารถในการตัดสินใจด้วยเหตุและผล ไม่ใช่แต่อารมณ์หรือความรู้สึกไปเสียทั้งหมด การฝึกหัดพัฒนาให้เยาวชนเป็นผู้มีเหตุผล รู้จักพินิจพิจารณาความถูกต้องของข้ออ้างหรือข้อเสนอ
ที่ปรากฏในสื่อหรือการใช้ชีวิตประจำวัน ย่อมทำให้สามารถเลือกที่จะเชื่อหรือปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมได้ เพราะวิจารณญาณจะเป็นเหมือนตาข่ายที่คัดกรองประเด็นหรือข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจองค์ประกอบของสิ่งเหล่านั้นได้อย่างกระจ่างแจ้งมากยิ่งขึ้น เพียงครูภาษาไทยรู้จักที่จะหยิบยกและสอนให้นักเรียนคิดพิจารณาภาษาในแง่มุมของเหตุและผล ก็ย่อมจะนำไปสู่การส่งเสริมให้เกิดสมรรถนะการคิดที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง
และสังคมโดยส่วนรวม

_________________________________________________________________________

รายการอ้างอิง

Cottrell, S. (2011). Critical thinking skills: Developing effective analysis and argument. Palgrave Macmillan.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การพัฒนาหลักสูตรและการสอนภาษาไทย



ความเห็น (0)