ในการฝึกนั้นครูจะตั้งเกณฑ์ไว้ว่าถ้านักเรียนคนใดอ่านคำในแบบฝึกอ่าน ตั้งแต่บทที่ 1 – 13 ได้ก่อน 10 คนแรกจะมีรางวัลให้และการอ่านนั้นจะต้องอ่านให้ครูและผู้ปกครองฟังพร้อมทั้งมีลายมือของครูและผู้ปกครองเซ็นต์กำกับไว้ด้วย ผลจากการใช้บัตรคำอิเล็กทรอนิกส์ และแบบฝึกอ่าน พบว่า ช่วงระยะเวลาประมาณ 2 เดือน นักเรียนสามารถอ่านหนังสือได้มากขึ้น มีบางคนอ่านได้ถึงบทที่ 13 แล้ว ทำให้ทราบว่า การฝึกอ่านบ่อย ๆ อ่านซ้ำ ๆและให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วม ใช้สื่อที่หลากหลาย ครูคอยติดตามชี้แนะ ให้แรงเสริม จะทำให้นักเรียนอ่านหนังสือได้ดีขึ้น ขุมความรู้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้งานสำเร็จ 1.ใช้สื่อบัตรคำอิเล็กทรอนิกส์ 2.นักเรียนมีส่วนร่วม 3.ผู้ปกครองมีส่วนช่วยพัฒนาการอ่าน 4.ครูมีการประเมินผล และมีการเสริมแรง 5.ฝึกบ่อย ๆ โดยเน้น ย้ำ ซ้ำ ทวนแก่นความรู้ ใช้สื่อหลากหลาย ผู้ปกครองเข้าช่วย นักเรียนมีส่วนร่วม ครูวัดประเมินและเสริมแรง
จากการที่สอนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 พบว่า นักเรียนอ่านหนังสือไม่ค่อยได้ และอ่านไม่คล่อง จึงคิดหาแนวทางแก้ไข เริ่มจากการใช้แบบฝึกอ่าน ซึ่งจัดทำเป็นเล่ม โดยเลือกคำซึ่งเป็นคำใหม่ และคำยากจากหนังสือเรียนชุดพื้นฐานภาษา มารวบรวมพิมพ์เป็นเล่มให้นักเรียนได้ฝึกอ่านทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน ใครอ่านบทไหนได้ก็ให้มาอ่านให้ครูฟัง ครูก็จะเซ็นชื่อกำกับไว้(ใช้เวลาว่าง) และจัดทำบัตรคำอิเลคทรอนิกส์ ซึ่งใช้กับเครื่องเล่นซีดี โดยคำที่นำมาจัดพิมพ์นั้นเป็นคำใหม่และคำยาก จากหนังสือเรียนเช่นเดียวกับแบบฝึกอ่าน เพียงแต่เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ใช้ฝึกอ่าน นักเรียนจะได้มีแบบฝึกอ่านหลายรูปแบบ ไม่จำเจ วิธีการฝึกอ่านนั้นจะให้ฝึกอ่านในตอนเช้า และตอนเย็นก่อนเลิกเรียน โดยครูอ่านนำนักเรียนอ่านตาม , ให้นักเรียนอ่านพร้อม ๆกัน ฝึกให้นักเรียนอ่านทีละคน หมุนเวียนกันไปเรื่อย ๆ ถ้านักเรียนออกเสียงไม่ถูก ครูต้องคอยแก้ไขให้ทันที จากนั้นก็จะให้อ่านเรื่องต่าง ๆ จากหนังสือเรียน